เคล็ดลับ ผิวขาวใส แบบใส่ใจสุขภาพ

เคล็ดลับ ผิวขาวใส แบบใส่ใจสุขภาพ สาวๆ ที่รักในการเล่นกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเดินเล่นในสวนสาธารณะ การปลูกต้นไม้ การวิ่งออกกำลังกายใกล้ๆ บ้าน หรือจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผิวเกิดการคล้ำเสียเนื่องจากการสัมผัสกับแสงแดด และรังสี UV ซึ่งรังสี UV ในแสงแดดนี่เองที่เป็นตัวการสำคัญ และต้นเหตุที่ทำให้ผิวใสๆ ของคุณสาวๆ กลับมาคล้ำเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งกว่าจะกลับขาวใสเหมือนเดิม ก็อาจใช้เวลานานในการต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในบ้านไม่อยากออกไปโดนแสงแดดข้างนอก และนอกจากจะทำให้ผิวคล้ำเสียแล้ว แสงแดดเหล่านี้อาจทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ เกิดเป็นจุดด่างดำ ผิวแห้งกร้าน และหยาบกระด้างได้ และโดยปกติแล้ว ถึงแม้ว่าจะหลบอยู่ในที่ร่ม แต่รังสี UV นี้ก็สามารถที่จะทำลายผิวขาวสวยๆ ของสาวๆ ได้อยู่ วันนี้เนสมีเคล็ดลับดีๆ ที่ทำให้ผิวของสาวๆ ที่เกิดคล้ำเสีย กลับกลายมาเป็นผิวขาว สวย อวดผิวสุขภาพดีกันอีกครั้ง

เคล็ดลับที่ทำให้ผิวขาว สวยใส

อาหารช่วยให้ผิวสวย โดยเน้นรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ หรืออาหารที่ต้านการเสื่อมของผิวพรรณ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอหรือผิวหนังที่เสียไป เช่น ไข่ นม เนย บรอกโคลี ผักขม ฟักทอง มะเขือเทศ และส้ม ผักสีเหลืองและสีแดง หรือสารอาหารที่ให้ความชุ่มชื้นต่อผิวกาย เช่น ข้าวสาลี ถั่วเหลือง น้ำมันปลา น้ำมันงา

ขัดผิวกาย เพื่อเป็นการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายหรือเสื่อมสภาพแล้วให้หลุดลอกออกโดยเร็ว และเพื่อให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ สาวๆ ทั้งหลายสามารถทำสครับขัดผิวเองได้ง่ายๆ ด้วยการนำสิ่งของใกล้ตัว เช่น น้ำตาล เมล็ดกาแฟ ข้าวโอ๊ต กล้วยมีเมล็ด เมล็ดอัลมอนด์ มาบดให้ละเอียดและผสมกับโยเกิร์ต น้ำผึ้ง หรือน้ำมันมะกอก การขัดผิวนี้สามารถทำได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อความสดใสสุขภาพดีของผิวพรรณ

แต่งเติมเสริมแต้มอีกนิด หากต้องการเพิ่มความกระจ่างใสของผิวสาวอย่างรวดเร็ว สาวๆ อาจมีการเสริมแต่งเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ด้วยการใช้ผงชิมเมอร์ทาบนผิวกาย หรือหากต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นให้กับผิวกาย ก็สามารถนำผงชิมเมอร์ผสมกับโลชันบำรุงผิว หรือโลชันบำรุงผิวบางชนิดตามร้านค้าอาจมีส่วนผสมของชิมเมอร์อยู่แล้วก็สามารถใช้ได้ เพื่อสร้างความเรืองรองกระจ่างใสให้ผิวได้อีกทางหนึ่ง

โลชันบำรุงผิวสาว หากต้องฟื้นฟูผิวจากความคล้ำเสียอย่างถาวร สาวๆ จำเป็นจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิวคล้ำเสียด้วย ไปพร้อมกับการปกป้องผิวจากแสงแดด โดยควรทาโลชันบำรุงผิวอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ก่อนออกจากบ้าน หรือก่อนนอน เพื่อบำรุงและป้องกันผิวไม่ให้กลับมาคล้ำเสียอีก

