ผมสวยด้วย...สมุนไพรไทย

ผมสวยด้วย...สมุนไพรไทย สมุนไพร ไทยมีคุณสมบัติที่หลากหลาย ทั้งสรรพคุณทางยาและตัวช่วยในด้านความสวยความงาม ซึ่งบางสูตรมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตกทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมกันมาอย่างต่อเนื่อง

และนี่คือสารพัดสูตรความงามแบบไทย ๆ ที่จะช่วยให้สาว ๆ มีผมสลวยสวยเก๋ด้วยสมุนไพรไทยที่หาได้ในครัวเรือน...
มะกรูด เป็นสมุนไพรที่เรารู้กันอยู่ว่าใช้ได้ผลดีในการดูแลเส้นผม และใช้กันมานานแล้ว ส่วนที่จะนำมาใช้ประโยชน์คือ ลูกมะกรูด เพราะผิวของมะกรูดจะให้น้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ปราศจากรังแค บำรุงรากผลให้แข็งแรง ส่วนน้ำในเนื้อของผลจะมีรสเปรี้ยว เป็นกรด ช่วยทำให้หนังศีรษะและเส้นผมสะอาด ลื่นมันเป็นเงางาม

ว่าน หางจระเข้ ส่วนที่ใช้คือใบ โดยใช้แต่น้ำเมือกและเนื้อวุ้นในใบเท่านั้น นำใบว่านหางจระเข้ที่ตัดมาสด ๆ เลือกเอาเฉพาะกาบใหญ่ ๆ มาปอกเปลือกให้เหลือแต่เนื้อวุ้น นำไปล้างน้ำยางสีเหลืองออกให้หมด เพราะยางสีเหลืองเป็นพิษต่อผิว นำวุ้นที่ได้ไปปั่นให้ละเอียด นำไปชะโลมเส้นผมและหนังศีรษะ ที่สระทิ้งไว้นาน 10-20 นาทีจึงล้างออก หลังจากนั้นจึงนวดด้วยครีมนวดผมตามปกติอีกครั้ง ผลจากการใช้ว่านหางจระเข้เป็นประจำ จะทำให้เส้นผมสลวยสวยเป็นเงางาม ผมมีน้ำหนักไม่ฟูกระจาย หวีเข้ารูปทรงได้ง่าย ไม่หงอกก่อนวัย หยุดการหลุดร่วงของเส้นผม รากผมแข็งแรง ปราศจากรังแคและหนังศีรษะสะอาด

ทอง พันชั่ง ช่วยลดอาการหลุดร่วงของเส้นผม โดยเด็ดเอาใบสด ๆ มาประมาณ 15 ถึง 20 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด ตำ หรือปั่นให้ละเอียด เติมน้ำพอแฉะ ๆ ทาหรือพอกบริเวณที่ ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ ใช้ผ้าโพกทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ให้ทำบ่อย ๆ ติดต่อกัน 8-10 ครั้ง จึงจะเห็นผล

ขิง สด ใช้ส่วนของเหง้า ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดอาการหลุดร่วงของเส้นผม หยุดการลุกลาม และช่วยให้เส้นผมบริเวณนั้นค่อย ๆ งอกขึ้นใหม่ โดยการนำ เหง้าขิงสดมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ บาง ๆ แล้วนำขิงไปปิ้งไฟให้ร้อนจัด ตำให้ละเอียด ทาหรือพอกบริเวณที่ผมร่วง ทิ้งไว้สัก 1-2 ชั่วโมง แล้วสระออกให้สะอาด ทำบ่อย ๆ ติดต่อกัน 8-10 ครั้ง จึงจะเห็นผลที่น่าพอใจ

เพียงแค่มีเวลาเล็กน้อย และเลือกหาสมุนไพรในบ้านที่ตรงใจ แค่นี้ผมสวยก็จะอยู่คู่กับเราไปอีกนาน...

