'กางเกงขาม้ารีเทิร์น' ได้เวลาสาวกเตรียมปัดฝุ่นนำมาใส่อีกครั้ง

ยุคนี้ถ้าหากใครไม่แต่งตัวในแบบย้อนยุค หรือที่เรียกกันทั่วโลกว่า "วินเทจ สไตล์" และถ้าจะให้เก๋ตามประสาคนไทยก็ต้องพูดว่า "วินเทจ จะตาย" ก็คงกลายเป็นคนตกเทรนด์เอาได้ง่ายๆ เพราะนับวันรูปแบบเครื่องแต่งกายที่เคยฮิตในอดีตนั้นถูกดีไซเนอร์ ขุดเอามาปัดฝุ่นตกแต่งใหม่ กลายเป็นสไตล์สุดเก๋สำหรับสาวสมัยใหม่กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นลายขวางสไตล์กะลาสีเรือ ลายจุดโพลก้าด็อต หรือแม้แต่จะเป็นกางเกงเอวสูง กระโปรงยาวคลุมข้อเท้าแม็กซี่เดรส หรือแม้แต่เสื้อไหล่ตั้ง แฟชั่นสุดฮิตจากยุค 80's ก็ล้วนถูกนำมาปลุกกระแสให้ฮิตขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น

ในเมื่อนาฬิกากำลังหมุนย้อนไปตามกระแสวินเทจแล้วจะผิดอะไรถ้าสาวๆ ที่เคยชินกับการสวมใส่กางเกงขาลีบทรงสกินนี่จะลุกขึ้นมาปฏิวัติกลายเป็นมาสวมกางเกงทรงสบายๆ แต่ยังคงความเก๋ กับทรงขาม้า ขาบาน ขากระดิ่ง แบบสาวฮิปปี้ในยุค 70's กันอีกครั้ง

งานนี้ไม่ได้ยกเมฆขึ้นมาลอยๆ เพราะแม้แต่แบรนด์ของเจ้าแม่แฟชั่นอย่าง "วิคตอเรีย เบ็คแฮม" ก็ยังทำกางเกงยีนส์ขาบานสำหรับสาวๆ กับเขาด้วยเช่นกัน หรือแม้แต่แบรนด์ดังจากฝรั่งเศส "โคลเอ้" ก็ร่วมวงด้วยเช่นกัน ส่วนแบรนด์ Twenty8twelve ของดาราสาว "เซียนา มิลเลอร์" ก็ออกแบบกางเกงยีนส "บูธคัต" ทรงขากว้างเกาะกระแสมาติดๆ :: Report by FLASH

>> อัพเดตข่าวในแวดวงสังคม ก็อซซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่ http://www.celeb-online.net
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
[ตุ๊กตาไฮไลต์]
เชื่อว่าใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เด็กน้อยไปจนถึงผู้ใหญ่จะต้องหลงเสน่ห์ในความน่ารักน่าเอ็นดูของตุ๊กตาอย่างแน่นอน และจะต้องมีตุ๊กตาตัวโปรดอยู่ในครอบครอง และแต่ละแบบแต่ละตัวราคาก็แตกต่างกันไปตามความรักความชอบ รสนิยม รวมถึงเงินในกระเป๋าของแต่ละคน แต่มีตุ๊กตาหลายรุ่นที่ขึ้นชื่อว่า “ของเล่นคนรวย” ก็เพราะราคาของมันนั้นช่างสูงเสียจนคนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้
[ตุ๊กตา Nana Sweet Dream (200,000 บาท) ]
เพราะด้วยความหายาก และบางรุ่นก็ต้องอาศัยดวงเป็นตัวช่วย เพื่อให้ได้มาซึ่งตุ๊กตาอันเป็นที่รักของตนเอง แม้ว่าตุ๊กตาเหล่านี้จะราคาแพงและอยู่กระจัดกระจายตามมุมต่างๆ ของโลก แต่วันนี้สามารถยลโฉมได้ไม่ยาก เพราะทาง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 ได้จัดงาน “Doll Mania 2010 @ CentralPlaza RAMA3” เทศกาลแสดงตุ๊กตานานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ ชูคอนเซ็ปต์ “ดอลล์ เอ็กซ์โป” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ที่มีการนำตุ๊กตาหาชมยากจากนานาประเทศ อาทิ ฮ่องกง เกาหลี และญี่ปุ่น บินตรงมาโชว์ที่เมืองไทย ตุ๊กตาแต่ละตัวมีราคาสูงตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสน โดยทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงภายในงานมีมูลค่ารวมถึง 100 ล้านบาท จึงเรียกได้ว่าเป็น “ของเล่นคนรวย” อย่างแท้จริง
[ตุ๊กตา Ghome (90,000 บาท)]

[ตุ๊กตา Lieselotte (80,000 บาท)]
สาเหตุที่ทำให้ตุ๊กตา BJD มีราคาแพงก็เพราะทุกรุ่นเป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด ที่ต้องใช้คนในการผลิตแทบทุกขั้นตอน จึงทำให้ตุ๊กตาประเภทนี้มีราคาแพงกว่าปกติ และหาซื้อไม่ได้ง่ายๆ อย่างตุ๊กตาอื่น ๆ ที่สำคัญตุ๊กตาประเภทนี้ไม่มีตัวแทนขายอย่างเป็นทางการ ใครอยากได้มาเชยชมสักตัวหนึ่งจะต้องสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว หรือต้องไปนั่งเฝ้าถึงหน้าร้านเท่านั้น ถึงจะได้มาครอบครอง บางรุ่นที่ได้รับการเฟซอัพหรือแต่งหน้าโดยศิลปินชื่อดังก็จะต้องประมูลแข่งกัน ซึ่งราคาก็จะพุ่งสูงถึงหลักแสนบาทเลยก็มี
[ตุ๊กตา Galti (60,000 บาท)]
พบกับตุ๊กตารุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น การออกร้านจำหน่ายตุ๊กตาและเครื่องแต่งกายตุ๊กตาจากต่างประเทศ และเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริง พร้อมลุ้นรับของรางวัลภายในงาน ระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม 2553 บริเวณ ลานหน้าลิฟท์แก้ว ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3
[ตุ๊กตา Gati (50,000 บาท)]
>> อัพเดตข่าวในแวดวงสังคม ก็อซซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่ http://www.celeb-online.net
ที่มา manager

วิธีลดรอยคล้ำรอบดวงตา

วิธีลดรอยคล้ำรอบดวงตา รอยคล้ำรอบดวงตา เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม การเจ็บป่วย การอดนอน หรือการใช้สายตามากจนหักโหม วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ มีวิธีการรักษามาบอก

ตำรับอายุรเวทบอกไว้ว่า ให้นำ มันฝรั่ง มาฝานบาง ๆ แล้ววางลงบนเปลือกตาทิ้งไว้ 15-20 นาที ค่อยเอาออก เพราะแป้งของมันฝรั่งจะช่วยทำให้ผิวบริเวณรอบดวงตาตึงขึ้น เมื่อผิวตึงขึ้นจะทำให้รอยคล้ำลดลงทีละน้อย หากใช้วิธีนี้แล้วรู้สึกว่าผิวรอบดวงตาแห้ง ก็ให้ใช้น้ำมันมะกอกทาบาง ๆ บนเปลือกตาก่อนนอน จะทำให้รอบดวงตาชุ่มชื้นขึ้น

ถ้าไม่มีมันฝรั่งลองใช้ แอปเปิ้ล ก็ได้ ฝานบาง ๆ แล้วปิดเปลือกตาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แร่ธาตุในแอปเปิ้ล เช่น โปแตสเซียม วิตามินบี วิตามินซี และสาแทนนิน จะเข้าไปช่วยลดรอยคล้ำรอบดวงตาได้

ที่มา dailynews

ประโยชน์ของ'มะเขือเทศ'กับคุณผู้ชาย

ประโยชน์ของ'มะเขือเทศ'กับคุณผู้ชาย ผู้ชายอย่ามองข้าม 'มะเขือเทศ' สำหรับหนุ่ม ๆ ที่เริ่มหวาดกลัวกับอาการเตะปี๊บไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศเป็นผลไม้ที่คุณไม่ควรละเลย

มะเขือเทศสุก เป็นผลไม้ที่มีสารไลโคปีนสูง ซึ่งประโยชน์จากสารชนิดนี้คือช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิภาพและสมรรถภาพต่าง ๆ ทำงานได้เป็นปกติอยู่เสมอ อีกทั้งถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผล หรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากก็จะน้อยลงถึง 45 เปอร์เซ็นต์

ที่สำคัญควรจะทานแบบสุก ๆ เช่น ทำทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ ฯลฯ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น
ที่มา dailynews

ดูแลต้นไม้ในกระถางให้อยู่ได้นานๆ

บ้านไหนที่นิยมปลูกไม้กระถางไว้ประดับบ้าน และเครียดกับการหาวิธีดูแลให้ได้นานๆ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีดูแลรักษามาบอก

1. ไม่ควรตั้งไม้กระถางในที่ที่มีลมแรงมาก หรือตั้งใกล้ที่มีไอร้อนมาก เพราะจะทำให้พืชมีการระเหยน้ำมากจนต้นไม้นั้นเหี่ยวเฉาตายได้

2. การนำไม้กระถางไปใช้งานหรือประดับในที่ต่างๆ ควรคำนึงถึงช่วงเวลาการใช้งานของไม้แต่ละกลุ่ม เช่น ไม้กลางแจ้งจำพวกหมากเหลือง ไทร ไผ่ วาสนา ฯลฯ หากนำไปใช้ประดับในร่ม ช่วงเวลาของการใช้งาน 6-8 สัปดาห์ ก็ควรสับเปลี่ยนไม้ชุดใหม่เข้าแทน เพื่อจะได้พักฟื้นไม้ประดับชุดเก่า

3. ไม้กระถางที่ใช้ประดับนอกอาคารนั้นสำคัญที่สุด คือ การให้น้ำสม่ำเสมอ ถ้าขาดน้ำแล้วจะเหี่ยวเฉา ถ้าใช้จานรองก้นกระถางหล่อน้ำเอาไว้ก็อาจจำช่วยได้บ้าง

4. การดูแลทำความสะอาดใบ ก็นับเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะทำให้ใบสะอาดสวยงามแล้ว ยังทำให้พืชสามารถปรุงอาหารได้ดีขึ้น โดยใช้วิธีล้างใบด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ จะไม่ทำให้เป็นอันตรายต่อใบ

5. ส่วนโรคที่พบอยู่เสมอได้แก่ โรคโคนเน่า ป้องกันได้โดยพยายามทำให้บริเวณโคนต้นโปร่ง มีการระบายอากาศดีมีแสงแดดส่องถึง และรักษาผิวหน้าดินปลูกอย่าให้ชื้นแฉะเกินไป

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าใครอยากให้ไม้กระถางอยู่ได้นานๆ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปฏิบัติตามกันได้ไม่สงวนลิขสิทธิ์.
ที่มา เดลินิวส์

ประวัติความเป็นมาของ facebook

ประวัติความเป็นมาของ facebook
เส้นทางเศรษฐีเบอร์785ของโลก"Mark Zuckerberg" (1) ชื่อของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ดูจะน่าสนใจมากขึ้นอีกเมื่อนิตยสาร Forbes จัดอันดับให้ซัคเกอร์เบิร์กเป็นเศรษฐีที่รวยอันดับ 785 ของโลก หลายคนอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นใคร มาจากไหน และเส้นทางรวยล้นฟ้าด้วยวัยเพียง 23 ปีเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้จะมีบทความมากมายเขียนไขข้อข้องใจไปแล้ว แต่ผู้จัดการไซเบอร์ ก็อดไม่ได้ที่จะรวบรวมเรื่องราวของซัคเกอร์เบิร์กมาเสนออีกครั้ง

ปัจจุบัน ซัคเกอร์เบิร์กเป็นทั้งนักธุรกิจและนักเขียนโปรแกรม ดำรงตำแหน่งประธานบริหารเว็บไซต์เฟสบุ้ก Facebook.com ธุรกิจเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์มูลค่าหลายพันล้านเหรียญที่สร้างขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์ดเวิร์ด ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนร่วมห้องอย่าง Andrew McCollum, Dustin Moskovitz และ Chris Hughes

เชื้อสายยิว-อเมริกัน

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สาราณุกรมออนไลน์ระบุว่า Mark Elliot Zuckerberg เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1984 ปัจจุบันอายุ 23 ปี เติบโตในย่าน Dobbs Ferry รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ครอบครัวเป็นยิว-อเมริกัน เริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นเข้าศึกษาระดับมัธยมที่ Ardsley High School และจบมัธยมปลายที่ Phillips Exeter Academy ในปี 2002

ซัคเกอร์เบิร์กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด หยุดเรียนไปกลางคัน และกลับมาลงทะเบียนเรียนอีกครั้งในปี 2006

ที่ฮาร์เวิร์ด ซัคเกอร์เบิร์กเริ่มต้นโครงการวิจัยหรือโปรเจ็กต์ชิ้นแรกกับเพื่อนร่วมห้อง Arie Hasit ชื่อของโปรเจ็กต์นี้คือ Coursematch เป็นบริการที่เปิดให้นักศึกษาสามารถดูรายชื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้ โปรเจ็กต์ต่อมาคือ Facemash.com เว็บไซต์โหวตรูปนักศึกษาฮาร์เวิร์ดว่าใครได้รับความนิยมชมชอบมากหรือน้อย แต่แล้วเมื่อโปรเจ็กต์นี้ให้บริการจริงบนโลกออนไลน์เพียง 4 ชั่วโมง มหาวิทยาลัยก็ลงดาบระงับการใช้อินเทอร์เน็ตของซัคเกอร์เบิร์ก ด้วยข้อหาว่าโปรเจ็กต์นี้ของซัคเกอร์เบิร์กละเมิดนโยบายการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ และเป็นภัยต่อระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย

เขียนไม่ถึง2สัปดาห์?

ซัคเกอร์เบิร์กคลอดบริการนาม Facebook จากห้องพักตัวเองในมหาวิทยาลัยด้วยฤกษ์วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2004 บางแหล่งข่าวระบุว่าซัคเกอร์เบอร์เขียนโปรแกรม FaceBook ชุดดั้งเดิมในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ คราวนี้ไม่ใช่บริการโหวตรูปหรือบริการแสดงรายชื่อเพื่อนร่วมชั้น แต่เป็นบริการที่ให้นักศึกษาสามารถโพสต์ข้อมูลของตัวเองได้เท่าที่ต้องการ

แน่นอนว่าเฟสบุ้กได้รับความนิยมถล่มทลายในฮาร์เวิร์ด นักศึกษาราว 2 ใน 3 แห่ลงทะเบียนใช้งานตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรกที่เปิดให้บริการ ต่อมาซัคเกอร์เบิร์กและเพื่อน Dustin Moskovitz เริ่มขยายบริการเฟสบุ้กไปยังสถานมหาวิทยาลัยอื่น เช่น สแตนฟอร์ด โคลัมเบีย และเยล โดยราว 4 เดือน สถานศึกษาที่ใช้บริการ Facebook มีจำนวนราว 30 แห่ง

เมื่ออะไรก็ไปได้สวย ซัคเกอร์เบิร์กตกลงใจเดินทางไป Palo Alto แคลิฟอร์เนียพร้อม Moskovitz และกลุ่มเพื่อนช่วงฤดูร้อนปี 2004 ทั้งกลุ่มวางแผนกลับฮาร์เวิร์ดให้ทันฤดูใบไม้ร่วงแต่ก็เปลี่ยนใจอยู่ที่แคลิฟอร์เนียต่อไป และขาดเรียนที่ฮาร์เวิร์ดตั้งแต่นั้น

ห้องเช่าถูกดัดแปลงเป็นสำนักงานชั่วคราว ช่วงฤดูร้อนนี้เองที่ทำให้ซัคเกอร์เบิร์กได้พบกับ Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ PayPal ซึ่งให้ทุนก้อนแรกมา 5 แสนเหรียญ สำนักงานเฟสบุ้กแห่งแรกจึงกำเนิดขึ้นที่ University Avenue ในตัวเมือง Palo Alto นับจากนั้นไม่กี่เดือน ปัจจุบัน เฟสบุ้กมีอาคารสำนักงานในเมือง Palo Alto จำนวน 4 อาคาร ซึ่งซัคเกอร์เบิร์กเรียกว่า "urban campus" หรืออาณาจักรวิทยาลัย

ไม่ใช่เส้นทางของซัคเกอร์เบิร์กจะโรยแต่กลีบกุหลาบ ติดตามวิกฤตของซัคเกอร์เบิร์กในตอนต่อไปบทความตอนที่แล้วดูเหมือนจะสะท้อนแต่เส้นทางโรยกลีบกุหลาบของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เศรษฐีวัย 23 ปีจากโลกออนไลน์ที่นิตยสาร Forbes จัดอันดับว่าร่ำรวยเป็นอันดับ 785 ของโลก จากเด็กชายในครอบครัวยิว-อเมริกันที่เริ่มเขึยนโปรแกรมตั้งแต่ประถม 6 สู่หนุ่มนักศึกษาฮาร์เวิร์ดที่พาตัวเองและผองเพื่อนปลุกปั้นโปรเจ็ค Facebook.com บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เป็นธุรกิจเต็มขั้น

แน่นอนว่าก่อนที่ Facebook จะทำให้ซีอีโอซัคเกอร์เบิร์กกลายเป็นเศรษฐีหนุ่มติดอันดับโลก ยังมีขวากหนามมากมายที่ซัคเกอร์เบิร์กต้องฝ่าฟันไป

Facebook นั้นเป็นที่รู้จักในนามบริการออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจและเข้าถึง ทั้งข้อมูลแฟ้มภาพถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว ภาพยนตร์ที่ชอบ และประวัติส่วนตัวทั่วไป ต่างจากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์อื่นตรงที่ Facebook เป็นชุมชนในโลกที่มีตัวตนอยู่จริง ใช้ชื่อ Email เดียวกันและต้องการทำความรู้จักคนอื่นๆในสังคมเดียวกัน ทั้งหมดนี้โดนใจชาวอเมริกันที่กระตือรือร้นอยากจะรู้จักคนอื่นในสังคมเดียวกันให้มากขึ้น

ชาวอเมริกันที่นิยมชมชอบ Facebook มีทั้งกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย นักเรียนโรงเรียนมัธยม รวมถึงคนวัยทำงาน สถิติชุมชนที่ใช้ Facebook ล่าสุดมีจำนวนหลายหมื่นชุมชน มีทั้งชุมชนเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ CIA ชุมชนพนักงานร้านแมคโดนัลด์ และกองกำลังนาวิกโยธินของสหรัฐฯ ที่สำคัญ Facebook ยังสนับสนุนการขายสินค้าข้ามบริษัทบนเว็บไซต์ และวางเป้าหมายว่า ผู้ใช้จะสามารถค้นหาสินค้าทุกชนิดได้จากเว็บไซต์แห่งนี้ในอนาคต

วิกฤตคือโอกาส

หลังจากได้ทุนก้อนแรกจาก Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ PayPal มูลค่า 5 แสนเหรียญ ผลงานหนึ่งที่โด่ดเด่นของ Facebook.com คือบริการ News Feed เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือน 5 กันยายน 2006 ไม่ใช่รายการข่าวสารบ้านเมืองแต่เป็นรายการความเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อนในเว็บไซต์

ซัคเกอร์เบิร์กตกที่นั่งลำบากเนื่องจากผู้ใช้จำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับฟีเจอร์นี้ โดยผู้ใช้มองว่า News Feed ทำให้ข้อมูลส่วนตัวแพร่กระจายไปทั่วเว็บ Facebook โดยไม่ได้รับอนุญาต