พักผ่อนนอนหลับ การพักผ่อนนอนหลับอย่างสนิท จะช่วยยืดอายุของผิวพรรณไม่ให้เสื่อมเร็วเกินไป ถ้าจะให้ดีที่สุด ก่อนนอนทานนมอุ่นๆ ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย ทำจิตใจให้สงบ หรือจะสวดมนต์ ทำบุญวันเกิด อุทิศส่วนกุศลแก่เจ้ากรรมนายเวร แผ่เมตตาจิตก่อนนอน เท่านี้ ตื่นขึ้นมา ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ จะสดชื่นผิวพรรณผุดผ่องได้
เคล็ดลับ ผิวขาวใส แบบใส่ใจสุขภาพ


ที่มา : beautyvwander.com

เสริมพัฒนาการรอบด้านของลูกด้วย "การเต้นรำ"/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

เสริมพัฒนาการรอบด้านของลูกด้วย "การเต้นรำ"/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ วิธีการเสริมสร้างความฉลาดให้กับลูกรักนั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น การอ่านหนังสือ การเล่นไม้บล็อก การทำอาหาร กิจกรรมศิลปะ รวมถึงการเล่นดนตรี และการเต้นรำ โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ "การเต้นรำ" ถือเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่เด็กๆ ชอบและตอบสนองต่อพัฒนาการของเด็กมากที่สุด เพราะโดยธรรมชาติของเด็กเมื่อได้ยินเสียงเพลง หรือจังหวะที่เร้าใจ เด็กจะตอบสนองโดยการเต้นและโยกย้ายตัวไปมา นอกจากการเต้นรำจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เด็กๆ ได้รับความสนุกสนานแล้วยังส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กๆ ไปพร้อมกันด้วย ดังนี้

1. ด้านร่างกาย เด็กๆ จะได้เคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน ได้พัฒนากล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อใหญ่ นอกจากนี้ยังช่วยให้เรื่องของการสูบฉีดโลหิต การคลายตัวของกล้ามเนื้อ รวมทั้งการพัฒนาสมอง เพราะสมองจะหลั่งสารเอ็นโดรฟิน (Endorphin) ซึ่งถือว่าเป็นสารที่มีความสุขออกมาอีกด้วย

2. ด้านอารมณ์ เด็กๆ จะได้รับความสนุกสนาน ได้เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเร็วและช้า ซึ่งจังหวะช้าช่วยให้เด็กผ่อนคลายและให้ความรู้สึกสงบ ส่วนจังหวะเร็วจะช่วยให้เด็กรู้สึกกระฉับบกระเฉง สดชื่นแจ่มใส

3. ด้านสังคม เด็กได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น การเป็นผู้นำ ผู้ตาม การแบ่งปัน รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและช่วยเรื่องการปรับตัวในการเข้าสังคมสำหรับของเด็กที่ขี้อายอีกด้วย

4. ด้านสติปัญญา เด็กได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ เช่น ความจำในท่าทางการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้เรียนรู้เรื่องของจังหวะ พื้นที่และเวลา รวมทั้งในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการอีกด้วย

เช่นเดียวกับคำกล่าวของ Jaques- Dalcroze (1931) บอกว่า ความสนุกสนาน เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการกระตุ้นด้านจิตใจและสำหรับเด็กๆ แล้วการเคลื่อนไหวและดนตรีถือเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานที่สุด นอกจากนั้นแล้วงานวิจัยยังได้ยืนยันอีกว่าเด็กที่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการเต้นรำ จะมีพัฒนาการทุกๆ ด้านที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้การกระตุ้น

***คราวนี้เราลองมาดูกันว่า มีการเต้นแบบไหนบ้างสำหรับเด็ก

1. การเคลื่อนไหวร่างกายแบบอยู่กับที่ (Nonlocomotor Movement) หรือการเต้นอยู่กับที่ เป็นการเคลื่อนไหวโดยที่ร่างกายไม่ต้องเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เช่น การยืดตัว การหดตัว การตบมือ หมุนแขน หมุนคอ ขยิบตา เคลื่อนไหวมือ เท้า นิ้วมือ นิ้วเท้า เป็นต้น

