"อีสุกอีใส" ภัยเงียบกวนใจแม่ช่วงลมหนาว

ปฏิทินวันเวลาเดินทางเข้ามาสู่ช่วงฤดูหนาวกันแล้ว หลายคนตื่นเต้นกับเทศกาลส่งมอบความอบอุ่นและความสุขให้แก่กัน แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับอากาศที่หนาวเย็นและยากจะหลีกหนี ทำให้ผิวของทุกคนแห้งตึงและแตกเป็นขุยๆ รวมถึงผิวที่บอบบางของลูกน้อยด้วย นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ยังต้องเฝ้าระวังโรคยอดฮิตช่วงฤดูหนาวอย่าง "โรคอีสุกอีใส" อีกด้วย

เนื่องจาก ทีมงาน Life & Family ได้รับข้อมูลดีๆ จากศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคดังกล่าวว่า โรคอีสุกอีใสเป็นอีกโรคหนึ่งที่มักแพร่ระบาดในฤดูหนาวยาวนานไปจนถึงต้นฤดูร้อน ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อย เพราะโรคนี้จะส่งผลต่อสุขภาพและทิ้งร่องรอยแผลเป็นให้แก่ผิวใสๆ ของลูกๆ

ถึงแม้คุณแม่มือใหม่หลายท่านอาจจะไม่กังวลใจ เพราะรู้ไม่เท่าทันภัยจากโรคนี้ โดยคิดว่าโรคอีสุกอีใสไม่ได้ร้ายแรงมากนัก แต่ความจริงแล้วเป็นโรคที่น่ากลัวเหมือนกัน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องมีความรู้ในการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับโรคนี้ ดังนั้นทุกคนควรมาทำความรู้จักกับโรคอีสุกอีใสกันค่ะ

"โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Varicella virus มักระบาดในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน แต่สามารถพบได้ประปรายตลอดทั้งปี สามารถเกิดได้กับคนทุกวัย แต่มักเกิดขึ้นในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ติดต่อกันได้โดยการไอ จาม หายใจรดกัน สัมผัสเนื้อตัว หรือใช้ของร่วมกับคนที่เป็นอีสุกอีใสอยู่"

ส่วนอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคนี้จะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง ในช่วงแรกจะเริ่มขึ้นเป็นผื่นแดงราบ ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสๆ ข้างใน มีอาการคัน โดยที่ผื่นและตุ่มแดงๆ จะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้า หนังศีรษะ หน้าอก และตามลำตัว นอกจากนั้นอาจมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นเปื่อย เจ็บคอ และกลายเป็นตุ่มหนองประมาณ 2-4 วัน จึงจะตกสะเก็ดและแห้ง

อย่างไรนั้น แม้ว่าอีสุกอีใสจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง เนื่องจากสามารถรักษาให้หายได้ โดยใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ แต่ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายของเราได้ หากมีเชื้อหลบอยู่ที่ปมประสาท ซึ่งอาจเกิดเป็นโรค "งูสวัด" ภายหลังได้ บางรายมีเชื้อแบคทีเรียที่แทรกซ้อนอยู่โดยอาจจะกระจายเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ และปอดบวมได้ แต่ที่เห็นได้ชัดมากที่สุดก็คือ รอยแผลเป็น ที่ทิ้งไว้บนผิวหนัง บางคนรอยแผลเป็นอาจจางหายไปเอง แต่บางคนอาจมีรอยแผลเป็นติดตัวไปตลอดชีวิต สร้างความน่ารำคาญและมีผลต่อบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ในอนาคตได้

ทั้งนี้ หากทุกบ้านรู้จักวิธีการปกป้องและบำรุงผิวที่เกิดจากโรคอีสุกอีใสอย่างถูกต้อง ก็ไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องผิวพรรณของลูกน้อยอีกต่อไป ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพแนะนำว่า การดูแลผิวพรรณสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสทำได้ง่ายๆ โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ อย่าเกาและแกะตุ่มคัน เพราะจะทำให้เกิดแผลติดเชื้อจนกลายเป็นตุ่มหนองได้

ขณะเดียวกัน ข้อควรระวังหากลูกน้อยมีไข้สูงควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆ และรับประทานยาลดไข้ แต่ถ้าจะให้ดีการป้องกันไว้ก่อนใน การฉีดวัคซีนก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายและมีประสิทธิภาพด้วย เพราะจะเป็นผลดีสำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 1-12 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน เพราะเด็กวัยนี้จะมีการสร้างภูมิต้านทานที่ตอบสนองกับวัคซีนได้ดี โดยวิธีการฉีดนั้นเด็กอายุ 1-12 ปี ฉีดเพียง 1 เข็ม ส่วนเด็กที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป จะต้องรับวัคซีนถึง 2 เข็ม ในระยะที่ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ จึงเพียงพอที่จะกระตุ้นให้สร้างภูมิต้านทานได้สูงพอที่จะป้องกันโรค ส่วนผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาแล้วจะมีภูมิต้านทานตามธรรมชาติอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนอีก

ถึงตอนนี้ คุณพ่อคุณแม่คงจะพอเข้าใจเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใสกันบ้างแล้วว่ามีผลเสียต่อสุขภาพลูกน้อยของคุณอย่างไรบ้าง ฉะนั้นช่วงหน้าหนาวนี้พาลูกน้อยของคุณห่างไกลโรคอีสุกอีใสไว้ก่อนที่โรคนี้จะมอบ "รอยแผลเป็น" ทำร้ายผิวของลูกน้อยจนอดอวดผิวสวยๆ ในอนาคตกันค่ะ

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

คุณแม่เผย..(แอบ)รักลูกชายมากกว่าลูกสาว!

พบกลุ่มตัวอย่างคุณแม่สารภาพว่า รักและเอาใจลูกชายมากกว่าลูกสาว แม้จะตระหนักดีว่า การทำเช่นนั้น อาจส่งผลในทางลบต่อจิตใจของลูกสาวในระยะยาวก็ตาม
งานวิจัยนี้ได้สำรวจความคิดเห็นของคุณแม่ประมาณ 2,000 คนที่มีทั้งลูกชายและลูกสาว ส่วนหนึ่งของผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เป็นแม่ระบุถึงลูกชายของตนว่า "ตลก ทะเล้น ขี้เล่น และน่ารัก" ขณะที่คำจำกัดความที่คุณแม่ทั้งหลายมอบให้ลูกสาวคือ "ดื้อ ช่างต่อปากต่อคำ และเอาจริงเอาจังเกินไป" เสียนี่

ทั้งนี้ยังพบด้้วยว่า ผู้เป็นแม่มีแนวโน้มจะจับผิดลูกสาวมากกว่าลูกชายถึงสองเท่า และ 88 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าปฏิบัติต่อลูกทั้งสองเพศแตกต่างกัน ทั้งที่ทราบว่าไม่ควรทำ และมีกว่าครึ่ง (55 เปอร์เซ็นต์) ที่ยอมรับว่ารู้สึกผูกพันกับลูกชายมากกว่า

แถมแม่เกือบครึ่งยังบอกว่า ลูกชายคือลูกรัก ขณะที่ 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่า ลูกสาวเป็นแก้วตาดวงใจของคุณพ่อด้วย

คริสซี ดัฟฟ์ ที่ปรึกษาของเน็ตมัมส์ เตือนว่าทัศนคติดังกล่าวอาจมีผลต่อเด็กผู้หญิงในระยะยาว และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงชอบวิจารณ์ตัวเองมากกว่าผู้ชายที่เติบโตขึ้นมาอย่างสบายอกสบายใจ ไม่ต้องทุกข์ร้อนใดๆ และมักไม่ยอมรับฟังข้อผิดพลาดของตัวเอง

ผู้เชี่ยวชาญของเว็บไซต์แห่งนี้เสนอแนะเคล็ดลับในการแก้ปัญหาเอาไว้ด้วยว่า คงจะดีหากมีการสลับบทบาท และการเล่นของเด็ก ๆ กันบ้าง เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ถึงมุมมองของแต่ละเพศ เช่น ปล่อยให้ลูกสาวได้เล่นรถไฟของเล่น และตัวต่อเลโก้ ขณะที่ลูกชายควรได้เล่นทำกับข้าวบ้าง แทนที่จะขลุกอยู่แต่ในโรงรถ

นอกจากนั้น เธอยังฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ด้วยว่า จะดีกว่าหากปล่อยให้ลูกสาวมีเวลาและพื้นที่ในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพื่อให้ลูกมีความเคารพในตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่เข้าไปช่วยทุกครั้งที่พบว่าลูกมีปัญหา

เรียบเรียงจากเดลิเมล

ข้อดีของการมีลูก ช่วยให้สมองแม่พัฒนา

ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติที่เตรียมความสามารถต่าง ๆ ให้เข้ากับแต่ละช่วงวัยของมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับคุณแม่หลังคลอด เมื่อมีงานวิจัยระบุว่า สมองของคุณแม่หลังคลอดบุตรนั้นจะมีบางส่วนขยายใหญ่ขึ้น เพื่อให้พวกเธอพร้อมรับมือกับช่วงของการเลี้ยงดูบุตรที่แสนเหนื่อยนั่นเอง
โดยนักวิจัยพบว่า ในส่วนของ ‘เกรย์ แมตเทอร์’ หรือเนื้อเยื่อประสาทของผู้หญิงจะเกิดการขยายตัวในช่วงหลังคลอด และแม่ที่มีโอกาสได้ประคบประหงมดูแลลูก จะมีการขยายตัวของเซลล์สมองบริเวณนี้มากที่สุด ส่วนหนึ่งนักวิจัยเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตรช่วย "กระตุ้นการทำงานของสมอง" และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายหลังการคลอดบุตรนั่นเอง

การค้นพบนี้เผยแพร่โดยอเมริกัน ไซโคโลจิคัล แอสโซซิเอชัน โดยนักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยเยลของสหรัฐอเมริกาได้ทำการสแกนสมองคุณแม่หลังคลอดจำนวน 19 คน ในระยะเวลาประมาณ 3 - 4 เดือนหลังคลอด ผลการสแกนแสดงให้เห็นว่าปริมาณเกรย์แมตเทอร์ หรือเซลลส์สมองที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูล มีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ถือว่ามีนัยสำคัญ เพราะปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมักเกิดขึ้นหลังช่วงเวลาที่มีการเรียนรู้อย่างเข้มข้น หรือสมองได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเท่านั้น

ส่วนของสมองที่มีการเติบโตนี้มีความเกี่ยวข้องกับแรงบันดาลใจ การใช้เหตุผล การใช้วิจารณญาณ การประมวลผลอารมณ์และความรู้สึกของความพึงพอใจ และเป็นส่วนสำคัญต่อสัมพันธภาพระหว่างแม่-ลูก

นักวิจัยอธิบายว่า การขยายตัวของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงบันดาลใจนี้ อาจนำไปสู่การดูแลทารกที่ดีขึ้น และมันจะช่วยให้ทารกอยู่รอดโดยมีพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา โดยเฉพาะบรรดาคุณแม่ที่เห่อลูกนั้นมีแนวโน้มว่าสมองส่วนดังกล่าวจะเติบโตมากที่สุด

ไซโอฟาน ฟรีการ์ด ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เน็ตมัมส์ กล่าวว่า ธรรมชาติมีวิธีการอันน่าพิศวงในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์เสมอ เมื่อถึงเวลาที่จำเป็น

“การมีลูกเป็นโอกาสพิเศษ จึงไม่น่าแปลกใจที่สมองจะมีพลังเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่นี้ได้นั่นเอง”

ผลการศึกษาจากเยลยังเป็นการตอกย้ำงานวิจัยจากออสเตรเลียที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งในครั้งนั้น ศาสตราจารย์เฮเลน คริสเตนเซน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติในแคนเบอร์รา เผยว่ากลุ่มตัวอย่างผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถทำแบบทดสอบความจำ และตรรกวิทยาได้คะแนนดีไม่แพ้ช่วงที่พวกเธอยังอายุไม่มากนัก

เรียบเรียงจากเดลิเมล

ดื่มน้ำบีทรูทยั้บยั้งโรคสมองเสื่อม

การดื่มน้ำบีทรูทช่วยให้การไหลเวียนเลือดไปยังสมองดีขึ้น ตามผลวิจัยรายงานว่า มันจะช่วยยั้บยั้งโรคสมองเสื่อม

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย เวค ฟอเรสต์ ใน สหรัฐอเมริกา ได้ตรวจสอบผลกระทบของไนเตรทที่มีอยู่ในผักสีแดงเข้ม หัวหน้าทีมวิจัยศาสตราจารย์ เดเนียล คิม-ชาปีโร กล่าวว่า มีงานวิจัยระดับสูงหลายชิ้นแสดงผลการศึกษาว่าน้ำบีททรูสามารถลดความดันโลหิตได้ แต่เราต้องการแสดงให้เห็นว่า การดื่มน้ำบีทรูทยังเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองหรือการไหลเวียนเลือดไปยังสมองดีขึ้น

พื้นที่ในสมองกลายเป็นพื้นที่เลือดไหลเวียนได้แย่เมื่ออายุมากขึ้น และยังเชื่อกันว่ามันเชื่อมโยงกับโรคสมองเสื่อมและการรับรู้ที่ลดลง

ปริมาณไนเตรทที่สูงที่พบใน บีททรู และขึ้นฉ่าย กะหล่ำปีและผักใบเขียวอื่นๆ เช่น ผักขม ผักกาดหอม เมื่อคุณรับประทานอาหารที่มีไนเตรทสูง แบคทีเรียดีในปากจะทำให้ไนเตรทเป็นไนไทรท

ผู้วิจัยพบว่าไนไทรทสามารถช่วยเปิดหลอดเลือดในร่างกาย เพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนโดยเฉพาะพื้นที่ที่ขาดออกซิเจน อย่างไรก็ตามนี้เป็นการศึกษาครั้งแรกที่พบว่าช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง

ในการศึกษา การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของสมาคมไนตริกออกไซด์ นักวิจัยพบว่าไนเตรทในอาหารจะส่งผลกับบุคคลอายุ 14-70 หรือมากกว่าในช่วงเวลา 4 วัน