ผู้ใช้ Facebook ร่วมใจประท้วงไม่เห็นด้วยกับฟีเจอร์ News Feed ราว 700,000 คนภายในไม่ถึง 48 ชั่วโมง ร้อนถึงซัคเกอร์เบิร์กต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ใช้ เพื่อขอโทษที่ละเลยการให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัว และยืนยันว่าเจตนาในการออกแบบฟีเจอร์ News Feed คือเพื่อให้ข่าวสารข้อมูลแก่คนในชุมชนเดียวกันบน Facebook เท่านั้น

เมื่อทีมวิศวกรของ Facebook ลงมือปรับปรุงความเป็นส่วนตัวของ News Feed ซัคเกอร์เบิร์กระบุว่าขณะนี้ News Feed กลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้นิยมไปแล้วเรียบร้อยโรงเรียน Facebook

เดือนพฤศจิกายน 2007 ซัคเกอร์เบิร์กได้ฤกษ์เปิดตัวระบบโฆษณาออนไลน์ใหม่ในชื่อ Beacon เป็นระบบที่เปิดให้นักการตลาดสามารถลงโฆษณาได้ด้วยตัวเองคล้ายระบบของกูเกิล (Google) ชนวนระเบิดปะทุขึ้นอีกเมื่อระบบโฆษณา Beacon สามารถเก็บข้อมูลใช้งานเว็บไซต์ของสมาชิก Facebook ได้ ความสามารถนี้ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า Facebook กำลังจะละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อีกครั้ง

ธันวาคม 2007 ซัคเกอร์เบิร์กระบุว่ากำลังดำเนินการทดสอบระบบโฆษณา Beacon อย่างจริงจัง ขออภัยในข้อผิดพลาดต่อผู้ใช้ และเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

Facebook ยังเผชิญปัญหาเดียวกับเว็บไซต์อื่นๆ คือปัญหาการฟ้องร้องว่าเป็นผลงานที่ขโมยความคิดคนอื่นมา โดยนักศึกษาฮาร์เวิร์ด 3 รายนาม Divya Narendra, Cameron Winklevoss และ Tyler Winklevoss ระบุว่าเคยว่าจ้างให้ซัคเกอร์เบิร์กเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์ของพวกเขานามว่า ConnectU และกล่าวหาว่าซัคเกอร์เบิร์กขโมยแนวคิด การออกแบบ แผนธุรกิจ รวมถึงซอร์สโค้ดดั้งเดิมไป

คดีนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2004 ผู้ฟ้องระบุว่าร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรม และไม่มีเจตนาให้เว็บ Facebook ต้องปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม Facebook ตัดสินใจฟ้องกลับและการพิพากษาคดียังไม่สิ้นสุดในขณะนี้

ด้านสื่อใหญ่อย่างนิวยอร์กไทมส์ เคยแสดงความเห็นว่า ซัคเกอร์เบิร์กอาจได้แนวคิดบริการมาจากเว็บไซต์ houseSYSTEM ของคุณปู่ Aaron J. Greenspan บุคคลสำคัญของสหรัฐฯก็เป็นได้

รวยเพราะหุ้น

ซัคเกอร์เบิร์กไม่ได้สร้างฐานะปึกแผ่นจากรายได้โฆษณาซึ่งเป็นรายได้หลักของเว็บ Facebook แต่มาจากการขายหุ้นบริษัทให้ไมโครซอฟท์ซึ่งทุ่มเงินกว่า 8,000 ล้านบาท ซื้อหุ้น Facebook ในสัดส่วน 1.6% จากซัคเกอร์เบิร์ก ราคานี้ไมโครซอฟท์คำนวณโดยตั้งมูลค่า Facebook ไว้สูงถึง 51,000 ล้านบาท มูลค่าเทียบเท่าบริษัทจำหน่ายสินค้าชื่อดัง GAP และโรงแรมแมริออท

การตัดสินใจขายหุ้นให้ไมโครซอฟท์ เกิดขึ้นหลังจาก Facebook ปฏิเสธข้อเสนอซื้อมูลค่า 1 พันล้านเหรียญจากยาฮู (Yahoo) ครั้งนั้นทั้งตัวซัคเกอร์เบิร์กและนักลงทุนคนแรกของบริษัทอย่าง Thiel กล่าวตรงกันว่ายังไม่รีบร้อนขาย Facebook ให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่หรือขายหุ้นให้สาธารณชน และราคาเสนอซื้อแค่หนึ่งพันล้านเหรียญนั้นต่ำเกินไป ฐานผู้ใช้และจำนวนผู้เข้าชมที่เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้ทั้งสองเชื่อว่ามูลค่าบริษัทสูงกว่าที่ยาฮูเสนอมาแน่นอน สิ่งที่ Facebook จะเลือกจึงเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและทำให้บริษัทเติบโตต่อไป

แต่เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ตัดสินใจควักเงิน 246 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 8.16 พันล้านบาท) แลกกับการครอบครองหุ้น Facebook เพียง 1.6% ทำให้ซัคเกอร์เบิร์กอดใจไม่ไหว ยอมเจียดหุ้นในมือยกให้ไมโครซอฟท์แต่โดยดี

เรื่องนี้ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะการที่ไมโครซอฟท์ให้ราคา Facebook สูงกว่าผู้เสนอซื้อรายอื่นอย่างน่าสงสัย เพราะหากคำนวณราคาหุ้นที่ไมโครซอฟท์เสนอมา เท่ากับไมโครซอฟท์กำหนดมูลค่ารวมของ Facebook ไว้ถึง 1,500 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 51,000 ล้านบาท ซึ่งเซอร์เกย์ บริน ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิลซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่เสนอตัวซื้อหุ้น Facebook ด้วยเช่นกัน ระบุว่าเป็นราคาที่เกินจริง เพราะในแต่ละปีเฟซบุ๊คทำรายได้ไม่ถึง 200 ล้านเหรียญด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี การซื้อขายหุ้นระหว่างไมโครซอฟท์และซัคเกอร์เบิร์กมูลค่า 246 ล้านเหรียญ และการถือหุ้นบริษัทที่ไมโครซอฟท์ตีราคาไว้สูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในสัดส่วน 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้นิตยสาร Forbes จัดอันดับความร่ำรวยของซัคเกอร์เบิร์กไว้ที่อันดับ 785 ของโลกไปแล้ว แม้นักวิเคราะห์จะยังสงสัยในสภาพคล่องด้านการเงินของซัคเกอร์เบิร์กอยู่

แม้จะถูกสงสัยเรื่องสภาพการเงิน แต่ซัคเกอร์เบิร์กไม่เคยถูกสงสัยเรื่องฝีไม้ลายมือ ขณะนี้ Facebook กำลังเพิ่มจำนวนวิศวกรและพนักงานบริการลูกค้าเพื่อรองรับตลาดมหาวิทยาลัยในแคนาดาและอังกฤษที่มีอัตราเติบโตเกือบ 30% ต่อเดือน และทำสถิติเป็นเว็บที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐฯ

เชื่อแน่ว่า โลกจะจับตาเศรษฐีหนุ่มวัย 23 ปีคนนี้ต่อไปอีกนานแสนนาน

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia.com

'รู้ทันโรคเส้นประสาทกดทับบริเวณข้อมือ'

ในปัจจุบันนี้โรคอีกชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนทำงาน คือ “โรคเส้นประสาทกดทับบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome หรือ CTS)” พบมากในผู้ที่ใช้ข้อมือทำงานมาก ๆ เช่น กลุ่มแม่บ้านที่ทำกับข้าว ซักผ้า ถักนิตติ้ง และคนที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ เพราะผู้ที่ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นั้นมักจะใช้มือหรือข้อมือในท่าเดิม ๆ ในการหมุนหรือจับเมาส์หรือกดคีย์บอร์ด จึงเป็นสาเหตุให้เกิดพังผืดตรงบริเวณช่องเส้นเอ็น ซึ่ง โรคดังกล่าวนั้นเป็นอาการที่เกิดจากเส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ถูกกดทับบริเวณข้อมือ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเส้นเอ็นบริเวณช่องข้อมืออักเสบ ทำให้เส้นเอ็นบวมมีขนาดใหญ่ขึ้น มีผลให้ช่องว่างในข้อมือมีขนาดเล็กลง เส้นประสาทจึงถูกเบียดหรือถูกกดทับเส้นประสาทมีเดียนผ่านช่องข้อมือมีแขนง ไปยังนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางด้านนิ้วหัวแม่มือ เมื่อถูกกดทับทำให้มีอาการปวดและชาตามนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วก้อย หรือนิ้วนาง (ตามรูป) ถ้าเส้นประสาทถูกกดทับนาน ๆ กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือด้านนิ้วหัวแม่มือจะลีบเล็กลง ซึ่งอาการเหล่านี้ พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย, พบในวัยกลางคนอายุ 30-50 ปี (หากพบในหญิงตั้งครรภ์ อาการอาจหายเองได้หลังคลอด) หรือสามารถพบได้ ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ โรครูมาตอยด์ มีโอกาสเป็นมากกว่าคนทั่วไป โดยอาการที่พบบ่อยคือ ชานิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง (Num bness) มีอาการปวด เสียวคล้ายไฟช็อต (Tingling) และปวด (Pain) บริเวณข้อมือ มือ นิ้วมือ อาจปวดขึ้นตามแขนถึงไหล่ มักมีอาการเวลากลางคืน เวลาทำงาน ทำอาหาร โทรศัพท์ เขียนหนังสือ ขับรถ หรือเมื่อใช้ ข้อมือมาก เช่น อุ้มลูก, ยกของ บางครั้งทำให้ต้องตื่นมากลางดึก เนื่องจากมีอาการปวดและชาฝ่ามือมาก ต้องสะบัดมือหรือนวดฝ่ามือ อาการถึงจะทุเลาลง

การรักษา แบ่งออกเป็น 2 แนวทางด้วยกันคือ

1.การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งอาจรักษาด้วย วิธีการทานยา เพื่อลดอาการอักเสบและบวม, ใช้อุป กรณ์พยุงข้อมือ เพื่อลดการอักเสบโดยจำกัดการเคลื่อนไหวข้อมือ หรือหากไม่ทุเลา แพทย์อาจพิจารณาฉีดยารักษาเฉพาะที่

2.การรักษาโดยการผ่าตัด จะใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีการข้างต้นแล้วอาการ ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการชาหรือปวดมากขึ้น หรือมีอาการลีบของกล้ามเนื้อฝ่ามือด้านนิ้วหัวแม่มือ ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

ดังนั้นจึงควรป้องกันอาการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณข้อมือ โดยปรับวิธีการทำงาน การใช้ข้อมือ โดยปรับโต๊ะทำงาน ปรับคอมพิว เตอร์ ให้เหมาะสมกับการทำงาน ไม่อยู่ในท่างอหรือกระดกข้อมือตลอดเวลา และหมั่นเปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานบ่อย ๆ หากดูแลตนเองเบื้องต้นแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์
ที่มา dailynews

5 วิธีใช้ระงับความโกรธ

5 วิธีใช้ระงับความโกรธ ‘ความโกรธ’ เป็นอารมณ์ที่น่ากลัว เพราะหากควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว สิ่งที่ตามมาจะส่งผลเสียไม่น้อย วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ มี 5 วิธีระงับความโกรธ มาแนะนำ

1 พาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นให้เร็วที่สุด

2 หาที่ปรึกษาหรือคนที่ไว้ใจได้ ระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจให้ฟัง เพราะการระบายเป็นการผ่อนคลายจากความตึงเครียดที่มี

3 เบี่ยงเบนความสนใจ โดยหันไปทำกิจกรรมที่ชอบ เพราะจะได้ไม่ใส่ใจกับเรื่องที่ทำให้โกรธ

4 นอนหลับ เพราะจะได้ลืมเรื่องที่ทำให้ขุ่นหมองใจ

5 ให้อภัย เป็นวิธีการที่ยากที่สุด แต่ถ้าทำได้แสดงคุณคือผู้ชนะอย่างแท้จริง

ที่มา dailynews

วิธีประหยัดเงิน แบบง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้

วิธีประหยัดเงิน แบบง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้
ชีวิตอิสระ

ทำไมต้องจ่ายค่าสมาชิกบัตรเครดิต? ถ้าคุณไม่จำเป็นต้องจ่าย เลือกธนาคารที่งดเว้นค่าธรรมเนียมนี้ถ้าคุณคิดจะทำบัตรเครดิต และถ้าเป็นไปได้ทำบัตรเครดิตเท่าที่จำเป็นเท่านั้น อย่าทำบัตรเครดิตหลายๆใบ เพียงเพราะเหตุผลว่าคุณจะได้กระเป๋าเดินทางที่เป็นของพรีเมี่ยมสวยเก๋มาใช้ ช่วงซัมเมอร์
ราคานาทีทอง

พวกอาหารกล่องปรุงสำเร็จแบบวันต่อวัน หรือพวกเบเกอรี่ เราสามารถมองหาส่วนลดได้หลังหนึ่งทุ่มโดยประมาณ มันจะถูกมากๆเลย บางที่ลด 30 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจลดครึ่งราคาเลยก็มี เราเคยซื้อข้าวกล่องชุดญี่ปุ่นที่ราคาจริงประมาณ 75 บาท ในราคา 39 บาท มาแล้ว อาหารพวกนี้มันยังคงใหม่และสดอยู่ พวกเขาเพียงแต่ต้องการเคลียร์อาหารที่มีอยู่ให้หมดก่อนเวลาห้างปิดเท่านั้น เอง

จ่ายรายปีถูกกว่า

ถ้าคุณต้องดูเคเบิ้ลทีวี หรือต้องอ่านแมกกาซีนทุกเดือนอยู่แล้ว แทนที่คุณจะจ่ายเป็นรายเดือน ก็เลือกจ่ายเป็นรายปีไปเลย จะคุ้มค่ากว่า นอกจากจะได้ส่วนลดแล้ว อาจได้ของแถมอีกต่างหาก เช่นได้ดูฟรีอีก 1 เดือน ได้ครีมบำรุงผิวมาสักชุดสองชุดไงล่ะ

เลือกให้เหมาะ

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกบริการที่เป็นแพ็คเกจ อย่างโทรศัพท์มือถือ หรือเคเบิลทีวี คุณไม่จำเป็นต้องเลือกบริการแบบเต็มรูปแบบที่ผู้ให้บริการเสนอให้ก็ได้ คิดทบทวนให้ดีๆเสียก่อน ว่าสิ่งที่คุณต้องการจริงๆคืออะไร บางทีคุณอาจไม่ทันคิดว่ามันเกินความจำเป็นของคุณก็ได้ แล้วจะจ่ายแพงเพื่อส่วนนี้ไปทำไมล่ะ

เคลียร์หนี้เป็นอันดันแรก

"การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ" เคยได้ยินกันหรือเปล่า เราเชื่อคำกล่าวนี้ล้านเปอร์เซ็นต์ หนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับโรคหรอก ดังนั้นทุกครั้งที่เงินเดือนออก คุณรู้ตัวว่าเป็นหนี้อะไรอยู่ก็ตามจ่ายมันให้หมด อย่าให้พอกพูนได้ จำไว้ว่าอาการ "ชักหน้าไม่ถึงหลัง" น่ะ มันไม่สนุกหรอก

ที่มา http://www.fwdder.com/topic/23358

กางเกงยีนส์ ใส่อย่างไรให้ดูผอมเพรียว

กางเกงยีนส์ ใส่อย่างไรให้ดูผอมเพรียว กางเกงยีนส์สำหรับ พ.ศ. นี้ถือเป็นเครื่องแบบมาตรฐานในการแต่งกายของผู้คนก็ว่าได้

....เพราะไม่ว่าจะเป็นคนเปรี้ยวจี๊ดจ๊าด หรือสาวคอนเซอร์เวทีฟ ยีนส์ก็สามารถเข้ามาอยู่ในใจได้หมด นอกจากนั้นยีนส์ยังหยิบมาใช้ได้ในทุกสถานการณ์ (จะทางการ หรือไม่ทางการก็ได้ทั้งนั้น) ขอเพียงคุณรู้จักมิกซ์แอนด์แมตช์อย่างเหมาะสม

... แต่ถึงอย่างนั้นยีนส์ก็สร้างปัญหาให้สาว ๆ ไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะกับสาวเจ้าเนื้อ เคยไหมคะ ? ... ที่เลือกยีนส์แล้วพลาด ใส่ออกมาอ้วนกว่าเดิมซะอีก... เคล็ดลับเหล่านี้ช่วยได้ค่ะ

ยีนส์สีเข้มดีกว่าค่ะ
กางเกงยีนส์สีเข้มนั้นจะช่วยอำพรางรูปร่างให้คุณดูเพรียวขึ้น และยิ่งถ้าคุณนำมาจับคู่กับรองเท้าหรือบู๊ตโทนเข้มเหมือนกัน ก็จะยิ่งทำให้คุณเพรียวขึ้นอีกเท่าตัว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะให้คุณใส่บลูยีนส์สีเข้มกับรองเท้าบู๊ตสีเดียวกันนะคะ เพราะโทนเข้มที่ว่านี้หมายถึงสีเข้มที่เข้ากับกางเกงต่างหากล่ะคะ

มองหาเฉดสว่างที่อยู่บนกางเกง
เฟดดิ้งลุค (Fading look) ที่ไล่โทนสีขาวสว่าง หรือสีซีดขาวบาง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนด้านหน้าของขากางเกงสีเข้มนั้นช่วยลวงตาให้คุณดูผอมอย่างมหัศจรรย์ คำแนะนำนี้มาจาก Melissa Ladines ผู้เชี่ยวชาญจากลีวายล์

สวมรองเท้ามีส้น
มีความลับอยู่อย่างหนึ่ง คือรองเท้ามีส้นแม้จะสูงเพิ่มขึ้นเพียง 1 นิ้วก็สามารถทำให้ขาคุณดูยาว และรูปร่างคุณดูเพรียวขึ้นได้

เลือกกระเป๋าให้เหมาะสม
ขนาดของกระเป๋ากางเกงถือว่าสำคัญมาก กฎหลักคือควรเลือกขนาดของกระเป๋าให้มีความสัมพันธ์กับยีนส์ ถ้ากางเกงตัวใหญ่กระเป๋ากางเกงก็ควรจะใหญ่ด้วยเช่นกัน เพราะถ้ากระเป๋าขนาดเล็กมาอยู่บนกางเกงตัวใหญ่กางเกงตัวนั้นจะยิ่งบิ๊กเบิ้มเขาไปใหญ่

ตะเข็บช่วยได้
แนวการเย็บตะเข็บข้างที่เย็บให้เห็นเป็นแนวทางด้านหน้านั้นช่วยให้คุณดูผอม เพราะสายตาผู้คนที่มองดูเส้นตรงของแนวตะเข็บนั้นช่วยพรางให้ผู้สวมใส่ดูเพรียว และเป็นการเพิ่มรายละเอียดของกางเกงยีนส์ให้น่าสนใจมากขึ้นยามเคลื่อนไหว

ปลายขากางเกงยาว ๆ ดีกว่า
ช่วงระยะความห่างระหว่างปลายขากางเกงกับรองเท้าของคุณนั้นมีความสำคัญไม่น้อยเช่นกัน เพราะขากางเกงที่ยาวจนเหลือช่องว่างระหว่างกางเกงกับรองเท้าน้อย คุณก็จะยิ่งดูเพรียวมากขึ้น

