ทำไมเบอร์รี่ ถึงดีกับดวงตา


บิลเบอร์รี่(Bilberry) ป็นผลไม้สีน้ำเงินม่วง ที่พบมากในประเทศแถบยุโรป แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ในแถบอังกฤษและยุโรปตอนเหนือ นิยมนำผลบิลเบอร์รี่สุกมาทำเป็นแยมมานานกว่า 100 ปีแล้วนอกจากนี้ยังนำส่วนของใบและก้าน ไปทำเป็นผลแห้งเพื่อทำเป็นผงชาสำหรับดื่มเพื่อสุขภาพกันอย่างแพร่หลายอีกด้วย


บิลเบอร์รี่ เริ่มฮิตติดอันดับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการที่นักบินทหารอากาศของประเทศอังกฤษ สังเกตว่ากินแยมบิลเบอร์รี่ก่อนฝึกบินในเวลากลางคืน ช่วยให้สายตาทำงานได้ดีขึ้นในที่มืด




นักวิจัยชาวฝรั่งเศสพบว่า บิลเบอร์รี่ มีสารสีน้ำเงินอมม่วง ที่เรียกว่า แอนโธไซยาโนไซด์ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระสูง เมื่อเทียบกับผักและผลไม้อื่นๆ และยังช่วยบำรุงและสร้างโรดอบซิน (Rhodopsin) ซึ่งเป็นสารเคมีที่จอรับภาพ จึงช่วยให้สายตาทำงานได้ดีขึ้นในที่มืด ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพได้แม้ในที่มีแสงน้อย








ประโยชน์ของอาหารเสริมที่สกัดจากบิลเบอร์รี่ ต่อสุขภาพดวงตา


1. ช่วยถนอมดวงตา ทำให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น


2. ช่วยรักษาอาการตาบอดกลางคืน ( Night blindness)



3. ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา เมื่อใช้สายตานานๆ


4. ช่วยป้องกันเลนส์ตาและช่วยให้คอลลาเจนในตาในส่วน cornea และหลอดเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น


5. ช่วยลดอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้ป้องกันอาการเสื่อมที่มักจะเกิดกับดวงตาให้น้อยลงได้ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ ตาเสื่อมในคนสูงอายุ(สายตายาว)



ด้วยเหตุนี้ การบริโภคบิลเบอร์รี่สดหรือในรูปเบอร์รี่สกัดเข้มข้น รวมทั้งผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จึงช่วยบำรุงสายตาได้อีกวิธีหนึ่ง สงสัยแสนเสน่ห์คงต้องไปหาเบอร์รี่มาทานบ้างซะแล้ว เพื่อมาบำรุงดวงตาคู่สวยของเรา..



ที่มาจาก samunpai.com

กินเพื่อสุขภาพ คุ่มือเพื่อคนรักสุขภาพ หน้า147-149

ผลไม้ช่วยล้างพิษ

ผลไม้ช่วยล้างพิษ
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 175
“เหนื่อย อ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรง” สารพัดอาการที่บางครั้งหนุ่มสาววัยทำงานแอบบ่นออกมาตามความรู้สึก รวมทั้งการสะสมของความเครียดและสารพิษจากสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายของคุณอ่อนแอลง แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าการกินผลไม้เป็นประจำก็สามารถช่วยล้างพิษเหล่านี้ได้ (รายละเอียดเรื่องการล้างพิษ อ่านได้ในคอลัมน์ รายงาน ฉบับที่ 157 วันที่ 16 เม.ย. 48 หน้าที่ 42- 45

แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย แอปเปิ้ลมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ เพคติน ซึ่งสารนี้จะช่วยกำจัดสารพิษ ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมาก ซึ่งจะทำหน้าที่ทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น
แตงโม แตงโมมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง และทำให้สบายท้อง
องุ่น เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้ และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆ ในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย อุดมด้วยเกลือแร่ ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย
สับปะรด มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้ช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อ และช่วยกำจัดน้ำมูก
มะละกอและมะม่วง ทั้ง 2 อย่างนี้มีลักษณะคล้ายกัน ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ดังนั้นจึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับโปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การล้างพิษเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของการดูแลสุขภาพ เพราะหากคุณอยากมีสุขภาพที่ดี ต้องเริ่มต้นดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตั้งแต่วันนี้กันคับ
เข้าศึกษาเพิ่มเติ่มได้ที่ http://www.dimonclub.com/

ดื่มล้างพิษ กลิ่นเบอร์รี่


ดื่มล้างพิษ กลิ่นเบอร์รี่
ส่วนผสมของ องุ่นม่วง ราสป์เบอร์รี่ ที่ให้กลิ่นและรสเบอร์รี่เปรี้ยวพอเหมาะดื่มง่าย แถมยังมี ลูกแพร์ มาช่วยให้เครื่องดื่มแก้วนี้มีสรรพคุณล้างพิษ ต้านมะเร็ง

ได้ยินชื่อก็พอเข้าใจว่า เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ กินดี นำมาฝาก ดื่มง่ายเพราะมี

เริ่มที่ องุ่นม่วง อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินซี กรดไฟโตเคมิคอลเอลลาจิก และกรดทาร์ทาริก ช่วยเพิ่มความรวดเร็วแก่กระบวนการเผาผลาญอาหาร ควบคุมน้ำหนัก ดีต่อเลือดลม ช่วยขับปัสสาวะ

ส่วน ราสป์เบอร์รี่ ผลไม้ที่จัดรวมอยู่ในกลุ่มเบอร์รี่ อัดแน่นไปด้วยเบตาแคโรทีน ไบโอติน วิตามินซี และน้ำตาลฟรักโทส มีฟลาโวนอยด์ และแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมอยู่เป็นจำนวนมาก

สุดท้าย ลูกแพร์ เป็นหนึ่งในผลไม่เพียงไม่กี่ชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เต็มไปด้วยวิตามินซี กรดโฟลิก ไนอาซิน แคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ช่วยทำความสะอาดไส้ตรง รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ เหมาะกินเพื่อล้างพิษเพราะมีแร่ธาตุคุณสมบัติเป็นด่าง ลดคอเลสเตอรอล ช่วยชะล้างของเสียที่สะสมอยู่ในไต ก่อนจะตกผลึกเป็นก้อนนิ่ว เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับปัสสาวะ ทำความสะอาดไต หากรับประทานทั้งผลจะได้ประโยชน์จากเส้นใยอาหาร และกรดไฮดรอกซีซินนามิก สารต้านอนุมูลอิสระตัวการก่อมะเร็ง และเส้นใยเพ็กตินที่ช่วยขับโลหะหนักออกจากร่างกาย

สำหรับส่วนผสมควรเตรียมให้ได้สัดส่วน ดังต่อไปนี้...
องุ่นม่วง 1 ถ้วย
ราสป์เบอร์รี่ 2 ถ้วย
ลูกแพร์ 1 ถ้วย
น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

ขั้นตอนการปรุงไม่ยุ่งยาก เพียงหั่นลูกแพร์เป็นทรงสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ส่วนองุ่นม่วงผ่าครึ่งโดยไม่ต้องนำเมล็ดออก จากนั้นนำราสป์เบอร์รี่ ลูกแพร์ และองุ่นม่วงมาสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ เสิร์ฟเย็น ๆ พร้อมน้ำแข็งป่น ดื่มทันที ปรุงง่าย ดื่มง่ายอย่างนี้ วันว่างลองเข้าครัวผสมดื่มสักแก้วเพื่อสุขภาพ


ขอบคุณที่มาจาก msn

ช่องคลอด สะอาดเกิน เกิดภัย!!


ช่องคลอด สะอาดเกิน เกิดภัย!!
หลังรู้จักกลไกการทำความสะอาดภายในช่องคลอดตามธรรมชาติไปแล้ว คุณผู้หญิงก็จะยังต้องรักษาความสะอาดบริเวณภายนอกช่องคลอดอย่างถูกต้องโดย ไม่ให้เสียสมดุล เนื่องจากบริเวณช่องคลอดนั้นมีเชื้อแบคทีเรียอยู่หลายชนิด แต่ก็มีประมาณ 15 ชนิด ที่เป็นประโยชน์ อาทิ แลคโตแบซิลลัส แบคทีเรียซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ ส่งผลให้ช่องคลอดมีสภาพเป็นกรด ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวร้าย

เมื่อเป็นเช่นนั้นการขจัดสิ่งสกปรกจึงต้องไม่ทำลายแบคทีเรียตัวดี ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะแบบที่เป็นสบู่ผสมน้ำ หอมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บ่อยครั้ง สามารถใช้น้ำสะอาดล้าง แต่ไม่ควรฉีดน้ำแรง ๆ เข้าช่องคลอด หรือล้างลึกลุกล้ำเข้าไปภายใน เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน

สำหรับขนบริเวณอวัยวะเพศ ไม่ควรโกนทิ้ง เนื่องจากช่วยกรองฝุ่นละอองไม่ให้เข้าสู่อวัยวะเพศ ขณะที่อาการคันมักเกิดเพราะความอับชื้นของเหงื่อจากการสวมกางเกงชั้นในหรือ กางเกงที่รัดแน่นเกินไป หากไม่เปลี่ยนขนาดเครื่องนุ่งห่ม นานวันไปอาจมีปัญหาเชื้อราตามมา

ส่วนเรื่องของกลิ่นจากช่องคลอด ซึ่งไม่เหม็นรุนแรงนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ โดยกลิ่นจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน สารเคมีในร่างกาย ช่วงการมีประจำเดือน หรือจากเหงื่อที่ขับออกมา

อย่างไรก็ตาม ทุกๆ 3 เดือน คุณผู้หญิงควรใช้กระจกส่องดูอวัยวะเพศเพื่อสังเกตความผิดปกติของขนาดหรือสี หากมีลักษณะเปลี่ยนไปควรพบสูตินรีแพทย์ด่วน


ขอบคุณที่มาบทความจาก www.healthcorners.com

เคล็ดลับ หน้าใส ห่างไกลสิว


เคล็ดลับ หน้าใส ห่างไกลสิว

วันนี้สะกิด มีวิธีรักษาใบหน้าใส ห่างไกลสิว มาฝากกันจ้า

1.สำคัญสุดคือ รักษาความสะอาด ของใบหน้าอยู่เสมอ อย่างน้อยควรจะล้างหน้า วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความมัน
2.หลังทำกิจกรรม ที่มีเหงื่อออกมากๆแล้ว ควรล้างหน้าทุกครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ความมัน และแบคทีเรียบนใบหน้า
3.ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า สูตรปราศจากความมัน 100 เปอร์เซ็นต์ และที่มีส่วนผสมของ Tricosan ซึ่งสามารถขจัดแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว หรือที่มีส่วนผสม ของสารสกัดจากพืชธรรมชาติ ที่เหมาะกับสภาพผิว ที่มีปัญหาสิวโดยเฉพาะ
4.ระหว่างที่เป็นสิว ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ใส่ผม หรือเครื่องสำอางที่มีความเหนียวเหนอะหนะ สักระยะหนึ่ง เพราะสารในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มักตกค้างอยู่แถวๆตีนผม ซึ่งจะทำให้เกิด การระคายเคืองและเป็นสิว เพิ่มมากขึ้น
5.เวลาเป็นสิว พยายามเก็บมือเก็บไม้ ไว้กับตัวหน่อยนะคะ โดยเฉพาะอย่าใช้มือ ที่ไม่สะอาด ไปลูบหรือสัมผัสหน้าบ่อยๆ หรือไม่สัมผัสเลย ถ้าไม่จำเป็น
6.ข้อนี้ต้องเน้นว่า “ห้าม” เลยละค่ะ …ห้ามบีบหรือแกะสิวเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ เกิดรอยแผลเป็นที่รักษาได้ยาก
7.ควรรักษาสุขภาพ โดยทั่วไปให้ดีอยู่เสมอ รับประทานผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ และน้ำสะอาด ให้มาก ๆ รวมทั้งพยายามอย่าเครียด และอย่านอนดึก เป็นดีที่สุดค่ะ

(ลองทำตามวิธี้เอามาฝากดูนะคะ :)

สูตรเด็ด 11 เคล็ดลับหน้าใส

สูตรเด็ด 11 เคล็ดลับหน้าใส


ยุคนี้สมัยนี้เทรนด์หน้าใสกำลังมาแรงไม่ว่าจะคนหนุ่มสาวหรืออายุจะล่วงเลยวัยกระเตาะมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ใครบ้างล่ะอยากแก่แถมใบหน้ามีแต่ริ้วรอยเxxx่ยวย่น หากไม่อยากหน้าแก่ก่อนวัยและคงความหน้าใสให้ยาวนานที่สุดวันนี้เรามี 11 เคล็ดลับวิชาหน้าใสมาฝากกันดังนี้

1. อย่าถ่างตานอนดึกให้มากนัก ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ดูหนัง ดูละคร หรือทำงานอย่างไม่หยุดพัก ถึงใจยังสู้แต่สังขารอาจไม่ไหว นอนแต่หัวค่ำดีกว่า

2. ดื่มน้ำมากๆให้ได้วันละ 6 8 แก้ว หรือหากคุณดื่มมากกว่านั้นได้ก็จะเป็นการดี และยิ่งถ้าเป็นน้ำเปล่าก็ยิ่งจะดีใหญ่ หากคุณชอบดื่มน้ำอัดลมก็ดื่มได้เป็นครั้งคราว เพราะถ้าดื่มมากๆ จะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารและกัดกระเพาะจนคุณปวดท้องได้

3. ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอและบริหารหน้าด้วยการนวด หรือง่ายๆแค่พูดว่า อา อี เอ โอ อู ออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้า หน้าจะได้ไม่เxxx่ยวย่น

4. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดน้ำชา กาแฟ งดสูบบุหรี่ เพราะมันจะทำให้คุณแก่เกินอายุค่ะ ถ้าใครเถียงหละก็... ขอท้าให้คุณสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟจัดๆ ลองเดินคู่กับเพื่อนที่ไม่ดื่ม ไม่สูบ แล้วถามคนอื่นๆดูว่าคุณกับเพื่อนใครแก่กว่ากัน

5. อย่าตากแดดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดดที่แรงจัด มิเช่นนั้นหน้าของคุณจะแก่ไม่รู้ตัว หากต้องเผชิญกับแสงแดดอย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน

6. ใช้โลชั่นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความเสี่ยง หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้แก่ เช่น อยู่แต่ในห้องแอร์ ที่เปิดเบอร์เดียวหนาวจัดตลอดปีตลอดชาติ หากแอร์ของคุณปรับได้ กรุณาปรับอุณหภูมิบ้างเถอะค่ะ

7. ทำความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ แล้วยิ่งหากคุณเป็นสิวด้วยแล้วคุณควรใช้โฟมล้างหน้าที่เหมาะสำหรับการรักษาสิวเท่านั้น โฟมที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยทำให้ใบหน้าของคุณลื่นขึ้น ที่สำคัญห้ามแกะสิวอย่างเด็ดขาด คนที่เป็นสิวเสี้ยนหากยิ่งแกะ ผิวของคุณหลังแกะก็จะคล้ายกับโลกดวงจันทร์ ส่วนบรรดาสิวมีหนองทั้งหลาย หากยิ่งแกะก็จะยิ่งเกิดการอักเสบ สิว เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าของคุณดูเครียดและแก่ได้โดยเฉพาะบรรดาผิวโลกดวงจันทร์ทั้งหลาย

8. หากคุณเป็นคนผิวแห้ง ควรใช้มอยซเจอร์ไรส์ก่อนนอนทุกครั้ง และถ้ามีส่วนใดที่แห้งเป็นพิเศษ ควรใช้โลชั่นที่มี AHA ทาให้ทั่วบริเวณ แต่ถ้าคุณเป็นคนหน้ามัน ควรใช้มอยซเจอร์ไรส์ชนิดเจลจะเหมาะกว่าชนิดครีม

9. อย่าใช้มือสัมผัส จับ ลูบ ถูใบหน้าในช่วงระหว่างวัน จำไว้ว่างทุกครั้งเมื่อไปถึงที่ทำงานหรือทันทีที่กลับถึงบ้านต้องล้างมือก่อนเสมอ เพราะมือของเราจับต้องสิ่งสกปรกเชื้อโรค ฝุ่นละอองต่างๆมาตลอดทั้งวัน และการที่คุณจะเผลอเอามือไปจับหน้าจับตาอาจทำให้สิวขึ้นได้

10. ล้างเครื่องสำอางออกอย่างระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัย ให้คุณล้างมาสคารา หรืออายแชโดว์ ด้วยเครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมัน ทั้งนี้เพื่อมิให้น้ำมันที่ว่าแทรกซึมไปตามผิวหนังส่วนอื่นๆ เพราะอาจจะไปกระตุ้นหรือระคายเคืองผิวให้เกิดสิวขึ้นบนใบหน้าได้

11. หากมีปัญหาเรื่องผิวบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็ตามแต่ ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ดีกว่าไปนั่งปรึกษาตามเคาน์เตอร์เสริมความงามอย่างแน่นอน

สูตรเด็ด 11 เคล็ดลับหน้าใส

เบอร์รี่ ช่วยชะลอดวงตาแก่ก่อนวัยได้


เบอร์รี่ ช่วยชะลอดวงตาแก่ก่อนวัยได้
นี่มันหน้าอะไรกัน??? แดดร้อนยังกับเดือนเมษา ครีมกันแดดที่แสนเสน่ห์ใช้อยู่ยี่ห้อไหนก็เอาไม่อยู่
ขนาดผิวยังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนขนาดเนี้ย ไม่อยากจะนึกถึงดวงตาคู่สวยของแสนเสน่ห์เล้ยยย!!! เจอทั้งคอมพ์ในที่ทำงานและที่บ้าน…ออกมาข้างนอกยังมาเจอแดดอีก จะให้แสนเสน่ห์ทนยังไงไหว แสงแดดเนี่ย…ตัวร้ายเลย ร้ายขนาดไหน…แสนเสน่ห์จะแฉให้หมดเปลือกเลย แฟนๆผู้อ่านที่รักของแสนเสน่ห์ จะได้รู้ตื้นลึกหนาบางกัน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อยังไงล่ะค้าาา