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ ฉบับที่ 4236

หนูสิ สิริรัตน์ เรืองศรี คว้ามงกุฎ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2010

หนูสิ สิริรัตน์ เรืองศรี คว้ามงกุฎ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2010
น.ส. สิริรัตน์ เรืองศรี หมายเลข 8 คว้ามงกุฎมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2010 ไปครอง รับเงินสด 1 ล้านบาท รถยนต์เชฟโรเลต แคปติวา รุ่น แอลที 2.0 ลิตร และของรางวัลอีกมากมาย นอกจากนี้ บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังคว้าตำหน่งรางวัลขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน กับนางงามรูปร่างดี ไปครองอีกด้วย...
ส่วนรองอันดับ 1 ได้แก่หมายเลข น.ส.แคซแซนดรา สาริกานนท์ หมายเลข 4
- รองอันดับ 2 ได้แก่ น.ส.ปาณิกา วรบุญศิริ หมายเลข 18
- รองอันดับ 3 ได้แก่ น.ส.ศริญญา สุขประเสริฐ หมายเลข 1
- รองอันดับ 4 ได้แก่ น.ส.คัทรินทร์ สิทเสรี หมายเลข 19
สำหรับรางวัลพิเศษ 5 รางวัล มีดังนี้

- รางวัลขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน ได้แก่ น.ส.สิริรัตน์ เรืองศรี หมายเลข 8
- รางวัลนางงามรูปร่างดี ได้แก่ น.ส.สิริรัตน์ เรืองศรี หมายเลข 8
- รางวัลนางงามผิวสวย ได้แก่ น.ส.ศริญญา สุขประเสริฐ หมายเลข 1
- รางวัลนางงามสุขภาพ สายตาดี ได้แก่ น.ส.แคซแซนดรา สาริกานนท์ หมายเลข 4
- รางวัลมิตรภาพ ได้แก่ น.ส.จารินีย์ ไคเซอร์ หมายเลข 13

ประวัติ น้องหนูสิ
ชื่อ สิริรัตน์ เรืองศรี
ชื่อเล่น หนูสิ
อายุ 22 ปี
น้ำหนัก 55.5 kg.
ส่วนสูง 178.6 cm.
สัดส่วน 34/24/36
การศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ.2553 คณะ นิติศาสตร์ ม.รามคำแหง กทม.
ภาษาที่พูดได้ อังกฤษ
ความสามารถ ศิลปะปั้นแต่ง Yoga เต้น Sport Aerobic
ประวัติการประกวด
1. สุขภาพดี 3G ตำแหน่งที่ได้รับ brand Ambassador พ.ศ. 2553
2. Proflex perfect idol ตำแหน่งที่ได้รับ ชนะเลิศ พ.ศ. 2552
3. Miss Thailand World 2009 ตำแหน่งที่ได้รับ เข้ารอบ 25 คน พ.ศ. 2552

ที่มา http://women.mthai.com/views_Amazing-Women_11_88_42045_1.women

เลิกคิดแบบนี้...แล้วเราจะโสดแบบมีความสุข

เลิกคิดแบบนี้...แล้วเราจะโสดแบบมีความสุข
ตะละแม่วีนัส

เฮ้อ...ชีวิตหนอชีวิต มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนมีคู่ เดินเกี่ยวก้อยตระกองกอดกันกระหนุงกระหนิง หันมองดูตัวเองจนป่านนี้ยังใส่เสื้อยืดเขียนว่า โสดสนิท ใส่มาหลายปีแล้วก็ยังไม่มีแฟนกับเขาสักที เครียดๆๆ จากหน้าตาที่เคยสดใสเต็มไปด้วยความหวัง ก็กลายเป็นหมองหม่น ไปๆ มาๆ เลยพาลมองโลกในแง่ร้าย และมีความเชื่อผิดๆ ที่บ่อนทำลายชีวิตไปซะงั้น

ต่อไปนี้คือความเชื่อที่ควรลบล้างออกจากสมอง ถ้าอยากเป็นคนโสดที่มีความสุข

การมองโลกในแง่ดีคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
คนที่มองโลกในแง่ลบจะคิดว่าคนที่มองโลกในแง่บวกคือพวกเพ้อเจ้อ และน่าสมเพชเพราะไม่สามารถมองชีวิตอย่างเป็นจริงได้ แถมคนมองโลกในแง่ลบยังขัดแย้งในตัวเองโดยคิดว่าตัวเองเข้าใจความจริงของชีวิตอย่างถ่องแท้ ยอมถูกวิพากษ์วิจารณ์และชอบเยาะเย้ยถากถางคนอื่น แม้แต่อารมณ์ขันก็ยังออกแนวขมขื่นแสบสันต์ เวลาไปไหนมาไหนก็มองเห็นแต่แง่คิดในด้านลบ หรือไม่ก็แปรความหมายทุกสิ่งอย่างออกมาในแง่ลบไปเสียหมด