2. การเคลื่อนไหวร่างกายแบบเคลื่อนที่ (Locomotor Movement) หรือการเต้นแบบเคลื่อนที่ หมายถึงการเคลื่อนไหวที่ย้ายจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ได้แก่ การเดิน การวิ่ง การกระโดด การคลาน การควบม้า เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนรู้จักตนเองและการใช้ร่างกายที่ลื่นไหล นอกจากนี้ก็มีการเต้นประกอบจังหวะและการเต้นแบบกายบริหาร และเต้นประกอบจังหวะ เช่น บัลเล่ย์ ( Ballet) เป็นการเต้นระบำปลายเท้า ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเต้นรำประเภทต่างๆ
- การเต้นแบบ (Jazz) เป็นการเต้นที่สวยงามและสนุกสนาน ได้ให้ส่วนต่างๆของร่างกาย เช่นสะโพก มือขา กับเพลงที่มีจังหวะสนุกสนานเร้าใจ
- การเต้นแบบ (Hip Hop) เป็นการเต้นที่ไม่ตายตัว แต่ใช้การแสดงสีหน้าและท่าทาง อย่างอิสระ นอกจากนั้นยังมีการเต้นแบบ Latin ,belly dance และ Tap dance เป็นต้น

3.การเคลื่อนไหวร่างกายพร้อมอุปกรณ์ เช่น เคลื่อนไหวกับอุปกรณ์ดนตรี เคลื่อนไหวกับผ้า เชือก กระดาษ ตุ๊กตา ฯลฯ

4. การเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์หรือการเต้นแบบสร้างสรรค์ (Creative Movement) ซึ่งจะใช้ทั้งเพลงบรรเลง และเพลงที่มีเนื้อร้อง เช่น กิจกรรมเคลื่อนไหวตามจินตนาการ กิจกรรมสร้างสรรค์ท่าทางส่วนต่างๆของร่างกาย การเคลื่อนไหวร่างกายระดับสูง (ทำท่าทางบินสูงๆ , ยืดตัวสูงๆ) เคลื่อนไหวร่างกายระดับต่ำ (เคลื่อนไหวร่างกายเลียนแบบหนอนที่คืบคลานอยู่ตามพื้นดิน)

จะเห็นได้ว่ากิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการเต้นรำสำหรับเด็กนั้น นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ชอบมากเป็นพิเศษแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาของเด็กโดยตรงอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่พาลูกๆ มาเต้นรำกันเถอะค่ะ

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

10 วิธีบริหารสมอง 'ส่วนการเรียนรู้' ของลูก/Mother&Care

10 วิธีบริหารสมอง 'ส่วนการเรียนรู้' ของลูก/Mother&Care
ช่วงแรกเกิด-3 ขวบปีแรก สมองมีการพัฒนาและเจริญเติบโตเร็วที่สุด หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจ ส่งเสริมอย่างถูกวิธี ก็เท่ากับได้กระตุ้นเซลล์สมองส่วนการเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ในวันนี้เรามีกิจกรรมกาเรรียนรู้ของลูกน้อย ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปใช้มานำเสนอค่ะ

***วิธีการบริหารสมองส่วนการเรียนรู้

1. สบตาแล้วส่งยิ้มให้ลูกหรือทำหน้าตาให้ลูกเลียนแบบ เพื่อกระตุ้นความสนใจให้ลูกเรียนรู้เรื่องการสังเกตใบหน้าของคุณพ่อคุณแม่

2. ให้ลูกเรียนรู้การใช้สายตาในการสังเกตและมองสิ่งต่างๆ เมื่อลูกเริ่มโตขึ้น เช่น แสงแดดที่ส่องลงมายังต้นไม้ ทำให้เกิดเงาบางส่วน ก็สามารถช่วยให้ลูกเรียนรู้เข้าใจหลักการเรื่องเงา