UV ทำร้ายผิว ทำให้ผิวแดงไหม้ คล้ำแห้งกร้าน เหี่ยวย่น เป็นฝ้า ตกกระ แก่ก่อนวัย และอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้


UV ทำร้ายดวงตา ทำให้เกิดเป็นต้อกระจก รังสี UV ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุล ทำให้ เลนส์แก้วตาเสียสภาพความใสไป กลายเป็นเลนส์ขุ่น มีผลทำให้การมองเห็นลดลง



อาการของต้อกระจก
• ตามัวลงช้า ๆ เหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง โดยไม่มีอาการปวดตา
• เห็นภาพซ้อน สายตาพร่า สู้แสงไม่ได้ เห็นดวงไฟแตกกระจายโดยเฉพาะในเวลากลางคืน
• ในบางรายอาการระยะแรกของต้อกระจกคือจะมีสายตาสั้นมากขึ้น ๆ ทำให้ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อย ๆ เมื่อต้อกระจกขุ่นมาก แว่นตาจะช่วยไม่ได้

นอกจากยูวี แล้ว การเสื่อมสภาพของเลนส์ตามอายุก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง Free Radical ทำให้เซลส์ต่างๆเสื่อมลง ดวงตาก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

-


สารพัดโรคตา...
ไม่ไหวจะเคลียร์เลยใช่มั้ยคะ ไปไหนมาไหนอย่าลืมใส่แว่นกันแดดกันนะคะ ถึงธรรมชาติจะทำร้ายดวงตาแต่ก็มีธรรมชาติที่ช่วยรักษาดูแล จากที่แสนเสน่ห์เจอปัญหาโรคตา เข้ากับตัวเองทำให้ได้รู้อะไรหลายๆอย่าง เบอร์รี่..นี่เป็นผลไม้มหัศจรรย์ที่ดีกับดวงตาที่สุดเลย ก็ว่าได้ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม ช่วยคลายความอ่อนล้า ของดวงตา แสนเสน่ห์ก็เลยหมดกังวลกับสุขภาพตาไปได้เยอะ ไม่งั้นคงเครียดจนเป็นโรคหัวใจด้วย อีกโรคนึงแหงๆ







ข้อมูลอ้างอิง

- พญ.ชารีนันท์ จิรภาไพศาล จักษุแพทย์ รพ.วิภาวดี

-ศูนย์จักษุกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร. 1719

4 เคล็ดลับ สวยแบบประหยัด

4 เคล็ดลับ สวยแบบประหยัด

ใครที่อยากสวย แต่ไม่อยากเสียเงินแพง ๆ วันนี้เรามีเคล็ดลับในการสวยแบบประหยัดมาฝาก

ผลไม้มาร์คหน้า

การนำผลไม้ที่รับประทานเป็นประจำมามาร์คหน้า คือการประหยัดและยังช่วยในการดูแลผิวแบบธรรมชาติ ผลไม้หลาย ๆ ประเภท จะมีสารสกัดที่ดีต่อผิว เช่น ผลไม้ไม้เปรี้ยว ๆ อย่าง สับปะรด, มะม่วงสุก, มะเฟือง, ส้ม ฯลฯ ที่มีกรดผลไม้ที่ดีต่อการทำให้ผิวขาวใส เรียบเนียน ขอแนะนำว่าควรผสมอย่างอื่นเพื่อลดความเป็นกรดลงด้วย เช่น โยเกิร์ตหรือน้ำผึ้ง

สครับริมฝีปาก

ริมฝีปากที่นุ่ม ชุ่มชื่นทำให้ดูดีขึ้น วิธีประหยัด คือ การนำกระวานป่น 1 ช้อนชา มาขัดริมฝีปากหลังล้างหน้า ถึงแม้จะมีรสเผ็ด แต่ได้ผลดีต่อริมฝีปาก จากนั้นล้างออกแล้วบำรุงด้วยลิปบาล์มอีกครั้ง

อบไอน้ำสมุนไพร

อบไอน้ำแบบประหยัด คือ นำใบมะกรูด ข่า ขิง มะนาว มาต้มในหม้อให้พออุ่น จากนั้นวางพักในจุดที่พอก้มหน้าให้ไอร้อนสัมผัสผิวได้อ่อน ๆ หรืออาจนำผ้ามาคลุมศีรษะและหม้อน้ำให้ไอน้ำไม่ระเหยเร็วก็ได้ ความร้อนและสมุนไพร จะช่วยเปิดรูขุมขนและดีท็อกซ์ให้ผิวหน้าให้สะอาดสดใส จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับผิวอีกรอบ

ผลไม้เพื่อผมสวย

ลองนำ กล้วยน้ำว้า แตงโม น้ำส้ม และน้ำมะกรูด มาบดผสมรวมกัน แล้วนำมาหมักเส้นผมทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก จะทำให้เส้นผมมีได้กลิ่นหอม ๆ จากผลไม้แล้ว ยังทำให้เส้นผมได้รับคุณค่าบำรุงใหม่ ๆ อีกด้วย




ถ้าอยากสวยแบบประหยัด ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้




ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก เดลินิวส์

8 เคล็ดลับ ความงามด้วยสมุนไพรแบบไทย


8 เคล็ดลับ ความงามด้วยสมุนไพรแบบไทย
สมุนไพรหรือผักผลไม้ที่หาได้ง่ายๆ ในบ้านเราล้วนมีสรรพคุณในทางยา ซึ่งไม่เพียงแต่การกินจะช่วยให้สุขภาพร่างกายดีแล้ว คุณยังสามารถนำมาใช้กับร่างกายภายนอกได้ด้วย และนี่คือสารพันสูตรความงามแบบไทยๆ ที่เรารวบรวมมาให้คุณ


ว่านหางจระเข้ คุณค่าของว่านหางจระเข้มีมากมายในเรื่องของความงาม ว่านหางจระเข้ช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง ขจัดสิว และลบรอยจุดด่างดำ เราสามารถใช้ว่านหางจระเข้เพื่อบำรุงผิวได้โดยตรง โดยใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใสที่อยู่ภายใน แต่ก่อนใช้ควรทดสอบก่อนว่าจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำจากวุ้นสีขาวของว่านหางจระเข้ ทาบริเวณโคนหูแล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าไม่เกิดเป็นผื่นแดง ก็สามารถใช้ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว เพื่อให้สิวแห้งเร็ว และว่านหางจระเข้ยังช่วยลดความมันของผิวหน้าได้โดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึงอีกด้วย

แตงกวา มีเอนไซม์ Cryssin ซึ่งทำให้ผิวหนังที่หยาบกร้านหลุดออกไป และช่วยเผยผิวใหม่ที่อ่อนนุ่มโดยคุณสามารถใช้แตงกวาสดฝานเป็นชิ้นบางๆ แล้ววางบนใบหน้าที่ล้างสะอาดได้โดยตรง เพื่อช่วยสมานผิว

มะขามเปียก มีฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ จึงช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากผิวหนังได้ดี ลองใช้มะขามเปียกผสมน้ำอุ่น และนมสดให้เข้ากันดี แล้วพอกบริเวณผิวหนังโดยเฉพาะผิวที่หยาบกร้าน เช่น ตาตุ่ม ข้อศอก หรือบริเวณที่ผิวกร้านดำ เช่น รักแร้ ขาหนีบ จะทำให้รอยดำลดลงได้

กล้วยน้ำว้า ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ ลองใช้กล้วยน้ำว้า 1 ลูก ผลผสมกับน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ ปั่นรวมกันให้เป็นครีมข้น แล้วใช้ทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

ทุเรียน ช่วยลดปัญหาสิว ลองใช้เนื้อทุเรียนแบบที่สุกพอห่าม หันเป็นชิ้นเล็กๆ 3-5 ช้อนโต๊ะ แล้วปั่นรวมกับดินสอพอง 1 แล้วใช้ทาทั่วผิวหน้า (เว้นรอบดวงตาและปาก) หรือบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด กำมะถันในทุเรียนจะช่วยให้สิวแห้งเร็วขึ้น

มะม่วงสุก แก้ปัญหาฝ้าและสิว วิธีการก็คือ ใช้เนื้อมะม่วงสุก 1 ผล ผสมกับน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และดินสอพอง 1 ช้อนโต๊ะ ปั่นรวมกันจนเป็นส่วนผสมข้นๆ ใช้ทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ขมิ้นสด มีสาร Curmin และมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด ช่วยบำรุงผิวหน้าให้สดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว ลองใช้ขมิ้นสดเล็กน้อยมาปั่นรวมกับดินสอพองและน้ำมะนาวหนึ่งผล จนเป็นส่วนผสมข้นๆ มาให้ทั่วในหน้าที่สะอาด ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ใบบัวบก ช่วยลดเลือนรอยย่นบนใบหน้า วิธีการก็คือใช้ใบบัวบกสดๆ หั่นฝอยประมาณ ? ถ้วยตวงเติมน้ำต้มสุกนิดหน่อย แล้วนำไปปั่นให้เป็นน้ำข้นๆ กรองเอาแต่น้ำ แล้วใช้สำลีชุบทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดจะช่วยบำรุงผิวหน้าให้เต่งตึงไร้ริ้วรอย เพราะใบบัวบกมีสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินให้ทำงานได้ดีขึ้น


ขอบคุณที่มาบทความจาก www.ladytip.com

เคล็ดลับหุ่นสวย สุขภาพดี สำหรับสาววัยทำงาน


เคล็ดลับหุ่นสวย สุขภาพดี สำหรับสาววัยทำงาน
การมีหุ่นสวย ไร้ไขมันส่วนเกิน เป็นสุดยอดปรารถนาของสาวๆ ทั้งหลาย เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ สวมใส่เสื้อผ้าอะไรก็ดูดีแล้ว ยังช่วยให้เราห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ ที่จะตามมาจากภาวะโรคอ้วนอีกด้วย ซึ่งเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลรูปร่างให้ดูดี ไร้ไขมันส่วนเกิน คือ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ


สำหรับสาวๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเรื่องน้ำหนักและรูปร่างที่เริ่มมีไขมันพอกพูน การเลือกรับประทานอาหารจำพวก “โฮลเกรน” หรือธัญพืชเต็มเมล็ดเป็นประจำ เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยในการลดน้ำหนักได้



โฮลเกรน เป็นธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด โดยยังคงส่วนประกอบสำคัญของธัญพืชครบถ้วน ได้แก่ เยื่อหุ้มเมล็ด (Bran) เนื้อเมล็ด (Endosperm) และจมูกข้าว (Germ) ด้วยคุณสมบัติพิเศษของ โฮลเกรน ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เมื่อร่างกายรับเข้าไปจะย่อยอย่างช้าๆ ทำให้รู้สึกอิ่มท้องนาน ส่งผลให้ไม่ทานจุบจิบ จึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักและยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น อีกด้วย



เพราะโฮลเกรนมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์ วิตามินบี วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องระบบขับถ่าย และช่วยให้ผิวพรรณดีอีกด้วย



นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษายืนยัน การรับประทานโฮลเกรนเป็นประจำช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้จริง จากผลการศึกษาระหว่างปี 1986-2005 ในกลุ่มชายหญิงจำนวนกว่าหนึ่งแสนคน พบว่าคนที่รับประทานโฮลเกรนเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักน้อยกว่าคนที่ไม่ได้รับประทานโฮลเกรน โดยพบว่าน้ำหนักตัวจะลด 0.49 กิโลกรัม หากรับประทานโฮลเกรนปริมาณ 40 กรัม เป็นประจำทุกวัน 1

โฮลเกรน เป็นเทรนด์อาหารสุขภาพที่กำลังได้รับการพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ โดยประเทศต่างๆ ได้ให้ความสำคัญในการหันมารับประทานโฮลเกรนอย่างแพร่หลาย เห็นได้จากข้อแนะนำด้านโภชนาการ
ของประเทศต่างๆ อาทิ My Pyramid, Steps to a Healthier You ของ USDA Dietary Guidelines
ของสหรัฐอเมริกา หรือ Canada’s Food Guide ของแคนาดา แนะนำให้เลือกรับประทานโฮลเกรนที่หลากหลายเป็นประจำทุกวัน Healthy Eating Pyramid ของประเทศออสเตรเลีย ได้ระบุอาหารเช้าที่ทำ มาจากโฮลเกรนเป็นหนึ่งในมื้อสำคัญที่มีการแนะนำให้มีการรับประทานเป็นประจำ เพื่อสุขภาพร่างกาย ที่แข็งแรง และช่วยป้องกันโรค



สาวๆ สามารถเริ่มต้นรับประทานโฮลเกรน เพื่อให้มีหุ่นสวย สุขภาพดี ได้อย่างง่าย ๆ โดยอาจเริ่มจาก การรับประทานโฮลเกรนเป็นอาหารเช้า ซึ่งในปัจจุบันมีอาหารเช้าที่ทำจากโฮลเกรนให้เลือกหลากหลายชนิด และสามารถเตรียมได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แถมมีรสชาติอร่อย เช่น ขนมปังโฮลวีท หรือ ซีเรียลโฮลเกรน ซึ่งควรเลือกชนิดไขมันต่ำ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เรามีหุ่นสวยและมีสุขภาพที่แข็งแรงไปพร้อมๆ กัน ได้อย่างง่ายๆ เห็นไหมล่ะว่าการลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ….

ที่มา http://women.mthai.com/views_health_11_47_29733_1.women

6 ท่า ฟิตแอนด์เฟิร์ม หน้าและหุ่นสวย


6 ท่า ฟิตแอนด์เฟิร์ม หน้าและหุ่นสวย

หลายคนที่กำลังเผชิญกับปัญหา ต้นแขน ต้นขาใหญ่ หน้าท้องย้อย ก้นใหญ่ มีเซลลูไลท์มาคอยรบกวนจิตใจ ให้ไม่มั่นใจเวลาที่จะใส่เสื้อผ้าสวยๆ ไม่ว่าคุณจะอ้วน อวบ หรือผอม ก็ต้องระวังและให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย เพื่อให้ได้รูปร่างที่ฟิตแอนเฟิร์มอยู่เสมอ โดยไม่ต้องไปเสียเงินราคาแพง กับ 6 ท่าพิชิตหุ่นสวย มาดูกันเลย


1.ลดแก้ม เพื่อหน้าเรียว
ด้วยการบริหารหน้าคือทำปากเป็นรูปตัวโอ ค้างไว้นับ1-10 แล้วพัก 1-2 วินาที แล้วทำติดต่อกัน 10 ครั้ง


2.ลดต้นแขน
เตรียมร่างกายให้พร้อม นั่งตัวตรง งอศอกเป็นรูปตัวแอลแขนทั้งสองข้างแนบลำตัวไว้ มือถือดัมเบลล์ (ถ้าไม่มีให้ใช้ขวดน้ำ ขนาดพอดีมือ น้ำหนักไม่หนักมากจนเกินไป) แล้วออกแรงบริเวณต้นแขน ยกดัมเบลล์ขึ้น ให้แขนอยู่ในลักษณะตัววี ยกขึ้น-ลงทั้งหมดเซ็ตละ 12 ครั้ง 3เซ็ท


3.ลดหน้าท้อง
หน้าท้องหรือกินแล้วลงพุง เป็นปัญหาทั้งคนอ้วน และคนผอม ท่าบริหารก็คือ นั่งเหยียดขากับพื้น ตัวตรง มืทั้งสองข้าง ประสานไว้ใต้คาง แล้วค่อยๆเอนตัวไปด้านหลัง เอียงประมาณ 30 องศาจากพื้น เกร็งค้างไว้ นับ 1-10 ทำอย่างนี้ 2 เซ็ท (หรือทำมากกว่านี้ก็ได้คะ)


4.ลดเอว
ยื่นตัวตรง กางแขนออกสองข้าง กางแขนกว้างประมาณ ฟุตครึ่ง เอาไปไขว้ไปด้านหลังข้างเดียว มืออีกข้างไขว้มาด้านหน้า แล้วปิดตัวไปด้านที่มือไขว็อยู่ด้านหลัง ให้มากที่สุด เกร็งไว้ พร้อมนับ 1-10 แล้วเปลี่ยนข้าง ทำติดต่อกัน 10 ครั้ง


5.ลดก้น
ท่านี้ต้องหาอุปกรณเสริม อย่างเก้าอี้ที่มีพนักพิง เริ่มที่ ให้ยืนตัวตรง มือเกาะที่พนักเก้าอี้ไว้ แล้วยกขาข้างหนึ่งไปข้างหลังให้มากที่สุด นับ1-10 ช้าๆ แล้ววางเท้าลง เปลี่ยนข้าง ทำเช่นนี้ติดต่อกันสิบครั้ง


6.ลดต้นขา
หลังจากยื่ยๆนั่งๆ คราวนี้เรามาท่านอนกันบ้าง นอนหงาย ยกตัวขึ้นจนสะโพกลอย เอามือรองใต้สะโพกไว้ แล้ว ทำท่าปั่นจักยานกลางอากาศ 15 ครั้ง


หลังจากทำท่าการบริหารครบทุกท่าแล้ว อาจวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆ เพื่อกระตุ้น การทำงานของหัวใจให้แข็งแรงขึ้น นอกจากหุ่นจะดีขึ้นแล้ว ผิวก็ยังสวยขึ้น สุขภาพก็จะดีขึ้น ออกกำลังกายวันละนิด รับรอง สวยตลอดกาลแน่นอน

ที่มา http://women.mthai.com/views_health_11_47_40850_1.women

อยากลดน้ำหนัก ต้องยามเช้า


อยากลดน้ำหนัก ต้องยามเช้า

อยากลดน้ำหนัก ต้องยามเช้า เวลาเช้าคือเวลาแห่งการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด และได้ผลทันใจที่สุด ทุกๆ เช้าหลังจากตื่นนอนแล้ว



คุณควรจัดเวลาสัก 30-40 นาทีสำหรับการออกกำลังกายตามที่ถนัดและเหมาะสมกับคุณ เช่นอาจจะเป็นการว่ายน้ำ แอโรบิค วิ่ง หรืออื่นๆ โดยที่จะต้องทำขณะท้องยังว่างหลังตื่นนอน อย่าขี้โกงตัวเองด้วยการรองท้องก่อนก็แล้วกัน การออกกำลังกายในยามเช้านั้นจะทำให้ไขมันถูกเผาผลาญได้ดีที่สุด ซึ่งก็หมายความว่าคุณลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วและไม่ทำให้เสียสุขภาพแน่นอน



ที่มาจาก Ladytip

แกงมัสมั่นซี่โครงหมูอ่อนโบราณ


แกงมัสมั่นซี่โครงหมูอ่อนโบราณ
คุณตู่-ภัทรพร สันตธาดาพร ไปเรียนรู้สูตรอาหารนานาชาติจากผู้ชำนาญการ บางครั้งก็ค้นหาสูตรจากตำราอาหาร แล้วนำมาดัดแปลงให้เข้ากับความชอบ เพื่อทำให้สามีและลูกๆได้รับประทาน อย่างแกงมัสมั่น...