ในความเป็นจริง การหลีกหนีจากวังวนขมขื่นดำมืดนี้ง่ายแสนง่าย สมมติว่ามีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว แทนที่จะคิดว่าแก้วว่างอยู่ครึ่งหนึ่ง ก็คิดในทางกลับกันว่า ยังดีนะที่มีน้ำอยู่อีกตั้งครึ่งแก้ว นั่นคือแค่คิดถึงแต่สิ่งที่ดี สิ่งนั้นก็จะส่งผลให้เรารู้สึกดีไปด้วย แทนที่จะคิดว่าฉันเป็นสาวโสดเดียวดายสุดแสนเหงา ก็ลองมองอีกด้านหนึ่งว่า ความเป็นโสดนี้ช่างอิสรเสรีเหนือสิ่งอื่นใด อยากไปไหนทำอะไรไม่ต้องคอยรายงานใคร

ใครๆ ก็มีความสุขมากกว่าฉัน
ถ้ามีความคิดแบบนี้อยู่ในหัวละก็...แสดงว่าเรานั้นอาจจะมัวสังเกตสังกาคนอื่นมากเกินไป แถมยังเชื่อว่าใครๆ ก็มีชีวิตที่ดีกว่าและมีความรักที่เพอร์เฟ็คท์ แค่มองเห็นคู่รักเดินกอดกันกลมอยู่ข้างถนนก็เหมาเอาว่า คนเหล่านั้นไม่มีปัญหาอะไรในชีวิต จากนั้นก็จะหันมามองชีวิตและความรักของตัวเองแล้วก็รู้สึกว่าความทุกข์พุ่งจี๊ดขึ้นมาทันที เพราะเราไม่มีความสุขอย่างที่เราคิดว่าคนอื่นเป็น และไม่มีอะไรจะทำให้เราทุกข์ทรมานได้มากไปกว่าความคิดที่ว่า ใครๆ ก็มีความสุขสนุกสนานมากกว่าเรา

ความสุขของฉันขึ้นอยู่กับคนอื่นหรือสิ่งอื่น
คนที่คิดแบบนี้มักมีประโยคติดปากว่า คุณทำให้ฉันโกรธมาก! และ คุณทำให้ฉันมีความสุขเหลือเกิน! ถึงแม้คำพูดแบบนี้จะมีสีสันเต็มไปด้วยอารมณ์ มันยังแสดงให้เห็นว่าความสุขของเราขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก ถ้าคนอื่นทำให้เรารู้สึกสุข/เศร้า/โกรธ/หรืออะไรก็ตาม และคนๆ นั้นยังทำให้เราทุกข์/เศร้าน้อยลง/หายโกรธ/หรืออะไรก็ตาม หากสถานะทางอารมณ์ของเรายังถูกควบคุมด้วยการกระทำของคนอื่น เราก็ไม่มีทางหาความสงบในชีวิตได้เลย ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมการกระทำของผู้อื่นได้ แล้วเราจะพบความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร

ฉันไม่สามารถมีความสุขได้ในฐานะคนโสดที่อยู่คนเดียว
มีคนมากมายเชื่อว่าชีวิตจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อมีคู่อยู่ด้วยกันเท่านั้น ถ้าเราเชื่อแบบนี้ เราก็อาจเชื่อด้วยว่าคนรักจะทำให้เรามีความสุข นอกจากจะเป็นการโยนความรับผิดชอบในความสุขของเราให้ปัจจัยภายนอกแล้ว ยังยัดเยียดความรับผิดชอบนี้ให้คนรักของเราอีกด้วย ซึ่งความจริงของชีวิตที่ไม่ควรลืมคือ ไม่มีใครอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต ในที่สุดไม่จากเป็นก็จากตาย ดังนั้นถ้ายังเชื่อว่าชีวิตจะมีความสุขเมื่อมีคู่ละก็...เราก็จะทุกข์ทรมานไปแบบนี้ละ

ที่มาจาก msn

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด แบบ "อารมณ์ดี๊ดี"