อย่าสวมกางเกงไซส์เล็กกว่าตัว
อย่าพยายามแสร้งว่าคุณสวมไซส์ 27 ทั้งที่คุณมีไซส์ 29 ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นแนะนำ แต่ถ้าคุณรู้สึกแย่กับตัวเลขสูง ๆ ละก็ แนะว่าให้ตัดป้ายไซส์ออกซะ และเหตุผลที่คุณไม่ควรสวมยีนส์เล็กกว่าตัว เพราะมันจะทำให้คุณดูอ้วนเตี้ย ตัน แถมยีนส์ตัวเล็กยังทำให้พุงคุณปลิ้น ช่วงเข่าปริอย่างน่าเกลียดด้วยสิคะ

ที่มา http://women.sanook.com/fashion/trend/ftrend_21068.php

อีกไฮไลต์ เซี่ยงไฮ้ เวิล์ด เอ็กซ์โปร

โชว์นวัตกรรม 'รถยนต์แห่งอนาคต'

หญิงสาวตาบอดเพียงกดรีโมต รถกระ ป๋องต้นแบบจะเคลื่อนเข้ามาจอดรอ พอนั่งรถเพียงกดปุ่มป้อนข้อมูลปลายทางรถจะขับเคลื่อนเองตามระบบคอมพิวเตอร์ เธอนั่งทอดอารมณ์ถึงพ่อที่กำลังจะแสดงคอนเสิร์ต แล้วภาพ ความฝันของคนที่กำลังจะเป็นพ่อคนตัดเข้ามาพร้อมกับคู่รักหนุ่มสาวที่กำลังเกี่ยงงอน ทุก อย่างถูกสั่งการเพียงปลายนิ้ว นี่คือภาพยนตร์แสดงถึงรถยนต์อนาคตที่สะดวกสบายอีก 20 ปีข้างหน้า ภาพอนาคตเหล่านี้ถูกแสดงใน พาวิเลียน ค่ายรถยนต์ “เครือจีเอ็ม” ในงาน เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป 2010

ด้วยแนวคิด “เมืองที่ดีกว่า ชีวิตที่ดีกว่า” เป็นอีก ครั้งที่ค่ายจีเอ็ม มีพาวิเลียนเป็นของตัวเองในการแสดงนวัตกรรม ปีนี้ได้แสดงผลงานรถในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้าให้ผู้เข้าชมได้คิดตาม

“ยานยนต์อนาคตไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผลิตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่เรามองว่าอีก 20 ปี ข้างหน้า ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ จะมีขึ้นมาเพื่อรองรับรถยนต์อนาคต เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับภาครัฐทั่วโลก ที่จะกล้าลงทุนหรือไม่ เช่น ที่จอดรถซึ่งเป็นทรงกลมพอจอดแล้วจะหมุนไป พอรถคันใหม่มาก็จะมีลานจอดรถทรงกลมอื่นมาแทน ซึ่งเป็นการประหยัดพื้นที่ในการจอด” ฌ็อง ลุย บาร์น็อกกี้ ผู้จัดการโครงการ เอสเอไอซี-จีเอ็ม พาวิเลียน เล่าถึงอนาคต

ด้าน ฉัตรชัย ฉัตรพุทธ รักษา ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า ตอนนี้บริษัทพยายามทำการวิจัยเพื่อพัฒนารถต้นแบบอนาคต ให้มีความทันสมัย และเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม โดยโจทย์ที่เป็น ปัญหาหลังที่ต้องแก้คือ 1.วิกฤติการณ์เมื่อขาดแคลนน้ำมัน 2.ปัญหาด้านการจราจร 3.ปัญหาที่จอดรถ 4.อุบัติเหตุบนท้องถนน 5.อุปสรรคในการขับขี่

หากมองในภาพความเป็นจริงตอนนี้ มีรถไฮบริด (ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนเวลา รถชะลอ) เข้ามาในไทย แต่ในยุโรปมีมากว่า 5 ปี แล้ว ส่วนใหญ่รถประเภทนี้ภาครัฐจะใช้มากเนื่องจากหลายงานต้องชะลอรถเรื่อย ๆ เช่น รถเก็บขยะ ประเภทงานเหล่านี้จะทำให้ประหยัดพลังงาน แต่ในไทยยังมีราคาสูง

ขณะที่ 20 ปี ข้างหน้า รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้ากำลังเป็นที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมด และหาแหล่งผลิตพลังงานได้มาก เช่น จากแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ แต่การใช้รถไฟฟ้าภาครัฐต้องมีนโยบายส่งเสริมเนื่องจาก ถ้ามีการเดินทางไกล ๆ ไม่มีสถานที่ในการชาร์จไฟก็จะทำให้เครื่องยนต์ไม่มีพลัง งานในการทำงานต่อ

รถยนต์ไฟฟ้าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงวิจัยเพื่อสร้างแบตเตอรี่ให้มีขนาดเล็กและใช้ได้นาน ซึ่งบริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาตอนนี้ได้ซื้อกิจการโรงผลิตแบตเตอรี่มือถือ เพื่อพัฒนาให้แบตเตอรี่ของรถยนต์มีขนาดเล็กเท่าแบตเตอรี่ มือถือซึ่งง่ายในการเดินทาง

รถต้นแบบอนาคตที่เป็น ไฮไลต์อีก 20 ปีข้างหน้าที่แสดงในงาน เซี่ยงไฮ้ เวิลด์เอ็กซ์โป 2010 คือ อีเอ็น-วี เป็นเทคโนโลยีที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อลดข้อ จำกัดในการเดินทาง เป็นรถยนต์ขนาดสองที่นั่ง เป็นเทคโนโลยี รวมเอาความก้าวหน้าด้านวิศวกรรมยานยนต์และเทคโนโลยีสื่อสารที่ไร้ขีดจำกัดมาพลิกโฉม ทำให้การขับขี่ยานพาหนะในโลก อนาคต ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และยัง สามารถช่วยลดปัญหาด้านการจราจรและการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์

ระบบเครื่องยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้กำลังขับในช่วงของการเร่งความเร็ว และยังช่วยในการควบคุม การชะลอความเร็ว และการหยุดรถอีกด้วย นับว่าแตกต่างไปจากรถยนต์ในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงที่ใช้ระบบเบรกเพียงอย่างเดียวในการชะลอและหยุดรถ ทั้งนี้ระบบเทคโน โลยีอีเอ็น-วี จะไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพราะใช้แบตเตอรี่ลิเทียมอิออน สามารถขับได้ระยะไกลถึง 40 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบต เตอรี่ 1 ครั้ง พร้อมติดตั้ง อุปกรณ์เพื่อให้รถยนต์แต่ละคันสามารถสื่อสารระหว่างกัน และระบบเซ็นเซอร์ กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่ช่วย บอกระยะห่างระหว่างรถยนต์ เพื่อการตอบสนองได้อย่างรวดเร็วต่อสิ่งกีดขวาง และการเปลี่ยนแปลงของสภาพการ ขับขี่ อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยทั้งหมดนี้จะเป็นการเชื่อมต่อกันผ่านระบบจีพีเอส เป็นผลทำให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เองอย่างอัตโนมัติ ปราศจากการควบคุมจากผู้ขับขี่

เทคโนโลยีนี้จะสามารถค้นหาข้อมูลการจราจรในเวลาปัจจุบันได้ทันที ทำให้สามารถเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็ว เทคโน โลยีใหม่นี้ยังรวมถึงระบบเครือข่ายไร้สายที่ผู้ขับขี่สามารถติดต่อกับผู้ขับขี่รายอื่น ตลอดจนการคิดค้นเทคโนโลยีระบบการเตือนก่อนการออกตัวของรถยนต์ ระบบการค้นหามุมอับของสายตาขณะขับขี่ หรือ แม้แต่ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

รถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี อีเอ็น-วี ออกแบบให้มีน้ำหนักเบากว่าเพียง 500 กิโลกรัม และมีความยาวประมาณ 1.5 เมตรเท่านั้น เมื่อเทียบกับรถยนต์ในปัจจุบันที่มีน้ำหนักมากถึง 1,500 กิโลกรัม และยาวกว่าถึง 3 เท่า อีกทั้งยัง ต้องการพื้นที่ในการจอดรถมากกว่า 10 ตารางเมตร ซึ่งหมายความว่า ที่จอดรถยนต์ ทั่วไปสามารถรองรับรถยนต์เอ็นอี-วี ได้มากถึง 5 คัน ส่วนวัสดุ ตัวถังรถยนต์รุ่นนี้ ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ วัสดุพลาสติกสังเคราะห์ โพลีคาร์บอเนต และสารอะคริลิก ปัจจุบันนิยมใช้ในการผลิตรถยนต์เพื่อการแข่งขัน เครื่องบินรบ ยานอวกาศ เนื่องจากมีความแข็งแรงทนทาน และมีน้ำหนักเบา ซึ่งรถ อีเอ็น-วี ต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกพอสมควรเพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้

ขณะที่ วันชนะ อูนากูล ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายวิศวกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มอง เทรนด์รถอนาคตว่า ยานยนต์แห่งอนาคต น่าจะตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยมีอัตรา การสร้างมลพิษในระดับต่ำ และมีความประหยัดพลังงาน อีก ทั้งยังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับต่ำทั้งจาก กระบวนการผลิตและทุกชิ้นส่วนของรถยนต์สามารถนำไปรีไซเคิลได้

ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะหัน มาให้ความสำคัญต่อเรื่องความประหยัดพลังงาน โดยมุ่งเน้นไปที่การพยายามสร้างรถยนต์ ที่น้ำหนักเบาขึ้นและใช้เทคโน โลยีที่ทันสมัยเพื่อสร้างให้เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ๆ สามารถ ตอบสนองกับการขับขี่ได้อย่างทรงพลังมากที่สุด เช่นการใช้เทอร์โบ หรือระบบอัดอากาศ ระบบวาล์วแปรผัน หัวฉีด เชื้อเพลิงแบบไดเร็คอินเจ็คชั่น หรือจะเป็นการใช้พลังงานทางเลือกเช่น เอทานอล ไบโอดีเซล และ ซีเอ็นจี จะเป็น ตัวกำหนดคุณลักษณะต่าง ๆ ของรถที่จะแตกต่างไปตามสภาพตลาด และกฎระเบียบในแต่ละประเทศ

นวัตกรรมรถยนต์อนาคต อีก 20 ปีข้างหน้ายังเป็นมโนภาพที่ต้องหาคำตอบ เพื่อสนองชีวิตที่นับวันยุ่งเหยิงเหมือนเงื่อนปมที่พันกัน.
ที่มา dailynews

ปั่นจักรยาน'เที่ยวเชียงคาน' เพลินสีสันธรรมชาติริมฝั่งโขง

ด้วยเพราะความสงบเงียบความเรียบง่ายที่มีเอกลักษณ์เป็นมนต์เสน่ห์ของ เชียงคาน ที่แห่งนี้จึงเป็นอีกจุดหมายเป็นคำตอบของการเดินทางมาพักผ่อนท่องเที่ยว
นอกเหนือจากบรรยา กาศ ทิวทัศน์แม่น้ำโขง มิตรไมตรีของผู้คนในชุมชนตลอดจนวิถีชีวิตเรียบง่าย อีกทั้งวัฒนธรรมประเพณีที่มีเอก ลักษณ์ ยังมีความงามของบ้านเรือนไม้ที่ปลูกเรียงรายตลอดแนวถนน ฯลฯ พร้อมให้สัมผัสทำความรู้จักกับเชียง คาน อำเภอเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ใน จังหวัดเลย

ด้วยระยะทางกว่า 500 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่อำเภอแห่งนี้ที่ไม่เพียงมีเฉพาะความโดดเด่นของบรรยากาศให้พักผ่อนเพลิดเพลิน หากแต่ยังมีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือก เติมต่อประสบการณ์วันหยุดอย่างคุ้มค่าดังเส้นทาง “เลดี้ เจอร์นี่ ททท.พาผู้หญิงเที่ยวไทย” โครงการที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บัตรเครดิต ยูโอบีเลดี้ ธนา คารยูโอบี จำกัด (มหาชน) พาทุกท่านไปใกล้ชิดทำความรู้จักกับเชียงคานท่ามกลางมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชีวิตผู้คน และสีสันธรรมชาติอันสวยงามร่มรื่น

เมื่อมาถึงก่อนสัมผัสกับสีสันบรรยากาศที่มีเสน่ห์ดังที่กล่าว ด้วยความเป็นเมืองเก่าเป็นชุมชนที่ยังคงเอกลักษณ์ก่อนเริ่มเที่ยวชมซอกซอย ต่าง ๆ บริเวณถนนชายโขง เพื่อความเป็นสิริมงคลแวะเที่ยวชม วัดศรีคุณเมือง วัดเก่าแก่สำคัญที่มีความงามมีประวัติการสร้าง ซึ่งกล่าวกันว่ากำเนิดขึ้นมาพร้อมกับเมืองเชียงคาน

วัดศรีคุณเมืองแห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณซอย 7 ถนนชายโขงทางด้านเหนือของตลาดเชียงคาน ภายในวัดงดงามปรากฏศิลปะทั้งแบบล้านนาและล้านช้างให้ศึกษาเที่ยวชม พระอุโบสถสง่างามหลังคาลดหลั่นอย่างศิลปะล้านนา อีกทั้งบริเวณหน้าบันยังงามประณีตด้วยไม้แกะสลักลวดลายประดับ พร้อมมีภาพจิตรกรรมฝาผนังทศชาติชาดกให้ชม ส่วนบริเวณ ด้านในพระอุโบสถ ประดิษ ฐานพระประธานพระพุทธรูปปางสมาธิ

หลังจากนมัสการ พระประธานวัดศรีคุณเมือง แล้วก็ได้เวลาเพลิดเพลินกับบรรยากาศสบาย ๆ ไม่เร่งรีบที่สามารถสัมผัสได้จากที่นี่โดยสามารถเลือกเพลิดเพลินได้ทั้งรูปแบบการ เดินเที่ยวชมเมือง หรือจะปั่นจักรยาน ลัดเลาะเยี่ยมเยือนสัมผัส วิถีชีวิตชุมชนเที่ยวชมร้านหนังสือ ร้านขายสิ่งของที่ระลึก ของเล่นของสะสม วันวาน ฯลฯ ที่มีสีสันการตกแต่งจัดวาง

อีกทั้งในสิ่งละอันพัน ละน้อยมากมายไม่ว่าจะเป็นงานประดิษฐ์ งานฝีมือ อาหารพื้นเมือง ผ้าฝ้ายทอมือหรือเลือกจะนั่งเล่นดื่มน้ำจิบกาแฟ เพลินธรรมชาติริมฝั่งโขง ฯลฯ ก็มีให้เลือกหา นอกจากนี้ยังสามารถเที่ยวชมบ้านไม้เก่าแก่ที่มีเอกลักษณ์ในการปลูกสร้างตลอดสองฟากฝั่งถนนหรือจะเพลิดเพลินไปกับการเก็บภาพบรรยากาศประทับใจ

เชียงคาน ถือเป็นเมืองเก่ามีวัฒนธรรมประเพณีที่มีเอกลักษณ์ ยามเช้าจะ ทำบุญตักบาตรข้าวเหนียว โดยจะใส่เพียงเฉพาะข้าวเหนียวแค่พอคำในบาตรจะไม่ใส่สิ่งของอื่นใด ส่วนอาหารคาวหวาน ขนม ผลไม้ ดอกไม้ จะนิยมจัดใส่ตะกร้านำไปถวายพระที่วัดอีกครั้งซึ่งในความงามการปฏิบัติสืบทอดต่อเนื่องมาเหล่านี้มีให้สัมผัสชื่นชมยามมาเยือนเชียงคาน

นอกจากนี้เสน่ห์ของสองฟากฝั่งถนนสายหลัก ริมโขง รวมทั้งบนถนนศรีเชียงคาน ซึ่งเป็นจุดหมาย การมาพักผ่อนท่องเที่ยวที่นี่ ในเส้นทางดังกล่าวนี้ยังมีโอกาสเรียนรู้การทำ ผ้านวม จากร้านนิยมไทย ร้านเก่าแก่ซึ่งสืบสานการทำผ้านวมแบบ ดั้งเดิมนับแต่ขั้นตอนการ นำฝ้ายมาทำไส้ผ้านวม กระทั่งถึงผ้านวมผืนสวยที่มีความอบอุ่นคงทนเป็นงานฝีมือที่ทรงคุณค่า

อีกทั้ง การทำตุ้มนก ตุ้มหนู ศิลปะพื้นบ้านของชาวไทดำ ซึ่งร้านสองผัวเมียได้ส่งเสริมอนุรักษ์สืบสาน วัฒนธรรมเหล่านี้ไว้ อีกทั้งยังมีการสาธิตเป็นกิจกรรมที่เมื่อมาเยี่ยมเยือนเชียงคานจะได้ร่วมเรียนรู้ โดยตุ้มนกตุ้มหนูที่ปรากฏสวยงาม มีความงามทั้งในรูปแบบ รวมถึงการ ให้สีเส้นด้ายที่สดใส นำมาประดิษฐ์เป็นงานฝีมือที่มีเอกลักษณ์

มนต์เสน่ห์สีสันของเชียงคานยังไม่หมดเท่านี้ด้วย ที่อยู่ใกล้ชิดมองเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงได้ยาวไกล ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าก่อน พระอาทิตย์ ขึ้นพ้นขอบฟ้า หรือก่อนพระอา ทิตย์จะลาลับไปยังสามารถเดินเล่นเที่ยวชมบรรยากาศเก็บภาพประทับใจ หรือจะปั่นจักรยานออกกำลังกายไปตามเส้นทาง เลียบริมโขง โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ที่มีสีสันของสายฝนสร้างความชุ่มชื่น อากาศเย็นสบายเป็นอีกกิจกรรมที่มีเสน่ห์เป็นจุดหมายปลายทางของการมาเยี่ยมเยือนเชียงคานเมืองสงบเงียบเรียบง่ายที่ได้ รับการกล่าวขานถึงมาทุกยุคทุกสมัย.

