นอนกัดฟัน

นอนกัดฟัน
จะมีใครสักกี่คนรู้ว่าตัวเองนอนกัดฟัน เพราะตอนเราหลับเพลินๆ ฝันเรื่อยเปื่อยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่คนข้างๆ สิ อาจนอนไม่หลับ เพราะเสียงเซอร์ราวด์ข้างๆ
พล.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี ทันตแพทย์
หู ไม่ใช่เฉพาะแค่เสียงกัดฟันที่ก่อความไม่สงบ แต่มีผลเสียต่อเจ้าตัวอยู่มากพอสมควร คนที่นอนกัดฟัน ถ้าเป็นมากแล้วไม่ได้รับการป้องกันแก้ไขนั้น เรื่องที่เห็นได้ชัด ๆ คือ
มีฟันสึก เพราะชาวบ้านกลางคืนเขาหยุดเคี้ยวกันแล้ว แต่แกยังกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันดังกรอดๆ เอาฟันขบกับฟัน โดยไม่มีอาหารกั้นกลางเลย มันก็ต้องสึกแน่นอน สึกจนฟันเตี้ย

ฟันร้าว ฟันแตกได้ ก็เพราะฟันมันทำงานหนักมากกว่าธรรมดา กอปรกับแรงบดเคี้ยวแรงมาก ถูกกระแทกจำนวนครั้งมากกว่าปกติ ฟันบางซี่ทนไม่ได้ก็มีอาการร้าวเกิดขึ้น ฟันร้าวนี่เสียวมากๆ เวลากินของร้อนและเย็น

มีอาการปวดศีรษะ ก็เพราะการเคี้ยว ทำให้มีการขยับขากรรไกรอยุ่ตลอดเวลา ขากรรไกรจะขยับได้ก็ต้องอาศัยกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าและศีรษะเป็นตัวขับเคลื่อน การนอนกัดฟัน เท่ากับว่าขากรรไกรต้องทำงานแบบผิดปกติและทำอยู่ทั้งคืน กล้ามเนื้อบริเวณนี้มันไม่ได้พัก ก็มีผลทำให้รู้สึกปวดศีรษะได้โดยเฉพาะเวลาตื่นนอน

เห็นไหมครับว่า ผลข้างเคียงจากการนอนกัดฟันนั้น มีมากและกระทบกับฟันซี่ดีๆ ด้วย จึงควรได้รับการแก้ไข ทีนี้เราลองมาดูว่า สาเหตุจริงๆ ของการนอนกัดฟันมาจากอะไร?

ความเครียด ความวิตกกังวล มีผลมากทำให้สะท้อนออกมาโดยไม่รู้ตัวด้วยการนอนกัดฟัน ในภาวะสังคม เศรษฐกิจปัจจุบัน เราต้องเผชิญความเครียดกันมากขึ้นเรื่อยๆ แบบต้องพบหลบไม่ได้ จึงต้องหาวิธีผ่อนคลายความเครียด หรือลดมันให้ได้ เพื่อไม่ให้ไปกระทบกับร่างกายด้านอื่นๆ การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ทำสมาธิ ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่จะลดความเครียด และน่าจะเป็นแนวทางแบบสมดุลมากกว่าการใช้ยาลดความเครียด

มีฟันเก ฟันซ้อน หรือสบผิดปกติ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้นอนกัดฟันได้ เพราะร่างกายจะพยายามชดเชย โดยการบดฟันให้เข้าที่ ตรงไหนสะดุดชน การกัดฟันก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อปรับให้เสมอกัน

แก้ปัญหานอนกัดฟันอย่างไรดี ?
สิ่งแรกเลยคือต้องหาทางป้องกันอย่าให้เครียดหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้ทนกับความเครียดให้ได้
ขจัดสาเหตุชักนำ การมีฟันซ้อน ฟันเก ก็จัดเสีย ถ้าฟันสบไม่ดีสูงไป ก็ปรับให้มันลงตัวโดยทันตแพทย์
ใส่ฟันยาง ซึ่งทันตแพทย์จะพิมพ์ฟัน แล้วหล่อแบบทำให้เหมาะสม หรือชิดกับฟันของแต่ละคนใส่นอนกลางคืนเพื่อลดการเสียดสีและของฟัน ป้องกันไม่ให้ฟันสึก หรือแตกร้าวได้ อีกประโยชน์หนึ่งยังช่วยลดเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดีครับ

หากท่านมีปัญหาดังกล่าวก็อย่ารอช้า รีบปรึกษาทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและป้องกันก่อนที่ฟันของท่านถูกบดขยี้ด้วยการนอนกัดฟันจนแบนราบชิดขอบเหงือก เรื่องนี้ป้องกันแก้ไขได้ครับ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ฟอกสีฟันดีมั้ย!!??