พวกเขากำหนดให้มีทั้งอาหารที่ไนเตรทสูงรวมทั้งน้ำบีทรูท หรือ ไนเตรทต่ำในรายการอาหารสำหรับสองวันแรก พวกเขาได้ทำเอ็มอาร์ไอสแกน(การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก)หลังอาหารเช้าของทุกวันและบันทึกการไหลเวียนของเลือดในสมอง

สำหรับสามและสี่วันของการศึกษา นักวิจัยได้ทำการสลับอาหารและทำซ้ำขั้นตอนแต่ละคน การทำเอ็มอาร์สแกนพบว่า หลังจากรับประทานอาหารที่มีไนเตรทสูง ในผู้สูงอายุจะมีเพิ่มการไหลเวียนเลือดในเนื้อสมองสีขาวหรือพูสมองส่วนหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับส่วนที่เสื่อมสภาพซึ่งนำไปสู่โรคสมองเสื่อมและกระบวนการรับรู้

นักวิจัยรวม ศาตราจารย์ เกร์รี มิลเลอร์ กล่าวว่า ผมคิดว่าผลลัพธ์นั้นสอดคล้องและสนับสนุน อาหารที่ดีนั้นต้องประกอบด้วยผักและผลไม้

ข้อมูลจากเดลี่เมล์ออนไลน์

ดื่มน้ำบีทรูทยั้บยั้งโรคสมองเสื่อม

การดื่มน้ำบีทรูทช่วยให้การไหลเวียนเลือดไปยังสมองดีขึ้น ตามผลวิจัยรายงานว่า มันจะช่วยยั้บยั้งโรคสมองเสื่อม

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย เวค ฟอเรสต์ ใน สหรัฐอเมริกา ได้ตรวจสอบผลกระทบของไนเตรทที่มีอยู่ในผักสีแดงเข้ม หัวหน้าทีมวิจัยศาสตราจารย์ เดเนียล คิม-ชาปีโร กล่าวว่า มีงานวิจัยระดับสูงหลายชิ้นแสดงผลการศึกษาว่าน้ำบีททรูสามารถลดความดันโลหิตได้ แต่เราต้องการแสดงให้เห็นว่า การดื่มน้ำบีทรูทยังเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองหรือการไหลเวียนเลือดไปยังสมองดีขึ้น

พื้นที่ในสมองกลายเป็นพื้นที่เลือดไหลเวียนได้แย่เมื่ออายุมากขึ้น และยังเชื่อกันว่ามันเชื่อมโยงกับโรคสมองเสื่อมและการรับรู้ที่ลดลง

ปริมาณไนเตรทที่สูงที่พบใน บีททรู และขึ้นฉ่าย กะหล่ำปีและผักใบเขียวอื่นๆ เช่น ผักขม ผักกาดหอม เมื่อคุณรับประทานอาหารที่มีไนเตรทสูง แบคทีเรียดีในปากจะทำให้ไนเตรทเป็นไนไทรท

ผู้วิจัยพบว่าไนไทรทสามารถช่วยเปิดหลอดเลือดในร่างกาย เพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนโดยเฉพาะพื้นที่ที่ขาดออกซิเจน อย่างไรก็ตามนี้เป็นการศึกษาครั้งแรกที่พบว่าช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง

ในการศึกษา การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของสมาคมไนตริกออกไซด์ นักวิจัยพบว่าไนเตรทในอาหารจะส่งผลกับบุคคลอายุ 14-70 หรือมากกว่าในช่วงเวลา 4 วัน

พวกเขากำหนดให้มีทั้งอาหารที่ไนเตรทสูงรวมทั้งน้ำบีทรูท หรือ ไนเตรทต่ำในรายการอาหารสำหรับสองวันแรก พวกเขาได้ทำเอ็มอาร์ไอสแกน(การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก)หลังอาหารเช้าของทุกวันและบันทึกการไหลเวียนของเลือดในสมอง

สำหรับสามและสี่วันของการศึกษา นักวิจัยได้ทำการสลับอาหารและทำซ้ำขั้นตอนแต่ละคน การทำเอ็มอาร์สแกนพบว่า หลังจากรับประทานอาหารที่มีไนเตรทสูง ในผู้สูงอายุจะมีเพิ่มการไหลเวียนเลือดในเนื้อสมองสีขาวหรือพูสมองส่วนหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับส่วนที่เสื่อมสภาพซึ่งนำไปสู่โรคสมองเสื่อมและกระบวนการรับรู้

นักวิจัยรวม ศาตราจารย์ เกร์รี มิลเลอร์ กล่าวว่า ผมคิดว่าผลลัพธ์นั้นสอดคล้องและสนับสนุน อาหารที่ดีนั้นต้องประกอบด้วยผักและผลไม้

ข้อมูลจากเดลี่เมล์ออนไลน์