ทีมวาไรตี้
ที่มา dailynews

เมนูอร่อย "วิธีทำปูอลาสกาทอดผักสลัด" หอมนุ่ม ตับห่านย่างรสเด็ด

เมนูอร่อย "วิธีทำปูอลาสกาทอดผักสลัด" หอมนุ่ม ตับห่านย่างรสเด็ด ไปทานอาหารที่ร้านอาหาร ชื่อว่า มา เมซอง (Ma Maison) แปลว่า บ้านฉัน ซึ่งอยู่ในโรงแรมสวิสโซเทล นายเลิศ ปาร์ค เมื่อสักเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมาครับ โดยได้ไปพบปะสังสรรค์กินข้าวกับเพื่อนเก่า ๆ สมัยเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษด้วยกัน ได้ยินมาว่าที่ร้านนี้มีเชฟมาใหม่ ซึ่งเป็นชาวเยอรมันเลยแวะไปลองชิมฝีมือเขาครับ

ผมสั่งอาหารจานแรกมาลองชิมดู เป็น ล็อบสเตอร์อบกับซอสครีมและชีส ซึ่งใช้กุ้งมังกรจากภูเก็ตโดยเอาเนื้อมาผัดกับซอสและเนยก่อน และเอาไปยัดในตัวกุ้งอีกทีแล้วเอาไปอบทำให้เหลือง เป็นสูตรโบราณและเป็นอาหารที่มีมาตั้งแต่ 80-100กว่าปีมาแล้วครับ ทางร้านทำได้ดีมากครับมีทั้งครีม เนยและความเข้มข้น

เพื่อนอีกคนของผมสั่ง ปูอลาสกาทอดกับผักสลัด มีเนื้อปูไม่มากเท่าไรครับ รสชาติอร่อยและไม่แห้งเหมือนที่ผมเคยไปกินที่ญี่ปุ่น เพราะว่าบางครั้งปูถูกแช่แข็งมาแล้ว เมื่อทำให้หายแข็งแล้วเอามาทอดใหม่จะไม่อร่อย แต่ที่นี่อร่อยมากครับ ปริมาณไม่มากจนเกินไปพอเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดีเลยครับ

อีกเมนูที่สั่งมา จานหนึ่งร้อน อีกจานหนึ่งเย็น นั่นก็คือ ตับห่าน ครับ จานที่ร้อนจะเป็น ตับห่านย่าง ซึ่งเขาย่างจนกระทั่งข้างในนุ่ม แต่ข้างนอกเกรียม เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสที่เข้มข้นและมีความเปรี้ยวแต่หวานนิด ๆ และมีผักสลัดมาด้วยเล็กน้อย อาหารจานนี้ทุกคนชอบมากครับ

แต่ผมกลับชอบ ตับห่านเย็น มากกว่าครับ ลักษณะคล้าย ๆ เนื้อบดหรือสับ ละเอียดผสมเครื่องเทศอัดใส่ในพิมพ์ มีสลัดและมีแป้งกรอบเค็มมาทำเป็นขนมปังสำหรับกินกับตับห่าน และมีเยลลี่ที่ทำจากผลไม้ชื่อ ควิน ซึ่งเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีรสเปรี้ยว แล้วก็มีซอสใส่มาให้ด้วย จานนี้อร่อยมากเลยครับ เขาตกแต่งจานออกมาสวยงามมากด้วย

นอกจากนี้ผมยังสั่งซุปและขากบ สำหรับซุปนั้น เป็น ซุปครีมกุ้งเผา เป็นซุปข้นครับ เอากุ้งไปเผาก่อนนะครับแล้วค่อยเอามาทำซุป มีกลิ่นหอมมากเลยครับ ส่วนขากบทอด จานไม่ใหญ่ครับ พวกผมอยากลองกินดู ตอนแรกคิดว่าเป็นอาหารจานหลัก แต่ความจริงแล้วเป็นอาหารจานแรกครับ ซอสที่ใช้จิ้มกินกับขากบอร่อยมากผมชอบอาหารจานนี้มากเลยครับ ไม่เคยกินมาก่อน

มีอีกซุปหนึ่งที่ผมสั่งมา เป็น ซุปใสเนื้อ ซึ่งเขาทำถึง 2 ครั้งให้มีความเข้มข้นมากขึ้น แต่น้ำยังใสอยู่นะครับแล้วปรุงด้วยสมุนไพร และซอสครีมรอยัลซึ่งมีรสออกเปรี้ยว ๆ มัน ๆ ซุปถ้วยนี้รสชาติเข้มข้นดีจริง ๆ ครับ ซุปถ้วยนี้เหมาะกับคนไม่สบายมากครับ กินอะไรที่ใส ๆ แต่ว่ายังมีเนื้อ มีหนัง อยู่บ้าง ต้องลองสั่งมากินกันดูครับ อร่อยมาก เพื่อนสาวของผมสั่ง เนื้อลูกวัวย่าง มากิน ชิ้นไม่ใหญ่มากจนเกินไปครับ ส่วนอีกคนหนึ่งสั่ง หมูสามชั้นอบแบบสุญญากาศ เสิร์ฟพร้อมดอกกะหล่ำและมีเนย มีไข่นกกระทากับซอสเมล็ดมัสตาร์ด อีกท่านหนึ่งก็ชอบกินเนื้อเหมือนผมเลยสั่ง ซี่โครงแกะย่าง มากิน อร่อยมาก ไม่มีไขมันเลยครับ ชิ้นใหญ่มากครับ รสชาติก็ดี เสิร์ฟพร้อมกับผัก ต้องทานกับไวน์แดงถึงจะอร่อยครับ

นอกจากนี้ยังมี สเต๊กเนื้อ อาหารจานนี้เป็นอีกจานหนึ่งที่อร่อยมาก ตามมาด้วย ปลาโดเวอร์โซลกับปลาหมึกซอสมะนาว อาหารจานนี้รสจัดมากครับ ตอนแรกผมคิดว่าเอาปลาไปทอด ไม่น่าจะอร่อยแต่เป็นอีกเมนูหนึ่งที่อร่อยมากครับ

ผมแอบไปเห็นเมนูของหวานเลยสั่ง ช็อกโกแลตซูเฟล มาทาน เสิร์ฟกับซอสสตรอเบอรี่และสะระแหน่คล้าย ๆ กับว่าเอาสะระแหน่ไปตุ๋นกับสตรอเบอรี่แล้วใส่น้ำตาลกับเหล้าเล็กน้อย มีเชอร์เบทใส่ให้เปรี้ยว ที่ทำมาจากซาวครีมครับ ซึ่งทำยากมากครับ

ส่วนเพื่อนอีกคนสั่ง ทาร์ตแอปเปิ้ล เสิร์ฟกับวานิลลาครีม ซอสวานิลลา และไอศกรีมวานิลลา อร่อยเหมือนกัน หอม เย็น ครับ อีกคนหนึ่งสั่ง มูสองุ่นกับเมอ แรง โดยเมอแรงนั้นทำจากไข่ขาวและน้ำตาล เอาไปตีให้ฟูและเหนียวจากนั้นเอาไปอบ มีแซนด์วิชเป็นมูสที่ทำจาก องุ่นและมีซอสที่ทำจากทับทิม และมีเชอร์เบทที่ทำจากใบโหระพาฝรั่งมาด้วยในจาน กลิ่นหอมดีครับ เป็นความคิดที่ดีมากและมีความสวยมากด้วยครับ

ผมคิดว่าเพื่อน ๆ น่าจะไปลองกินอาหารที่นี่ดูนะครับ เพราะว่าเป็นเมนูใหม่ และเชฟคนใหม่ อาหารอร่อยครับ.

เข้าครัวกับหมึกแดง : หอยแมลงภู่อบเนย

เครื่องปรุง
- เนยเค็มนุ่มแล้ว 275 กรัม
- ใบไธม์ 1 ช้อนชา
- กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
- หอมแดงสับ 1 ช้อนโต๊ะ
- ผักชีฝรั่งสับ 1/4 ถ้วยตวง
- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
- ซอสตรากระต่าย 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 1/2 ช้อนชา
- พริกไทย 1/2 ช้อนชา
- เนื้อหอยแมลงภู่ 200 กรัม
- เปลือกหอยเชลล์ พอประมาณ
- พาเมซานชีส สำหรับโรยหน้า
- ขนมปังฝรั่งเศส พอประมาณ

วิธีทำ
1.ในชามผสม ใส่เนย ใบไธม์ กระเทียมสับ หอมแดงสับ ผักชีฝรั่งสับ ซอสตรากระต่าย น้ำมะนาว เกลือ พริกไทย ให้เข้ากัน

2.ชิมรสให้มีรสเค็มและเปรี้ยวตาม ความชอบ


3.นำฝาหอยเชลล์มา วางเนื้อหอยแมลงภู่ลงไปบนฝาหอยเชลล์

4.ตักเนยที่ผสมไว้แล้วหยอดลงบนเนื้อหอยแมลงภู่ให้ทั่ว

5.โรยหน้าด้วยพาเมซานชีส

6.เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส แล้วนำหอยเข้าอบ นานประมาณ 10-20 นาที หรือจนกระทั่งหน้าเหลืองและหอม

7.ยกออกจากเตาจัดใส่จาน โรยหน้าด้วยพาเมซานชีส เสิร์ฟร้อน ๆ กับขนมปังฝรั่งเศส

ความรู้คู่ครัว
- คุณสมบัติของเนยเค็มและเนยจืดแตกต่างกันหรือเปล่า?

เนยเค็มและเนยจืดไม่แตกต่างกัน จะต่างกันก็ตรงที่เนยเค็มจะมีรสเค็ม ส่วนเนยจืดไม่มีรสชาติอะไรเลย

หมึกแดง
ที่มา เดลินิวส์

สมุยวันนี้...กับวิถีเดิมๆ ที่เหลืออยู่คู่การท่องเที่ยว

สมุยวันนี้...กับวิถีเดิมๆ ที่เหลืออยู่คู่การท่องเที่ยว ในช่วงก่อนปี 2520 ขณะที่เกาะภูเก็ตกำลังจรัสจ้า ในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ได้ชื่อว่าไข่มุกแห่งอันดามัน ช่วงนั้นสมุย ยังเป็นเกาะที่คนไทยรู้จักกันเพียงว่า มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากเกาะภูเก็ต และเกาะช้าง จ.ตราด คือมีพื้นที่ทั้งสิ้น 247 ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างฝั่งสุราษฎร์ธานี ออกไปทางทิศตะวันออกกลางอ่าวไทยประมาณ 84 กิโลเมตร

กับเป็นเกาะที่มีเนื้อหาปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนระดับชั้นประถมในยุคนั้น ว่าเป็นแหล่งที่มีมะพร้าวมากสุดในประเทศไทย

ในอดีตเกาะแห่งนี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวท้องถิ่นขนานแท้ โดยมีเส้นทางคมนาคมติดต่อตัวจังหวัดอยู่เพียงทางเดียว คือเดินทางด้วยเรือยนต์โดยสารแบบสองชั้น ที่วิ่งจากท่าเรือบ้านดอน ถึงท่าเรือหน้าทอน ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของตัวเกาะ

เรือโดยสารที่ว่านี้จะแล่น ออกไปจากท่าบ้านดอนในช่วงเย็น ใช้เวลาแรมคืนอยู่กลางทะเลให้ผู้โดยสารเอนนอนกันบนเสื่อสาดภายในห้องโดยสารบริเวณชั้นบน ส่วนชั้นล่างจะเป็นห้องบรรทุกสินค้า และจะถึงท่าเรือหน้าทอนก็เมื่อเช้าตรู่หลังไก่ขันวันรุ่งขึ้น

เด็กหนุ่มชาวเกาะสมุย หลายคนในยุคนั้น ถ้าต้องการจะขึ้นไปเรียนหนังสือบางกอก พวกเขาจะไม่นิยมนั่งเรือโดยสาร ข้ามฝั่ง ไปต่อขบวนรถไฟสายใต้ที่สถานีพุนพิน เพราะมันยากลำบากหลายขั้นตอน สู้ขออาศัยเรือสินค้าเดินทะเล ที่แวะเข้าไปขนมะพร้าวเข้าไปส่งที่เมืองหลวงไม่ได้ ดูจะสะดวกรวดเดียวจบ

ถึงกระนั้นก็ต้องรอนแรมอยู่กลางอ่าวไทยกันนาน กว่าสองวันสองคืนเป็นอย่างน้อย จึงจะถึงจุดหมาย
เกาะสมุยมีปรากฏการณ์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับชาวเกาะอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อสาวงามนางหนึ่งซึ่งเป็นลูกหลานชาวเกาะนามว่า “บุญตา ศรีแผ้ว” เกิดไปคว้าตำแหน่งรองนางสาวไทย จากการประกวดในงานวชิราวุธมาได้ ทำเอาชื่อของเกาะสมุย โด่งดังไม่แพ้ผลผลิตมะพร้าว ตรงที่มีสาวงามงามถึงขั้นเป็นรองนางงามระดับชาติ!

ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะ แน่นอนว่าอาชีพดั้งเดิมที่ถ่ายทอดกันมานาน ก็ตรงการทำสวนมะพร้าวเป็นหลัก รองลงมาทำประมงส่งขายตลาดบ้านดอน มากกว่าจะป้อนให้คนเกาะสมุยบริโภคกันเอง

ครรลองของคนที่ดำรงชีวิตอยู่บนเกาะนี้ มีเรื่องเล่ากันว่าพ่อแม่จะเลือกสืบทอดการทำสวนมะพร้าวให้กับลูกหลาน โดยเลือกเฟ้นจากพฤติกรรมของลูกเป็นเกณฑ์ตัดสิน คนไหนขยันหมั่นเพียรในการทำกิน ก็ยกสวนที่อยู่ใกล้ขอบถนนให้

คนไหนดูท่าเกกมะเหรกเกเร ก็ดัดสันดานให้รู้ถึงความยากลำบาก ด้วยการยกสวนมะพร้าวที่อยู่ห่างขอบถนนและอยู่ลึกติดริมทะเลให้ ท้ายที่สุดแล้วเป็นยังไงเดี๋ยวมาดูกัน?

เกาะสมุยถึงคราเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมสิ่งแวดล้อมไป เมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวประเภท แบ๊กแพ็กจากซีกโลกตะวันตก นิยมเดินทางมาหาไอแดดและแสงตะวัน จากริมฝั่งทะเลตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา ลงมาจนถึงเกาะภูเก็ต จนภูเก็ตเริ่มเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมและภูมิทัศน์ พวกเขาดั้นด้นมาจนค้นพบแนวหาดหลายแห่ง เช่น หาดเฉวง อ่าวละไม ที่เกาะสมุย ว่าเป็นสวรรค์อันสงบเหมาะสำหรับการพักผ่อนแบบนิคมอาบแดด ที่ไม่มีวัตถุหรือผู้คนเข้าไปรบกวนเหมือนภูเก็ตในวันต่อ ๆ มา

ข่าวการค้นพบหาดทรายและทะเลที่งดงาม ได้ถูกสื่อสารกันแบบปากต่อปากในหมู่สมาชิกด้วยกัน จึงทำให้กลุ่มคนประเภทนี้มีแต่จะขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ดินริมหาด ซึ่งไม่เคยมีใครอยากจะเข้าไปจับจองเพื่อลงทุน กลับกลายเป็นทำเลทองชวนให้น่าลงทุนขึ้นมาทันที หาดทรายที่เคยสงบก็เริ่มแปลงสภาพเป็นมีกระท่อมให้เช่าพัก กับร้านอาหาร สถานบันเทิงขึ้นมาแซม และมีแต่ จะพัฒนารูปแบบการลงทุนขึ้นไปเรื่อย ๆ

ยามนั้น...ทั้งหาดเฉวงและอ่าวละไม ได้เริ่มกลายเป็นแหล่งรวมตัวของนักท่องเที่ยว นิยมเปลือยกายอาบแดด แล้วก็แน่นอนการลงทุนเพื่อรองรับก็ไม่ต่างจากเกาะภูเก็ต คือเริ่มมีการก่อสร้างกระท่อมเรือนนอนแบบง่าย ๆ โดยใช้ไม้จากต้นมะพร้าวนั่นแหละมาต่างเสา แล้วก็เหลาเอาใบกับก้านมะพร้าวมาเหน็บเป็นฝาถึงหลังคา เปิดให้เช่าพักคืนละ 20-30 บาท

เคยมีนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กโดยสารเรือไปถึงเกาะสมุย เช้ามืด จากนั้นก็ตรงรี่ไปหาที่พักแถบเฉวง ละไม แรก ๆ เจ้าของตั้งท่าปฏิเสธ เพราะเรือน พักเช้านั้นเต็มหมดทุกห้อง ลูกค้าตื๊อที่จะขอพักให้ได้ เจ้าของจึงจำเป็นต้องตอบรับ แต่ขอให้ไปเดินเที่ยวเพื่อพักรอเวลาไปก่อน สักสามชั่วโมงแล้วค่อยกลับมา

พอถึงเวลานัดหมายนายแบ็กแพ็กคนนั้นก็ได้ห้องพักตามต้องการ จากที่เจ้าของลงทุนลงแรงสร้างมันใหม่จนเสร็จภายในเวลาสามชั่วโมง!

และจากวันนั้นเรื่อยมา... เกาะสมุยก็มีสภาพการเติบโตที่เลียนแบบเกาะภูเก็ตทุกอย่าง เมื่อกองทัพของนักลงทุนต่างยาตราเข้าไปตระเวนหาที่ดิน ผืนงาม ซึ่งก็ไม่พ้นที่ดินสวนมะพร้าวริมหาดเป็นเป้าหมายสำคัญ ถึงวันนั้นเองที่บรรดา ลูก ๆ ระดับหางแถวชาวเกาะสมุย เริ่มขยับฐานะขึ้นเป็นเศรษฐี จากการขายที่ดินแปลงงามให้กับนักลงทุน ไร่หนึ่งมูลค่าหลักแสนหรือล้านต้น ๆ

แต่การเป็นเศรษฐีเกิดใหม่ของคนเหล่านี้ จะครองฐานะนานแรมเดือนหรือแรมปี ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการกับเม็ดเงินที่ได้มา คนไหนรู้คุณค่าก็สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่นมาถึงวันนี้ คนไหนได้เงินมาแล้วใช้จ่ายอย่างเทกระจาด ท้ายที่สุดก็ต้องบากหน้ากลับไปเป็นลูกจ้าง ให้กับนักลงทุนบนที่ดิน ซึ่งตนเคยเป็นเจ้าของมาก่อน!

ช่วงระยะเพียงสองถึงสามทศวรรษ เกาะสมุยจึงได้กลายเป็นมหานครแห่งการท่องเที่ยวไปในที่สุด มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวปีละกว่าแสนคน ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้าไปปีละกว่าแปดแสนคน ทำให้เกาะสมุยมีรายได้ทางการท่องเที่ยวปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท และมีโรงแรมที่พักทุกระดับอยู่ 468 แห่ง 17,603 ห้อง กับกำลังจะเพิ่มขึ้นในเร็ว ๆ นี้อีก 2,000 ห้อง

ยิ่งกว่านั้นในวันนี้สมุย มีแต่จะเติบโตอย่างไม่ยั้งหยุด เมื่อมีเที่ยวบินเชื่อมเมืองหลวง กับภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงบินตรงมาจากต่างประเทศ รวมแล้วกว่า 32 เที่ยวต่อวัน กับมี เรือเฟอร์รี่เข้ามาเสริมบทบาท ขนทั้งคนและรถอีกวันหนึ่ง ไม่รู้ว่า กี่ร้อยกี่พันคัน เกาะสมุย แห่งนี้จึงเหมือนไร้พรมแดนกางกั้น กับแผ่นดินใหญ่เหมือนแต่ก่อน
หลายคนถึงเกิดคำถามว่า วิถีเดิม ๆ ของเกาะสมุย นั้น ได้จางหายกันไปหมดแล้วอย่างนั้นหรือ?
ขอตอบว่าไม่จริง ด้วยขณะนี้หากมีการค้นหาจะพบว่า ชุมชนคนเกาะสมุยจำนวนไม่น้อยยังยึดมั่นอยู่กับการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย เห็นได้จากแม้อิทธิพลของสถานประกอบการแบบสะดวกซื้อติดเครื่องปรับอากาศ ซึ่งมีอิทธิพลต่อคน รุ่นใหม่ ต่างดาหน้าเข้าไปให้บริการกันอยู่ที่นั่นมากมายก็จริง

แต่ตลาดสดประจำวันยามเย็นตรงบ้านหน้าทอน ก็ยังเป็นแหล่งที่บรรดาชาวเกาะ ถือเป็นแหล่งจับจ่ายผักปลาอาหาร เพื่อการดำรงชีพในแต่ละวันกันอย่างไม่เสื่อมถอย หรือแม้แต่คนเฒ่าคนแก่ ที่เคยเก็บเกี่ยวเอาพืชผักในเรือกสวนมาขายแต่ก่อนเก่า ถึงวันนี้ก็ยัง คงดำเนินชีวิตอยู่เยี่ยงนั้น

แหล่งการทำประมงที่เคยยึดเป็นกิจประจำวันกันมานาน ตรงหมู่บ้านแม่น้ำของชาวไทย-มุสลิม ถึงวันนี้พวกเขาก็ยังคงยึดมั่นทำกิน แถมยังสามารถส่งต่อให้กับสถานประกอบการ กับค้าขายให้คนเกาะกันเองอีกต่างหาก

ส่วนสวนมะพร้าวที่มีท่าทีว่าจะร่อยหรอ เพราะมะพร้าวที่นี่เคยมีกว่า 8 หมื่นไร่ ต้องหายไปเพราะการปรับพื้นที่ปลูกสร้าง อาคารโรงแรม รีสอร์ท และถูกหนอนบ้างด้วงบ้างทำลายอีกรวมกว่า 20,000 ต้นต่อปี แต่ชุมชนบ้านขามซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตก ก็ยังไม่ย่อท้อและเหนียวแน่นอยู่กับอาชีพนี้ สู้โดยอุตส่าห์สร้างผลผลิตออกมามิได้ขาด

ยิ่งกว่านั้นภาครัฐในท้องถิ่นรวมถึงภาคเอกชน ก็ยังรวมกลุ่มกันจัดทำ “โครงการคืนมะพร้าวสู่เกาะสมุย” ด้วยการนำเอาต้นกล้า 99,999 ต้น มาแจกจ่ายให้ชาวเกาะสมุยช่วยกันขยายพันธุ์ ไม่เว้นกระทั่ง นักท่องเที่ยวได้ช่วยกันปลูกก่อนเดินทางกลับบ้าน

กิจกรรมที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ก็ตรงถนนคนเดินบริเวณบ้านหน้าทอน ที่วันนี้แม้ถนนคนเดินจะเป็นของใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว แต่ถนนคนเดินส่วนนี้ยังมีโอกาสได้เห็นคนรุ่นก่อน ๆ นำเอาสินค้าประเภทของกินพื้นบ้าน ที่คนรุ่นใหม่สมัยนี้แทบไม่เห็นหรือรู้จัก มาทอดมาปิ้งย่างให้ดู และชิมโดยไม่คำนึงถึงผลกำไรจากการขาย

หากแต่พวกเขาคิดถึงเฉพาะผลกำไรจากการได้สร้างตำนานเก่าก่อนของเกาะสมุย ให้คนหัวดำหัวสียุคนี้ได้เห็น และรู้จักกันมากกว่า!.