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด แบบ "อารมณ์ดี๊ดี" หากพูดถึง "การเลี้ยงลูก" เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ อยากให้ลูกเป็นคนเก่ง คนดีและมีความสุข แต่หลายๆ ครั้งเป้าหมายที่วางไว้ค่อยๆ จางหายไปทีละข้อ สองข้อ เมื่อพ่อแม่ตกไปอยู่ภายใต้การแข่งขันที่กดดันของสังคม ทำให้ส่วนใหญ่ไม่มีเวลาเพียงพอในการเลี้ยงลูก จึงมักเลือกที่จะฝากลูกไว้กับโรงเรียน หรือสถาบันกวดวิชาต่างๆ เพราะอยากให้ลูกเก่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับลืมไปว่า ความฉลาดทางอารมณ์ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เช่นกัน

ในเรื่องนี้ "ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ" จิตแพทย์เด็ก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวให้มุมมอง และแนวทางในเวทีสัมมนาเรื่อง "เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด...แบบอารมณ์ดี" จัดโดยนมเปรี้ยวดัชมิลล์พลัส แอดวานซ์ และโรงพยาบาลนครธน ว่า ความฉลาด หรือที่เรียกว่า IQ นั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่ต้น ซึ่งพ่อแม่มีส่วนที่จะช่วยให้ลูกได้ใช้ความฉลาดหรือ IQ อย่างเต็มที่ โดยเสนอให้ลูกได้แสดง เรียนรู้ และใช้ความสามารถที่มีอยู่ ไม่ว่าจะด้านวิชาการ ดนตรี กีฬา หรือการมีปฎิสัมพันธ์กันในครอบครัว พูดคุยกับลูก เล่นกับลูก ก็เป็นสิ่งที่สนับสนุนให้เด็กฉลาดได้

แต่ทั้งนี้ ความฉลาดต้องมาคู่กับอารมณ์ดี เพราะถ้าเด็กอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด วิตกกังวล หรือกลัว ก็จะไม่สามารถเรียนรู้ และใช้ความฉลาดที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นจุดหนึ่งที่พ่อแม่ต้องพัฒนาไปทั้งสองอย่าง และควบคุมพฤติกรรมของลูก ไม่ตามใจลูกจนเกินไป เพราะหากตามใจ เมื่อลูกหงุดหงิด ก้าวร้าว ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เด็กอาจจะจบด้วยการเอาแต่ใจตัวเอง สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ดังนั้นความฉลาดทางอารมณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าฉลาดแต่ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนคงจะดูไม่ดีแน่นอน

อย่างไรก็ดี การเลี้ยงลูกให้อารมณ์ดีนั้น ศ.พญ.อลิสา บอกว่า เด็กจะอารมณ์ดีหรือไม่เกี่ยวโยงกับพัฒนาการหลายๆ ด้านของเด็ก เช่น ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม อาทิ หากเด็กมีพื้นฐานอารมณ์ดีก็จะกินได้ เล่นได้ และพร้อมที่จะเรียนรู้ในทักษะความรู้ด้านต่างๆ ได้ดี ขณะเดียวกันเมื่อตัวเด็กพร้อม ย่อมเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข เช่น พ่อ แม่ คุณครู ปู่ ย่า ตายาย หรือ เพื่อน เพราะการที่เด็กอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดี เด็กจะต้องมีอารมณ์ และทักษะทางสังคมที่ดี หรือที่เรียกว่า พัฒนาการดี เริ่มต้นจากอารมณ์ที่ดีนั่นเอง
"เก่ง ดี มีสุข หากเด็กมีเพียง เก่ง และ ดี แต่ไม่มีความสุข เด็กก็จะมีแต่ความกังวล มีแต่ความทุกข์ ทำให้2 คำแรกไม่สามารถพัฒนาเป็นคำที่ 3 คือความสุขได้ พ่อแม่จึงควรเลี้ยงลูกให้มีอารมณ์ดี เมื่อเด็กอารมณ์ดีก็จะมีความสุข ช่วยในเรื่องความฉลาดได้ ซึ่งจริงอยู่ที่ความฉลาดติดตัวเด็กมาตั้งแต่เล็ก แต่บางครั้งตัวเด็กก็ไม่ได้ใช้ความฉลาดของตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งเด็กจะใช้ความสามารถที่เขามีอยู่ได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อเด็กมีอารมณ์ดี" ศ.พญ.อลิสากล่าว