มัสมั่น แกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลิ่นแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา บทเห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 2 ได้ บ่งบอกถึงความหอมหวนของเครื่องแกงมัสมั่นที่แท้จริง จะต้องส่งกลิ่นของยี่หร่าและเครื่องเทศหอมโชยมาตั้งแต่ยังไม่ต้องชิมเลย จนทำให้ ผู้ชายเพียงแค่ได้สูดกลิ่น ก็อยากจะเห็นหน้าค่าตาของคนปรุงขึ้นมาแล้ว อาจถึงขั้นสู่ขอไปเป็นศรีภริยาได้เลย ตามแบบฉบับของคนสมัยโบราณ แค่ฟังจากเสียงตำน้ำพริก ก็ฟันธงได้เลยว่า ถ้าได้สาวบ้านนี้ไปเป็นเมียละก้อ ไม่อดตายแน่ๆ!!

ไม่ทราบว่า คุณตู่-ภัทรพร สันตธาดาพร เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีสยามพัฒนา และ สปาเพื่อสุขภาพและความงาม "สปา ลานนา" ในซอยแบริ่ง 62 ผู้นำเสนอเมนูในวันนี้ได้ใช้ กรรมวิธีดังกล่าวมัดใจ ดร.ศักดา ผู้สามี วิศวกร และเจ้าของบริษัทเอเชี่ยนเอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบและคุมงานก่อสร้าง ทางด่วนหลายๆสาย รวมทั้งรถไฟฟ้าสีต่างๆที่กำลังจะก่อสร้าง จนอยู่หมัดหรือเปล่าหนอ ดูได้จากธุรกิจที่คุณตู่ทำอยู่ คุณสามีทุ่ม (ทุน) ให้สุดตัว โดยไม่หวังผลลัพธ์?! ขอแต่ให้เมียได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบ ซึ่งจะเห็นได้ว่าคุณตู่เป็นคนที่รักงานศิลปะ ตั้งแต่ดนตรี การนวด รวมถึงงานครัว ซึ่งเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างหลังสุดนี้ เธอถึงกับไปเรียนรู้สูตรอาหารนานาชาติจากผู้ชำนาญการ บางครั้งก็ค้นหาสูตรจากตำราอาหาร แล้วนำมาดัดแปลงให้เข้ากับความชอบ เพื่อทำให้สามีและลูกๆได้รับประทาน อย่างแกงมัสมั่นถ้วยนี้ คุณตู่ก็ดัดแปลงจากเนื้อไก่หรือเนื้อวัวมาใช้ซี่โครงหมูที่เธอชอบแทน

เครื่องปรุง : ซี่โครงหมูอ่อน 1 กก./มะพร้าวขูด 1 กก./มันฝรั่งหัวเล็กต้มสุกหั่นชิ้นพอคำ 8 หัว/หอมใหญ่หัวเล็กผ่าครึ่ง 8 หัว/ถั่วลิสงคั่ว 1/2 ถ้วยตวง/ใบกระวาน 5 ใบ/ลูกกระวานคั่ว 5 ลูก/อบเชยยาว 1 ซม. เผาไฟ 1 ชิ้น/น้ำตาลปี๊บ 3 ชต./ น้ำปลา 3 ชต./น้ำมะขามเปียก 3 ชต./ น้ำส้มซ่า 3 ชต./พริกแกงมัสมั่น ซึ่งมีขายตามตลาด แต่เพื่อความปลอด- ภัยจากสารกันบูด ก็อาจจะตำเครื่องแกงเอง จะได้ทั้งความสดใหม่และความหอม ของเครื่องแกงอีกด้วย

เครื่องแกงมัสมั่น : พริกแห้งเม็ดใหญ่แกะเมล็ด แช่น้ำ 9 เม็ด/หอมแดงเผา 5 หัว/ กระเทียมเผา 3 หัว/ ตะไคร้หั่นบางๆคั่ว 3 ชต./ข่าหั่นคั่ว 1 ชต./กานพลูคั่วป่น 4 ดอก/ลูกผักชีคั่วป่น 2 ชต./ยี่หร่าคั่วป่น 2 ชช./ พริกไทยเม็ด 10 เม็ด/เกลือป่น 1 ชต./กะปิ 1 ชต. ....

วิธีทำ โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด

วิธีทำ 1).คั้นมะพร้าวให้ได้น้ำกะทิ 8 ถ้วยตวง โดยแยกหัวกะทิไว้ 1 ถ้วย 2). ล้างซี่โครงหมูให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นขนาด 2๚2 นิ้ว 3). เคี่ยวซี่โครงหมูอ่อนกับหางกะทิจนเปื่อยนุ่ม 4). ผัดหัวกะทิให้แตกมัน จึงใส่เครื่องแกงลงผัดด้วยจนส่งกลิ่นหอม แล้วตักใส่ในหม้อที่เคี่ยวซี่โครงหมูอ่อนไว้ คนให้เข้ากัน 5). ใส่ถั่วลิสงคั่วตามลงไป 6). ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก น้ำส้มซ่า และ น้ำปลา ให้ได้ทั้ง 3 รส 7). ใส่ใบกระวาน ลูกกระวาน อบเชย มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ และเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆจนน้ำแกงซึมเข้าเนื้อซี่โครงหมูอ่อน จึงยกลงจากเตา

ตามสูตรโบราณ จะเสิร์ฟแกงมัสมั่นกับขิงดอง แตงกวาดอง หรือยำผักสด.

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/life/61357

ดื่มน้ำผลบลูเบอรี่คั้นวันละ 2-3 แก้วทุกวันดันความจำคนแก่ดีขึ้น


ดื่มน้ำผลบลูเบอรี่คั้นวันละ 2-3 แก้วทุกวันดันความจำคนแก่ดีขึ้น
วารสาร "เกษตรกรรมและเคมีอาหาร" ของ สหรัฐฯ รายงานว่า มีการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุที่ดื่มน้ำคั้นผลบลูเบอรี่วันละ 2-3 แก้ว จะช่วยให้ความจำดีขึ้น...

คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยซินซินนาติ กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ และกระทรวงเกษตรแคนาดา ได้วางรากฐานจะร่วมกันทำการทดลองขนาดใหญ่ในสถานพยาบาล เพื่อจะตัดสินใจว่าสมควรจะยกย่องให้ลูกบลูเบอรี่ ซึ่งกำลังมีชื่อเสียงมากขึ้น เป“นยาบำรุงความจำหรือไม่

หัวหน้าคณะนักวิจัย นายโรเบิร์ต คริโกเรียน ได้ชี้ว่า ผลการศึกษาที่แล้วมาในห้องปฏิบัติการทดลองกับสัตว์ ส่อว่า การกินน้ำลูกบลูเบอรี่ช่วยส่งเสริมความจำในผู้สูงวัยให้ดีขึ้นได้ อาสาสมัครวัย 70 ป•กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเริ่มมีอาการความจำเสื่อม เมื่อได้ดื่มน้ำบลูเบอรี่ตามที่มีขายอยู่ในท้องตลาด วันละ 2-3 ถ้วยครึ่ง นาน 2 เดือน ได้แสดงให้เห็น เมื่อทดสอบการเรียนรู้และความจำ อย่างสังเกตได้ว่าดีขึ้น

รายงานผลการศึกษากล่าวว่า ผลการค้นพบเรื่องความจำขั้นต้นนับว่าน่าพอใจ และส่อท่าว่าหากให้มีการบริโภคอาหารเสริมบลูเบอรี่เอาไว้ อาจจะเป“นหนทางเพื่อสกัดหรือบรรเทาอาการประสาทเสื่อมได้.

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/life/60776

คนจะฉลาดหรือโง่ขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญขนาดของมันสมอง


คนจะฉลาดหรือโง่ขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญขนาดของมันสมอง
หากเป็นเรื่องของสติปัญญากันแล้ว นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ของสหรัฐฯพบว่า มันขึ้นอยู่กับขนาดของมันสมอง คนที่มีมันสมองโตกว่า ย่อมหัวแหลมยิ่งกว่าผู้ที่มีสมองมด

คณะนักวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศได้ศึกษา โดยสังเกตจากการเล่นวีดิโอเกมของคนต่างๆ สังเกตพบว่า คนที่มันสมองใหญ่กว่า จะมีการประสานงานระหว่างสมองกับมือเหนือกว่าและมีหัวไวกว่าเพื่อนคนที่อาภัพมีมันสมองก้อนเล็กกว่ากัน

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอเมริกันผู้เป็นหัวหน้ากล่าวว่า กุญแจของความสำเร็จอยู่ที่ขนาดของมันสมองอันเป็นตัวควบคุมความรวดเร็วของการใช้หัวคิดและการค้นพบเรื่องนี้จะช่วยในการศึกษาโรคของมันสมองต่อไป

"ความรู้เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาเพื่อให้รู้ว่าจะต้องใช้เวลาเคี่ยวเข็ญ นักเรียนบางคนหรือในการบำบัดรักษาผู้ทุพพลภาพหรือสมองเสื่อมมากสักเท่าใด" เขากล่าว.

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/life/61027

ประโยชน์ของมะเขือเทศ : ต้านอนุมูลอิสระ-ชะลอชรา


ประโยชน์ของมะเขือเทศ : ต้านอนุมูลอิสระ-ชะลอชรา
การกินมะเขือเทศเป็นประจำ จะช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระได้มาก ช่วยชะลอความแก่ชรา และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บอย่างเช่น มะเร็ง หรือโรคหัวใจได้มาก...

มะเขือเทศ ทุกท่านคงจะรู้จักมะเขือเทศเป็นอย่างดี เพราะเป็นผลไม้ที่ใช้ในการประกอบอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย และเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับวิตามินซี วิตามินเค แร่ธาตุโปแตสเซียม

และโบรอน สารสำคัญในมะเขือเทศที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ คือ สารไลโคพีน (lycopene) เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoid) ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย สารไลโคพีนนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าสารไลโคพีนช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 20 สารไลโคพีนพบมากในมะเขือเทศแดงสด แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง

มนุษย์รับประทานมะเขือเทศเป็นอาหาร ผัก รวมทั้งเครื่องดื่ม นอกจากมะเขือเทศจะมีรสชาติที่อร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางอาหารมากมาย มะเขือเทศมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lycopersicon esculentum เป็นพืชในวงศ์ Solanaceae มะเขือเทศเป็นพืชล้มลุกอายุประมาณหนึ่งปี เติบโตเร็ว ลำต้นมีขนปกคลุม มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบหยักเว้าลึก ดอกสีเหลืองรูปดาว ผลฉ่ำน้ำ ผลมะเขือเทศอาจมีรูปร่างกลมหรือรี สีเหลือง ส้ม หรือแดง

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

มะเขือเทศเป็นแหล่งวิตามิน A, B, C, E และแร่ธาตุโพแทสเซียม

น้ำจากผลมะเขือเทศที่คั้นใหม่ๆ ใช้ทำความสะอาดผิว ทำให้ผิวนุ่มเนียน และสวยงาม

น้ำคั้นจากผลมะเขือเทศมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างอ่อน เนื่องจากในมะเขือเทศมีสารไลโคปีน จัดเป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง แคโรทีนอยด์นี้เป็นเม็ดสีธรรมชาติที่ละลายในไขมันซึ่งให้สีเหลืองสด ส้ม แดง และเขียวสดกับผัก ผลไม้ อย่างเช่น แครอท ฟักทอง บร็อคโคลี่ ฯลฯ มีคุณสมบัติช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้อนุมูลของเซลล์ในร่างกายมีอนุภาคเป็นกลาง ช่วยหยุดยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของอนุมูลอิสระต่างๆ ไลโคปีนนี้จัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังที่สุด ในมะเขือเทศมีไลโคปีนอยู่มากเหนือกว่าแตงโมเกือบสองเท่า การกินมะเขือเทศเป็นประจำ ก็จะช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระได้มาก จะช่วยชะลอความแก่ชรา และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บอย่างเช่น มะเร็ง หรือโรคหัวใจได้มาก

น้ำคั้นจากผลมะเขือเทศยับยั้งการเกิดมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะในหนูทดลอง และช่วยลดอุบัติการการเกิดมะเร็งที่ระบบทางเดินอาหารได้อีกด้วย นอกจากนี้การรับประทานผลมะเขือเทศจะได้รับสารไลโคพีนที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก

สารที่มีชื่อเรียกว่า tomatoside เป็น steroidal glycoside มีอยู่ในมะเขือเทศ แสดงคุณสมบัติของ interferon อาจใช้ป้องกัน และรักษาการติดเชื้อไวรัสในมนุษย์และสัตว์

การศึกษาวิจัยใช้สารเล็คทินที่สกัดจากมะเขือเทศสีดา พิสูจน์ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเบต้าฮีโมลัยติค สเตร็ปโตค็อคคัส กลุ่มบี

องค์ประกอบทางเคมี

ผลมะเขือเทศ ประกอบด้วย กรดอินทรีย์ น้ำตาล คาโรทีนอยด์ วิตามิน A, B, C, E ส่วนเหนือดิน ลำต้นและใบ มีพิษ เพราะมีสาร steroidal saponins

แคโรทีนอยด์ (carotenoids) เป็นสารสีธรรมชาติที่พบมากที่สุด พบในคลอโรพลาสต์ในรูป chromoproteins หากอยู่นอกคลอโรพลาสต์ จะพบเป็น acyclic carotenoids ซึ่ง carotenoids ที่เป็นสีของมะเขือเทศคือ lycopene มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งที่มดลูก และปอด อีกทั้งยังเป็นส่วนผสมในตำรับยาที่ใช้ป้องกันอันตรายอันเกิดจากการผลิตอนุมูลอิสระที่ผิดปกติ

อัลคาลอยด์ชนิด steroidal alkaloids เป็นกลุ่มสารที่ออกฤทธิ์รุนแรง จัดเป็นสารพิษ ในมะเขือเทศคือ tomatoside ซึ่งได้จากใบ และส่วนเหนือดิน ในผลสีเขียวจะมี alkaloid 0.03% แต่ในผลสุกไม่พบ alkaloid จึงไม่ควรรับประทานมะเขือเทศดิบ

คุณสมบัติทางเภสัชวิทยา ของ steroidal alkaloid ของพืชในวงศ์ Solanaceae จะทำปฏิกิริยากับสเตียรอลที่เซลล์ผิว เป็นผลให้เม็ดเลือดแดงแตก ทำให้ผิวหนังและเนื้อบุผิวระคายเคืองอย่างแรง มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส รา และใช้เป็นยาฆ่าแมลงมีคุณสมบัติยับยั้งเอมไซม์โคลีนเอสเตอเรส กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและต่อมาจะทำให้เป็นอัมพาต หากรับประทานในขนาดที่จะทำให้เกิดพิษจะระคายเคืองทางเดินอาหารอย่างแรง

ไลโคพีน

จากการศึกษาวิจัย พบว่าผู้ที่รับประทานมะเขือเทศปริมาณสูง จะมีระดับของสารต้านอนุมูลอิสระชนิด carotenoid lycopene สูงในเลือด สารดังกล่าวลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

ไลโคพีน (lycopene) เป็นสารในตระกูลแคโรทีนอยด์ (carotenoid) พบมากในมะเขือเทศแดงสด ซอสมะเขือเทศ แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง

ผู้ป่วยเตรียมผ่าตัดต่อมลูกหมากที่ได้รับประทานซอสมะเขือเทศในปริมาณสูงเป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่าระดับไลโคพีนในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ลดความเสียหายของเซลเม็ดเลือดขาวและเซลต่อมลูกหมาก รวมทั้งลดระดับของสารพีเอสเอในเลือดอีกด้วย

มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มากมาย และเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับวิตามินซี วิตามินเค แร่ธาตุโปแตสเซียม และโบรอน สารอาหารในมะเขือเทศที่ได้รับความสนใจ คือ สารไลโคพีน ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย

สารไลโคพีนมีประสิทธิภาพเหนือว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าสารไลโคพีนสามารถช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 20

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะเขือเทศ

เคยมีคนทำวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของมะเขือเทศเอาไว้มากมาย อย่างเช่น พบว่าการกินอาหาร เช่น พาสต้าราดซอสมะเขือเทศทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จะช่วยลดอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้ ส่วนในผู้หญิงสูงอายุหลังวัยหมดประจำเดือน การกินอาหารที่มีแคโรทีนอยด์ และไลปีนสูง เช่น แครอท หรือมะเขือเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ แถมไลโคปีนปริมาณสูงๆ ยังช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลส่วนไม่ดี หรือ LDL ซึ่งช่วยให้โอกาสเกิดโรคหัวใจลดน้อยลงด้วย

มีการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ พบว่าผู้ชายวัยกลางคนที่มีระดับไลโคปีนในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวาย อัมพาต และโรคหลอดเลือดตีบมากขึ้น ส่วนในเนเธอร์แลนด์ก็เคยมีการศึกษาคล้ายๆ กัน พบว่าคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำหากได้รับไลโคปีนในปริมาณสูง จะช่วยลดอัตราการเกิดเส้นเลือดตีบ และการเกิดหัวใจวายได้

ไม่เพียงแต่มะเขือเทศจะมีไลโคปีนเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ อี และซี ซึ่งในวารสารสมาคมแพทย์แห่งสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า วิตามินอี และซีทั้งสองตัวนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ ส่วนวิตามินเอ ก็จะช่วยบำรุงสายตา และดีต่อสุขภาพผิว ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส โดยเฉพาะผิวหน้า ในขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเทล อะวิฟก็ศึกษาพบว่า ผู้ชายที่รับประทานซอสมะเขือเทศประมาณ 3 ใน 4 ถ้วยต่อวัน จะช่วยพัฒนาความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับโรคหืดหอบได้ถึง 45% ด้วย

จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครรายงานว่าการได้รับไลโคปีนจากมะเขือเทศมากไปจะมีผลเสียอย่างไรหรือเปล่า ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่าหากเราเป็นคนชอบกินอาหารที่มีมะเขือเทศมากๆ แต่ก็เคยมีการศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกว่า การป้องกันมะเร็งให้ได้ผลโดยการกินมะเขือเทศ ควรได้ไลโคปีนในปริมาณอย่างน้อย 6.5 มก.ต่อวัน เทียบเท่ากับการกินอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลักประมาณ 10 ครั้งต่อสัปดาห์ คนส่วนใหญ่มักไม่มีปัญหาอะไรกับการกินมะเขือเทศมากๆ เว้นแต่บางคนอาจพบว่าเกิดผื่นแดงบนผิวหนัง หรือในคนที่แพ้สารประเภทซาลิไซเลทในยาบางอย่างก็อาจเกิดอาการหายใจลำบากได้ หากเกิดอาการเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ขอคำแนะนำที่ถูกต้องจะดีกว่า

มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการวิจัยทางเคมีด้านอาหาร และพืชการเกษตรกล่าวไว้ว่า การกินมะเขือเทศแบบปรุงสุกจะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหาร และไลโคปีนได้ดีกว่าแบบดิบ ถึงแม้ว่าการให้ความร้อนอาจลดปริมาณวิตามินซีลงไป แต่คุณค่าส่วนอื่นๆ ก็ยังดีกว่าอาหารอีกหลายชนิด แถมยังช่วยให้ไลโคปีนอยู่ในสภาพพร้อมถูกดูดซึมโดยร่างกายเราได้ทันทีอีกด้วย

มะเขือเทศผลขนาดกลางๆ จะมีน้ำหนักประมาณ 5.3 ออนซ์ หรือ 148 มก. ให้พลังงานประมาณ 35 แคลอรี และโคเลสเตอรอลระดับ 0 ให้ใยอาหาร ไขมัน และโปรตีนอย่างละประมาณ 1 กรัม และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 6 กรัม มีวิตามินเอ 20% วิตามินซี 40% โปแตสเซียม 10% และเหล็ก 2%

มะเขือเทศแช่เย็นจะมีรสชาติ และสีผิวที่ซีดจางลง หากต้องการกินมะเขือเทศ ควรนำออกจากตู้เย็นวางทิ้งไว้ก่อนสักชั่วโมงหนึ่งเพื่อให้รสชาติที่ถูกกักจากความเย็นกลับคืนมา
ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com
http://www.thairath.co.th/content/life/61055

ปัญหา…ปวดหัว

ปัญหา…ปวดหัว
ปัญหา…ปวดหัว (ไทยรัฐ)

ปัญหาทางระบบประสาทอย่างหนึ่ง ที่สร้างความทรมานอย่างยิ่งให้กับผู้ที่ต้องเผชิญคือ อาการปวดหัว โดยมากมักเป็นๆ หายๆ บ้างก็ทราบสาเหตุ บ้างก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่เมื่อเป็นแล้วนอกจากจะสร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ อีกด้วย

ปวดศีรษะ (Headaches)

ปัญหาของอาการปวดศีรษะมักเกิดจากสาเหตุต่างๆ ทั้งจากโรคของสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง การอักเสบของเส้นประสาท และปัญหาที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น ความดันโลหิตสูง รับประทานยาบางชนิด เป็นไข้ กระดูกคอเสื่อม ความเครียด ไมเกรน สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ อาจแยกจากกันไม่ได้ชัดเจน ต้องอาศัยการตรวจพิเศษและดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจรักษา เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

อาการสำคัญที่ควรพบแพทย์ด่วน

1.อาการปวดศีรษะเฉียบพลัน หรือปวดศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

2.มีอาการอาเจียน เป็นไข้ คอแข็ง แขนขาชาและอ่อนแรง ตามองไม่เห็น เป็นอาการร่วมกับการปวดศีรษะ หรือเป็นอาการนำ

3.เสียการทรงตัว หมดสติ สับสนจำอะไรไม่ได้

4.ผู้ป่วยที่กินยาแก้ปวดเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน แต่อาการไม่ทุเลาหรือมีอาการมากขึ้น

ปวดศีรษะไมเกรน

ไมเกรนและความเครียด เป็นสาเหตุของการปวดศีรษะ 85-90% ของประชากรทั่วไป ปวดศีรษะไมเกรนมีอาการดังต่อไปนี้

- ปวดเป็นพักๆ จะเป็นๆ หายๆ ข้างใดข้างหนึ่ง ปวดตุบๆ เหมือนชีพจรกำลังเต้น บางรายปวดมากจนทำงานไม่ได้

- อาการปวดมักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร

- อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

- เห็นแสงสว่าง แสงสี ตาพร่ามัว ก่อนหรือระหว่างการปวดศีรษะ

- ระยะเวลาในการปวดนานประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งมักพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการปวดศีรษะมักจะเริ่มช่วงวัยรุ่นเมื่ออายุมากขึ้น บางครั้งผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนอาจจะมีอาการนำ aura เช่นเห็นแสงแลบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่งเรียกว่า “Classic Migrain” แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำเรียกว่า “Common Migrain” ถึงแม้ว่าไมเกรนเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่หากเข้าใจโรคและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ก็สามารถทำให้ควบคุมโรคได้

สาเหตุของการปวดศีรษะไมเกรน

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากการหลั่งสารเคมีรอบๆ เส้นเลือดสมอง ทำให้มีการปวดเกิดขึ้น

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน

1.การนอนหลับมาก หรือน้อยเกินไป หรือนอนไม่เป็นเวลา

2.รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรืออดอาหารนานๆ น้ำตาลในเลือดต่ำ

3.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และอาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรสและสารกันบูด เนยแข็ง ช็อกโกแลต

4.สิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง อากาศร้อน รวมทั้งกลิ่นต่างๆ เช่น กลิ่นน้ำหอม กลิ่นเหม็น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย

5.การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ

6.ฮอร์โมนเพศสูง ช่วงมีประจำเดือน และการตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกๆ

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคโดยการซักประวัติและตรวจร่างกายทางระบบประสาท โดยถามถึงลักษณะอาการปวด ตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรงของอาการปวด อาการเตือนก่อนปวด และอาการร่วม รวมถึงระยะเวลาที่ปวดแต่ละครั้ง ความถี่ของการปวด เป็นต้น สำหรับการปวดศีรษะจากโรคอื่นๆ อาจมีลักษณะคล้ายกัน บางครั้งจึงมีความจำเป็นต้องตรวจพิเศษ เพื่อจำแนกโรคให้ชัดเจน

การรักษาไมเกรน

1.ควรดูแลและรักษาสุขภาพอย่างใกล้ชิด นอนให้เพียงพอ นอนให้เป็นเวลา

2.หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ท่านสามารถสังเกตได้ เช่น อาหาร สิ่งแวดล้อม

3.การรักษาเพื่อขจัดความปวดโดยการใช้ยา ซึ่งมีทั้งยาแก้ปวดไมเกรน และยาป้องกันไมเกรน ซึ่งการจะใช้ยาชนิดใด ควรได้รับการแนะนำหรือปรึกษาจากแพทย์ก่อน


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ที่มา โรงพยาบาลเวชธานี

เทคนิคหาคู่เดทออนไลน์อย่างปลอดภัย

เทคนิคหาคู่เดทออนไลน์อย่างปลอดภัย
ใครที่ชอบแชตออนไลน์หาคู่ วันนี้เรามีเทคนิคหาคู่ออนไลน์อย่างปลอดภัยมาฝาก...


1. เริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป : ค่อยๆ สังเกตและเรียนรู้ว่าคนที่เรากำลังคบหาโดยไม่เห็นหน้าเห็นตานั้น เขาเป็นคนดีจริง ๆ หรือเปล่า โดยเราอาจจะเริ่มด้วยการสนทนากับเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไปทาง อีเมล แล้วค่อย ๆ เรียนรู้พฤติกรรมของเขา ความขดแย้งในตัวเขา และต้องฟังคำพูดของเขา ดูว่าเขาเป็นอย่างที่เขาบอกเราจริง ๆ หรือเปล่า คุณควรจะเชื่อสัญชาตญาณของตนเอง และเมื่อไหร่ก็ตามที่พบอะไรไม่ชอบมาพากล ก็ให้เลี่ยงออกมาจากคนผู้นั้นให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

2. อย่าพยายามเปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของเราเอง : บริการหาคู่ออนไลน์ต่าง ๆ เขาก็พยายามรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูล ส่วนตัวของเราในระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่สำคัญคือ ตัวคุณเองต้องแน่ใจว่า คุณไม่ใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง หมายเลขโทรศัพท์จริง ที่อยู่จริง สถานที่ทำงานจริง ในการเข้าทดลองใช้บริการตามสถานที่เหล่านี้ และถ้าหากว่าบุคคลที่คุณกำลังทำความรู้จักทางออนไลน์อยู่นั้น พยายามให้คุณเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของตัวคุณเองอย่างเร่งด่วน คุณควรจะยุติความสัมพันธ์เสีย แล้วลองหาคนใหม่ที่คุณคุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่มีความกดดันจะดีกว่า

3. หัดใช้วิจารณญาณ หรือ common sense ของตัวคุณเองบ่อย ๆ : ระมัดระวัง คิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจอันจะนำไปสู่การออกเดท คุณต้องทบทวน คิดแล้วคิดอีก ว่าเราควรจะไว้ใจคนผู้นี้ดีหรือไม่อย่าให้อารมณ์มาเหนือเหตุผล ที่สำคัญคุณจะต้องจำเอาไว้เสมอว่า อย่าตกหลุมรักใครเพียงแค่ click mouse

4. ขอให้เขาส่งรูปถ่ายมาให้ดู : รูปถ่ายจะให้แนวทางดี ๆ กับคุณเสมอ หรืออาจจะเรียกว่าคุณอาจจะเห็น หรือใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจบางอย่างจาก ถ้าคุณได้ภาพถ่ายของเขามาในหลาย ๆ อิริยาบถ เพราะจะบ่งบอกบุคลิกภาพ การดำเนินชีวิต รสนิยม และข้อมูลอื่น ๆ ของเขาได้

5. คุยกับเขาทางโทรศัพท์ : การพูดคุยการทางโทรศัพท์เป็นการช่วยเปิดเผยความเป็นตัวตนของคู่สนทนาได้มากทีเดียว อย่างน้อยคุณจะสามารถรับรู้ทักษะในการสื่อสาร และการเข้าสังคมของเขาได้จากการคุยโทรศัพท์ แต่ทั้งนี้คุณไม่ควรจะใช้หมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของคุณคุยกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน อาจจะลงทุนไปใช้โทรศัพท์สาธารณะเสียหน่อย เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง กระทั่งเมื่อคุณรู้สึกคุ้นเคย และไว้วางใจในตัวเขา เมื่อนั้นค่อยให้หมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของคุณ

6. นัดพบกับเขาเมื่อคุณพร้อม : การใจร้อน...รีบร้อนอยากจะเห็นหน้าคู่สนทนาออนไลน์นั้น ย่อมไม่เป็นผลดีแน่นอน ทางที่ดีควรจะค่อย ๆ เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาจากการพูดคุยทางออนไลน์และลองมาประเมินดูว่า คู่สนทนาของเรานั้น เขาน่าดึงดูดใจที่จะไปพบมากน้อยแค่ไหน บางครั้งถ้ารีบร้อนไปนัดหมายกับเขาไว้ แล้วเกิดเปลี่ยนใจที่หลัง ก็สามารถทำได้ คือ ถ้าใจเราคิดว่ายังไม่พร้อมก็อย่าไปฝืนเด็ดขาด จงเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง

7. ใส่ใจกับพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก : ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธของเขา ความหงุดหงิด ความพยายามที่จะกดดันและควบคุมตัวเรา รวมทั้งพฤติกรรมที่ไม่น่ารักที่เราควรจะใส่ใจพิเศษ เพื่อนำมาประเมินว่า เราควรจะรักษาความสัมพันธ์ต่อไปอีกหรือไม่ และยังมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจอีกหลายอย่าง เช่น ไม่ให้ความกระจ่างชัดในเรื่องของอายุ ความสนใจ รูปลักษณ์ สถานภาพสมรส อาชีพ เป็นต้น

นอกจากนี้ คนที่ปฏิเสธที่จะคุยโทรศัพท์กับคุณก็ไม่น่าไว้ใจ ชอบพูดจาอ้อมค้อม คนที่เมื่อปรากฏตัวให้เห็นจริงๆ แล้ว แตกต่างจากในออนไลน์มาก คนที่ไม่เคยแนะนำคุณ ให้เพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิดรู้จัก เหล่านี้พยายามหลีกให้ไกลเลย

8. เมื่อตัดสินใจที่จะนัดพบกันแล้วให้เลือกสถานที่ที่ปลอดภัย : ก่อนที่จะออกไปพบกับบุคคลออนไลน์นี้ คุณควรจะบอกเพื่อนหรือญาติให้ทราบด้วยว่า คุณจะไปไหน ทางที่ดีให้เบอร์โทรและชื่อของคนที่คุณจะออกไปพบกับคนที่บ้านคุณด้วย และที่สำคัญอย่าให้คู่นัดครั้งแรกของคุณมารับคุณที่บ้านเด็ดขาด ถ้าหากว่าเมื่อพบกันแล้ว ต้องการจะไปต่อที่อื่น ก็ให้คุณขับรถของคุณไปเอง แบบต่างคนต่างไปจะดีที่สุด

9. กรณีที่นัดพบกันต่างจังหวัด : อย่างเช่นว่า ต้องบินไปเจอกัน คุณก็ควรจะจองที่พักของตัวเองเช่ารถของตัวเอง และอย่าเปิดเผยชื่อโรงแรมที่คุณจองให้เขาทราบ และไม่ต้องให้เขามารับที่สนามบิน เมื่อลงเครื่องก็เช่ารถและขับตรงไปที่โรงแรมเลย เมื่อถึงเวลานัดหมายก็ออกมาพบตามสถานที่ๆ นัดไว้ และถ้าหากคุณมีโทรศัพท์มือถือ ก็จงพกติดต่อไปตลอด

10. เมื่อเจอสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจให้ถอนตัวทันที : อย่าทำอะไรลงไปทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจ ถ้าหากไปถึงสถานที่นัดหมาย แล้วเจอสิ่งไม่ชอบพากล ก็ให้รีบเปลี่ยนความตั้งใจทันที อย่าเสี่ยงเด็ดขาด คุณสามารถเรียกตำรวจได้ทันทีโดยไม่ต้องรีรออะไร คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก

รู้อย่างนี้แล้วถ้าจะรักใครชอบใคร ควรจะดูให้ดีก่อนจะดีกว่า จะได้เจอคู่รักที่ถูกใจและปลอดภัยด้วย.