3. การพูดคุย ร้องเพลงหรืออ่านหนังสือนิทาน (พร้อมท่าทางประกอบ) ของพ่อแม่ จะช่วยพัฒนาทักษะการฟังและภาษา เพราะข้อมูลเหล่านี้ จะถูกเก็บสะสมไว้ในสมอง และเชื่อมโยงเป็นเรื่องราว พัฒนาต่อไปในอนาคตได้เป็นอย่างดี

4. กระตุ้นความสนใจ ให้ลูกเรียนรู้ความแตกต่างเรื่องเสียงต่างๆ จากเสียงเหตุการณ์รอบตัว เช่น เสียงรถ, เสียงสัตว์, เสียงนาฬิกา หรือของเล่นมีเสียงที่บ้าน

5. การให้ลูกสัมผัส หยิบจับ วางซ้อนหรือต่อบล็อกผ้า, จิ๊กซอว์ (ชิ้นใหญ่) จะช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องทิศทางการสังเกตได้ดี และยังช่วยฝึกฝนทักษะการใช้ประสาทสัมผัสและการมองเห็น ให้ทำงานประสานสัมพันธ์กันได้ดีด้วยค่ะ

6. เมื่อลูกกินอาหารได้หลากหลายแล้ว ควรใช้โอกาสนี้ ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องรสชาติ ลักษณะอาหารแบบต่างๆ เช่น กล้วยสุก แตงกวาปลอกเปลือก หรือมะละกอ โดยหั่นเป็นชิ้นให้ลูกหยิบจับได้ง่าย

7. การเรียนรู้เรื่องกลิ่น ควรให้ลูกคุ้นเคยกับกลิ่นใกล้ตัวก่อน เช่น กลิ่นตัวของแม่ (ขณะที่อุ้มให้นม), กลิ่นอาหาร จากนั้นก็ค่อยๆ ให้ลูกเรียนรู้กลิ่นที่แตกต่าง เช่น กลิ่นดอกไม้ที่ไม่ฉุนเกินไป หรือกลิ่นปรุงแต่งของสารเคมี น้ำหอม

8. การอุ้มลูกพร้อมกับลูบไล้ตามแขนหรือลำตัวลูก เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัส เรียนรู้เรื่องความรู้สึกที่สำคัญ สัมผัสความรู้สึกนี้ยังส่งผลดีต่อจิตใจและอารมณ์ในทางบวกของลูกค่ะ

9. เกมสนุกที่คุณเล่นกับลูก ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องต่างๆ ในหลายส่วนค่ะ เช่น ภาษาจากเกมสัมผัสอวัยวะ (พร้อมกับบอกชื่อ) เป็นต้น

10. การหาของเล่นในลักษณะต่างๆ เช่น สำลี, ผ้าขนหนู, น้ำ, ทราย, ดิน มาเป็นผู้ช่วย ให้หยิบจับ สัมผัสกับวัตถุนั้นๆ เพื่อให้ลูกเรียนรู้เรื่องผิวสัมผัส

***ลูกเรียนรู้ได้ดี เพราะอะไร

สมองของลูกน้อยมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา จึงส่งผลให้เซลล์ประสาทในสมองก็ทำงานด้วย และการที่สมองสามารถเรียนรู้ได้ดีนั้น ก็เกิดจากที่เซลล์สมองมีส่งผ่านข้อมูลซึ่งกันและกัน จนมีการสื่อสาร เชื่อมโยง แตกขยายเซลล์สมองออกไปเรื่อยๆ ดังนั้น ยิ่งเซลล์ประสาทได้รับข้อมูลมาก ยิ่งใช้มาก การเรียนรู้ของลูกน้อยก็เกิดได้เร็วและดีตามไปด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าจุดเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทไม่มีการกระตุ้นให้ทำงาน (การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5) การแตกแขนงของเซลล์สมองก็จะค่อยๆ น้อยลงไป จนขาดหายไปในที่สุด