ฟอกสีฟันดีมั้ย!!??
มันมีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า ก่อนทำต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง คนรอบข้าง ถามว่า ฟันมีสีคล้ำ จะไปฟอกสีฟันดีมั้ย แล้ว

ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลไปพร้อม ๆ กัน X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ ทันตแพทย์หญิงชนิดา ธรรมสุนทร สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข

ทันตแพทย์หญิงชนิดา อธิบายว่า การฟอกสีฟัน เพื่อทำให้ฟันขาวขึ้น มีความปลอดภัย แต่ควรทำภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์ ดังนั้นคนที่ต้องการฟอกสีฟัน อันดับแรกเลย ควรไปพบทันตแพทย์ เพื่อวินิจฉัยว่า ฟันสีคล้ำมีสาเหตุจากอะไร เช่น ฟันผุ เป็นรู มีคราบสีหรือ หินปูน หรือฟันตาย ซึ่งทันต แพทย์จะแก้ไขให้ตามสาเหตุ เช่น ฟันผุ แก้ไขปัญหาด้วยการอุดฟัน หากมีคราบสีหรือหินปูน จะแก้ไขด้วยการขัดฟันหรือขูดหินปูน หากเป็นฟันตายก็ควรได้รับการรักษารากฟันก่อนการฟอกสีฟันหรือบูรณะฟันด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป

หากไม่ได้มาจากสาเหตุข้างต้น และทันตแพทย์พิจารณาว่า สามารถฟอกสีฟันได้ ทันตแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ ซึ่งผลของการฟอกสีฟัน ความขาวของฟันจะไม่คงทนถาวร เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี สีฟันจะค่อย ๆ คล้ำลงเล็กน้อย อาจต้องมาทำซ้ำเป็นระยะ

การฟอกสีฟันที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลและมีความปลอดภัยสูง ได้แก่ การฟอกสีฟันที่คนไข้สามารถทำด้วยตัวเองที่บ้าน โดยใช้สารฟอกสีฟันที่ความเข้มข้นต่ำ ๆ ภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์

วิธีการ คือ ก่อนที่จะทำการฟอกสีฟัน ทันตแพทย์จะให้ข้อมูลรอบด้านแก่คนไข้ และตรวจดูให้แน่ชัดว่า ฟันทุกซี่ไม่ผุ ไม่มีอาการเสียวฟันเนื่องจากภาวะเหงือกร่น คนไข้ ได้รับการขูดหินปูนหรือขัดคราบสีที่ปกคลุม ฟันออกเรียบร้อยแล้ว ส่วนฟันที่มีอาการอุด วัสดุอุดจะต้องไม่มีการรั่วซึม

จากนั้นทันตแพทย์ก็จะพิมพ์ปากคนไข้เพื่อสร้างแบบจำลองฟันและนำมาทำถาดฟอกสีฟัน ทันตแพทย์จะบันทึกสีของฟัน ก่อนเริ่มให้การรักษา จะนัดคนไข้มาลองถาดฟอกสีฟัน แนะนำวิธีใส่สารฟอกสีฟัน โดยส่วนใหญ่สารที่ใช้ฟอกสีฟันได้แก่ คาร์ บาไมด์เปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้น 10% โดยคนไข้จะใส่ถาดฟอก สีฟันวันละประมาณ 4 ชั่วโมง หรือจะใส่ตลอดทั้งคืนเวลานอนก็ได้ โดยระหว่างใส่ถาดฟอกสีฟัน ห้ามรับประทาน อาหารทุกชนิด

สำหรับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฟอกสีฟัน คือ อาการเสียวฟัน การ ระคายเคืองเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เหงือก ดังนั้นระหว่างการฟอกสีฟัน ทันตแพทย์จะนัดมาติดตามผลเป็นระยะ เพื่อดูผลของการฟอกสีฟันและแก้ไขอาการข้างเคียง

ภายหลังเสร็จสิ้นการฟอกสีฟัน คนไข้ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภท ชา กาแฟ ไวน์ ซึ่งอาจทำให้มีคราบสีมาติดภายนอกฟันและทำให้ฟันดูคล้ำลงได้