ทีมวาไรตี้

ที่มา dailynews

ประโยชน์ของว่านหางจระเข้ ช่วยรักษาสิว

ประโยชน์ของว่านหางจระเข้ ช่วยรักษาสิวได้
วิธีใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวเพื่อผิวพรรณที่เนียนสวยอยู่เสมอทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

วิธีที่ 1 ใช้น้ำว่านหางจระเข้ล้างหน้าขจัดความกร้านเพื่อผิวเนียนสวย

การใช้น้ำว่านหางจระเข้ล้างหน้า ให้ใส่เพียง 2-3 หยดก็พอถ้าเป็นในช่วงเร่งรีบอาจบีบเอาน้ำจากใบว่านสดเลยก็ได้ เมื่อผสมน้ำว่านหางจระเข้กับโฟมล้างหน้าแล้ว ให้ถูจนเป็นฟอง แล้วเริ่มล้างหน้าได้ สำหรับผู้มีผิวมันและมีเหงื่อมาก ในฤดูร้อน อาจใช้แปรงช่วยล้างหน้าด้วยก็ได้


วิธีที่ 2 ใช้เนื้อวุ้นของว่านหางจระเข้ช่วยสมานผิวหลังล้างหน้า

ล้างว่านหางจระเข้สะอาด ฝานเอาหนามแหลมออก แล้วค่อยปลอกเปลือก เอาแต่เนื้อวุ้นข้างในไว้ใช้ ล้างหน้าให้สะอาดแล้วนำเนื้อวุ้นมาทาใบหน้า เพื่อบำรุงผิวหน้า ทาไปเรื่อย ๆ จนกว่าเนื้อวุ้นจะไม่มีน้ำ เหลือแต่เส้นใย ก็ให้หยุดทา แล้วรีบล้างออกโดยเร็ว นอกจากนี้ยังอาจใช้กับโลชั่นที่ใช้เป็นประจำ โดยหยดน้ำว่านหางจระเข้สัก 2-3 หยดลงในโลชั่นก็เป็นอันใช้ได้


วิธีที่ 3 ใช้เนื้อวุ่นว่านหางจระเข้รักษาสิวและตุ่มพอง

ว่านหางจระเข้จะช่วยลดการอักเสบของสิวและสลายพิษของเชื้อโรค อีกทั้งเมื่อสิวหายก็จะไม่เกิดเป็นรอยสิวขึ้นด้วย ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ทาที่หัวสิวหรือจะตัดเนื้อวุ้นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปิดไว้ที่หัวสิวแล้วจึงใช้ผ้าก๊อซปิดทับไว้ก่อนเข้านอนก่อนก็ได้

ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยสมานผิว และบำรุงรักษาผิว ช่วยรักษาน้ำและไขมันใต้ผิวให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ ขจัดการแตกแห้งของผิว ขจัดสิ่งสกปรก ไขมันและเซลล์ที่ตายแล้วบนผิว ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลยิ่งขึ้น ใบว่านหางจระเข้สด ๆ ใบจะมีสรรพคุณเป็นได้ทั้งเครื่องสำอางประเภทโลชั่นและน้ำนม ใช้ได้ทั้งผิวแห้งและผิวมัน

แต่สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ให้ทำการทดสอบก่อนว่าใช้เนื้อวุ้นว่านได้หริอไม่ โดยมีวิธีทดสอบคือ ตัดเนื้อวุ้นว่านขนาด 3 ซ.ม. ปิดไว้ตรงแขนด้านใน (หรือทาที่ท้องแขนด้านใน) จากนั้นปิดทับด้วยผ้าก๊อซและกระดาษไข เพื่อให้เนื้อวุ้นติดอยู่ ถ้าไม่มีอาการแดงหรือคันในเช้าวันรุ่งขึ้น แสดงว่าใช้เนื้อวุ้นว่านได้

ที่มาจาก http://www.muslimthai.com

เปลี่ยนผมเสีย ให้กลับเป็นผมสวย

เปลี่ยนผมเสีย ให้กลับเป็นผมสวย ทุกเช้าหลังตื่นนอน ใช้ปลายนิ้วมือสางผมอย่างอ่อนโยน ป้องกันปัญหาผมพันกัน

ก่อนสระผม ใช้แปรงไม้แปรงผมอย่างเบามือ เพื่อให้สิ่งสกปรกที่ติดผมอยู่หลุดออก เพื่อความนุ่มสวยของผมก็อาจจะใช้น้ำมันมะกอกชโลมที่เส้นผม แล้วใช้มือสางให้ทั่วหมักทิ้งไว้ 10 นาทีก่อนสระ

เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผมที่เหมาะกับสภาพผม หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีแรงๆ ซึ่งอาจทำลายสมดุลของสุขภาพผมได้

หมั่นบำรุงผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยซ์เจอไรเซอร์เข้มข้น เพื่อคืนความชุ่มชื้นที่สูญเสียไปให้แก่เส้นผม หลีกเลี่ยงการใส่ครีมนวดบริเวณโคนผม เพราะจะทำให้หนังศีรษะมัน

อย่าเกาศีรษะหรือขยี้ผมแรง ๆ ระหว่างสระควรใช้ปลายนิ้วมือนวดบำรุงหนังศีรษะอย่างอ่อนโยน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และป้องกันหนังศีรษะเป็นแผลหรือเกิดรังแคได้

ผมเปียกจะอ่อนแอเป็นพิเศษ หลังสระจึงไม่ควรขยี้ผมหรือแปรงผมแรง ๆ แต่ถ้าจะแปรงให้ก้มหัวลงและใช้หวีแปรงที่โคนผมจนถึงปลายผม เพื่อกระตุ้นหนังศีรษะ

หากมีเวลาควรปล่อยให้ผมแห้งเองด้วยการใช้พัดลม หลีกเลี่ยงการไดร์ หนีบ หรือม้วนผมด้วยความร้อนสูง ๆ

รับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน วิตามินบี 6 แมกนีเซียม สังกะสี เพื่อบำรุงเส้นผม เช่น เนื้อ ตับ ไต ข้าวซ้อมมือ กล้วย ลูกพรุน ลูกเกด ถั่ว นมและผัก

หมั่นเล็มปลายผมทุก 8-10 สัปดาห์ ปิดท้ายด้วยการหลีกเลี่ยงการรัดผม มัดผม หรือคาดผมจนตึงแน่นเพื่อลดความเครียดและป้องกันปัญหาศีรษะล้านได้

วิธี แปรงผมที่ถูกต้อง ให้แบ่งผมเป็นส่วน ๆ ค่อย ๆ หวีผมทีละส่วนด้วยหวีไม้ซี่ห่าง ๆ หลีกเลี่ยงหวีพลาสติกที่จะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต เริ่มแปรงผมจากด้านในมาด้านนอก แปรงผมอย่างอ่อนโยนจากบนลงล่าง

ขอบคุณบทความจาก ผู้หญิงนะคะ

ที่มา women.mthai

วิธีทำง่าย ๆในการลบริ้วรอย ผิวแตกลาย

วิธีทำง่าย ๆในการลบริ้วรอย ผิวแตกลาย ริ้ว รอย อาจเกิดขึ้นมาจากการคลอดบุตรหรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว และโดยเฉพาะกับสาว ๆ ที่อายุยังน้อยแล้วเกิดปัญหาหน้าท้อง น่อง สะโพกลายกันได้

วิธีทำง่าย ๆ คือ ให้ใช้วุ้นสีขาวจากว่านห่างจระเข้ที่ล้างยางออกแล้วมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็น ประจำทุกเช้า เย็น ผิวที่แตกลายก็จะค่อย ๆ จางลงได้ เพิ่มความมั่นใจให้ อวดผิวสวยได้อย่างมั่นใจ

แต่ถ้าหากไม่มีว่างหางจระเข้ก็สามารถใช้ ใบบัวบก แทนได้ โดยการนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็นประจำทุกเช้า เย็น ผิวที่แตกลายก็จะค่อย ๆ จางลงได้เช่นกัน ถ้าอยากมีผิวสวย ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

ที่มาจาก modothai.com

มาฝึกให้ลูกมี "ทักษะนิสัยแห่งปัญญา" อ่านทางนี้

มาฝึกให้ลูกมี "ทักษะนิสัยแห่งปัญญา" อ่านทางนี้ ความปรารถนาของพ่อแม่ทุกคน อยากเห็นลูกมีนิสัยน่ารัก น่าเอ็นดู เป็นที่รักของผู้อื่น แต่การจะสร้างให้ลูกเป็นดั่งหวังนั้น ถือเป็นงานหนักที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ และเข้าใจแนวทางที่ถูกต้องด้วย

สุดสัปดาห์นี้ ทีมงาน Life and Family มีเทคนิคทักษะแม็กก้าสกิลล์ (Mega Skills) ของดร.โดโรธี ริช ซึ่งเป็นโปรแกรมการฝึกทักษะนิสัยให้เด็ก ที่ทางรศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร ในฐานะผู้พัฒนาระบบการสอนแบบแม็กก้าสกิลล์ นำมาแปล และบอกกับทีมงานว่า เป็นทักษะนิสัยคู่ชีวิตที่หากพ่อแม่ค่อยๆ ฝึกฝนให้ลูกแล้ว จะช่วยผลักดันให้เด็กมีความสนใจเรียนรู้ อยู่กับตัวเอง และคนอื่นได้ดี ตลอดจนเข้าใจบริบทหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซึ่งประกอบด้วย 12 ทักษะที่พ่อแม่ฝึกให้ลูกก่อนวัยเรียนง่ายๆ ได้ดังนี้

ทักษะความมั่นใจในตัวเอง

เป็นทักษะแรกที่ รศ.ดร.สายฤดี ให้แนวทางว่า พ่อแม่ต้องพยายามสร้างลูกให้มีความมั่นใจในตัวเอง และมีความรู้สึกว่า เขาทำได้ เพื่อให้ลูกได้ลิ้มรสความสำเร็จด้วยตัวเอง โดยให้ลูกลองทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยตัวเขาเอง เช่น เข้าครัวช่วยแม่ทำอาหาร ไม่ว่าจะตอกไข่ หั่นผัก หรือให้ลูกมีส่วนร่วมในการปรุงอาหาร พร้อมกับให้คำถามปลายเปิดแก่ลูกอยู่ตลอด เช่น "ถ้าเราเติมสิ่งนี้เข้าไป จะทำให้อาหารอร่อยขึ้นไหมจ้ะ"

ทักษะแรงจูงใจ

เด็กๆ เกิดมาพร้อมกับแรงจูงใจที่กระหายใคร่เรียนรู้ และพยายามที่จะเข้าใจโลกรอบๆ ตัวเขา หากพ่อแม่ร่วมแบ่งปันความรู้สึกตื่นเต้นเวลาที่ลูกค้นพบ หรือได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จะยิ่งทำให้ลูกเกิดแรงจูงใจมากขึ้น เช่น อาจจะหาแว่นขยายให้ลูกสัก 1 อัน แล้วพกพากันออกไปส่องดูใบไม้ แมลง นอกบ้าน หรือสวนสาธารณะ เมื่อเด็กเกิดความรู้สึกว่า สิ่งที่เขามองเห็นผ่านแว่นขยายมีความน่าสนใจต่างจากการมองด้วยตาเปล่า เด็กก็จะ "โอ้โห ทำไมแมลงตัวนี้มันตาโตจังเลย" แต่ทั้งนี้พ่อแม่ต้องระวังความปลอดภัยของลูกน้อยด้วย

ทักษะความพยายามทุ่มเท

เป็นสิ่งจำเป็นที่เด็กจะต้องมีความพร้อมที่จะทำสิ่งต่างๆ อย่างทุ่มเท ตั้งใจ โดยพ่อแม่อาจจะให้ลูกวาดภาพ และเล่นกับลูกด้วยการบอกให้เติมส่วนนี้นิด ส่วนนี้หน่อย เพื่อให้ลูกคิดต่อไปอีกว่า หูของคนควรจะใส่อะไรดี หรือชี้ให้ลูกเห็นความพยายามของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจขายของ และบริการของพ่อค้าแม่ค้า เพื่อให้ลูกเห็นตัวอย่างของความพยายามทุ่มเท

ทักษะความรับผิดชอบ

ความรับผิดชอบ ถือเป็นทักษะหนึ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งเด็กต้องมีติดตัว เพื่อที่จะดูแลตัวเองเป็น แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดี เริ่มจากฝึกให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องระเบียบวินัย และความรับผิดชอบของตัวเองก่อน เช่น เรียนรู้เรื่องผ้า การแยกเสื้อผ้า ระหว่างผ้าสีกับผ้าขาว หรือเตรียมชุดของตัวเองที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้ รวมไปถึงความรับผิดชอบงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ด้วย

ทักษะความพร้อมในการเริ่มลงมือกระทำ

เด็กก่อนวัยเรียนส่วนใหญ่ มีความคิดริเริ่มอยู่ในตัวอยู่แล้ว ถ้าพ่อแม่ชมเชยความคิดนั้นของลูก ลูกก็จะเรียนรู้ทักษะคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ และลงมือทำให้ความคิดนั้นเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งหากไม่สนใจ เด็กก็จะติดนิสัย "เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ"

สำหรับวิธีฝึกทักษะนี้ให้เจ้าตัวเล็ก พ่อแม่อาจหานาฬิกา หรือวิทยุเก่าๆ ที่เสียเกินแก้ แล้วถามลูกว่า อยากช่วยถอดเจ้าเครื่องนี้ออกมาดูข้างในกันไหม จากนั้นก็ปูกระดาษหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ เตรียมอุปกรณ์สำหรับรื้อดูเครื่อง เช่น ไขควง หรือไฟฉาย และปล่อยให้ลูกเป็นคนถอดรื้อเอง โดยที่พ่อแม่คอยให้กำลังใจ และแนะนำอยู่ใกล้ๆ
ทักษะความพากเพียร

พ่อแม่หลายคน คงเคยเจอปัญหาที่ลูกทำงานยังไม่เสร็จดี แต่ก็บอกว่าเสร็จแล้ว ซึ่งพ่อแม่ช่วยให้ลูกเรียนรู้หลักการทำงานให้สำเร็จลุล่วงด้วยตัวเขาเองได้ เช่น เมื่อขอให้ลูกช่วยทำงานที่บ้าน ต้องดูให้แน่ใจว่าลูกได้ทำงานนั้นสำเร็จเรียบร้อยหรือไม่ สมมติว่า บอกให้ลูกช่วยเก็บโต๊ะอาหารมื้อเย็น ดูว่าลูกได้เก็บจานชาม แก้วน้ำ ถ้วยน้ำจิ้ม และทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปไว้ในครัวครบถ้วนหรือไม่ ถ้ายังเก็บไม่เรียบร้อย พ่อแม่ควรพูดกับลูกดีๆ ไม่แสดงอารมณ์โกรธ เช่น "ลูกยังเก็บไม่ค่อยเสร็จดีเลยนะจ้ะ ยังมีของที่ลูกลืมเก็บอีกบนโต๊ะ ถ้าลูกเก็บหมดเมื่อไร ก็ไปเล่นได้จ้ะ"

"ถ้าเด็กได้พยายามทำสิ่งที่ตัวเองเริ่มให้เสร็จ จะค่อยๆ ฝึกเด็กให้ชนะในทุกๆ ปัญหา ยิ่งสมัยนี้ อะไรก็ต้องเร็ว ง่าย สะดวก สำเร็จรูปไปหมด ดังนั้นคนที่มีความเพียรจะเป็นที่ต้องการมากกว่าคนอื่น" รศ.ดร.สายฤดีกล่าว

ทักษะความใส่ใจ และเอื้ออาทรต่อผู้อื่น

เป็นทักษะที่ให้เด็กรู้จักแสดงความห่วงใยต่อผู้อื่น เพราะเด็กต้องอยู่ร่วมกับคนในสังคม ถ้าเด็กไม่สนใจ หรือไม่แคร์ใครเลย เด็กก็จะอยู่อย่างเป็นทุกข์ ดังนั้นพ่อแม่ต้องทำให้แต่ละวันจบลงด้วยคำพูดดีๆ ต่อกัน โดยทำให้เป็นกิจกรรมประจำของครอบครัวเลยยิ่งดี ซึ่งคุณอาจพูดกับลูกว่า "แม่ชอบที่ลูกช่วยน้องหารองเท้าที่หายไปจนเจอ" หรือ "แม่เห็นนะว่า เวลาพ่อแม่บอกให้ลูกเข้านอน แค่ครั้งเดียวลูกก็เข้านอนเลยทันที" เมื่อเคยชินกับคำพูดดีๆ ของพ่อแม่ ต่อไปลูกก็อาจจะบอกพี่หรือน้องของเขาเองว่า "พี่ชอบเวลาที่น้องแบ่งคุกกี้ให้พี่"

"ถ้าเด็กรู้สึกว่าแคร์ใคร หรือทำให้ใครยิ้มได้ เช่น ช่วยเพื่อนทำงานจนเสร็จ พาเพื่อนที่กลัวความมืดไปเข้าห้องน้ำ หรือวันเกิดใคร เขาได้ทำสิ่งที่พิเศษไปมอบให้ ดังนั้นทุกคนก็จะให้รอยยิ้มกับเขา ทุกคนจะบอกเขาว่า เขาน่ารัก ดังนั้นเด็กแบบนี้จะไปที่ไหนก็ได้ เพราะเขามีความรู้สึกว่า ทุกที่ที่เขาไป เขาได้ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคน ทำให้ทุกประตูที่เคยปิด ค่อยๆ เปิดออก"