**********************

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากนิตยาสาร Mother & care ฉบับเดือนพฤษภาคม 2553 ค่ะ ซึ่งนอกจากเรื่องที่ยกมานำเสนอข้างต้นแล้ว ในเดือนนี้ยังมีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น อากาศเปลี่ยน แม้ท้องระวังภูมิแพ้! สายลับจับนักสำรวจน้อย ลูกเราสมาธิสั้นหรือเปล่า หรือ 5 4 3 2 1 นับถอยหลังพร้อมรับวันคลอด เพื่อให้คุณแม่ได้เตรียมตัวต้อนรับเจ้าตัวน้อยกันค่ะ
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

หัวเราะบำบัดสร้างสุขให้ครอบครัว/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

หัวเราะบำบัดสร้างสุขให้ครอบครัว/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
ปัจจุบันนี้การหัวเราะบำบัด (Laugh Therapy) เป็นศาสตร์แขนงใหม่ในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศอินเดีย ประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับเด็กๆ แล้วเสียงหัวเราะเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ที่ผู้ใหญ่อยากได้ยิน โดยเฉลี่ยแล้วเด็กๆ หัวเราะ มากกว่า 300 ครั้งต่อวัน ในขณะที่ผู้ใหญ่หัวเราะประมาณ 15 ครั้งต่อวัน

ทั้งนี้เพราะโลกของเด็กๆ สวยงาม น่ารัก ไร้เดียงสา ในขณะที่โลกของผู้ใหญ่นั้นเต็มไปด้วยปัญหาและความเครียด โรคภัยไข้เจ็บที่มีอยู่ในโลกปัจจุบัน มากกว่า 70% เกิดขึ้นจากความเครียด เช่นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ นอนไม่หลับ ปวดหัว (ไมเกรน) ภูมิแพ้ ความวิตกกังวลต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นการขาดเสียงหัวเราะในชิวิตส่งผลให้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ชิวิต และจิตใจได้

ประโยชน์มากมายจากการหัวเราะ คือ

• การหัวเราะช่วยลดความดันโลหิต
• ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด
• ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
• ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย
• ช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอ็นโดฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข
• เป็นยาแก้ปวดที่ร่างกายสร้างขึ้นโดยธรรมชาติ
• ช่วยให้ปอดแข็งแรง
• ช่วยให้หัวใจมีการสูบฉีดโลหิตที่ดี
• ช่วยให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
• การหัวเราะสร้างเสน่ห์
• ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
• ช่วยเปิดสมองให้แจ่มใส

นอกจากนี้สำหรับเด็กแล้ว การที่เด็กได้ยิ้มและหัวเราะเป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านอารมณ์และสังคมของเด็กได้ดีอีกวิธีหนึ่งด้วย คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้ลูกด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

1. หอมพุง และเอาปากเป่าที่พุงลูก ทำเสียงแปลกๆ เด็กเล็กๆ จะชอบมาก ยิ่งถ้าเป็นเสียงผายลมเด็กๆ จะยิ่งหัวเราะคิกคัก

2. แกล้งจาม เด็กเล็กๆ ชอบฟังเสียงแปลกๆ แต่ไม่น่ากลัว ดังนั้นการแกล้งจามจึงเป็นวิธีหนึ่งที่เรียกเสียงหัวเราะของเด็กได้

3. เล่นเกม "จ๊ะเอ๋" เป็นการเล่นที่ง่ายๆ และเด็กชอบมาก

4. ทำหน้าและท่าทางตลกๆ กับลูก เช่น ผลัดกันทำหน้าเหมือนกบ เลียนแบบท่าเดินของเป็ด ซึ่งการเล่นแบบนี้จะทำให้เด็กชอบและสนุกสนานมากทีเดียว

5. กระดกลิ้น เป่าปาก ประสานสายตามองเด็กๆ ด้วยความอ่อนโยน และยิ้มกับลูก

6. เอาของเล่นหรือตัวสัตว์วางที่หัว เมื่อเด็กๆ เริ่มให้ความสนใจแล้ว ทำท่าตลกๆ ทำเหมือนไม่รู้ว่าอะไรอยู่ที่หัว และในที่สุดพูดว่าอยู่นี่เอง