ที่มา/http://campus.sanook.com/inlove/read.php?id=203

5 ขั้น รักตัวเองให้เป็นเสียที

5 ขั้น รักตัวเองให้เป็นเสียที

คุณรักตัวเองเป็นไหม? คำถามง่ายๆ ที่อาจทำให้คุณ ต้องกะพริบตาปริบๆ ก่อนนิ่งไป พักใหญ่ ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคุณไม่แน่ใจ เพราะการรักตัวเอง "เป็น" กับสัญชาตญาณรัก แบบเห็นแก่ตัวนั้นมีความหมายใกล้ กันแค่คืบ

ความสัมพันธ์ที่เรียกว่า "ฉันรักเขา" ดูจะเป็นตัวบ่งบอกได้ชัดเจนที่สุด ถ้าคุณอยากจะวัดปริมาณความรักที่ คุณมีต่อตัวเอง คุณสามารถ เอาเรื่องรักกุ๊กกิ๊กระหว่างเขาและคุณมาเป็นข้อชี้ชัดได้ ถ้าคุณกำลังเข้าข่ายหน้ามืด ตามัว มองว่าหนุ่มของคุณคือพ่อเทพบุตรมาโปรด

กรณีนี้ขอให้คุณจงรับรู้เอาไว้ ว่าคุณกำลังเข้าข่ายไม่ซื่อ (สัตย์) กับตัวเองเสียแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งคุณกำลังละทิ้งหน้าที่สำคัญที่ควรทำเป็นที่สุด นั่นคือการ "รักตัวเอง" ซึ่งมีค่ามากกว่าสิ่งไหน

บทความนี้จะเป็นเพียงข้อชี้แนะเล็กๆ เพื่อให้คุณได้ค้นพบว่า เมื่อคุณมอบ "ความรัก" ให้ใครสักคน ทัศนคติที่คุณมีต่อเขาจะต้องเปลี่ยน ไปด้วย แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อใคร...ก็เพื่อตัวคุณเองนั่นแหละ

1. ปรับทัศนคติ คิดเชิงบวกให้มากๆ ข้อนี้สำคัญมาก ถือว่าเป็นพื้นฐานในการที่คุณจะรักตัวเอง การปรับทัศนคติย่อมส่งผลให้ตัวคุณเป็นผู้หญิง ที่มองอะไรกว้างขึ้น เพราะการคิดในเชิงบวกคือการหว่านพืชทางด้านความคิด มองอะไรเป็นเหตุเป็นผล

แต่ก่อนอื่นคุณต้องยินดีที่จะทำการเปลี่ยนแปลงด้วย ในกรณีนี้คุณอาจเริ่มต้นด้วยมองชายหนุ่มของคุณเป็นเพียง ผู้ชายคนหนึ่ง ที่เขามีความรักให้กับคุณและคุณ ก็มีความรักให้กับเขา อย่าได้เผลอคิดไปว่า คุณรักเขาเหลือเกิน เพราะนั่นเป็นเพียงจิตใต้สำนึก ที่กำลังออกคำสั่ง ให้คุณทำตามเท่านั้น

การคิดเชิงบวกยังรวมถึงการไม่คิดเข้าข้างตัวเอง เพราะการคิดเช่นนั้น จะทำให้คุณคิดเองเออเองไปเสียทุกอย่าง และถ้าไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณคิด คุณก็อาจจะเจ็บตัวเจ็บใจเอาได้ ง่ายๆ

2. เลิกมองตัวเองในแง่ร้าย หลังจากที่คุณปรับความคิดในเรื่องของความรักแล้ว สิ่งที่คุณควรกระทำต่อมาคือการหยุดมองตัวเองใน แง่ร้าย ขั้นตอนนี้เราสังเกตได้ง่ายมาก เช่น ถ้าคุณกำลังวิตกว่าคุณดูอ้วนไป ผอมไป หรืออะไรก็ตามแต่ความคิด ที่จะตามมาก็คือ "แล้วเขาจะรักฉันไหม?"

ลองละทิ้งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในหัวของคุณเสียหน่อยดีกว่า เพราะอย่าง น้อยๆ อาจจะทำให้คุณได้หยุดมองตัวเองอย่างที่คุณเป็น และไม่ดูถูกตัวเอง จากสถิติที่ผ่านมาผู้หญิง ถึงร้อยละ เก้าสิบคิดเอาเองก่อนทั้งนั้น ว่าเราต้องสวยเขาถึงจะรัก

ทางแก้ของการมองตัวเองในแง่ร้ายก็คือ ต้องวางเป้า หมายของเราให้ชัดเจน อย่างเช่น ถ้าคุณอ้วนไปและจะลด น้ำหนักก็เพื่อสุขภาพของตัวเอง ที่สำคัญที่ สุดคือ อย่าหวาดหวั่นกับคำพูดใดๆ และต้องเชื่อในคุณค่าของตัวเองอยู่เสมอ

3. จัดรูปแบบของความรัก การจัดรูปแบบความรักที่ดีจะส่งผลให้คุณรู้คุณค่าของความรักรวมถึงตัวคุณเอง ซึ่งอาจจะคล้ายๆ กับการ วางแผนชีวิต เหตุผลทั้งหมดคือ เพื่อป้องกันตัวเอง และทำให้คุณเห็นค่าตัวเองมากขึ้น คุณอาจจะทำข้อตกลง กับตัวเอง

โดยการแบ่งหัวใจของคุณเป็นวงกลม แล้วแบ่งวงกลมนั้นเป็นสี่ส่วนเท่าๆ กัน จากนั้นให้คุณจับจอง อัตราสามในสี่ส่วนเป็นของคุณ และหนึ่งส่วนที่เหลือคือ พื้นที่ของเขา สิ่งสุดท้ายคือการเขียนข้อตกลงของตัว คุณเอง

เช่น ถ้าเราทะเลาะกันฉันจะไม่เสียใจ หรือฉันจะพูดกับเขาด้วยเหตุผลในทุกๆ ครั้ง การจัดรูปแบบจะ ทำให้คุณไม่ลดค่าตัวเองลง ซึ่งคุณจะรู้เองว่าเมื่อคุณทำตามนั้นได้จริง คุณจะดูมีค่ามากแค่ไหน

4. อย่าเอา "ความรัก" นำทาง ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกำลังเลิฟอยู่กับหนุ่ม A และเขาก็ดูรักคุณอย่างเหลือกำลัง พร้อมมี ดอกไม้ช่อใหญ่ให้ คุณในทุกๆ เช้า คุณสามารถตอบรับกับสิ่งที่หนุ่ม A ทำให้กับคุณได้ด้วยการแสดงออกแต่พองาม เช่น การ ส่งการ์ดขอบคุณให้เขา ด้วยข้อความที่ว่า "ขอบคุณสำหรับดอกไม้ค่ะ" หรืออะไรสั้นๆ ทำนองนี้

จะทำให้เขา รู้ว่าคุณก็สนใจเขา แต่ก็ไม่ถึงกับคลั่งไคล้จนเกินเหตุ อย่าลืมว่าถ้าคุณมัวแต่หลงระเริงกับความสุขที่ได้จนมาก เกินไป นั่นอาจจะทำให้คุณอ่อนแอที่สุด และเมื่อคุณยับยั้งไม่ให้ความรักมาอยู่เหนือใจตัวเองแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะดูเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังทำให้คุณดูดี ไม่เป็นที่ตำหนิในสายตาคนอื่นๆ อีกด้วย

5. หนักแน่นเข้าไว้ ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัวเองและได้ผ่านกระบวนการทั้งสี่ข้อที่ว่ามาแล้ว ความหนักแน่นจะเกิดกับคุณ ไม่ว่าจะ เรื่องราวใดๆ ที่ทำให้คุณผิดหวังหรือทำให้คุณเสียใจ คุณจะผ่านมันไปได้อย่างที่คุณอาจจะแปลกใจ ต้องมั่นใจด้วยว่าไม่ว่าเรื่องอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม คุณจะเผชิญกับปัญหานั้นไหว ความหนักแน่นเท่านั้นที่จะสามารถ ทำให้คุณยืนแล้วสู้กับทุกสิ่งได้

เมื่อใดก็ตามที่สติของคุณเริ่มไม่อยู่กับตัว จำเอาไว้ว่า ความสามารถของการรักตัวเอง ก็จะลดลงไปด้วย ทางที่ดีคุณควรรักษาความซื่อสัตย์ที่เกิดกับตัวเอง และควบคุมเหตุผลให้ อยู่เหนืออารมณ์ให้ได้ในทุกๆ วินาที เพียงแค่นี้คุณก็จะรักตัวเองและเข้าใจตัวเอง อย่างที่ คุณก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดกับคุณได้

ที่มา/http://sex.sanook.com/romance/sorrow/sorry_32199.php

4 วิธีแก้ปวดหลัง

4 วิธีแก้ปวดหลัง
ใครที่มีอาการปวดหลังอยู่เป็นประจำ วันนี้เรามีอีก 4 วิธีที่จะช่วยแก้อาการปวดหลังมาฝากกัน...

1. ฝึกพิลาทิส เป็นการออกกำลังกายที่เน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลำตัว ท่าที่ใช้ในการลดอาการปวดหลังคือ ท่ายกเชิงกราน ท่าหนีบหมอน และท่าหมุนข้อเท้า เคล็ดลับ คือ เมื่อหายใจเข้าต้องเอาอากาศ เข้าไปเต็มปอด ซึ่งจะรู้สึกว่าสะดือถูกยกขึ้น และค่อย ๆ หายใจออกทางปาก และกดสะดือลง

2. ว่ายน้ำ การว่ายน้ำจะช่วยลดอาการของโรคปวดหลังได้มาก เพราะ ไม่สร้างแรงกดแรงกระแทก แต่ควรงดว่าย ท่ากบ เพราะต้องแอ่นหลังมาก

3. ปรับเปลี่ยนท่านอน ห้ามนอนคว่ำ นอนหงาย เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่น หากนอนหงายควรใช้หมอน ข้างหนุนโคนขาจะทำให้สะโพกและเข่างอเล็กน้อย ซึ่งช่วยให้กระดูกสันหลังหายแอ่นและแบนติดที่นอน การนอนตะแคงเป็นท่าที่ดีที่สุด แต่ต้องระวังเพราะอาจทำให้กระดูกสันหลังแอ่นได้ ฉะนั้นควรนอนให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอ สะโพกและเข่ากอดหมอนข้างไว้ ทำให้หลังโก่งเล็กน้อย

4. การหยิบจับของ ให้ย่อตัวแล้วยกของหนักมาชิดตัว แล้วลุกขึ้นยืนด้วยกำลังขา ขณะที่อุ้มของหนักให้ของชิดตัวตลอดเวลา เมื่อจะวางของ ลงให้ทำเช่นเดียวกับตอนยกขึ้น

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้ค่ะ

สูตรหน้าขาว-ใส (ด้วยของไกล้ๆตัว)

สูตรหน้าขาว-ใส (ด้วยของไกล้ๆตัว)

สูตรที่1.
ส่วนผสม
1.น้ำผึ้งประมาณ 6 ช้อนชา
2.มะขามเปียก(ไม่ต้องเอากากนะ)
3.นมจืด 6 ช้อนชา
วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งสามมารวมกัน พอกหน้าทิ้งไว้ 15 น.
ทำอาทิตย์ละ 2-3ครั้ง

***********************
สูตรที่2.
ส่วนผสม 1.ไข่ไก่2-3ใบ(เอาแต่ไข่แดงนะ)
2.มะนาว2ช้อนชา
วิธีทำ นำไข่แดงมาผสมกับน้ำมะนาวตีให้เข้ากันทาทิ้งไว้5-10น.
ทาครีมบำรุงเพื่อให้ผิวหน้าชุ่มชื่นด้วยจ้า
ทอาทิตย์ละ2ครั้ง

************************
สูตรที่3.
ส่วนผสม 1.หัวไซเท้า
วิธีทำ ปอกเปลือกหัวไซเท้าแล้วล้างออก ฝานบางเฉียบแล้ววางลงบนใบหน้า
ทิ้งไว้ 15น.ล้างออกด้วยน้ำสะอาดทำอาทิตย์ละ 2ครั้ง

**************************
สูตรที่4.
ส่วนผสม
1.แอปเปิ้ลแดง(ไม่ปอกเปลือก)
2.นมสด
วิธีทำ นำส่วนผสมทั้ง2อย่างมารวมกันดูปริมาณที่สมดุลกัน
แล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ 2. น.แล้วล้างออก
ทำอ่ทิตย์ละ2-3ครั้ง

****************************
สูตรที่5.
ส่วนผสม
1.มะเชือเทศ
2.แตงกวา
วิธีทำ นำมะเขือเทศมาบดให้ละเอียดแล้วมาทาบนใบหน้า เอาแตงกวามาแปะตาไว้จะได้ไม่เป็นหมีแพนด้า

*************************

ปัญหากวนใจใต้วงแขน

ปัญหากวนใจใต้วงแขน

รักแร้เป็นผิวหนังที่บอบบาง ประกอบด้วยต่อมเหงื่อและรูขุมขนจำนวนมาก ซึ่งต่อมเหงื่อของคนเรามี 2 ประเภท คือต่อม Eccrine ที่มีอยู่ทั่วร่างกายทำหน้าที่ผลิตเหงื่อ ลดอุณหภูมิของร่างกาย และต่อม Apocrine ซึ่งพบในพื้นที่เฉพาะเช่นรักแร้ ราวนม(ในบางคน) บริเวณอวัยวะเพศ และขาหนีบ เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น (อายุ11-12 ปี) ต่อม Apocrine จะสร้างสารเคมีที่มีกลิ่นเฉพาะตัวเรียกว่า "กลิ่นตัวหรือกลิ่นกาย" บอกถึงความเป็นหนุ่มสาว เป็นเสน่ห์ แต่ละคนมีต่อม Apocrine ไม่เท่ากัน หากมีมากเหงื่อบริเวณรักแร้จะมากตามไปด้วย ประกอบกับว่าบริเวณนี้มีเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่ กลิ่นกายจึงอาจเปลี่ยนเป็นกลิ่นตัวได้ค่ะ



โดยทั่วไปแล้วเราสามารถแก้ปัญหากลิ่นตัวได้ง่าย ๆ โดยกำจัดเชื้อแบคทีเรียให้มากที่สุด เช่น อาบน้ำบ่อยๆ ชำระล้างเหงื่อออก ใช้สบู่ฆ่าเชื้อทำความสะอาด ใช้ยาระงับกลิ่นกาย ขจัดขนรักแร้ออกให้หมดเพื่อลดการสะสมของเหงื่อ และกำจัดที่อยู่ของเชื้อแบคทีเรีย แต่ในคนที่มีปัญหามาก อาจต้องขอคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังเพื่อใช้ยาปฏิชีวนะแบบครีม ทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น นีโอมัยซิน หรือ เจนต้ามัยซินครีม และถึงแม้ว่ายาทั้งสองแบบจะมีขายตามร้านขายทั่วไป แต่ก็ไม่ควรซื้อมาใช้เองเพราะอาจเกิดอาการแพ้ยาได้ นอกจากนี้ยังมีการฉีดโบท็อกที่รักแร้ เพื่อลดเหงื่อให้น้อยลงและแห้งสนิทภายใน 7 วัน โดยการฉีด 1 ครั้ง สามารถลดเหงื่อได้ 4-6 เดือน เมื่อยาหมดฤทธิ์เหงื่อจะไหลอีก ซึ่งต้องอาศัยการฉีดซ้ำ ค่ารักษาประมาณครั้งละ 10,000 - 12,000 บาท


โรลออนกับสารก่อมะเร็ง

แม้จะเคยมีข่าวว่าสารอลูมิเนียมในโรลออนอาจทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านม แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเป็นจริง และโดยปกติสารอลูมิเนียมไม่สามารถซึมเข้าร่างกายได้เหมือนสารปรอทและตะกั่ว จึงไม่น่าทำอันตรายต่อร่างกายได้ ยกเว้นผู้มีอาการแพ้สารอลูมิเนียมในบางคนที่อาจเกิดรอยดำหรืออักเสบ ควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนโรลออนที่ใช้สารอื่นแทน



สารส้ม (Alum) หรือเกลือเชิงซ้อนที่มีสารอลูมิเนียมและซัลเฟตเป็นส่วนประกอบหลัก เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ คนไทยโบราณรู้จักใช้มานานแล้ว สารส้มไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่เปื้อนเสื้อผ้า และปลอดภัยกับร่างกายเพราะไม่อุดตันรูขุมขน ใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย ทั้งใต้วงแขน เท้า ช่วยระงับกลิ่นได้ดี และด้วยคุณสมบัติความเป็นด่างในตัว เมื่อมาเจอกับความเป็นกรดของเหงื่อจึงหักล้างกันทำให้กลิ่นตัวหมดไป และสารส้มยังสามารถใช้ทาส้นเท้าป้องกันและรักษาส้นเท้าแตก หรือทาแก้คันตามผิวหนังเมื่อยุงกัดหรือคันจากสาเหตุอื่นได้อีกด้วย

ปัจจุบันมีผู้นำสารส้มมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นทั้งรูปแบบของโรลออน สเปรย์ แป้ง กันหลายยี่ห้อ ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศเพราะปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงใดๆ



รักแร้ดำ ทำไงดี

ตามปกติแล้วผิวใต้วงแขนจะมีสีคล้ำกว่าผิวส่วนอื่นๆ เล็กน้อยเพราะเป็นส่วนที่ผิวย่นมารวมกันเหมือนคอ หรือบริเวณขาหนีบ แต่หากผิวส่วนนี้ดำคล้ำกว่าสีผิวส่วนอื่นอาจเป็นไปได้ว่าเกิดความผิดปกติขึ้น ควรพิจารณาหาสาเหตุและรักษาอย่างเร่งด่วน

ปัญหารักแร้ดำเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่สำคัญคือ การสัมผัสสารเคมีอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการระคายเคืองและรอยดำ จากน้ำหอม สารกันเสีย หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น Triclosan, Triclocarban, Irgosan ในยาระงับกลิ่นกาย การรักษาจึงต้องแก้ไขตามอาการ หากเป็นการแพ้น้ำหอม ควรเปลี่ยนไปใช้โรลออนชนิดที่ไม่มีสารสร้างกลิ่นหอมที่ระบุว่า "Fragrance-Free" โดยสังเกตส่วนประกอบสำคัญบนฉลาก หากมีชื่อสารที่แพ้ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาระงับกลิ่นแบบอื่นแทน

ความอ้วนและการเสียดสีก็เป็นอีกสาเหตุของรักแร้ดำได้ การแก้ไขจึงควรลดน้ำหนักและใช้ยาลดรอยดำ หรือไวท์เทนนิ่งทาควบคู่กัน แต่ไม่ควรใช้กลุ่มที่มีกรดผลไม้ ไม่ว่า AHA หรือ BHA เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองยิ่งขึ้น แต่ถ้ารักแร้ดำและนูนเหมือนกำมะหยี่ (มักพบในคนเป็นโรคเบาหวาน) ควรพบแพทย์ทันทีค่ะ

อย่างไรก็ตามการรักษาปัญหารักแร้ดำควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเป็นผู้วิเคราะห์สาเหตุเพื่อให้ได้ผลตรงกับอาการและรักษาได้ถูกวิธีที่สุด เพราะหากซื้อยามาใช้เองอาจทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น