ศ.พญ.อลิสา แนะทิ้งท้ายว่า สิ่งใกล้ตัวที่จะทำให้ลูกฉลาด และมีอารมณ์ดีได้ คือพ่อแม่ที่พร้อมจะมีลูก รักลูก รู้ใจลูก และเรียนรู้ว่าลูกตัวเองเป็นอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ซึ่งต้องมีเวลาให้กับลูก เพื่อที่ลูกจะได้เรียนรู้ใจตัวเอง พร้อมกับจัดการได้อย่างลงตัว นอกนั้นเป็นเรื่องของเทคนิควิธีที่พ่อแม่จะต้องเรียนรู้จากผู้ใหญ่ จากคนรอบข้าง จากสื่อ และตัวช่วยอื่นๆ เช่น บุคคลทดแทน เวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่ ต้องเป็นคนที่คล้ายคลึงกัน อาจจะเป็นปู่ย่าตายาย หรือเป็นญาติพี่น้อง และโยงต่อไปถึงการเลือกโรงเรียน การดูแลจัดการสิ่งแวดล้อมของลูก ให้ลูกได้มีโอกาส ได้เรียนรู้ทุกอย่างที่ควรจะเรียนรู้ ได้ทำทุกอย่างที่เขาควรจะทำ แต่ไม่กดดันสิ่งที่ลูกทำไม่ได้ เมื่อเขาทำดีก็ชมเชย และคอยเฝ้าระวังปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งถ้ารู้ตั้งแต่เริ่มต้นก็จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น

"เรื่องสุขภาพ และอาหารการกินของลูก มีผลต่ออารมณ์ของลูกเช่นกัน พ่อแม่จึงควรเลือกกลุ่มของอาหารที่มีประโยชน์หลากหลายหมู่ให้ลูกกิน อย่าให้เด็กกินอะไรเพียงอย่างเดียว ซึ่งบางครั้งอาจต้องมีอาหารพิเศษเสริมให้บ้าง เพราะเมื่อได้กินดีเด็กก็จะอารมณ์ดี" ศ.พญ.อลิสาทิ้งท้าย

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

"ลูกใจดีเกินไป" สอนอย่างไรให้พอดี

"ลูกใจดีเกินไป" สอนอย่างไรให้พอดี เมื่อพูดถึงเรื่องการแบ่งปัน หรือการให้ เป็นเรื่องสำคัญที่สังคมกำลังถามหาจากเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานจำเป็นที่พ่อแม่ทุกคนหวังอยากจะให้ลูกมีติดตัว แต่การจะสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันนั้น ถ้าสอนโดยมองไม่รอบ และไม่ครอบ อาจเกิดปัญหาขึ้นกับเด็กได้ เช่น มีก็จะให้ ไม่มีก็จะพยายามเสาะหามาให้
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และผู้ทำงานด้านเด็กมากว่า30 ปี กล่าวว่า พ่อแม่บางคนสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน แต่ไม่ได้สอนต่อไปว่า ควรจะแบ่งปันอย่างไรไม่ให้เบียดเบียนตัวเอง ทำให้ลูกติดนิสัยใจดีจนแบ่งปันเกินขอบเขต ดังนั้นวิธีการสอนเรื่องการแบ่งปัน พ่อแม่ควรใช้คำพูดที่ว่า ถ้ามีมากพอแล้วเหลือจึงค่อยนำไปแบ่งปัน ซึ่งการแบ่งปันต้องแบ่งในภาวะที่ไม่ทำให้ตัวเราเองต้องลำบาก

"แรกๆ ก็สอนลูกให้รู้จักแบ่งปันไปก่อน จากนั้นค่อยเจาะต่อไปว่า เรามีเท่าไร เหลือเท่าไร และเก็บส่วนที่พอเอาไว้ไปแบ่งปัน ตรงนี้ถึงจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเมื่อไรที่สอนลูกให้แบ่งปัน แต่ไม่บอกให้รู้ถึงความเหมาะสม หรือความพอดีที่จะแบ่งปัน มีแต่จะให้ ให้ และก็ให้จนเบียดเบียนตัวเอง และทำให้เป็นทุกข์ เมื่อโตขึ้น เด็กก็จะรู้สึกผิดทุกครั้งที่เขามี และไม่ได้ให้ ตรงนี้อันตรายต่อเด็กในตอนโตมาก" กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กกล่าว