7. เต้นรำกับลูก เด็กบางคนชอบโยกตัวเต้นรำกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ต้องระวังอย่าเขย่า หรือสั่นศรีษะลูกเพราะจะกระทบกระเทือนสมองได้

8. เด็กบางคนชอบให้คุณพ่อ โยนแล้วรับ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ

9. เล่นเกมปูไต่หลังหรือจั๊กจี๊ เอวและเท้า เด็กๆ ส่วนใหญ่ชอบเล่นเกมนี้มาก แต่ต้องสังเกตความชอบของเด็กด้วย เด็กบางคนไวต่อการสัมผัส และอาจเกิดผลเสียได้

10. จับเท้าเล็กๆ ของลูกแล้วแกล้งเอาเข้าปาก ทำเสียงตลกๆ ที่ไม่น่ากลัว ง่ำ ง่ำ ง่ำ ง่ำ จะเรียกเสียงหัวเราะของเด็กได้เช่นกัน

11. หากเป็นเด็กโต ที่รู้เรื่องแล้วอาจแกล้งพูดประโยคผิดๆ เช่น เอารองเท้ามาใส่นมให้แม่หน่อย หรือเอาก้อนหินมาใส่กะทะ เป็นต้น เด็กจะหัวเราะแล้วยิ้มพร้อมทั้งแก้ประโยคให้คุณพ่อคุณแม่

12. แต่งตัวตลกๆ ให้ลูกเห็น เช่น เอารองเท้ามาใส่ที่มือ เอาถุงเท้าใส่ที่แขน เอากางเกงมาสวมที่ศีรษะ เป็นต้น เด็กจะรีบบอกทันทีว่า "ไม่ได้" แล้วหัวเราะคิกคัก

เสียงหัวเราะของเด็กๆ เป็นเหมือนเสียงสวรรค์ที่สร้างความสุขให้กับทุกคนในครอบครัว ทั้งยังเป็นเหมือนยาวิเศษที่ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยอ่อนจากการทำงานของคุณพ่อคุณแม่ให้หายไปในพริบตาอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เรามาสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในครอบครัวกันเถอะค่ะ

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ปัญหารูปร่างอำพรางด้วยเสื้อผ้า

ปัญหารูปร่างอำพรางด้วยเสื้อผ้า
ผู้หญิงเราจำนวนไม่น้อยที่มีสรีระร่างกายบางส่วนไม่สวยมักประสบปัญหาการสวมใส่เสื้อผ้า บางทีเสื้อผ้าสวยงาม ยี่ห้อดี ๆ แต่พอซื้อมาใส่เองกลับดูไม่ได้เลย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า แต่อยู่ที่การเลือกชุดให้เข้ากันและการรู้จักตกแต่งเพิ่มเติม ต่อไปนี้คือคำแนะนำบางส่วนที่สามารถช่วยคุณผู้อ่านที่มีปัญหานี้ได้ค่ะ

หน้าอกเล็กลงด้วยเสื้อผ้าสีเข้ม
ผู้หญิงที่มีหน้าอกโตแล้วยังใส่เสื้อหลวม ๆ สีอ่อนมีลายยาวเป็นทาง แถมยังใส่กระโปรงสั้นเข้มอีก สิ่งที่ว่ามาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ไปเน้นความใหญ่โตโอฬารของหน้าอก ที่ถูกต้องแล้วควรทำดังต่อไปนี้ สวมเสื้อที่มีสีเข้ม ยิ่งเป็นสีดำก็ยิ่งดี เสื้อที่ว่าไม่ต้องมีลายอะไรไม่ว่าลายขวางยาวหรือทางขวาง ที่สำคัญต้องเป็นเสื้อที่รัดรูป แล้วใส่คู่กับกระโปรงสีอ่อน ๆ ทั้งหมดนี้ช่วยช่อนรูปและพรางตาให้หน้าอกมีขนาดเล็กลง