ทักษะความสามารถในการทำงานเป็นกลุ่ม

ยุคสมัยนี้ การทำงานเป็นทีม เป็นสิ่งจำเป็น และสำคัญมาก เพราะเราไม่ได้ทำงานกับคนไทยเท่านั้น แต่ต้องร่วมงานกับต่างชาติมากขึ้น หากไม่ปลูกฝังทักษะด้านนี้ให้กับลูกตั้งแต่เล็ก เด็กจะทำงานเป็นทีมเวิร์คไม่เป็น นำไปสู่ปัญหาการทำงานคนเดียว เหนื่อยคนเดียว หรือไม่ก็เอาเปรียบ และไม่ช่วยคนอื่นไปเลย ดังนั้นหากมีอะไรให้เด็กทำ ควรให้เด็กได้ช่วย เช่น ทำงานบ้าน คนหนึ่งอาจกวาดบ้าน หรือดูดฝุ่น ในขณะที่อีกคนเช็ดถูตามโต๊ะตามชั้น เมื่อสองคน หรือหลายคนช่วยกันทำ เปรียบได้กับขนม ผลที่ออกมา ย่อมอร่อย และสนุกกว่าแน่นอน

ทักษะการมีสามัญสำนึก

ทักษะนี้ ดร.สายฤดี บอกว่า มีความสำคัญกับเด็กมาก เพราะทำให้เด็กเข้ากับผู้อื่นได้อย่างไม่มีปัญหา เนื่องจากเด็กรู้จักเกรงใจคนอื่น รู้ว่าสิ่งไหนควรทำ หรือไม่ควรทำ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย หรือการปฏิบัติตัวต่อสถานที่ต่างๆ ซึ่งพ่อแม่สอนได้ ด้วยการฝึกให้ลูกเป็นเด็กช่างสังเกต เริ่มจากกิจกรรมพัฒนาทักษะการสังเกตให้ลูก นำวัตถุหลายๆ ชิ้นมาวางบนโต๊ะ บอกให้ลูกตั้งใจดูให้ดี จากนั้นให้ลูกปิดตา และคุณก็เอาของบนโต๊ะออกหนึ่ง หรือสองชิ้น บอกลูกว่า "ลืมตาได้แล้วค่ะ บอกแม่หน่อยว่ามีอะไรหายไปบ้าง"

ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

แนวทางของทักษะนี้ เป็นการนำความรู้ที่มีอยู่เดิม มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยปกติเด็กก่อนวัยเรียนเป็นนักแก้ปัญหาที่เก่ง พวกเขามีความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งพ่อแม่สามารถให้กำลังใจ และสนับทักษะในการแก้ปัญหาของลูกได้ เช่น ก่อนที่จะก้าวเข้าไปแก้ปัญหาใดๆ ก็ตาม พ่อแม่อาจถามลูกว่า "ลูกคิดว่าอย่างไร" และถ้าหากแนวทางแก้ปัญหาแรกของลูกไม่สำเร็จ พ่อแม่อาจพูดว่า "เอ้ มีทาง (วิธี) อย่างอื่นอีกมั้ยน้า" เพื่อให้ลูกได้รู้จักคิด และตัดสินใจด้วยตัวเอง

ทักษะการมีจุดมุ่งหมายในการทำงาน

เป็นทักษะที่สำคัญ เพราะถ้าหากเด็กไม่มีพื้นฐานในเรื่องจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายในการทำงาน ไม่มีแนวทางในชีวิต เด็กอาจเสียเวลาไปกับการค้นหาตัวเอง หรือจัดลำดับความคิดได้ไม่ดี ดังนั้นพ่อแม่ต้องเป็นตัวนำเพื่อให้ลูกรู้จักการตั้งเป้าหมายของตัวเอง เช่น ใน 1 วัน บอกลูกทำความดีอะไรก็ได้ให้พ่อแม่ 4 อย่าง เป็นต้น

"สมัยนี้พ่อแม่ไม่ได้ฝึกให้ลูกมีเป้าหมาย เพราะเรามีความรู้สึกว่า ให้เด็กหาเอาเองละกัน บวกกับเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีทั้งมือถือรุ่นใหม่ อินเทอร์เน็ต สินค้า สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกแทบจะใช้เวลาหมดไปกับสิ่งต่างๆ จนแทบไม่มีเวลาตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเลย ถ้ามี ก็มีแต่เป้าหมายในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้พัฒนาตัวเอง"

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.สายฤดี ได้เพิ่มอีกหนึ่งทักษะฝากไว้ให้กับพ่อแม่คือ การนับถือ และเคารพในตัวเอง เป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเด็กที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางยุคสมัยที่รายล้อมไปด้วยความเสี่ยงต่างๆ ดังนั้นพ่อแม่ต้องให้ลูกรู้จักยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ด้วยการชี้ให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเองที่ไม่ด้อยไปกว่าใคร นอกจากนี้ ต้องสอนให้ลูกรู้จักเคารพต้นไม้ หรือเคารพชีวิตสัตว์ ด้วยการไม่รังแกหรือทำร้ายให้สัตว์ต้องเจ็บเพื่อความสนุก หรือความสะใจ

ทั้งหมดนี้ ทีมงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นตัวช่วยให้พ่อแม่ทุกบ้านมีความมั่นใจมากขึ้นในการฝึกลูกให้มีพลัง และแรงผลักดันให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีทิศทาง เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีทักษะนิสัยแห่งปัญญาในการพัฒนาตัวเอง และอยู่กับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขต่อไป
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

เทคนิคเปลี่ยนชั่วโมงทำการบ้านให้สนุก

เทคนิคเปลี่ยนชั่วโมงทำการบ้านให้สนุก ด้วยรูปแบบการศึกษาที่มีหลากหลาย จึงทำให้เด็กประถมสมัยนี้มีการบ้านเยอะบ้าง น้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าเรียนในโรงเรียนแบบใด แต่สำหรับเด็ก ๆ ที่อยู่ในโรงเรียนประเภท "การบ้านเยอะ" สิ่งหนึ่งที่ต้องมีในแต่ละวันก็คือ ชั่วโมงการทำการบ้านนั่นเอง

เพื่อให้ลูกสนุกกับชั่วโมงทำการบ้าน ในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องเตรียมตัวช่วยดี ๆ เอาไว้ให้ลูกกันสักหน่อย ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลยค่ะ

- ให้ลูกได้พักสักหน่อย อาจหาของว่างอร่อย ๆ เอาไว้รอท่า เช่น ขนม น้ำผลไม้ ก่อนจะเข้าสู่ชั่วโมงของการทำการบ้าน

- หากเป็นไปได้ ควรให้ลูกทำการบ้านให้เสร็จก่อนทานข้าวเย็น เพราะหลังทานข้าวเย็นเสร็จ เด็กอาจจะเหนื่อย เพลีย อิ่ม และอยากพักผ่อนด้วยกิจกรรมสนุก ๆ ก่อนนอน เช่น ฟังนิทาน มากกว่า

- ห้องที่ใช้ทำการบ้านควรจะเงียบสงบ ไม่มีสิ่งกวนใจ เช่น ทีวี มาทำให้เด็กไขว้เขว

- อยู่กับลูกเวลาที่ลูกทำการบ้าน โดยอาจจะทำงานของคุณไป หรือเตรียมมื้อเย็นไปด้วยก็ได้ แต่เหตุที่ให้อยู่กับลูกนั้นก็เพื่อให้เด็กรู้สึกว่า หากเขามีปัญหาอะไรก็สามารถขอความช่วยเหลือจากแม่ (หรือพ่อ) ได้

- พ่อแม่สามารถช่วยลูกในหลาย ๆ ทางให้เขาสามารถแก้ไขโจทย์การบ้านที่เขาติดขัดได้ แต่ไม่ควรลงไปทำการบ้านแทนลูก เช่น อาจเตรียมหนังสือ หรืออินเทอร์เน็ตให้เขาได้ใช้ค้นหาคำตอบ

เพราะการบ้านสำหรับเด็กไม่ควรจะเป็นเรื่องยากจนเด็กไม่สามารถทำได้ ดังนั้น ตัวเอกของชั่วโมงทำการบ้านจึงควรเป็นลูกน้อย ส่วนพ่อแม่ก็รับบทผู้สนับสนุนที่ดี คอยให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ หรือหาทางสนับสนุนอย่างเหมาะสมนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก ivillege.co.uk
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

เด็กยิ่งออกกำลังกาย ยิ่งกระตุ้นสมองให้จำดีขึ้น

เด็กยิ่งออกกำลังกาย ยิ่งกระตุ้นสมองให้จำดีขึ้น
ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นผลการเรียนของลูกมีอันดับที่เพิ่มขึ้น ลองขยายชั่วโมงการเล่นของลูกออกไปอีกสักหน่อยดูดีไหมคะ เพราะนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เด็กที่มีร่างกายแข็งแรง จะ "ฉลาด และมีความจำดีกว่า" เด็กที่ขาดการออกกำลังกาย เหตุที่นักวิจัยกล่าวเช่นนั้นเพราะมีการค้นพบว่า สมองส่วนที่ควบคุมด้านความจำและการเรียนรู้ของเด็กที่มีร่างกายแข็งแรง จะมีขนาดใหญ่กว่าเด็กอ่อนแอถึง 12 เปอร์เซ็นต์ นั่นเท่ากับว่า การออกกำลังกายตั้งแต่ยังเล็กช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นในโรงเรียน
งานวิจัยชิ้นนี้มาจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกาซึ่งได้ทำการศึกษาการทำงานของสมองเด็กจำนวน 49 คนที่มีอายุระหว่าง 9 - 10 ปีโดยการสแกน MRI พร้อม ๆ กับได้ทดสอบความฟิตของร่างกายโดยให้เด็ก ๆ กลุ่มนี้วิ่งบนลู่วิ่งในเวลาที่กำหนด

ผลการทดลองพบว่า สมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นสมองที่ควบคุมด้านความจำและการเรียนรู้ในเด็กกลุ่มที่ร่างกายแข็งแรงนั้นมีขนาดใหญ่กว่าเด็กอ่อนแอประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และเมื่อมาทดสอบความจำ ก็พบว่าเด็กกลุ่มที่ร่างกายแข็งแรงมีความจำดีกว่าเด็กกลุ่มที่ร่างกายอ่อนแอด้วย

ศาสตราจารย์อาร์ท คราเมอร์ (Art Kramer) ผู้ทำการศึกษาในเรื่องนี้ กล่าวว่า การศึกษานี้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะกระตุ้นให้เด็กได้มีโอกาสออกกำลังกายตั้งแต่อายุยังน้อย

"สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก ทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อม สถานะทางสังคม ล้วนมีผลต่อการพัฒนาของสมอง"

หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเด็กต้องการทำให้การวิจัยครั้งนี้มีประโยชน์มากขึ้น ทั้งพ่อแม่ โรงเรียน และคุณครูก็คงต้องหันมาให้ความสนใจกับกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้ออกกำลังกาย มากกว่าการอัดเนื้อหาวิชาเพียงอย่างเดียว เพราะในงานวิจัยชิ้นนี้ก็ระบุเอาไว้เช่นกันว่า 33 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่ไม่ได้ออกกำลังกายตามสมควรนั้นจะเป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานในที่สุด

เรียบเรียงจากเดลิเมล
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

"ไวรัสโรต้า" อันตรายในบ้านที่อย่ามองข้าม

"ไวรัสโรต้า" อันตรายในบ้านที่อย่ามองข้าม ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาของฤดูฝน ทำให้ทุกบ้านใส่ใจป้องกันโรคที่มีสาเหตุมาจากยุงกัน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของการเพาะพันธุ์ยุงที่เป็นพาหะตามแหล่งน้ำขังต่างๆ จนหลงลืมดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยในด้านอื่นๆ เช่น การขับถ่ายที่บางครั้งมีอาการรุนแรงจนกลายเป็นโรคท้องร่วง หลายคนมองว่าเป็นโรคที่จะเกิดขึ้นได้เฉพาะฤดูร้อน แต่โรคท้องร่วงน่ากลัวกว่าที่คิด เพราะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็กที่ยากต่อการหลีกเลี่ยงและมีความเสี่ยงต่อโรคนี้ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

"พญ. ศุภรัตนา คุณานุสนธิ์" กุมารแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานี สะท้อนความเห็นว่า จากอุบัติการณ์ทั่วโลก สาเหตุของอาการท้องร่วงที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งในเด็กเล็ก "เชื้อไวรัสโรต้า" นับเป็นเชื้อไวรัสที่พบบ่อยที่สุด ก่อให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับอาการท้องร่วงที่มาจากการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ยังสามารถเกิดโรคนี้ได้ โดยเฉพาะในอเมริกาที่มีการระบาดของโรคท้องร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้า ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคนี้นับล้านคน แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ มีเด็กเสียชีวิตจากโรคนี้เฉลี่ย 100 คนต่อปี และรุนแรงที่สุดทั่วโลกโดยมีเด็กเสียชีวิตถึงปีละล้านคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ของแต่ละพื้นที่ในการรักษาและช่วยชีวิตเด็กไว้ได้มากน้อยแค่ไหน โดยจะเห็นได้ว่าแม้แต่ประเทศที่มีความรู้ด้านสาธารณสุขและสุขอนามัยก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าได้ ฉะนั้นทุกคนควรหันมาทำความรู้จักกับไวรัสโรต้าให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับโรคนี้ได้อย่างถูกต้อง

แม้เชื้อไวรัสตัวนี้จะพบมากในช่วงฤดูหนาว แต่ก็ขึ้นอยูกับการดูแลรักษาความสะอาดสุขอนามัย เพราะทุกคนสามารถรับเชื้อได้จากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ โดยเฉพาะในเด็กที่ชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก ชอบอมของเล่นที่มีเชื้อโรคเกาะอยู่ เนื่องจากเชื้อไวรัสโรต้าจะมีชีวิตอยู่ตามวัตถุสิ่งของในอุณภูมิปกติ โดยระยะฟักตัวของโรคนี้จะเกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อเกิน 48 ชั่วโมง

"ไวรัสโรต้า เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายมาก เนื่องจากมันชอบแฝงตัวอยู่ตามสิ่งของต่างๆ เช่น ของเล่น ซึ่งจะมีชีวิตอยู่ได้นานหลายวัน โดยก่อให้เกิดโรคในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด รวมถึงสัตว์ปีกด้วย ซึ่งจัดเป็น RNA ไวรัส ที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงในเด็กเล็กอายุระหว่าง 3 เดือนไปจนถึง 2 ขวบ" พญ. ศุภรัตนา กล่าว
ขณะเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่บางคนยังนิ่งนอนใจกับอาการท้องร่วงของลูกน้อยคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเด็กในวัย 3 เดือนถึง 2 ขวบ เป็นวัยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงจากไวรัสโรต้าได้มากที่สุด โดยจะมีอาการไข้ อาเจียน ท้องเสียโดยถ่ายเหลวเป็นระยะ 1-2 วัน ซึ่งมีกลิ่นเหม็นเน่า หรืออาจพบอุจจาระเป็นมูกแต่ไม่มีเลือดปนประมาณ 5-7 วัน

"หากพบปัญหาดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่สามารถรักษาในเบื้องต้นโดยการให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก เพราะขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง แต่หากเกินกว่านั้นควรรีบพาไปพบแพทย์ด่วน เนื่องจากไม่มียารักษาเฉพาะ แต่จะรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น หรือแนะนำให้ชงนมจางลงกว่าเดิม หรือเลือกนมที่ไม่มีแลตโตสให้กับลูก เพราะในช่วงที่เด็กท้องร่วงลำไส้จะลดเอนไซม์ในการย่อยแลตโตสชั่วคราว ในรายที่ท้องร่วงและอาเจียนมากๆ อาจจะต้องนอนเพื่อให้แพทย์ตรวจดูอาการที่โรงพยาบาล 1-2 วัน "

อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพของลูกน้อยให้ปลอดภัยจากโรคท้องร่วงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ กุมารแพทย์จึงฝากเตือนทุกบ้านว่า คุณพ่อคุณแม่จะต้องใส่ใจเรื่องสุขอนามัยให้มาก เช่น ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อลูกสัมผัสกับของเล่นหรือสิ่งของของผู้อื่นที่ไม่แน่ใจว่าจะมีเชื้อโรคอยู่หรือไม่ และควรทำความสะอาดของเล่นของลูกเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือช่วยให้ความรุนแรงของอาการลดน้อยลง แม้ว่าปัจจุบันจะมีวัคซีนหยอดเพื่อป้องกันเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถลดการติดเชื้อได้หรือลดความรุนแรงของอาการได้ก็จริง แต่ข้อเสียของวัคซีนตัวนี้ก็มีไม่น้อย ทั้งราคาค่อนข้างแพง การใช้วัคซีนจึงอยู่ในวงจำกัด และไม่ได้อยู่ในโปรแกรมของการให้วัคซีนแก่เด็กทั่วประเทศอีกด้วย

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

20 วิธีแก้ปัญหานอนไม่หลับ ให้หลับสบาย

20 วิธีแก้ปัญหานอนไม่หลับ ให้หลับสบาย ไขเทคนิค 20 วิธี พาใจหลับสบายเมื่อหัวถึงหมอน อาการนอนไม่หลับ หรือนอนไม่พอ เป็นประตูสู่ภัยสุขภาพนานัปการ ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ บ้านคงต้องเคยเจอกับปัญหาดังกล่าวนี้กันมาไม่มากก็น้อย ทำให้วันนี้ทีมงาน Life and Family ได้คัดสรร 20 เทคนิคดีๆ จากแผนงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ภายใต้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข นำมาฝากเป็นตัวช่วยให้กับทุกบ้านที่มีปัญหานอนไม่หลับกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปจดทิปง่ายๆ กันได้เลยครับ

1. นอนให้เป็นเวลา ในเมื่อกินต้องเป็นเวลา เรื่องนอนก็อยู่ภายใต้กฎเดียวกัน

2. รับประทานอาหารค่ำแต่หัวค่ำ คุณจะรู้สึกว่าเวลาช่วงค่ำยาวนานขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการเข้านอน "ขณะยังย่อยอาหารอยู่" ปล่อยให้เวลาผ่านไป อย่างน้อย 2 ชั่วโมงหลังอาหารค่ำแล้วจึงค่อยนอน

3. ค้นพบความเพลิดเพลินและประโยชน์ของการเดินย่อยอาหารมื้อค่ำ

4. ละเว้นสารกระตุ้นต่างๆ เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำชา

5. จงหาว การบังคับตนเองให้หาวจะช่วยผ่อนคลายได้และทำให้อยากนอน

6. ดื่มเครื่องดื่มชาสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการกล่อมประสาทอย่าง ชาคาโมมายล์ ลาเวนเดอร์ ช่วยให้นอนหลับได้

7. รับประทานแอปเปิ้ล ผักกาดหอม และผลิตภัณฑ์จากนม ตามความเชื่อที่ว่าอาหารเหล่านี้เป็นเพื่อนกับความง่วง เพราะประกอบด้วยวิตามินและเอนไซม์ที่เป็นสื่อกลางช่วยให้ง่วงเหงาหาวนอน

8. ดื่มน้ำให้เพียงพอในช่วงกลางวันจนถึง 18.00 น. แต่อย่าดื่มมากก่อนเข้านอน

9. ถ้าห้องนอนอยู่ในบริเวณที่เลี่ยงเสียงรบกวนไม่ได้ต้องหาทางปกป้องตนเองด้วยการหาสำลีอุดหู หรือติดกระจกซ้อนสองชั้น ปูพรมตลอดห้อง ใช้เพดานเก็บเสียง

10. หัวเราะวันละหลายๆ ครั้ง การหัวเราะเป็นกิจกรรมตามธรรมชาติและเกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาท สำหรับบางคน "หัวเราะนาทีเดียวมีค่าเท่ากับการผ่อนคลายร่างกาย 45 นาทีเต็ม"

11. เรื่องที่หลับที่นอนเป็นเรื่องสำคัญ ลองเลือกใช้ฟูก ขนาด 160 คูณ 200 ซม. ซึ่งกว้างขวางกว่าฟูกมาตรฐานขนาด 140 คูณ 190 ซม.