การสอนเรื่องการแบ่งปัน คุณเรืองศักดิ์ ยกตัวอย่างให้ฟังว่า พ่อแม่ต้องสอนให้รอบ และให้ครอบ เช่น มีเงิน 10 บาทที่สามารถแบ่งให้คนอื่นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะแบ่งให้คนอื่นได้ทั้งหมด เพราะไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่มีเงินกินข้าว แต่ถ้าเกิดว่า10 บาท จะแบ่งให้เพื่อน 4 บาท หลังจากกินข้าว และน้ำแล้วก็ย่อมทำได้ ฉะนั้น การสอนไม่ว่าจะเรื่องการแบ่งปัน หรือเรื่องอื่นๆ พ่อแม่ต้องมอง 2 ด้าน ไม่ใช่มองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว
ด้าน พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า การสอนลูกในเรื่องที่เป็นนามธรรม ความเข้าใจของเด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละระดับ เช่นกันกับการสอนเรื่องการแบ่งปัน ตัวเด็กเองอาจพบความขัดแย้ง หรือเงื่อนไขต่างๆ ในสถานการณ์จริงนอกเหนือจากสิ่งที่พ่อแม่สอนก็ได้ ดังนั้นพ่อแม่ควรมีการพูดคุยกับลูก และค่อยๆ สอนไปพร้อมๆ กับอธิบายให้ลูกเข้าใจ

นอกจากนี้ พญ.พรรณพิมล บอกต่อว่า สำหรับพ่อแม่ที่ทำให้ลูกรู้สึกว่า พ่อแม่รักลูกมากที่สุด ทำทุกอย่างให้ลูกได้ทั้งหมด ถ้าไม่สอนให้ลูกรู้จักการตอบแทน หรือมีส่วนร่วมในการส่งคืนบ้าง เด็กจะกลายเป็นผู้รับฝ่ายเดียวจนไม่ได้เรียนรู้ถึงการให้คนอื่น เช่น ขนมชิ้นนี้ พ่อให้ลูกหมดเลย เพราะพ่อรักลูกมากที่สุด ถ้าพูดแบบนี้ไปเรื่อยๆ เด็กจะมองแต่ขนมตัวเอง จนไม่ทันคิดที่จะแบ่งปันคนอื่น

แต่ถ้าใช้วิธีตั้งคำถามกับลูก อาทิ ขนมชิ้นนี้อร่อยมาก หนูอยากกินคนเดียวใช่ไหมคะ แล้วนอกจากกินคนเดียวแล้ว ถ้าอยากจะให้ใครสัก 1 คน หนูจะเลือกแบ่งให้ใครดีจ้ะ ซึ่งลูกจะแบ่งให้เจ้าเหมียว หรือใครก่อนก็แล้วแต่ลูก แต่สิ่งที่เด็กได้รับจากการตั้งคำถามแบบนี้ คือ เด็กเริ่มเรียนรู้ และรู้จักที่จะแบ่งปันในสิ่งที่เกินไปกว่าตัวเขาเอง ดังนั้นจุดเริ่มต้นของพ่อแม่ต้องทำให้เด็กรู้ก่อนว่า พ่อแม่รักเขามากที่สุด และสอนให้เขารู้จักส่งคืนความรักกลับมาพร้อมๆ กันด้วย เมื่อถึงวันหนึ่งเด็กก็จะรู้สึกอยากแบ่งปันความรักไปให้พ่อแม่ หรือคนอื่นๆ ต่อไป

ดังนั้น การจะสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันเป็นเรื่องที่ละเอียด พ่อแม่ต้องสอนให้รอบ และให้ครอบ เพราะไม่เช่นนั้น ลูกอาจกลายเป็นเด็กใจดีเกินไป จนไม่รู้จักปฏิเสธเมื่อตัวเองมีไม่พอ แต่จะให้เพราะไม่อยากรู้สึกผิดที่ไม่ได้ให้ ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องค่อยๆ สอน และยกตัวอย่างให้ลูกรู้จักการแบ่งปันอย่างรู้ขอบเขต โดยไม่เบียดตัวเองจนเป็นต้องเป็นทุกข์

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์