ทำไมจึงเป็นหนังไก่

ปัญหาหนังไก่บริเวณรักแร้เกิดจาก 2 สาเหตุ คือ การถอนขนรักแร้และขนคุด รักแร้เป็นส่วนที่มีเส้นขนปกคลุมเพื่อลดการเสียดสีของผิวหนังใต้วงแขน แต่การกำจัดขนด้วยการถอนอย่างรุนแรงหรือการแว็กซ์บ่อยครั้งจะทำให้รูขุมขนเด่นชัดขึ้น ดูคล้ายหนังไก่ ทั้งยังจำกัดทางขึ้นของขนเส้นใหม่ กลายเป็นขนคุดอยู่ภายใน มองเห็นเป็นหนังไก่ได้เช่นกัน การรักษาหนังไก่จึงควรเปลี่ยนวิธีการกำจัดขน อย่าถอนขนรุนแรง เมื่อผ่านไปสักระยะรูขุมขนจะยุบตัวลงเช่นเดิม ปัญหาหนังไก่ก็จะหมดไปค่ะ



นานาวิธีกำจัดขน

การกำจัดขนรักแร้เดี๋ยวนี้ทำได้ไม่ยุ่งยากและมีหลายวิธีได้แก่

การโกน เป็นวิธีที่ง่าย เร็ว สะดวก แต่ขนที่ขึ้นใหม่แข็งและหยาบขึ้น เพราะขนที่ขึ้นใหม่ปลายจะตรง ปัญหาของการโกนคือ ขนที่ขึ้นใหม่จะเป็นตอ หากขูดผิวมากๆ อาจเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ และต้องทำบ่อย

การถอน เป็นวิธีที่สะดวก ทำให้ขนถูกถอนออกมาทั้งเส้นแต่ปัญหาคือยุ่งยากเสียเวลาและอาจทำให้เกิดปัญหาขนคุดและหนังไก่ได้

การใช้ครีมกำจัดขน อาจทำโดยแว็กซ์ขี้ผึ้งร้อน หรือเย็นแปะผ้าลงไปแล้วดึงย้อนขึ้น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับรูขุมขน การแว็กซ์มีข้อดีคือทิ้งช่วงได้นานถึง 6 สัปดาห์ เพราะขนขึ้นช้าทำให้ไม่ต้องทำบ่อยๆ และขนใหม่อ่อนนุ่มขึ้น แต่มีข้อเสียคือ หากกระตุกแรงอาจมีรากขนขาดเกิดเป็นขนคุดอยู่ข้างใน หรืออาจเกิดการระคายเคืองในบางคน

การทำลายขนกึ่งถาวร เป็นการถอนขนด้วยเลเซอร์ เช่น ชนิดเอ็น ดี แยค (Nd: YAG Laser) หรือใช้แสงทำลายตำแหน่งสร้างขนโดยตรงที่เรียกว่า "Aestilight" การใช้แสงเลเซอร์กำจัดขนต้องเลือกใช้เครื่องที่มีความยาวคลื่นเหมาะกับการกำจัดขน เช่น 1064 นาโนเมตร ซึ่งเป็นระดับที่ใช้กำจัดขนได้ดีมีผลข้างเคียงน้อย ทำได้ดีในคนผิวสีเพราะไม่ทิ้งรอยดำ แต่หากเป็นคลื่นที่สั้นหรือยาวเกินไปอาจทิ้งรอยดำได้ การกำจัดขนรักแร้ด้วยเลเซอร์ต้องทำ 4ครั้งขึ้นไป ค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000-18,000 บาท โดยผลการรักษาจะอยู่ที่ประมาณ 6 ปี




ที่มา Health & Cuisine

"เส้นทางรวย.....ทำไม่อยากเลย” 7 วิธี

"เส้นทางรวย.....ทำไม่อยากเลย” 7 วิธี

“ เส้นทางรวยทางลัด.....ทำไม่อยากเลย”
มี เจ็ด วิธี....ที่จะทำให้ชีวิตพบกับความสำเร็จ”

หากต้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้ประสบความสำเร็จจะต้องลุกขึ้นสู้ใหม่และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง หากผู้ใดยอมแพ้ ชีวิตจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ หรืออาจจะถอยหลังลงเรื่อยๆ ฉะนั้น ชีวิตของเราจึงต้องมีจุดหมายปลายทาง มีความหวัง และมีความทะเยอทะยานอยู่เสมอ
ต่อไปนี้เป็น 7 วิธีที่จะทำให้ชีวิตของเราพบกับความสำเร็จ
1. ต้องคิดในแง่บวก คิดว่าทุกอย่างต้องทำได้ ลบความคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” ออไปจากจิตใจ
2. ต้องตั้งเป้าหมายในการทำงานไว้อย่างแน่นอน และทำตามเป้าหมายที่วางให้สำเร็จ หากไม่สามารถทำได้ก็อย่าหยุดความตั้งใจ ให้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ให้เหมาะสม
3. ต้องวางแผนปฏิบัติเป็นขั้นตอน เริ่มทำจากสิ่งง่ายๆหรือเล็กๆ แล้วจึงขยับขยายไต่เต้าขึ้นไปทีละขั้นๆ เพื่อให้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งมั่นคง
4. ต้องพร้อมเสมอที่จะรับมือกับปัญหาและอุปสรรค ที่อาจเกิดขื้นได้ตลอดเวลาโดยไม่กลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
5. ต้องกล้าคิด กล้าวางแผน และกล้าลงมือปฏิบัติก่อนที่ผู้อื่นจะชิงลงมือเสียก่อน
6. ต้องพร้อมเสมอที่จะเสียสละ เพื่อแลกกับความสำเร็จในวันข้างหน้า
7. อย่าหยุดแค่ความสำเร็จสูงสุดของวันนี้ ให้สร้างเป้าหมายใหม่ที่สูงขื้นเรื่อยๆ และมุ่งมั่นทำเป้าหมายนั้นต่อไป เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

ทั้ง 7.วิธีนี้ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตนี้จะต้องมุ่งมั่นทำให้ได้ ดังนั้น ขอให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานใหม่เพื่อความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้า เพราะ ชีวิตเป็นของท่าน ท่านเป็นผู้กำหนดเอง

"เส้นทางรวย.....ทำไม่อยากเลย” 7 วิธี

"10 อันดับ รวยที่สุดในโลก"

"10 อันดับ รวยที่สุดในโลก"

เป็นประจำทุกปีที่นิตยสาร "ฟอร์บส์" นิตยสารด้านเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รายงานผลการจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีทั่วโลก ซึ่งในปี 2550 ผลการจัดอันดับ เปิดเผยโดยสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวานนี้ (9 มี.ค.) ปรากฏว่า

นายบิล เกตส์ วัย 51 ปี ชาวสหรัฐฯ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ยังครองแชมป์เป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 13 มีทรัพย์สินรวม 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 1,960,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อันดับ 2 ยังคงเป็นนายวอร์เรน บัฟเตต์ วัย 76 ปี ชาวสหรัฐฯ ประธานบริษัทเบิร์กเชียร์ ฮาธอะเวย์ อินคอร์ปอเรชั่น มีทรัพย์สิน 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,820,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อันดับ 3 ได้แก่นายคาร์ลอส สลิม เฮลู วัย 67 ปี ชาวเม็กซิกัน เจ้าพ่อวงการสื่อสารโทรคมนาคม มีทรัพย์สินรวม 49,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,715,000 ล้านบาท

"3 เศรษฐีไทยรวยติดอันดับโลก"

สำหรับคนไทยที่ติดอันดับความร่ำรวยของนิตยสารฟอร์บส์ ยังคงเป็น 3 มหาเศรษฐีคนดัง คือ

นายเจริญ สิริวัฒนภักดี วัย 62 ปี เจ้าของธุรกิจเบียร์ช้างและอื่นๆ ความร่ำรวยอยู่ที่อันดับ 264 มีทรัพย์สินรวม 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 119,000 ล้านบาท ร่วงจากอันดับ 214 ของปีที่แล้ว

นายเฉลียว อยู่วิทยา วัย 75 ปี เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มกระทิงแดง ติดอันดับ 279 มีทรัพย์สินรวม 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 108,500 ล้านบาท จากอันดับ 292 ของปีก่อน

และนายธนินท์ เจียรวนนท์ วัย 67 ปี เจ้าของกลุ่มธุรกิจเครือซีพี ติดอยู่ที่อันดับ 390 มีทรัพย์สินรวม 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 84,000 ล้านบาท ซึ่งปีที่แล้วอยู่ที่อันดับ 317

ฟอร์บส์ระบุว่า ในปี 2550 อภิมหาเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 946 คน ทำให้ยอดทรัพย์สินโดยสุทธิเพิ่มขึ้น 35% หรือจำนวน 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ในปีนี้มีเศรษฐีหน้าใหม่ถูกจัดอันดับโลก จำนวน 178 คน อาทิ นายโฮวาร์ด ชูลตซ์ เจ้าของร้านกาแฟชื่อดัง สตาร์บัคส์ อยู่ที่อันดับ 840 มีทรัพย์สินรวม 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 38,500 ล้านบาท นายไมเคิล ไอส์เนอร์ อดีตเจ้าของสวนสนุกวอลต์ ดิสนีย์ อยู่ที่อันดับ 891 มีทรัพย์สินรวม 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 35,000 ล้านบาท และนางหยาง ชุง ประธานบริษัทกระดาษไนน์ ดรากอนส์ เปเปอร์ ของจีน และเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดในจีน อยู่ที่อันดับ 390 มีทรัพย์สินรวม 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับอันดับของนายธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวเครือซีพี

"สะท้อนภาวะเศรษฐกิจโลก"

นายสตีฟ ฟอร์บส์ บรรณาธิการนิตยสารฟอร์บส์ กล่าวว่า การที่มหาเศรษฐีทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีการเคลื่อนตัวอย่างรวด เร็ว แสดงให้เห็นการเติบโตของธุรกิจประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค ความเจริญรุดหน้าด้านเทคโนโลยีและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนตัวลง ผู้คนจำนวนมากขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าก่อน ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การบูมของสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ทำให้ประชาชนทั่วโลกหลายร้อยล้านคน มีชีวิตความเป็นอยู่กระเตื้อง แน่นอนว่าต้องมาจากเทคโนโลยีด้วย

ขณะเดียวกัน ลุยซา ครอลล์ บรรณาธิการร่วมนิตยสารฟอร์บส์ กล่าวว่า ปีนี้นับเป็นปีที่ร้อนฉ่าสำหรับภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากมีอภิมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นมาก ทั้งนี้ มหาเศรษฐีในอินเดียมีจำนวนเพิ่มเป็น 36 คน โค่นแชมป์เก่าชาติญี่ปุ่นลงไปได้ โดยญี่ปุ่นมีมหาเศรษฐีเพียง 24 คน แต่หากนำเศรษฐีในจีน 20 คน และฮ่องกง 21 คน มารวมกันแล้ว จะทำให้มีจำนวนถึง 41 คน มากกว่าอินเดีย เช่นเดียวกับสเปนและรัสเซีย

"เศรษฐีใหม่เพิ่มมากขึ้น"

ก็มีเศรษฐีหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย โดยสเปนมีเพิ่ม 10 คน รัสเซียเพิ่ม 19 คน อย่างไรก็ดี ฟอร์บส์ให้ระมัดระวังการประเมินทรัพย์สินในรัสเซีย เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ยังอยู่ในสถานะไม่มั่นคงนัก ส่วนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ชาติที่มีอภิมหาเศรษฐีมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ได้แก่ ตุรกี ตามด้วยซาอุดีอาระเบีย และอิสราเอล

รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า อายุโดยเฉลี่ยของบรรดาอภิมหาเศรษฐีปีนี้ อยู่ที่ 62 ปี สตรีที่ร่ำรวยที่สุดของโลกได้แก่ นางลิเลียน เบตเทนคอร์ต วัย 84 ปี ชาวฝรั่งเศส บุตรสาวยูจีน ชูลเลอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัทลอรีอัล โดยอยู่ที่อันดับ 12 มีทรัพย์สินรวม 20,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 724,500 ล้านบาท ส่วนมหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุด ได้แก่ นายอัลเบิร์ต วอน วัย 23 ปี ชาวเยอรมัน ทายาทมรดกทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราว 70,000 ล้านบาท อยู่ที่อันดับ 488 ปัจจุบันอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของตระกูล เมืองรีเกนสเบิร์กและไม่เคยทำงาน

อันดับ 4 นายอินกวาร์ แคมพ์ราด วัย 80 ปี ชาวสวีเดน และครอบครัว ผู้ก่อตั้งบริษัทไอเกีย มีทรัพย์สินราว 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,155,000 ล้านบาท

อันดับ 5 ได้แก่ นายลักษมี มิตทาล วัย 56 ปี ชาวอินเดีย เจ้าของธุรกิจเหล็กรายใหญ่ของโลก มีทรัพย์สิน รวม 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,120,000 ล้านบาท ตามด้วย

นายเชลดอน อะเดลสัน วัย 73 ปี ชาวสหรัฐฯ เจ้าของธุรกิจบ่อนคาสิโน โรงแรม ครองอันดับ 6 มีทรัพย์สินรวม 26,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 927,500 ล้านบาท

อันดับ 7 นายเบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ วัย 58 ปี ชาวฝรั่งเศส ประธานบริษัทแอลวีเอ็มเอ็น มีทรัพย์สินรวม 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 910,000 ล้านบาท

อันดับ 8 นายแมนซิโอ ออร์เตกา วัย 71 ปี ชาวสเปน ประธานบริษัทซารา มีทรัพย์สินรวม 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 840,000 ล้านบาท

อันดับ 9 นายลี กา-ชิง วัย 78 ปี ชาวฮ่องกง ผู้ทรงอิทธิพลด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีทรัพย์สินรวม 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 805,000 ล้านบาท

และอันดับ 10 นายเดวิด ธอมสัน ชาวแคนาดาและครอบครัว ได้รับมรดกมีทรัพย์สินรวม 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 770,000 ล้านบาท

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวสารที่มีคุณภาพ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อาชีพที่รวยเร็วกว่าหมอ

อาชีพที่รวยเร็วกว่าหมอ

เห็นคนชอบว่าหมอรวยเร็ว ผมเลยมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง อ่านแล้วลองพิจารณากันดูนะ
1. หมอเรียน 6 ปี เฉพาะทาง 3 ปี sub-special อีก 2 ปี เป็น 11 ปี ท่านเชื่อหรือไม่ 11 ปีที่ผ่านไป กลับไปใช้ทุนโรงพยาบาลของรัฐ ได้เงินเดือนรวมรายได้ทั้งหมดไม่เกิน 5 หมื่นบาท ทำงานอย่างนัก ทำงาน 7 วัน/สัปดาห์ เสาร์-อาทิตย์ ยังต้องไปดูคนไข้ก่อน (ถ้าอยู่ร.พ เอกชน อาจจะ 2 แสนกว่าบาท) ความรับผิดชอบสูง โดนฟ้องประจำเป็นข่าวบ่อยๆ ใครผิดหรือถูกเป็นข่าวไว้ก่อน
2. อาจารย์มหาวิทยาลัย ป.ตรี 4 ปี ป.โท อาจจะ 1 ปี - 2 ปี ป.เอก 3-4 ปี (โดยเฉลี่ย) รวม ไม่เกิน 10 ปี จบ ดร. มา เงินเดือนหมื่นห้า มีภาระงานสอนอย่างมาก 15 ชั่วโมง/สัปดาห์..ถ้าเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ด้วยได้อีก หมื่นกว่าบาท รองศาสตราจารย์ ได้อีก 2 หมื่น ศาสตราจารย์อีก รายได้ ถ้าสอนเกิน 15 ชั่วโมง (อัตรามหาวิทยาลัยของรัฐโดยเฉลี่ย) สำหรับ ป.ตรี เกิน 15 ชม./สัปดาห์ ได้ ระหว่าง 400-700 บาท ต่อชั่วโมง สอนปริญญาโท ได้ 1500 บาท - 2500 บาท/ ชั่วโมง สอนปริญญาเอก ระหว่าง 3000 - 5000 บาท/ชั่วโมง...ความรับผิดชอบสอนเสร็จก็เสร็จ...ไม่มีโดนฟ้อง

ลองคำนวนดูนะครับ เอาเฉพาะค่าสอนที่เกิน 15 ชม. (สำหรับอาจารย์ที่อยู่ในคณะดังต่อไปนี้ วิศวกรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และอื่นๆ ที่เป็นสาขายอดนิยม)
2.1 ถ้าผมสอน ป.ตรี เพิ่ม 15 ชม./สัปดาห์ x 500 บาท/ชม. ผม จะได้เงินเพิ่ม 7500 บาท ต่อสัปดาห์ x 4 สัปดาห์ = 30000 บาท ต่อเดือน
2.2 ผมสอน ป.โท เพิ่ม 12 ชั่วโมง/สัปดาห์ x 1500 บาท/ชม. ผมจะได้เงินเพิ่ม 18000 บาท/สัปดาห์ x 4 สัปดาห์ ผมจะได้เพิ่มเดือนละ 72000 บาท ต่อเดือน
2.3 แล้วถ้าผมสอนมากกว่านี้หละ ผมจะได้เท่าไหร่ นี่เอาแค่ อาจารย์ที่จบ ป.เอก นะครับ ยังไม่มีตำแหน่งวิชาการ เดือนๆ หนึ่งก็ร่วมแสนกว่าบาทแล้ว...
มหาวิทยาลัยของรัฐเอาเงินที่ไหนมาจ่าย
1. ค่าธรรมเนียมพิเศษ สำหรับนักศึกษา ภาคพิเศษและโครงการพิเศษ
2. ค่าหน่วยกิตที่แพงขึ้น
3. รับนักศึกษามากขึ้นทำแบบมหาวิทยาลัยเอกชน
4. ถ้ามหาวิทยาลัย ออกนอกระบบอย่างเต็มตัวเมื่อไหร่ คาดการณ์ได้ว่ามหาลัยดังๆ ของรัฐ หรือมหาลัยของรัฐใหญ่ๆ ทั้งหลาย (ไม่รวมราชภัฎ) จะมีเฉพาะคนมีตังค์เท่านั้นที่ได้เรียน..