12. เพื่อความสมดุลสงบ เวลานอนควรตรวจสอบทิศทางที่ถูกต้อง สำหรับการวางเตียงนอน ควรหันศีรษะไปทางทิศเหนือ เท้าไปทางทิศใต้ตามทิศทางของคลื่นแม่เหล็กโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าให้ศีรษะหันไปทางทิศตะวันออก
13. ถ้าถึงจังหวะทาสีผนังห้องนอนใหม่ ขอให้ทราบด้วยว่าสีฟ้ากลางๆ เป็นสีสำหรับการนอนที่ดีที่สุด

14. หรี่ไฟสว่างจ้าให้มืดลงเรื่อยๆ หรือปิดตาสักครู่ก่อนดับไฟ จะช่วยให้ร่างกายปฏิบัติหน้าที่ง่ายขึ้น โดยช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงคือ 2-3 นาทีและปฏิบัติกลับกันในตอนเช้า

15. ไม่ควรนำต้นไม้ใบเขียวไว้ในห้องนอน อย่างน้อยเวลากลางคืน หลีกเลี่ยงไม่ให้มาแย่งออกซิเจน

16. รักษาอุณหภูมิในห้องให้อยู่ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส

17. หายใจเข้าช้าๆ และลึกๆ โดยไม่ต้องฝืน และต่อเนื่องกันอย่างราบรื่นหายใจออกแล้วหยุดไว้ 2 วินาที ก่อนหายใจใหม่อีกครั้ง การหยุดช่วงสั้นๆ นี้มีบทบาททำให้ระบบประสาทสงบลง และให้หายใจในท่านอนเหยียดยาวก่อนนอน

18. อย่าคาดหมายหรือคิดล่วงหน้าถึงการนัดหมายสำคัญทางอาชีพการงานในวันรุ่งขึ้น ความกังวลจะทำให้หลับไม่ลง

19. ผ่อนคลายตัวเองด้วยการหลับตาและจินตนาการถึงการอาบน้ำฝักบัวเย็นฉ่ำ ที่ราดรดลงมาจากศีรษะแล้วไหลไปตามลำคอ โดยนำพาความเครียดทั้งวันที่ผ่านมาให้ไหลไปตามทางน้ำ หรือใช้วิธีหายใจลึกๆ อย่างรู้สติเป็นชุดๆ ผสานกับการคิดแต่ในแง่ดีและความไว้วางใจ

20. สามชั่วโมงก่อนนอน บอกเลิกกิจกรรมทุกอย่างที่คร่ำเคร่งและใช้สติปัญญา หยุดอ่านหนังสือถ้าเป็นการจุดจินตนาการของคุณให้ทำงานผลักดันให้ฝันหรือใช้ความคิดใคร่ครวญคอยสังเกตสิ่งที่คุณทำแล้วหลับได้สนิทดีจะได้นำมาใช้ใหม่ในค่ำคืนที่นอนไม่หลับสักที

ลองนำไปปฏิบัติกันดู ได้ผล หรือไม่อย่างไร นำมาบอกต่อกันด้วยนะครับ หรือผู้อ่านท่านใดมีเทคนิคดีๆ จากประสบการณ์ตรง ก็สามารถนำมาแบ่งปันกันได้ครับ
ที่มา manager

สมุนไพรที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพจดจำให้ดีขึ้น

วิจัยพบสารสกัดใบหม่อนช่วยเพิ่มสมรรถภาพจดจำดีขึ้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาวิจัยพบสารสกัดใบหม่อนมีฤทธิ์ต่อสมรรถภาพทางกายและจิตใจทำให้กล้ามเนื้อต้นขามีความแข็งแรง การเรียนรู้และการจดจำดีขึ้นเตรียมต่อยอดขยายผลสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย

นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยสมุนไพร ได้ร่วมมือกับคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการวิจัย “ฤทธิ์ของสารสกัดใบหม่อนต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตในอาสาสมัครวัยกลางคนและสูงอายุ” โดยศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดใบหม่อนต่อสมรรถภาพทางกาย สมรรถภาพทางจิต การเรียนรู้และการจดจำ ในกลุ่มประชากรอายุตั้งแต่ 55-70 ปี จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 20 คน อาสาสมัครกลุ่มที่ 1, 2 และ 3 จะได้รับยาหลอก สารสกัดใบหม่อนขนาด 1,050 มิลลิกรัม/วัน และ 2,100 มิลลิกรัม/วัน ตามลำดับโดยใช้เครื่องมือในการตรวจประเมินการเรียนรู้และความจำ การประเมินอารมณ์และการประเมินสมรรถภาพทางกายที่เป็นมาตรฐานและใช้กันอย่างแพร่หลายหลังจากอาสาสมัครรับประทานสารสกัดครั้งแรก 30 นาทีวัดประเมินฟังก์ชันการเรียนรู้และความจำหลังจากนั้นให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดต่อไปตามตารางที่กำหนดจนครบ 3 เดือนทุกๆ เดือนจะนัดอาสาสมัครมาตรวจประเมินผลต่อการเปลี่ยนแปลงฟังก์ชันการเรียนรู้และความจำสมรรถภาพ ทางกายและจิต
การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนคอติซอล และการทำงานของระบบประสาทซิมแพทเทติก รวมทั้งติดตามความปลอดภัยของสารสกัดหม่อนในอาสาสมัคร โดยการตรวจประเมินการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยา และเคมีคลินิกทุกเดือน พบว่า การรับประทานสารสกัดใบหม่อนขนาด 1,050 และ 2,100 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน มีความปลอดภัยและมีศักยภาพในการที่จะทำให้ทั้งสมรรถภาพทางกายและจิตของอาสาสมัครดีขึ้น สารสกัดใบหม่อนมีศักยภาพที่จะทำให้อาสาสมัครมีการทรงตัวได้ดีขึ้นทำให้กล้ามเนื้อต้นขามีความแข็งแรงมากขึ้น จึงมีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงในการหกล้มทำให้อาสาสมัครมีการเรียนรู้และความจำชนิดความจำใช้งาน (working memory) เพิ่มขึ้นโดยทำให้สามารถให้ความสนใจต่อสิ่งเร้าเพื่อนำข้อมูลมาประมวลผลในกระบวนการระยะต่างๆ ของความจำได้ดี มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และมีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการบูรณาการข้อมูลในกระบวนการเรียนรู้และการจดจำ(cognitiveprocessing)

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวต่ออีกว่า สารสกัดใบหม่อนจึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อกลุ่มผู้ที่มีปัญหาเรื่องความจำบกพร่องโดยตรง และกลุ่มเด็กที่มีปัญหาเรื่องความใส่ใจ (attention)นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์สารสกัดใบหม่อนยังมีฤทธิ์ในการลดกลุ่มอาการซึมเศร้าและกลุ่มอาการวิตกกังวลในอาสาสมัคร ทั้งนี้ ประสิทธิผลของสารสกัดในการเพิ่สมรรถภาพทางกายและจิตรวมถึงเพิ่มการเรียนรู้และความจำในอาสาสมัครขึ้นกับปริมาณหรือขนาดของสารสกัดที่ได้รับต่อวัน และระยะเวลาที่อาสาสมัครบริโภคสารสกัดจึงมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพผู้สูงอายุทั้งในภาวะปกติเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและนำไปใช้เสริมการรักษา (adjuvant therapy) ในหลายโรค เช่น ในกรณีที่มีความจำบกพร่อง กรณีซึมเศร้า หรือในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการแพทย์และสาธารณสุข และสามารถขยายผลสู่การผลิตเชิงพาณิชย์เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย

นางมาลี บรรจบ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า หม่อน (Morus alba Linn.) วงศ์Moraceae เป็นสมุนไพรทั้งในการแพทย์แผนไทยและจีน จากการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองที่ผ่านมาพบว่า ใบหม่อนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระลดความบกพร่องในการเรียนรู้และความจำที่เกิดจากความบกพร่องของระบบประสาทโคลิเนอร์จิก (cholinergic) ที่จำลองภาวะความจำบกพร่องในภาวะสูงอายุ และโรคอัลไซเมอร์(Alzheimer’s disease) นอกจากนั้นใบหม่อนยังมีสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด ได้แก่กลูโคส, วิตามิน A, B1, B12 และ C และจากการศึกษาความเป็นพิษ ในสัตว์ทดลองและความปลอดภัยในคนสารสกัดหม่อนในขนาดที่ใช้ในการรักษาก็ไม่ทำให้เกิดพิษดังนั้นจึงมีมีศักยภาพสูงในการที่จะพัฒนาเป็นอาหารเสริมสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกาย เพิ่มสมรรถภาพทางกายและจิตตลอดจนคุณภาพชีวิตได้ด้วยเหตุนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สถาบันวิจัยสมุนไพรจึงได้จัดประชุมวิชาการเรื่อง “หม่อนรักษ์คุณภาพชีวิต ส่งเสริมเศรษฐกิจไทย” ในวันที่ 17 กันยายน 2553 ณ โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี เพื่อเผยแพร่คุณค่าของสมุนไพรหม่อนให้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนได้หันมานิยมใช้ผลิตภัณฑ์เสริมคุณภาพจากสมุนไพรภายในประเทศ ทดแทนผลิตภัณฑ์สุขภาพประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่คนไทยจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจไทย สนับสนุนนโยบายไทยเข้มแข็งของรัฐบาล
ที่มา manager

วิจัยพบเด็กฟังเพลงคลาสสิกส่อแววฉลาด

วิจัยพบเด็กฟังเพลงคลาสสิกส่อแววฉลาด - วอนจัดพื้นที่เพื่อครอบครัวผ่านวิทยุรัฐ 3 ชม./วัน ผลวิจัยชี้เด็กต่ำกว่า 6 ขวบฟังเพลงคลาสสิก ส่อแววฉลาดกว่าเด็กทั่วไป ขณะที่เด็กฟังแง่ลบส่งผลพฤติกรรมเลียนแบบ เรียกร้องรัฐบาลคืนพื้นที่ดีเพื่อเด็กและครอบครัว ผ่านรายการวิทยุของรัฐ 3 ชม./วัน

วันนี้ (19 ก.ย.) ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ชมรมวิทยุเด็ก เยาวชน และครอบครัว มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวที “ขบวนการคนตัวเล็กกับก้าวต่อไปของวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว” โดยที นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมทั้งกล่าวว่า นโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ประกาศวาระเด็กแห่งชาติปี พ.ศ.2552 โดย “สนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์ที่มีคุณภาพสำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัวให้มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น และผลักดันให้เกิดกองทุนสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว และเป็นผลที่ทำให้เกิดสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ คลื่น FM 105 เพื่อผลิตรายการวิทยุส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเด็กและครอบครัวมากขึ้น เป็นต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย และก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว จนเกิดเครือข่ายสมาชิก “ขบวนการคนตัวเล็ก” เพื่อต่อยอดทำความดีให้สังคม

“รายการวิทยุเด็กควรแทรกอยู่ในรายการวิทยุทั่วไป ไม่ควรจำกัดเพียงรายการเฉพาะเด็กเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องผลักดันให้เด็กเป็นตัวขับเคลื่อน ให้มีโอกาสร่วมทำงานในสื่อวิทยุด้วย เพราะผมเห็นด้วย กับการใช้สื่อวิทยุในการสร้างจินตนาการให้เด็กว่าจะเป็นการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนอย่างแท้จริง แต่ยอมรับการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ในวิทยุโทรทัศน์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีคนสนใจอยากจะผลิตสื่อดีๆ ให้เด็กเยาวชน แต่เนื่องจากสร้างรายได้ยาก ฉะนั้นการที่สสส. ช่วยกระตุ้นให้เกิดรายการสถานีวิทยุมีรายการครอบครัวเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีต่อเด็กและเยาวชนไทยทั้งประเทศ หวังว่าคลื่นวิทยุที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้นต่อไป” รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว

พญ.ชนิกา ตู้จินดา ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.กล่าวว่า เนื่องจากสื่อมีอิทธิพลสำคัญต่อเด็ก เยาวชน และคนในสังคม ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการนำเสนอเพลงที่มีเนื้อหารุนแรง อยากฆ่าตัวตาย ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบของเยาวชนมาแล้ว ขณะที่สื่อที่มีเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน ในรายการโทรทัศน์ กลับมีเพียง 5% และรายการวิทยุ มีเพียง 1% เท่านั้น ทั้งที่เด็กและเยาวชน มีมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ

“กาย ใจ อารมณ์ สังคม ปัญญา เป็น 5 ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเด็ก ซึ่งสื่อวิทยุสามารถตอบสนองพัฒนาการทั้ง 5 อย่างได้เต็มที่ เพราะการฟังต้องคิด และสร้างจินตนาการตามทำให้เด็กเกิดพัฒนาได้เร็ว การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ผ่านสื่อ ให้กับเด็ก เยาวชน และครอบครัว จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง เพราะเป็นพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยมีการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กที่ฟังดนตรีตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 6 ปี จะฉลาดกว่าเด็กทั่วไป เพราะดนตรีมีส่วนช่วยพัฒนาเชาว์ปัญญาในเด็กเล็ก โดยเฉพาะการฟังดนตรีคลาสสิกหรือดนตรีที่มีจังหวะช้าๆ ฟังสบาย แต่ถ้าเด็กฟังรายการหรือดนตรีที่ไม่สร้างสรรค์โดยเฉพาะเด็กเล็ก เมื่อโตขึ้นจะสายเกินไปในการรับรู้เรื่องของความดีกับสิ่งที่ไม่ดีของดนตรี ซึ่งรายการวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัวถือเป็นช่องทางหนึ่งในการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายของเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง” พญ.ชนิกา กล่าว

ด้าน นางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้ดำเนินรายการพ่อแม่มือใหม่หัวใจเกินร้อย FM 105 MHz กล่าวว่า จากผลการสำรวจความคิดเห็นของชาวกรุงเทพฯ และปริมลฑล ที่มีต่อสถานีวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว FM 105 MHz ในกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 6-60 ปีขึ้นไป จำนวน 535 คน ระหว่างวันที่ 14-15 ส.ค. 2553 พบว่า สื่อวิทยุยังคงได้รับความนิยม โดยกลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 61% ยังคงรับฟังรายการวิทยุ ซึ่งกลุ่มคนที่ฟังรายการวิทยุมากที่สุดคือ กลุ่มวัยครอบครัว (40-49 ปี) คิดเป็น 82% ตามด้วยกลุ่มวัยทำงาน (20-29 ปี) คิดเป็น 70% ส่วนกลุ่มเยาวชน (13-20 ปี) ฟังรายการวิทยุ 56% และกลุ่มเด็ก (6-12 ปี) ฟังรายการวิทยุ 44%

นางสรวงมณฑ์ กล่าวต่อว่า ในบรรดาผู้ที่เปิดรับฟังรายการวิทยุทั้งหมด พบว่า มีผู้ที่เคยฟังรายการของสถานีวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว FM 105 MHz อยู่มากกว่า 1 ใน 3 หรือ 38% กลุ่มที่ให้ความสนใจ คือกลุ่มคนวัยทำวัยทำงานที่มีครอบครัวแล้ว และผู้สูงอายุ โดยกลุ่มรายการที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ รายการสถานีครอบครัว รายการรอบวันทันข่าว รายการอารมณ์ดียามเช้า รายการสวัสดีประเทศไทย และรายการครอบครัวคุยกัน เนื้อหาที่อยากให้นำเสนอมากที่สุดคือ ความรู้รอบตัว รองลงลงมาคือ การส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการพัฒนาทักษะทางอารมณ์ ส่วนความคาดหวังของกลุ่มผู้ฟังคือ ได้รับความรู้ใหม่ๆ ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมทั้งการได้รับความบันเทิงและผ่อนคลายความเครียด ตามลำดับ

นางสรวงมณฑ์กล่าวด้วยว่า จากการดำเนินการผลิตรายการวิทยุเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ผ่านคลื่นวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว F.M.105 พบว่า มีเด็กและครอบครัวจำนวนมากได้เกิดการเรียนรู้ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น และก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ดังนั้น เพื่อให้เด็กและครอบครัวทั่วประเทศได้มีพื้นที่เรียนรู้ผ่านสื่อวิทยุ และเกิดพัฒนาการที่ดี จึงขอให้รัฐบาลคืนพื้นที่ดีในการสร้างการเรียนรู้เพื่อเด็กและครอบครัว ผ่านรายการวิทยุในสถานีวิทยุของรัฐทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ไม่น้อยกว่าวันละ 3 ชั่วโมง รวมถึงการจัดอบรมพัฒนาผู้จัดรายการวิทยุทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีความต้องการทำรายการสร้างการเรียนรู้เพื่อเด็กและครอบครัวในจังหวัดต่างๆ โดยประกาศเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที (33) : ว่าด้วยเรื่อง"เกมบนเฟสบุ๊ก"

วิธีหาเงินบนโลกไอที (33) : ว่าด้วยเรื่อง"เกมบนเฟสบุ๊ก" ปัจจุบัน Facebook มีจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 400 ล้านคน เป็นผู้ใช้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 3.5 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ชาย 1.5 ล้านคน ผู้หญิง 2 ล้านคน ผู้ใช้กลุ่มใหญ่ที่สุดคือนักศึกษาและวัยทำงานตอนต้น ทั้งที่เมื่อต้นปี 2552 มีคนไทยบน Facebook เพียงแค่ 2 แสนคนเท่านั้นเอง คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ส่วนหนึ่งเกิดมาจากเกมบน Facebook ที่ดึงดูดคนไทยให้เข้าไป “ปลูกผัก” หรือ “ทำอาหาร” จนติดกันงอมแงม

ยักษ์ใหญ่วงการ Social Games ของโลก ผู้ผลิตเกมบน Facebook ในระดับโลกมีอยู่ 2 ค่ายใหญ่คือ Zynga จากอเมริกา และ Playfish จากอังกฤษ ทั้งสองบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2550 เหมือนกัน ด้วยระยะเวลาเพียง 2-3 ปี ก็เติบโตเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่บนโลก Social Games

ปัจจุบัน Zynga มีเกมกว่า 30 เกม ที่รู้จักกันดีคือเกมปลูกผัก FarmVille ซึ่งมีจำนวนผู้เล่นทั่วโลกสูงถึง 80 ล้านคนต่อเดือน (มากกว่าจำนวนสมาชิก Twitter) เป็นผู้รับชำระเงินออนไลน์ที่มียอดรับเงินสูงเป็นอันดับ 2 ของ PayPal เป็นรองเพียงแค่ eBay เท่านั้น โดยในปี 2552 มีผู้เล่นเกมจ่ายเงินให้กับ Zynga ผ่านทาง PayPal สูงถึง 500 ล้านดอลลาร์เพื่อนำไปซื้อไอเท็มในเกม รูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Zynga ออกไปในแนวผู้เผยแพร่เกม (Publisher) คือเปิดให้ผู้พัฒนาเกมรายอื่นสามารถนำเกมของตัวเองมาต่อเข้ากับระบบของ Zynga และให้ Zynga เป็นผู้ทำการตลาดให้
ส่วน Playfish มีเกมในสังกัดน้อยกว่า Zynga เนื่องจากมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิตเกม (Producer) เกมของ Playfish ทุกเกมจะมีเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็น Playfish อยู่ นั่นก็คือการออกแบบตัวละครที่ดูน่ารักสดใส ซึ่งทำให้สาวๆ ทั่วโลกต่างก็ชื่นชอบเกมเลี้ยงสัตว์อย่าง Pet Society เมื่อปลายปี 2552 Electronic Arts (EA) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเกมยักษ์ใหญ่ของโลกได้เข้าซื้อกิจการ Playfish ด้วยมูลค่าสูงถึง 275 ล้านดอลลาร์ เร็วๆ นี้เราก็จะได้เห็นเกม Fifa Super Stars บน Facebook