ทั้งนี้ไม่แนะนำให้คนไข้ฟอกสีฟัน โดยซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีขายตามเคาน์เตอร์ในท้องตลาดมาทำเอง โดยไม่ได้ปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ เพราะ 1.ปัญหาฟันสีคล้ำที่คนไข้มี อาจไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด และเสียเงินโดยไม่จำเป็น 2.การฟอกสีฟันเอง มีโอกาสที่สารฟอกสีฟันจะไประคายเคืองเหงือก หรือเนื้อเยื่อภายในช่องปากได้มากกว่าวิธีที่ทำภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์ 3.อาจเสี่ยงต่อการเกิดอาการเสียวฟัน.
นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เบาหวานกับสุขภาพในช่องปาก

เบาหวานกับสุขภาพในช่องปาก เบาหวานทำให้ร่างกายมีความสามารถในการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อน้อยลง ดังนั้นจึงพบคำถามเกี่ยวกับช่องปากจากคนที่เป็นเบาหวานอยู่บ่อยๆ พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

ปัจจุบันนี้มีผู้ที่เป็นโรคเบาหวานสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ หากดูแลรักษาสุขภาพและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ คนที่เป็นเบาหวานนั้นจะต้องตระหนักว่าผลข้างเคียงอาจมีผลหรือสร้างปัญหาต่ออวัยวะส่วนอื่นๆ ที่สำคัญเบาหวานทำให้ร่างกายมีความสามารถในการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อน้อยลง คือ ติดเชื้อง่ายขึ้นและแผลหายช้า ดังนั้นผมจึงพบคำถามเกี่ยวกับช่องปากจากคนที่เป็นเบาหวานอยู่บ่อยๆ เช่น

เป็นโรคเบาหวานถอนฟันได้หรือไม่?
ทำไมคนเป็นเบาหวานเป็นโรคเลือดออกได้ง่าย?
ทำไมเป็นเบาหวานแล้วเกิดแผลในช่องปากบ่อยๆ?


ดังนั้นเราควรมาเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ของโรคเบาหวานกับสุขภาพในช่องปาก เพื่อควบคุมปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็จะช่วยให้มีความสุขในการใช้ฟันเคี้ยวอาหารและลดเรื่องยุ่งยากลงได้อย่างมากทีเดียวครับ

ปัญหาสุขภาพในช่องปากที่มักสัมพันธ์ไปกับโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง

ฟันผุ
โรคเหงือกอักเสบ
ปัญหาต่อมน้ำลายทำงานผิดปกติ
การติดเชื้อราในช่องปาก
การติดเชื้อและเป็นแผลแล้วหายช้า
การรับรู้รสเสียไป


จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรได้รับการตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำ และควรมีข้อมูลเหล่านี้ให้ทันตแพทย์ทราบทุกครั้งที่ไปทำฟันเพื่อที่ทันตแพทย์จะได้เตรียมการรักษาให้เหมาะกับคุณ

ถ้าคุณพบว่าเป็นเบาหวานอย่าปิดบังเพื่อจะได้ทำฟัน หลายท่านเข้าใจว่าถ้าบอกหมอว่าเป็นเบาหวานหมอจะไม่ทำฟันให้
คุณได้รับการรักษาเบาหวานและอยู่ในความดูแลของแพทย์อยู่
มียาอะไรบ้างที่ใช้อยู่

อาหารและฟันผุ
หากคนที่เป็นเบาหวานปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมน้ำตาลให้ดี ปริมาณน้ำตาลที่สูงขึ้นในเลือด ในน้ำลาย ช่วยให้แบคทีเรียในช่องปากเจริญเติบโตได้เร็วขึ้นนั้น หมายถึงโอกาสที่เกิดโรคฟันผุและเหงือกอักเสบก็ง่ายขึ้นด้วย

คนที่เป็นเบาหวานจึงต้องหมั่นรักษาความสะอาดในช่องปากให้มากๆ นั้นคือ แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ทำความสะอาดตามซอกฟัน เพื่อลดคราบอาหารที่เป็นส่วนช่วยเสริมทำให้เกิดฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ

คราบอาหารหรือขี้ฟัน ถ้าไม่ถูกขจัดออกปล่อยทิ้งสะสมไว้ มันจะรวมตัวกันเป็นหินปูน ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกและติดเชื้อในช่องปากได้ง่ายขึ้น ก็เพราะว่า เบาหวานลดการป้องกันการติดเชื้อของร่างกายลง เหงือกและกระดูกรองรับรากฟันก็จะถูกกระทบเช่นกัน คนที่เป็นเบาหวานจึงเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายและสูญเสียฟันไปอย่างรวดเร็ว ถ้าดูแลไม่ถูกต้อง

เราพบว่าคนเป็นเบาหวานที่ไม่สนใจควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจะเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายและรุนแรงถึงขนาดสูญเสียฟันไปได้ง่ายกว่าคนที่เป็นเบาหวานแต่ได้รับการควบคุมอย่างดี

ถ้าหากคุณพบว่ามีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบทันตแพทย์ทันที

เหงือกมีเลือดออกบ่อยๆ และง่าย
เหงือกอักเสบแดง และเจ็บ
มีหนองอยู่ตามซอกเหงือก
มีกลิ่นปาก
ฟันโยก
ฟันปลอมที่ใส่อยู่หลวม

การติดเชื้อรา
ปกติแล้วในช่องปากก็มีแบคทีเรียและเชื้อราอยู่ แต่ร่างกายปกติสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ในสภาพที่มีเบาหวานนั้นการเปลี่ยนแปลงและการป้องกันนี้ลดลง เชื้อราในช่องปากจึงมักปรากฎบ่อยๆ ในคนเป็นเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สูบบุหรี่ คนที่ใส่ฟันปลอมแบบถอดได้

เมื่อคุณเป็นเบาหวานมีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากปกติที่ต้องให้ความสนใจ คือ การดูแลรักษาสุขภาพในช่องปากให้สะอาดอย่างจริงจัง เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ นั่นคือ

คุณเองต้องขยันแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟันหลังอาหารทุกมื้อ
ใกล้ชิดหมอฟันมากหน่อย ตรวจฟันทุกๆ 3 เดือน ทำความสะอาดขูดหินปูนอย่าให้คราบหินปูนเกาะตามขอบเหงือกและฟัน
ควบคุมอาหารหวานและแป้งที่ง่ายต่อการเกิดโรคเหงือกและฟันผุ
หัดเป็นคนช่างสังเกตุว่ามีอะไรสิ่งผิดปกติในช่องปาก เลือดออกง่าย ฟันโยก เสียวฟัน ก็รีบพบทันตแพทย์ทันที


เมื่อจำเป็นต้องไปพบทันตแพทย์ เพื่อรักษาฟัน คุณควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่าให้สูงมาก บางครั้งแพทย์ต้องให้ยาปฏิชีวนะก่อนทำทันตกรรมเพื่อลดการเสี่ยงการติดเชื้อ จะเห็นได้ว่าคนที่เป็นเบาหวานนั้น ถ้าหากเข้าใจลักษณะที่มากับโรคนี้และมีผลกระทบกับช่องปากอย่างไรแล้วสามารถควบคุมได้ ก็จะช่วยลดผลแทรกซ้อน และคุณก็จะมีสุขภาพในช่องปากที่ดีสามารถใช้ฟันบดเคี้ยวอาหารได้อย่างมีความสุขครับ


ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

จู๊ด จู๊ด ท้องร่วงหน้าร้อน

จู๊ด จู๊ด ท้องร่วงหน้าร้อน
ในช่วงหน้าร้อนโรคระบบทางเดินอาหาร เป็นกลุ่มอาการที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วง ผู้ป่วยจะมีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติ ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน ทั้งอาจมีมูก-เลือดปนออกมากับอุจจาระ ร่วมกับอาการปวดมวนท้องน้อย มีไข้ต่ำ และคลื่นไส้ อาเจียน

สำหรับปัญหาโรคอุจจาระร่วง พญ.วิไลลักษณ์ อริยวงศ์โสภณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ ประจำ รพ.พญาไท 1 ไขความกระจ่างถึงสาเหตุที่อาจเกิดจากการติดเชื้อ เพราะรับประทานอาหารที่มีพิษของเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ ที่พบบ่อยมักเป็นอาหารทะเล อาหารหมัก-ดอง อาหารรสจัดจ้าน อาหารกระป๋องหมดอายุ หรือเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น ส่งผลให้ผู้ที่รับประทานเกิดเข้าไปเกิดอาการอุจจาระร่วง เกิดเป็นโรคอหิวาต์ โรคบิด