สุดท้ายผมไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ผมมองจากมุมมองของผมซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และมีความเป็นห่วงต่อระบบการศึกษาไทย ที่มหาวิทยาลัยและเหล่าคณาจารย์กำลังมุ่งไปสู่ การทำธุรกิจบนพื้นฐานการศึกษาของคน คุณภาพแย่ลง ปริญญาตรี-ปริญญาโท - ปริญญาเอก ในบางมหาวิทยาลัยแทบจะอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ มีเงินจ่ายเรียนไงก็จบ จบกันแบบง่ายๆ มาตรฐานไม่มี คนร่ำรวยคืออาจารย์ ไม่ต้องรับผิดชอบไร ไม่มีโดนฟ้อง

8 นิสัยช่วยให้เป็น 'เศรษฐีเงินล้าน'!!

8 นิสัยช่วยให้เป็น 'เศรษฐีเงินล้าน'!!
พฤติกรรม" และ "นิสัย" เป็นส่วนผสมที่ทำให้คุณเป็น"เศรษฐี"ได้ แต่ในเวลาเดียวกันพฤติกรรมและนิสัยบางอย่าง ก็บันดาล "ความยากจน" ให้กับคุณได้เหมือนกัน

หากคุณลองหมั่นสังเกตนิสัยของบรรดาเศรษฐีทั้งที่อยู่รอบตัวเราและที่อยู่ห่างตัวหน่อย ก็จะเห็นว่าพวกเขามีลักษณะนิสัยที่คล้ายๆ กัน อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมจะค่อนไปในทางละม้ายคล้ายกัน

ในทางตรงกันข้ามพวกที่ไม่เคยถูกเรียกว่าเศรษฐี ก็มักจะมีนิสัยที่ถอดแบบกันมาเช่นกันทั้ง ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ เกินตัว

ไม่ใช่นิสัยหรือพฤติกรรมทุกอย่างของคนเรา ที่จะหนุนนำให้ทุกคนขึ้นบัลลังก์ของเศรษฐีได้ เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอม ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับ "8 นิสัยที่จะช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้าน" ลองสำรวจตัวเองดู บางทีคุณอาจจะมีนิสัยเหล่านี้ซ่อนอยู่ในตัวอยู่แล้วก็ได้

บางคนอาจจะไม่มีเลย แต่ไม่เป็นไร นิสัยเหล่านี้สร้างและบ่มเพาะกันได้ หรือบางคนอาจจะแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิดหน่อย แล้วนำนิสัยเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างไม่ยากเย็น

ลักษณะนิสัยทั้ง 8 ข้อจากนี้ไป เป็นเหมือนกฎขั้นพื้นฐานที่เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ทั่วโลกยึดถือและปฏิบัติ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ซึ่งคนไทยทั่วไปสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่าง ช่วยให้ตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ ด้วยหนึ่งสมองและสองมือสองขาของเรานี่เอง


1.หาเงินไว้ลงทุน..ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย

ใครก็ตามที่มุ่งมั่นและตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะร่ำรวยเงินทอง เพราะคนที่หาเงินได้มาก ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นเจ้าของคำว่า "เศรษฐี"

เพราะบางคนหาได้เงินมากก็ใช้จ่ายมาก บางคนทำมาหากินแทบตาย แต่ต้องเอามาใช้หนี้สินที่ติดตัวอยู่

แต่สำหรับคนที่เป็นเศรษฐี จะมีนิสัยที่ค่อนข้างชัดเจนคือ เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปต่อยอดการลงทุน เข้าตำราหาเงินไว้เพื่อลงทุน ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย

"คนส่วนใหญ่ทำงานหนัก เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต และบำเรอความสุขให้กับชีวิตตัวเอง แต่กลุ่มคนมีเงินตระหนักว่า ถ้านำเงินก้อนที่มีอยู่ไปต่อยอดให้ออกดอกออกผลเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเองน่าจะดีกว่า" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ

"วิเชฐ ตันติวานิช" กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ MAI เห็นด้วยกับนิสัยนี้ เพราะมีคนจำนวนมากที่มีรายได้เยอะ แต่เมื่อมีมากใช้มากก็ไม่มีทางที่จะเป็นเศรษฐีได้ แต่คนที่เป็นเศรษฐีก็มักจะมีนิสัยที่ต่างออกไป เมื่อมีรายได้เข้ามา แทนที่จะโหมใช้จ่าย พวกเขาจะนำเงินไปต่อยอดลงทุนเพื่อให้เงินออกดอกออกผล

2.มีแผนและทำตามแผน

เศรษฐีเงินล้านที่รวยได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ได้ร่ำรวยเพราะความบังเอิญ ส่วนหนึ่งนั่นเพราะพวกเขามีนิสัยที่มีแผนและลงมือปฏิบัติตามแผน ซึ่งนั่นเป็นแรงผลักดันที่ช่วยพวกเขาให้เดินสู่ความรวย

"การวางแผนและทำตามแผนนำพวกเขาสู่จุดหมาย นั่นคือการลงทุนและสั่งสมความมั่งคั่งไว้ตลอดชีวิต" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ

"ดารบุษป์ ปภาพจน์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด 2 บลจ.กรุงไทย มองว่า เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งมือใหม่หัดลงทุนมักจะละเลยไป คือการทำตามแผนที่วางไว้โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์ “ออมเงินก่อน” หรือ Pay Yourself First โดยการหักเงินออมออกจากบัญชีเงินเดือนทันทีที่เงินเดือนออก ก่อนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่น เพราะแผนที่วางไว้อย่างสวยหรูนั้น จะไม่มีประโยชน์เลย หากไม่มีการนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

การมีวินัยในแผนลงทุนนั้นยังรวมถึง ผู้ลงทุนที่เลือกการลงทุน โดยใช้กลยุทธ์เฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) ด้วยการลงทุนเป็นประจำด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ผู้ลงทุนควรมีวินัย ไม่หวั่นไหวไปกับการขึ้นลงของภาวะตลาด โดยอาจใช้ร่วมกับแผนการลงทุนอัตโนมัติที่บริษัทจัดการต่างๆ มีไว้บริการ ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลา และลดความวุ่นวายใจไปได้มากทีเดียว

วิเชฐเห็นด้วยกับข้อนี้ ทุกคนคิดและวางแผนการเงินการลงทุนได้ว่าจะทำโน่นนี่นั่น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่วางแผนแล้วจะปฏิบัติหรือลงมือทำตามแผน ฉะนั้น ใครก็ตามที่วางแผนทางการเงินให้ตัวเอง แล้วเดินตามแผนก็มักจะมีแววที่จะเป็นเศรษฐี

3.ทำงานหาเงินให้มากขึ้น

ความหมายข้อนี้ดูเหมือนชัดเจน เพราะกลุ่มคนมั่งคั่งมักจะพากันแสวงหาหนทาง ที่จะสร้างหรือหารายได้ให้ไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีวันหยุด ด้วยการเพิ่มจำนวนเงิน ให้ทำงานออกดอกออกผลให้พวกเขาได้มากขึ้น

นี่คือนิสัยประจำตัวของบรรดาเศรษฐี จะสังเกตเห็นได้ว่า ยิ่งร่ำรวยอยู่แล้ว ยิ่งไม่หยุดทำงาน ยิ่งมั่งคั่งอยู่แล้ว ยิ่งหาทางต่อยอดการลงทุนให้มั่งคั่งยิ่งขึ้น

เรื่องนี้วิเชฐตั้งข้อสังเกตว่า คนที่มีเงินทองหรือร่ำรวยในระดับหนึ่งแล้ว พวกเขามักไม่เก็บเงินเอาไว้อย่างเดียว แต่หาช่องทางเพื่อขยับขยายความรวย ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้เขามักจะให้เงินทำงานช่วยอีกแรง เรียกว่าทำเงินได้ 2 เด้ง

4.เข้าใจฐานะการเงินของตัวเอง

กลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งต่างตื่นตัวกับการรับรู้รายได้ในบัญชีส่วนตัว และรู้ว่าการไหลเวียนของเงินที่ไหลเข้าออกในบัญชีมีเท่าไร ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าต่างจากคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ที่มักจะไม่ค่อยสนใจและใส่ใจในฐานะการเงินของตัวเองซักเท่าไร

บางคนยิ่งไปกว่านั้น เพราะปล่อยให้หนี้ท่วม นอกจากไม่ได้จัดระเบียบหนี้แล้ว ที่ร้ายกว่านั้นคือแทบไม่รู้เลยว่าหนี้ของตัวเองเบ็ดเสร็จแล้วมีเท่าไร

เรื่องนี้ดารบุษป์บอกว่าก่อนที่จะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ เราจะต้องมีการวางแผนรู้เขา รู้เรา ซึ่งการวางแผนการลงทุนก็ไม่ต่างกัน การเข้าใจฐานะการเงินของตนเองให้ถ่องแท้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ก็จะเหมือนการขับรถทางไกลโดยไม่เตรียมความพร้อม ไม่ได้เช็คเครื่อง หม้อน้ำ ปริมาณน้ำมัน ไม่รู้ว่ากำลังเครื่องยนต์ของรถนั้นมีมากน้อยเพียงใด สามารถขึ้นเขา ลุยโคลนได้หรือไม่

ซึ่งการละเลยไม่เข้าใจตนเองเช่นนี้ ก็มีแต่จะจะทำให้เราประสบปัญหาและอุปสรรคระหว่างทาง ต้องเสียเวลามากกว่าที่ควรเพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ หรือบางทีก็อาจหมดกำลังใจไปก่อนที่จะถึงเป้าหมาย

"ก่อนจะเริ่มต้นวางแผนการเงินนั้น เราจะต้องรู้ว่ารายรับของเรานั้นมีความสม่ำเสมอแค่ไหน มีส่วนเกินกว่ารายจ่ายหรือไม่ รวมถึงมีการกันเงินเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพียงพอที่จะทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งเงินที่ตั้งใจเก็บไว้เพื่อการลงทุนระยะยาว ซึ่งหากเราละเลยขั้นตอนนี้ไป ก็ยากที่จะถึงเป้าหมายได้ "

วิเชฐเสริมว่า คนที่เป็นเศรษฐีมักจะมีนิสัยใส่ใจในเรื่องเงินทองอยู่แล้ว ทั้งรายรับรายจ่ายทำใส่เอ็กเซลชีทเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ควรจะทำอย่างยิ่ง นี่เป็นบันไดก้าวหนึ่งที่จะนำคุณไปเป็นเศรษฐีได้

5.กล้ารับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอมบอกไว้ว่า การเป็นผู้กล้ารับความเสี่ยง เป็นสิ่งต้องทำเพื่อเพิ่มความรวยให้ตัวเอง หากไม่เข้าไปฉวยโอกาสบางครั้ง เงินที่มีอยู่จะไม่มีโอกาสงอกเงย แต่เหนืออื่นใด ต้องเป็นความเสี่ยงที่คุณรับได้ และต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างดีเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะตลาดตกต่ำหรือช่วงขาลง

ข้อนี้ วิเชฐมองว่า คนที่จะเป็นเศรษฐีได้ พวกเขามักรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร ประเมินได้ว่าความเสี่ยงมันใหญ่ขนาดไหน และตัวเขาเองสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

"เพราะความเสี่ยงในระดับสูง ไม่ใช่ว่าเราไปยุ่งกับมันไม่ได้ คนที่เป็นเศรษฐีได้เขาจะประเมินพละกำลังของตัวเองก่อนว่า ความเสี่ยงแค่นี้ เรารับมือไหวมั้ย เพราะถึงจะเสี่ยงสูง แต่ถ้าเรารับความเสี่ยงไหว เราจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงก็มี "

6.มีความอดทนและมีสติซ่อนอยู่ในการลงทุน

สังเกตมั้ยว่าพวกเศรษฐีเงินล้านที่ร่ำรวยจากสองมือสองขากับหนึ่งสมองของตัวเอง ไม่ได้กลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน แต่เศรษฐีเหล่านี้เข้าใจถึงพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น และความพยายามลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่หยุด เพื่อให้ได้ความร่ำรวยเป็นรางวัลตอบแทน

ดารบุษป์เปรียบเปรยให้ฟังว่ามีคนเคยเปรียบการลงทุนว่าเหมือนการไต่เทือกเขาสูง ยิ่งเป้าหมายสูงเพียงใด นอกจากต้องเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์แล้ว ต้องอาศัยจิตใจที่แข็งแกร่งจึงจะก้าวผ่านหุบเหวที่เป็นอุปสรรคไปได้ การลงทุนก็เช่นกัน ความผันผวนของตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ดังนั้น เมื่อนักลงทุนได้แสวงหาเส้นทางการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองแล้ว ก็ควรเตรียมใจที่จะพบอุปสรรคที่จะเข้ามา

หากอุปสรรคนั้นเป็นอุปสรรคที่ประเมินไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่น เมื่อตัดสินใจลงทุนในหุ้นของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย หรือรัสเซีย ซึ่งมีโอกาสรับผลตอบแทนสูง ก็ต้องเผื่อใจสำหรับโอกาสที่จะขาดทุนอย่างมากในบางช่วงเวลาด้วยเช่นกัน

วิเชฐเสริมว่าอดทนอย่างเดียวไม่พอ สำคัญที่สุดคนที่จะเป็นเศรษฐีได้ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา เพราะคนที่มีสติจะทำให้ตัดสินใจได้ว่าในสถานการณ์นั้นๆ เขาควรตัดสินใจอย่างไร เช่นถ้าภาวะตลาดหุ้นไม่ดี คนที่มีสติก็อาจจะประเมินและตัดสินใจได้ว่า สถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้เขาควรจะถอนตัวออกหรืออยู่ต่อเพื่อรอ หรือหาจังหวะเข้าลงทุน

7.ได้ทีมที่ยอดเยี่ยม

กลุ่มคนร่ำรวยยังคงความมั่งคั่งของตัวเองไว้ได้ ด้วยผู้คนแวดล้อมซึ่งเป็นที่ปรึกษาการเงินและกฎหมาย ซึ่งล้วนมีฝีมือเป็นเลิศในแวดวงอาชีพนั้นๆ นั่นเป็นประเด็นที่เราเห็นได้ว่าบรรดาเศรษฐีเงินล้านมักไม่เดินหน้าสร้างความร่ำรวยโดยลำพัง

"ลองสังเกตดูสิ คนที่เป็นเศรษฐีไม่ใช่ว่าทุกคนเกิดมาท่ามกลางคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน แต่คนเหล่านี้จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน นั่นทำให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้แง่มุมและช่องทางต่างๆ ของการลงทุน ว่าอะไรที่จะทำให้เงินทองของเขางอกเงยขึ้น หรือมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เงินออกดอกออกผล" วิเชฐให้ทัศนะ

8.รับฟัง..กลั่นกรอง...นำไปใช้

นิสัยอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ด้วยความสามารถของตัวเอง คือการแสวงหาคำแนะนำจากที่ปรึกษาเชื่อถือไว้ใจได้ เศรษฐีเหล่านี้รับฟังด้วยความมุ่งมั่นมีใจจดจ่อ จากนั้นพวกเขาก็สามารถนำไปปฏิบัติและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เพื่อพยายามสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง

ดารบุษป์บอกว่าการวางแผนการลงทุนนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิต ซึ่งต้องการความมีเหตุผลสูงกว่าการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป การฟังเขามาแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะแน่ใจได้ว่าการลงทุนที่เหมาะกับคนอื่นนั้นจะเหมาะกับตัวเราด้วย เช่น เมื่อฟังเพื่อนๆ พูดถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ก็ต้องนำมากลั่นกรองว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ผลตอบแทนที่ว่าสูงนั้นๆ คุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ และตัวเรานั้นมีความพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่ว่านั้นแค่ไหน หรือมีวิธีที่จะลดหรือกระจายความเสี่ยงอย่างไรได้บ้าง โดยอาจต้องศึกษาจากข้อมูลการลงทุนในหนังสือชี้ชวน สอบถามผู้รู้ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

วิเชฐเองก็เห็นด้วยว่าคนจะเป็นเศรษฐีได้ เบื้องต้นต้องหัดรับฟังข้อมูล หาข้อมูลการลงทุนให้เยอะเข้าไว้ จากนั้นก็นำมากลั่นกรอง เพราะเมื่อได้ข้อมูลเยอะเราต้องกรอง จากนั้นค่อยนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจลงทุน

"ผมว่านิสัยเหล่านี้เศรษฐีมีทุกคน บางคนข้อมูลเยอะ กลั่นกรองแล้ว แต่ไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุน คุณก็เป็นได้แค่นักวิเคราะห์ แต่เป็นเศรษฐีไม่ได้" วิเชฐให้ความเห็นทิ้งท้าย

8 นิสัยช่วยให้เป็น 'เศรษฐีเงินล้าน'

6 ขั้นตอนสู่อิสรภาพทางการเงิน

6 ขั้นตอนสู่อิสรภาพทางการเงิน

The 6 Steps to Financial Freedom

1) จัดทำบัญชี และงบการเงิน

การเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินก็เหมือนกันกับการเดินทางทั่วไปที่ต้องมีแผนที่นำทาง ดังนั้นก่อนจะเริ่มเดินทาง คุณเองควรจะรู้ก่อนว่า ปัจจุบันคุณอยู่ ณ จุดไหนของคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน”

ลองจัดทำงบการเงิน

2) ตั้งเป้าหมาย และวางแผน

เริ่มต้นจากอิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน 6 ประการ คือ
• เศรษฐกิจพอเพียง
• เก็บ 10 เปอร์เซ็นต์ (ของรายรับทั้งหมด)
• สำรองเงินไว้ใช้จ่าย (อย่างน้อย 6 เดือน)
• ประกันชีวิต สุขภาพ และอุบัติเหตุ
• เรียนรู้ตลอดชีวิต
• บริจาคตามกำลัง

ลองพิจารณาดูว่าชีวิตของท่านบรรลุเป้าหมายพื้นฐานในแต่ละข้อข้างต้นหรือยัง ถ้ายังให้กำหนดหัวข้อเหล่านี้เป็นเป้าหมาย ที่สำคัญต้องกำหนดวิธีการ กรอบเวลา รวมถึงประเมินภาพในอนาคตไว้ด้วย

ส่วนใครที่มีอิสรภาพการเงินขั้นพื้นฐานแล้ว ก็อาจตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นไปได้ ไม่ว่ากัน

3) ลงทุนในการเรียนรู้

“High Understanding, High Returns” ยิ่งคุณเข้าใจธุรกิจที่คุณลงทุนมากเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถสร้างกำไรจากมันได้มากเท่านั้น จงเรียนรู้ให้หนักขึ้น เพื่อจำกัดความเสี่ยงทั้งมวลที่อาจจะเกิดขึ้น โลกไม่ได้ยากเย็นอย่างที่เราคิด แต่ที่ใครหลายคนคิดว่ามันยาก เพราะเขาเหล่านั้นไม่เคยแบ่งเวลามาสนใจใยดีกับมันต่างหาก

จงแบ่งเวลาให้กับการเรียนรู้ทุกรูปแบบ อย่าจำกัดเฉพาะแต่ในห้องเรียน จงมองโลกให้กว้างเพื่อที่ท่านจะได้เห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่อีกมากมายบนโลกใบนี้

เราลงทุนในการเรียนรู้ด้วยอะไรบ้าง ?