ลดขนาดต้นแขนด้วยเสื้อแขน 3 ส่วน
ถ้าคุณมีต้นแขนที่ใหญ่โตเหมือนท่อนซุง การที่คุณจะใส่เสื้อแขนกุด สีโทนอ่อนนั้น ดูแล้วคงจะพิลึก ดังนั้น วิธีแก้ก็คือให้ใส่เสื้อแขน 3 ส่วนปกปิดต้นแขนที่ ใหญ่โตมโหฬารของคุณ และควรเลือกสีที่สดใส ฉูดฉาดเพื่อกลบเกลื่อนทรวดทรงที่ไม่สวยของคุณ

ก้นกระชับด้วยกางเกงรัดรูปสีดำ
สีเข้มสามารถกลบเกลื่อนความใหญ่โตของอวัยวะบางส่วนได้ ผู้หญิงที่ก้นใหญ่สามารถใช้ความจริงข้อนี้มาเป็นประโยชน์กับตัวเองได้ แทนที่คุณจะใส่กางเกงหลวม ๆ สีอ่อน ๆ แล้วไปเน้นความใหญ่ของก้นของคุณก็เปลี่ยนมาใส่กางเกงรัดรูปสีเข้ม ๆ สีดำยิ่งดี เพื่อพรางตาให้ดูเหมือนว่าก้นคุณไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย แต่ถ้าใส่สีเข้มทั้งเสื้อและกางเกงแล้วดูไม่ค่อยสดใสก็อาจใส่เสื้อสีโทนร้อนแรง เพื่อเพิ่มสีสันขึ้นก็ได้

ขาสวยด้วยกระโปรงสีโทนอ่อน
ผู้หญิงที่มีขาที่ยาวและเล็กหรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่าขาตะเกียบ มักมีปัญหาเวลาสวมกระโปรงสั้นแค่เข่า เนื่องจากกระโปรงแบบนี้ คุณต้องโชว์เรียวขาของคุณ ยิ่งถ้ากระโปรงนั้นมีลีดำเข้าไปอีก ก็จะยิ่งดูไม่สวยมากขึ้นเพราะจะเน้นความเล็ก และยาวของขาคุณทางแก้คือ ให้หากระโปรงยาวเลยเข่าสีโทนอ่อน เช่น สีขาว สีเทา สีครีมมาใส่ เพราะว่าสีอ่อนสามารถพรางตาทำให้ดูเหมือนว่าคุณมีช่วงขาที่สมส่วน ถ้าได้ใส่เข้าคู่กับรองเท้าบู๊ตยาวประมาณเข่าที่ช่วยปิดบังท่อนขาช่วงล่างของคุณ ก็จะยิ่งดูดีขึ้นอีก

เสื้อ

- เสื้อแขนกุดไม่เหมาะกับคนอ้วน
- เสื้อคอวีเหมาะกับคนที่ศีรษะโต หรือช่วงคอสั้น
- เสื้อลายทางยาว ๆ ช่วยพรางหุ่นอวบอ้วนให้ เพรียวขึ้น
- เสื้อเชิ๊ตช่วยให้ดูเป็นผู้ทำงานที่ปราดเปรียวขึ้น

กระโปรง

- สะโพกใหญ่ควรสวมกระโปรงยาวระดับหัวเข่า เข้ารูปไม่ต้องบานนัก
- หน้าท้องยื่นควรปิดด้วยกระโปรงสีเข้ม ทรงสอบ ๆ ตรง ๆ
- เสริมให้ดูช่วงขายาวขึ้นด้วยกระโปรงสั้น ๆ เหนือเข่า
- ขาเล็กเกินไป ไม่ควรสวมกระโปรงสอบ ๆ ควรนุ่งกระโปรงบานย้วย

กางเกง

- ถ้าอ้วนไม่ควรสวมกางเกงเอวรูด จะยิ่งดูอ้วนขึ้น
- อยากหุ่นเพรียวควรใส่กางเกงเข้ารูป ไม่ใช่ กางเกงหลวมโพร่ง
- ถ้าไม่มีก้น ควรเลือกกางเกงลาย ๆ และไม่รัดรูปนัก
- ต้องการพรางบั้นท้าย เลือกกางเกงที่มีกระเป๋า ด้านหลัง

ขอบคุณที่มาจาก goodhealth2010