ในทางตรงกันข้าม โรคอุจจาระร่วงเกิดได้แม้ไม่ติดเชื้อ จากอาหารบางชนิด เช่น เห็ดพิษ หรือยาบางประเภท อย่างยารักษาโรคเก๊า ยารักษาโรคข้อ ยาปฏิชีวนะ ยาระบาย หรือยารักษากระเพาะอาหารที่มีแมกนีเซียมมาก

กรณีที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าว ร่างกายจะแสดงอาการภายใน 1-6 ชั่วโมงแรก และมักจะหายได้ใน 48 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้โดยรับประทานอาหารอ่อน ๆ ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) งดดื่มนม อาหารรสจืด ผัก ผลไม้

หากอาการไม่มาก สามารถหายได้โดยการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ แต่หากมีอาการที่รุนแรง ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย เพราะถ่ายอุจจาระมากครั้งจนสูญเสียน้ำในร่างกายไปมาก ให้ระวังความดันโลหิตต่ำ ชีพจรอ่อนจนทำให้หมดสติ เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย หากรู้สึกว่าอาการที่เกิดขึ้นหนักเกินรับมือ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคอุจจาระร่วง ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด ดื่มน้ำสะอาด และควรล้างมือบ่อย ๆ.
takecareDD@gmail.com

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ว่าด้วย ‘โรค’ ร้อน!

ว่าด้วย ‘โรค’ ร้อน! ล่วงเข้าสู่ฤดูร้อน สภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ใครต่อใครไม่อยากพาตัวไปออกแดด หรืออยู่ในที่โล่งแจ้ง แต่สำหรับคนบางกลุ่มที่ต้องทำกิจกรรมหรือประกอบอาชีพท่ามกลางแสงแดด พึงรู้ไว้ว่า ร่างกายของคุณตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มโรคจากแดด หรือความร้อน ประกอบด้วย ตะคริวแดด เพลียแดด และลมแดด

เริ่มรู้จักกับ ตะคริวแดด อาการขั้นเบา แต่ก็นำความเจ็บปวดมายังกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง ต้นขา ไหล่ และหลัง โดยเกิดจากการทำกิจกรมหรือออกกำลังกายกลางแดดจ้าเป็นระยะเวลานานจนมีเหงื่อออกมาก แต่ร่างกายกลับไม่ได้รับน้ำหรือเกลือแร่ทดแทนเหงื่อที่เสียไปในปริมาณที่เพียงพอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อกระตุก มีอาการเกร็ง และเป็นตะคริว

ส่วนความอันตรายจากภัยร้อนที่หนักกว่าตะคริวแดด คือ เพลียแดด เพราะร่างกายสูญเสียน้ำมาก เหงื่อออกน้อยจนเกิดอาการปวดศีรษะ รู้สึกมึนงง ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน ชีพจรเบาแต่เร็ว ผิวหนังเย็นและชื้น บางรายมีอาการตะคริวแดดร่วมด้วย

และอาการซึ่งอันตรายที่สุด สามารถทำให้เสียชีวิตได้ คือ ลมแดด หรือฮีทสโตรก อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติเกิน 40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะรู้สึกกระหายน้ำมาก ตัวร้อนจัด เพ้อหรือหมดสติ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดลง ช็อค ผิวหนังแห้งและร้อน ระดับความรู้สึกตัวจะลดลง การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว กระสับกระส่าย เอะอะ ก้าวร้าว หมดสติ เกร็ง ชัก ไม่มีเหงื่อออก

สาเหตุที่ร่างกายเกิดภาวะฮีทสโตรกเป็นเพราะขาดน้ำ ขาดเกลือแร่ ไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ทัน และส่งน้ำไปหล่อเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้

สำหรับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงเกิด 3 อาการที่มากับสภาพอากาศสุดร้อน นอกจากจะเป็นผู้ที่ออกไปอยู่กลางแจ้งแล้ว คนอ้วน ที่มีไขมัยเป็นฉนวนความร้อนทำให้ร่ายกายระบายความร้อนได้ช้า เด็กและคนชรา ที่ร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดีเท่าคนหนุ่มสาว รวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัวได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องกินยาควบคุมความดัน เช่น ยาขับปัสสาวะ และผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ จัดเป็นกลุ่มที่ควรระมัดระวังไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ เกลือแร่ เป็นพิเศษ
takecareDD@gmail.com

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์