ปัจจัยความสำเร็จของ Social Games

ก่อนหน้ายุค Social Games คือยุคของเกมออนไลน์ ผู้เขียนเชื่อว่าคนจำนวนมากเคยได้ยินคำว่าเกมออนไลน์ แต่ไม่เคยเล่นเลย (ผู้เขียนก็เช่นเดียวกัน) เนื่องจากเกมออนไลน์ส่วนใหญ่มีความซับซ้อนสูง ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เกมในเครื่องคอมพิวเตอร์ ต้องเติมเงินเพื่อเล่นเกม ความนิยมของเกมออนไลน์จึงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะนักเรียนมัธยมที่ใช้เวลาหลังเลิกเรียนในร้านเกม

แต่ Social Games สามารถเข้าถึงจำนวนผู้เล่นที่มากกว่าได้ เนื่องจากเป็นเกมที่เล่นผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้เลยโดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์อะไร ความซับซ้อนของเกมก็มีไม่มาก ใช้เวลาศึกษาไม่นานก็เล่นเป็น และเป็นเกมที่เล่นได้ฟรี ฐานผู้เล่นจึงขยายจากกลุ่มวัยรุ่นมาถึงวัยทำงาน (ส่วนตัวผู้เขียนรู้จักผู้บริหารหญิงวัย 50 ปีขององค์กรใหญ่แห่งหนึ่งที่เข้าไปอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองใน Pet Society ทุกวัน)

นอกจากเรื่องของความง่ายในการเข้าถึงและความง่ายในการเล่นแล้ว Social Games ยังมีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวไปสู่ผู้เล่นหน้าใหม่โดยอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์บน Facebook อีกด้วย ถ้าเราเล่นจนผ่านหนึ่งด่าน เกมจะบอกให้เราเผยแพร่ข้อความว่าเราผ่านด่านแล้วในหน้ากระดานข้อความของเรา ซึ่งจะทำให้เพื่อนๆ ของเรารู้ทันทีว่าเราเล่นเกมอะไรอยู่ และเขาอาจจะเข้ามาเล่นด้วย นอกจากนี้เกมมักจะบอกให้เราส่งคำเชิญชวนเพื่อนให้เข้ามาเล่นเกมด้วยกัน บางเกมมีการให้ไอเท็มพิเศษเมื่อเราชวนเพื่อนมาเล่นได้ครบตามจำนวนที่กำหนดด้วย ผู้พัฒนาเกมจึงมีโอกาสเข้าถึงฐานผู้ใช้ 400 ล้านคนบน Facebook ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดอะไรเลย อาศัยการบอกต่อของผู้เล่นเพียงอย่างเดียว
รายได้ของธุรกิจ Social Games

ร้อยละร้อยของ Social Games เปิดให้ผู้เล่นเข้าไปเล่นได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟต์แวร์ ไม่ต้องเติมเงินเพื่อรับสิทธิ์เข้าไปเล่น แล้ว Social Games มีรายได้จากทางไหนบ้าง?

รายได้ทางแรกก็คือการเปลี่ยนเงินในโลกจริงให้เป็นเงินในเกมเพื่อนำไปซื้อไอเท็ม มีการประมาณการว่ามูลค่าของเงินใน Social Games ในปีนี้จะสูงถึง 1,600 ล้านดอลลาร์

รายได้ทางที่สองคือการขายโฆษณาในเกม ที่ผ่านมา Microsoft เคยโฆษณา Bing ในเกม FarmVille โดยให้ผู้เล่นเกมคลิกเป็นแฟนของ Bing เพื่อแลกกับเงินในเกม ผลก็คือ Bing มีแฟนเพิ่มขึ้นกว่า 400,000 คน ผู้เล่นเกมได้เงินไปใช้ซื้อไอเท็ม ส่วน Zynga ก็ได้เงินจากผู้เล่นซึ่งได้มาจาก Microsoft อีกที

รายได้ทางที่สามคือการขายแอปบน Smart Phone เช่น Who Has The Biggest Brain? ซึ่งเป็นเกมลับสมองของค่าย Playfish แรกเริ่มเดิมทีเปิดให้เล่นฟรีบน Facebook โดยมีรายได้จากการติดโฆษณา Google AdSense ในเกม ต่อมามีการออกแอปบน iPhone ซึ่งสามารถใช้เล่นเกมและส่งคะแนนกลับขึ้นไปบน Facebook ได้ โดยที่แอปมี 2 เวอร์ชั่น คือแบบเล่นฟรีด้วยรูปแบบเกมที่จำกัด กับแบบเสียเงินซื้อเพื่อแลกกับรูปแบบเกมที่หลากหลายกว่า

รายได้ทางที่สี่เกิดจากการขายสินค้าเพื่อให้ผู้เล่นนำสินค้ามาเปลี่ยนเป็นไอเท็มในเกม อย่างเช่นเกม Oishi Café City ที่ผู้เล่นจะต้องซื้อชาเขียวโออิชิเพื่อนำกล่องซึ่งมีบาร์โค้ดสองมิติ (QR Code) มาส่องที่เว็บแคมเพื่อเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบสำหรับทำอาหารในเกม

นอกจากเรื่องของรายได้แล้ว นักการตลาดของหลายแบรนด์ใช้ Social Games เป็นเครื่องมือในการสร้างแบรนด์ หรือสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ได้หวังรายได้ทางตรงแต่อย่างใด

กรณีศึกษาธุรกิจไทยนำ Social Games ไปใช้ทางการตลาด

ด้วยความร้อนแรงของ Social Games ในไทย ทำให้หลายธุรกิจสนใจที่จะสร้างเกมเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเล่น โดยหวังผลให้เกิดการบอกปากต่อปากออกไป

ช่วงต้นปีนี้ ธนาคารกสิกรไทยส่งเกม KBank Millionaire ลงบน Facebook กติกาของเกมนี้ให้ผู้เล่นตอบคำถาม 5 ข้อ ถ้าตอบถูกทุกข้อจะได้คะแนนสะสม 10,000 คะแนน หนึ่งวันเล่นได้แค่ 2 รอบ แปลว่าจะได้คะแนนไม่เกินวันละ 20,000 คะแนน ใครได้คะแนนสูงสุด 15 คนในแต่ละสัปดาห์ ก็จะได้รับรางวัล (ผู้เขียนเคยได้ที่ 3 ได้รางวัลบัตรของขวัญ 800 บาทไปซื้อของในห้างคาร์ฟูร์) และผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดหลังจากจบแคมเปญ จะได้ Netbook ฟรีหนึ่งเครื่อง แต่เอาเข้าจริงแล้ว เกมนี้ไม่ใช่การแข่งขันตอบคำถาม แต่เป็นการแข่งขันชวนเพื่อนมาเล่นเกม เพราะมีกติกาอีกข้อหนึ่งบอกว่าถ้าใครชวนเพื่อนมาเล่นเกมนี้ได้สำเร็จ 1 คน จะได้คะแนนสะสมเพิ่ม 10,000 คะแนนทันที โดยไม่จำกัดจำนวนด้วย จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายนับหมื่นรับรู้ว่าตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมาอยู่บน Facebook แล้ว

เครือโออิชิก็ส่ง Social Games มาบน Facebook หลายเกม ที่รู้จักกันดีก็คือ Maneki Neko Fortune Cats ( http://apps.facebook.com/fortunecats/ ) เพื่อใช้โปรโมทชาเขียว Matcha เกมนี้เล่นง่ายๆ เพียงแค่คลิกที่ขาหน้าของแมวมาเนะกิเพื่อเขย่าขวด Matcha จากนั้นจะได้รับคำทำนายชีวิตในวันนี้และเผยแพร่คำทำนายออกไปให้เพื่อนๆ ดูได้ เกมง่ายๆ แบบนี้แต่มีคนเล่นเป็นหมื่นภายในเวลาสั้นๆ เป็นเพราะคนไทยกับเรื่องดูดวงเป็นของคู่กันอยู่แล้ว

อีกหนึ่งเกมของโออิชิที่อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นเกมที่ให้ความรู้ผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจคือเกม Yakiniku Burnn ( http://apps.facebook.com/aminoplus/main/game/burnn ) กติกาของเกมนี้จะให้ผู้เล่นเป็นสาวสวยที่ไปกินเนื้อย่าง ผู้เล่นมีหน้าที่คีบเนื้อดิบลงเตา ย่างให้สุกทั้งสองด้าน (แต่อย่าให้ไหม้) แล้วคีบใส่จานเพื่อกิน เมื่อกินไปสักพักตัวละครจะแสดงสีหน้าอึดอัด ผู้เล่นก็จะต้องให้ตัวละครดื่ม Amino Plus เพื่อช่วยลดความอึดอัดลง ผู้เขียนก็เพิ่งเรียนรู้จากเกมนี้ว่า Amino Plus เหมาะสำหรับดื่มตอนกินเนื้อย่างนี่เอง

อนาคตสดใสของอาชีพนักพัฒนา Social Games

ในยุคที่ผ่านมา การสร้างเกมเพื่อตีตลาดระดับโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะสนามนี้เป็นสนามของรายใหญ่ที่มีทุนหนา ยากที่นักพัฒนาเกมรายเล็กจะแทรกตัวเข้าไปได้ แต่ในยุคของ Social Games ไม่จำเป็นต้องมีทุนมหาศาลก็สามารถสร้างเกมที่คนเล่นกันทั่วโลกได้ ขอเพียงแค่มีความรู้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น

มีตัวอย่างของกลุ่มนักพัฒนา Social Games คนไทยคือกลุ่ม LevelUp! Studio ( http://www.levelup.in.th/ ) ซึ่งประกอบด้วยนิสิต 4 คน จากวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่รวมตัวกันเปิดบริษัทพัฒนาเกม โดยปล่อยเกมบน Facebook เกมแรกที่พัฒนาโดยคนไทยไปเมื่อปีที่แล้ว ชื่อเกมว่า Planet that have many creatures ( http://apps.facebook.com/lvup_planet/ ) ซึ่งมีผู้เล่นจากทั่วโลกถึงหนึ่งแสนคนภายในเวลาเพียงเดือนเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ทีม LevelUp! Studio ยังเป็นผู้พัฒนาเกม Yakiniku Burnn ของโออิชิอีกด้วย

นอกจากตลาดระดับโลกแล้ว ตลาดในประเทศไทยก็มีโอกาสมากมายเช่นกัน หลายแบรนด์สินค้ากำลังอยากมีเกมบน Facebook เป็นของตัวเอง แต่หาคนพัฒนาให้ไม่ได้ จนเมื่อปลายเดือนมีนาคม สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยได้จัดงาน WebPresso (จิบกาแฟคนทำเว็บ) เพื่อพูดคุยเรื่อง Social Games โดยเฉพาะ โดยมุ่งหวังว่านักพัฒนาเว็บชาวไทยจะตระหนักถึงโอกาสนี้ พัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อตอบรับความต้องการของแบรนด์สินค้าต่างๆ และสร้างสรรค์ผลงานออกสู่สายตาคนทั้งโลก
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที (37) : "เครือข่ายสังคม"เล่นไม่ดีมีเจ๊ง

วิธีหาเงินบนโลกไอที (37) : "เครือข่ายสังคม"เล่นไม่ดีมีเจ๊ง นาทีนี้เชื่อว่าคนไทยหลายคนรับรู้พิษภัยของการวางใจบริการเครือข่ายสังคมมากเกินไปแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เครือข่ายสังคมนี้เองที่สามารถเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยม ให้นักเจาะระบบค้นหาข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อเพื่อตอบใน"คำถามกันลืม"แล้วจึงรับรหัสผ่านกลับมาแบบสบายๆ ฉะนั้น สัปดาห์นี้ บทความชุด"ทำเงินบนโลกไอที"จึงขอเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเสนอวิธีการลดความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้คุณ"ไม่ต้องเสียเงินบนโลกไอที"แบบที่หลายคนตกที่นั่งลำบากมาแล้ว

***เตือนภัยการใช้ Social Network อาจทำให้หมดตัว
(โดย ปริญญา หอมเอนก ACIS Professional Center)

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเว็บไซต์ในกลุ่ม Social Network หรือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต ได้แก่ Facebook Hi5 และ Twitter นั้น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากสถิติการใช้งานที่เพิ่มสูงมากขึ้นในระยะเวลาไม่กี่เดือน (ดูรูปที่ 1) หรือ จากภาพข่าวหรือกิจกรรมทางการตลาดที่ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมกันอย่างมากมาย

ผู้ใช้งาน Social Network มีตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงวัยเกษียณอายุ โดยการใช้งานส่วนใหญ่เป็นการ Post รูปภาพ กิจกรรม ส่วนตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งที่บ้าน เพื่อแสดงให้เพื่อนในกลุ่มของตนเองได้ดูรูปภาพต่างๆพร้อมกับแสดงความคิดเห็นต่อกิจกรรมของตน

ยุคของคน Generation-Y

ผู้ใช้เว็บไซต์ Social Network ส่วนใหญ่นั้นเป็นบุคคลที่เรียกได้ว่าอยู่ในยุคของ Generation-Y (Gen-Y) ที่เติบโตมาพร้อมกับสารพัดเทคโนโลยี และ ความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ อยากได้อะไรก็เพียงค้นหาในอินเทอร์เน็ต

บุคลิก และนิสัยของคนในยุคนี้จึงเป็นคนใจร้อน ชอบอะไรที่รวดเร็วทันใจ ทำงานเร็ว ชอบดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ และติดต่อสื่อสารกัน และ มักจะ Post ข้อความหรือรูปภาพกิจกรรมของตนในเว็บไซต์ Social Network ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ที่เป็นต้นเหตุของการถูกขโมย Account ของระบบ Online ต่างๆ ที่เรามีอยู่

โดยเมื่อเราสมัครใช้ eMail ผู้ให้บริการมักจะให้เราตั้งคำถามกันลืม (Secret Question) และคำตอบเพื่อใช้ในการกำหนดรหัสผ่านใหม่ Hacker มักจะใช้ช่องทางนี้ในการเจาะรหัสผ่าน eMail ของเราโดยจะเข้าไปค้นหาคำตอบของคำถามกันลืมในเว็บไซต์ Social Network ของเรา

ลองคิดดูว่าหากเราตั้งคำถามง่ายๆ เช่น “ชื่อสัตว์เลี้ยงของฉัน” ในขณะเดียวกัน เราก็แสดงชื่อของสัตว์เลี้ยงตัวโปรดไว้ใน Facebook เพียงเท่านี้ Hacker ก็สามารถเจาะ eMail Account ของเราได้อย่างไม่ยากเย็น

รหัสผ่าน eMail ที่เดียวเข้าได้ทุกระบบ ???

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าข้อมูลที่เป็นความลับมักจะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนได้เป็นอย่างดี และ คงเป็นไปได้ยากที่จะเจาะรหัสผ่านของเว็บไซต์ Facebook Hi5 หรือ Hotmail Gmail เข้าไปได้อย่างง่ายๆ เพราะล้วนเป็นเว็บไซต์ระดับโลก

แต่อย่าลืมว่า eMail ที่เราสมัครเพื่อใช้งานเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านั้นก็คือ eMail ส่วนตัวที่เราใช้งานมานาน บาง Account อาจจะเกิน 5 ปี หรือ 10 ปี กลายเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่หากหายไปก็จะทำให้เกิดความทุกข์ใจได้ เนื่องจากใน eMail ของเรานั้นมีทั้งข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการทำงาน ข้อมูลการเรียน หรือแม้กระทั่งข้อมูลการเงิน

ย้อนกลับไปในอดีตลองคิดทบทวนดูว่า เราใช้ eMail เพื่อสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ต่างๆมากี่เว็บไซต์แล้ว และลองคิดดูว่าเมื่อเราสมัครเป็นสมาชิกกับเว็บไซต์เหล่านั้น เขามักจะให้เราตั้งรหัสผ่านเพื่อเข้าใช้งานในส่วนของสมาชิก ถึงตรงนี้มีคำถามเพิ่มว่าเราใช้รหัสผ่านเดียวกันกับ eMail ของเราหรือไม่ และไม่ว่าสมัครกี่เว็บไซต์ก็ใช้รหัสผ่านเดียวกันหมดใช่หรือไม่ คำถามนี้ผมมั่นใจว่า กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าใช่ เนื่องจากหากตั้งรหัสผ่านไม่เหมือนกันอาจทำให้จำรหัสผ่านไม่ได้ และนั่นหมายความว่าหากเว็บไซต์เหล่านั้นโดนเจาะระบบ หรือ ผู้ดูแลเว็บไซต์มีเจตนาที่ไม่ดีแล้ว eMail ของเราจะเป็นของเราคนเดียวหรือไม่

ระบบทุกระบบที่เราใช้ไม่ใช่เพียงแค่ Facebook หรือ Hi5 เท่านั้น ยังมีระบบการเงิน เช่น Internet Banking ระบบสมัครงาน หรือ แม้กระทั่งข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดของเราที่มีอยู่ใน eMail ก็อาจจะถูกใครต่อใครนำไปเปิดเผยหมดแล้วก็เป็นไปได้

ดังนั้นหลังจากที่อ่านบทความนี้แล้ว เราควรนำข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับรหัสผ่านออกจากเว็บไซต์ Social Network และ รีบเปลี่ยนรหัสผ่าน eMail ในทันที

และไม่ใช่แค่เปลี่ยนรหัสผ่านแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น แต่ควรเปลี่ยนบ่อยๆเท่าที่เราจะทำได้ เพราะจากการที่ผมได้มีโอกาสศึกษารูปแบบการตั้งรหัสผ่านของคนไทยจำนวนมากพบว่า การตั้งรหัสผ่านไม่พ้น เบอร์โทรศัพท์มือถือ ชื่อเล่น ชื่อสัตว์เลี้ยง หรือ คำที่ตนเองชื่นชอบ ซึ่งการตั้งรหัสผ่านแบบนี้ในทางความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศถือว่าสามารถจะถูกเจาะได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

ดังนั้นเราควรตั้งรหัสผ่านที่ดี โดยมีหลักการคือ รหัสผ่านต้องคาดเดายาก ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเรา ความยาว 8 ตัวอักษรขึ้นไป มีการผสมอักขระที่ซับซ้อนทั้งตัวเลข อักษรตัวเล็ก ตัวใหญ่และเครื่องหมายพิเศษ (!@#$%^&*())_+=) ก็จะทำให้เรารอดพ้นจากภัยคุกคามจากโลกไซเบอร์ไปได้ในระดับหนึ่ง

ภัยจากการใช้ Social Network ไม่ได้มีเพียงเท่านี้นะครับ ท่านผู้อ่านสามารถติดตามรูปแบบภัยและเทคนิคต่างๆของ Hacker ได้ที่งาน SNSCON 2010 (Social Networking Security Conference) หรือ ที่ Web Site http://www.acisonline.net/snscon2010/

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์