• เวลา
นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องพิจารณา ปัจจุบันคุณให้เวลากับการเรียนรู้สักแค่ไหน ถ้าคิดว่ายังน้อยไป จัดแบ่งเวลาในการเรียนรู้ให้มากขึ้น แล้วคุณจะได้รับมากขึ้น

• ความคิด
คนสองคนนั่งเรียนคอร์สเดียวกัน คนหนึ่งเอากลับมาคิดต่อยอดไปสู่การกระทำ อีกคนได้แค่นั่งดีใจว่ารู้แล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสองคนนี้ต่างกันมหาศาล

• สายสัมพันธ์
การลงทุนในสายสัมพันธ์ ก็สามารถสร้างการเรียนรู้ได้อย่างมากมาย คนหลายคนมักคบหา หรือคิดถึงคนอื่นยามที่ตัวเองเดือดร้อนเท่านั้น เรียนรู้ที่จะใช้เวลากับผู้อื่น แบ่งปันความรู้ ความคิด ความช่วยเหลือให้กับคนรอบข้างโดยเฉพาะคนที่แตกต่างจากคุณ เพราะมันจะช่วยให้โลกของคุณกว้างขึ้น ไม่เพียงแค่ความรู้ แต่มันคือโลกแห่งความรัก และความเอื้ออาทรกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เงินก็ซื้อหาไม่ได้

• ความรู้
เข้าร่วมทำงานกับองค์กร หรือชมรมที่ท่านสนใจ เพื่อสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน อันจะก่อให้เกิดบูรณาการทางความรู้และความคิดได้เป็นอย่างดี

• การตั้งคำถาม
คำถามที่ดีเป็นการสร้างโจทย์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ชีวิต ในทางตรงกันข้าม คำถามแย่ ๆ ก็ทำให้คุณเป็นคนในด้านตรงกันข้ามได้เช่นกัน

ลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้
“ทำไม เราไม่เกิดมารวยเหมือนคนอื่นบ้าง”
“ทำไม เราไม่โชคดีเหมือนคนอื่นเขาบ้าง”

เริ่มต้นใหม่ ตั้งคำถามที่ดีให้กับตัวเอง แล้วคุณจะได้คำตอบที่ดีกลับคืนมา

“ฉันจะประสบความสำเร็จในชีวิตก่อนอายุ 35 ปี ได้อย่างไร”

คำถามใหม่ ๆ จะนำคุณไปสู่การลงทุนครั้งใหม่ในชีวิต จงใช้ชีวิตกับคำถามใหม่ ๆ เลิกถามคำถามเก่า ๆ

“หุ้นตัวไหนน่าซื้อ”
“กู้เงินแบงค์ไหน ดอกเบี้ยต่ำสุด”
“มีเงินเก็บ 50,000 ทำธุรกิจอะไรดี”

“สิ่งที่คุณถาม คือ สิ่งที่คุณจะได้รับ”

• อื่น ๆ อีกมากมาย (ลองคิดต่อเองนะครับ)

4) แวดล้อมตัวคุณ ด้วยคนที่คิดแบบเดียวกัน

คนเราเป็นไปตามสภาวะแวดล้อมเสมอ อิสรภาพทางการเงิน เกิดได้ทันทีที่คุณเป็นผู้เลือกกระทำ ดังนั้น จงเลือกสภาวะแวดล้อมที่จะพาชีวิตคุณไปในทางที่ดี

5. ลงมือปฏิบัติ บันทึกผล

“บิดาของความสำเร็จ คือ การกระทำ” คำพูดนี้ยังคงเป็นสิ่งที่เป็นจริงเสมอ

ลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่กำหนดไว้ จดรายละเอียดของทุกการกระทำสำคัญ ๆ ไว้ เพื่อเปรียบเทียบ และปรับแก้แผนงานสู่อิสรภาพทางการเงิน

6. ทบทวน

ตรวจสอบผลการปฏิบัติ กับแผนที่วางไว้ ว่าเป็นไปตามแผนแค่ไหน ต้องปรับแก้อะไร ในขั้นตอนนี้อาจปรึกษาผู้ประสบความสำเร็จเพื่อช่วยทบทวน และให้คำแนะนำในการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป

หัวข้ออะไรบ้างที่ต้องทบทวน

• ความคิด
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบตลอดเวลา หมั่นคอยเช็คและตรวจสอบความคิดของเราถูกต้อง หรือสอดคล้องกับแนวทางสู่อิสรภาพทางการเงิน หรือไม่

• จิตใจ
ตรวจสอบจิตใจทั้งก่อนและหลังตัดสินใจใช้จ่าย หรือลงทุน จำเอาไว้ว่า การลงทุนที่ทำให้คุณรู้สึกไม่มีความสุขตั้งแต่ใส่เงินลงไป นั่นก็ถือว่า ขาดทุน เรียบร้อยแล้ว

• งบการเงิน
ตรวจสอบแผนที่ทุกครั้ง โดยอาจทำเป็นประจำทุกเดือน เพื่อคอยตรวจสอบว่า เราเดินออกนอกลู่นอกทางหรือเปล่า หรือเราเข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินเพียงใด

เริ่มต้นตรวจสอบตัวเอง จัดทำบัญชี และวางแผนสู่อิสรภาพทางการเงินตั้งแต่วันนี้ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง จงจำเอาไว้ว่า “อิสรภาพทางการเงิน เริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ของทุก ๆ คน”

6 ขั้นตอนสู่อิสรภาพทางการเงิน

10 กฎฉลาดจ่าย รู้ไว้ไม่จน

10 กฎฉลาดจ่าย รู้ไว้ไม่จน

ดัลรีมเพิล คอลัมนิสต์เวบไซต์ fool.com ได้แนะนำเทคนิคการเพิ่มทักษะการใช้จ่ายไม่ให้เงินทองรั่วไหล.ดัลรีมเพิล แนะนำให้จ่ายได้ด้วยสมอง เป็นการคิดรอบคอบก่อนจ่าย ไม่ให้เงินทองรั่วไหลหรือสูญเปล่าไว้อยู่เสมอ ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่จะช่วยสั่งสมมรดกกับสินทรัพย์ ให้มีแต่จะงอกเงยได้ทางอ้อม
1."จ่ายให้น้อยกว่าเงินที่หามาได้" คือกฎข้อแรกที่ดัลรีมเพิลแนะว่า เป็นด่านแรกที่เจ้าของกระเป๋าเงินต้องคิดต้องทำก่อนปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกไป และคำแนะนำนี้ชัดเจนถือเป็นกฎจำเป็นต้องทำ หรือท่องจำไว้ในใจเสมอว่า ไม่มีใครเคยใช้จ่ายเกินรายได้แล้ว จะสามารถไปถึงเป้าหมายความมั่นคงทางการเงินได้

2. "ซื้อแต่สิ่งสำคัญจำเป็น" อีกกฎหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งดัลรีมเพิลเพิ่มเติมว่า นอกจากให้ซื้อแต่สิ่งสำคัญ และจำเป็นแล้ว ขอให้ลืมสิ่งของนอกรายการที่อยากได้ไปเลย หากเจ้าของเงินซื้อหาของใช้ที่จำเป็น รองรับความต้องการในการดำรงชีพขั้นพื้นฐานได้ครอบคลุมแล้ว เงินที่เหลือสามารถนำไปใช้อย่างรอบคอบในกิจกรรมอื่น

การใช้เงินที่เหลืออย่างรอบคอบ ไม่ได้หมายถึงความรอบคอบในการคลั่งไคล้อยากได้ด้วยอารมณ์ชั่ววูบตามแฟชั่น การไล่ตามให้ทันสินค้าหรือของออกใหม่ล่าสุด ไม่ทำให้เจ้าของเงินมีความสุขเท่ากับจ่ายเงินซื้อของที่มีคุณค่าสำหรับตัวเอง อย่าเกิดความไม่มั่นใจในจุดยืนของตัวเอง แม้เพื่อนบ้านคิดว่าคุณกำลังตระหนี่ถี่เหนียว ด้วยการซื้อของตกรุ่นไม่ทันสมัย

3."ไม่ซื้อสิ่งเกินจำเป็นหรือไม่อยู่ในปัจจัย4" ดัลรีมเพิลย้ำว่าสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐานในมุมมองของเขา หมายถึงอาหารต้องกินเป็นประจำ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และสิ่งของอื่นที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งตามปกติของใช้ชีวิตประจำวัน ต้องมีการลำดับการซื้อโดยการตัดสินใจด้วยตัวเอง และทำเหมือนเป็นหน้าที่

ในกรณีของดัลรีมเพิล ช็อกโกแลตแท่งกับชีสเป็นของโปรด สำหรับคนอื่นอาจเป็นดีวีดีหรือวิดีโอเกมใหม่ แต่เมื่อจดรายการของไม่จำเป็นต้องซื้อไว้ด้านหลัง กำหนดให้สิ่งของจำเป็น เป็นรายการที่ต้องตัดสินใจซื้ออันดับแรก อาจทำให้เจ้าของเงินอยากซื้อหรืออยากกินของที่ไม่จำเป็นน้อยลง

4 "ซื้อหาให้คำนึงถึงมูลค่ากับคุณค่า" กฎข้อนี้หมายความว่า การซื้อต้องได้สินค้าดีที่สุด มีอายุการใช้งานนานที่สุด ให้คุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป แต่ดัลรีมเพิลเตือนว่า อย่าคว้าเอาสิ่งของราคาถูกสุดในทันที เว้นเสียแต่ว่าเจ้าของเงินไม่สนใจหรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพ

โดยดัลรีมเพิลอธิบายว่าเจ้าของเงินจะต้องทำการสำรวจหาข้อมูลบ้าง และต้องมีเหตุผลกับไอเดียที่ดี ยิ่งการซื้อเพื่อจะได้ของชิ้นใหญ่ขึ้น ต้องวางแผนกันนานหน่อย หลังประเมินว่าอยากได้หรืออยากซื้อ แต่ของที่จะซื้อจึงต้องเน้นที่คุณภาพและอายุการใช้งาน

5"ลงทุนเพื่อคุณภาพ" สำหรับกฎข้อนี้ ดัลรีมเพิลแนะว่าเจ้าของเงินต้องนึกอยู่เสมอว่า การซื้อของแต่ละครั้งต้องได้มูลค่ากับอายุของสินค้ายาวนาน หรือมีความคงทนมากที่สุด

ตามแหล่งต่างๆ มีสินค้าหรือสิ่งของรายการ ที่มีคุณสมบัติการใช้สอยมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งของใช้สอยที่สามารถกลายเป็นของอีกชิ้นหนึ่งที่มีความคงทนถาวรในบ้าน

พยายามซื้อสิ่งของเครื่องใช้ไม้สอยภายในบ้าน ที่คงทน และอยู่ได้นานที่สุด หากเป็นไปได้ให้ใช้ได้นานจนตลอดชีวิตผู้ใช้ อย่างเช่น การหาซื้อจานชามอุปกรณ์ทานอาหารค่ำ ที่เจ้าของเงินสามารถเป็นเจ้าของ และใช้ประโยชน์ไปได้อีกนาน หรือหาซื้อไขควงสักตัวหนึ่งที่สามารถใช้ และเก็บรักษาไว้ได้คงทน จนสามารถนำไปใช้อย่างคุ้มค่าชั่วลูกชั่วหลาน

กฎข้อนี้เจ้าของเงินจำเป็นต้องใช้ความคิดมากขึ้น เกี่ยวกับรสนิยมและความต้องการตามความจำเป็นของตัวเอง ซึ่งความรอบคอบจะช่วยประหยัดเงินได้ ก่อนตัดสินใจควักกระเป๋าซื้อ

ขอให้คิดอยู่เสมอว่า หากใช้จ่ายได้สินค้าตรงใจแถมประหยัดตั้งแต่ต้น จะช่วยขจัดปัญหาต้นทุนที่อาจบานปลายเพราะต้องคอยซื้อของใหม่มาทดแทนของเก่าที่ขาดคุณภาพไม่คงทน

6 "ให้คำนึงถึงความจำเป็นของตัวเอง" เพื่อไม่ให้ในบ้านรกไปด้วยของใช้ไม่ได้ใช้งาน โดยการซื้อของต่างๆ ไว้ล่วงหน้าโดยที่ยังไม่ต้องการนำมาใช้จริง

กฎข้อนี้ของดัลรีมเพิล สามารถนำไปประยุกต์ใช้ปฏิบัติตัดสินใจกับการซื้อของใช้งาน ที่ต้องเลือกรุ่น และยี่ห้อซึ่งมีหลากหลาย อย่างคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

ขอให้จำไว้ว่า หากเจ้าของเงินยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ของฟุ่มเฟือยหรูหรา ให้หักห้ามใจ และอย่าได้ควักเงินซื้อของเกินความจำเป็นเหล่านี้

7 "ลองเลิกยึดติดกับยี่ห้อสินค้า" อาจเป็นเรื่องยากกับการปรับเปลี่ยนนิสัยการใช้ของ เพราะจากที่เคยเดินเข้าไปหยิบน้ำยาซักผ้าหรือน้ำยาซักแห้งยี่ห้อเดิมทุกๆ ครั้ง บนชั้นวางจำหน่ายของตามห้าง

ดัลรีมเพิลขอให้ผู้บริโภคคนไทย ลองเลือกใช้สินค้าอีกยี่ห้อหนึ่งที่มีราคาถูกกว่า หรือสินค้าทางเลือกอื่นๆ ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน แม้อาจไม่มียี่ห้อดังการันตีบ้างบางโอกาส ถือเป็นการลองใช้สินค้าที่มีคุณภาพเหมือนๆ กัน เพื่อจะได้จ่ายน้อยลง

8 "ซื้อด้วยความใจเย็น" การซื้อสิ่งของเครื่องใช้ใดๆ ก็ตามแบบรีบร้อนฉุกละหุก โดยเฉพาะสิ่งของที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ อาจทำให้ผู้ซื้อรู้สึกผิดหวังได้ และในกรณีที่รู้ว่าเครื่องซักผ้าที่มีอยู่ใช้งานได้อีกไม่นาน ขอให้เริ่มต้นหาเครื่องซักผ้าใหม่ได้เลย

แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ ขอคิดให้นานทบทวนให้ดี ใจเย็นอีกสักหน่อย จะช่วยเจ้าของเงินประหยัดจ่ายไปได้อีกมาก หรืออย่างน้อยเจ้าของเงินยังมีเวลา สามารถประเมินบริหารงบประมาณได้ว่า จะซื้อเครื่องซักผ้าใหม่อย่างไร ในราคาไม่เกินงบประมาณ

9 "ตรวจสอบใจว่าอยากซื้อหรือไม่" เป็นกฎที่ดัลรีมเพิลแนะนำไว้เป็นข้อสุดท้ายว่า หากผู้บริโภครู้สึกตัวเองว่ากำลังดึงบัตรเครดิตออกมา เพื่อซื้อของบางอย่างที่ขาดไม่ได้ในชีวิตนี้ ขอให้หยุดความคิดที่จะซื้อไว้สักพักหนึ่ง



โดยดัลรีมเพิลขอให้ผู้บริโภควัดใจตัวเองอีกสักรอบ รอคอยสัก 2-3 วัน หรือ สักสัปดาห์หนึ่งค่อยกลับมาดูสิ่งของที่จะซื้อใหม่อีกครั้ง

หากผู้บริโภคคิดว่ามีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าขาดสิ่งของที่หมายตาอยากได้ แสดงว่าสิ่งของชิ้นนั้นสำคัญควรค่าแก่การซื้อ แต่ในทางกลับกัน หากผู้บริโภคลืมทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งของชิ้นนี้ หมายความว่าสิ่งของกลับไม่มีค่าหรือจูงใจให้ซื้ออีก

ดัลรีมเพิลฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ด้วยกฎเตือนใจที่เขานำเสนอมา น่าจะช่วยผู้บริโภคคนไทย ทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก เมื่อคิดจะเดินทางจับจ่ายซื้อของ จากนี้ไปจะสามารถบริหารเงินกับค่าใช้จ่ายได้ดี ด้วยการคิดถึงประโยชน์กับการประหยัดเป็นที่ตั้ง เพื่อการเงินแข็งแกร่ง และมั่นคงของตัวเองในอนาคต

จากบทความในเวปไซด์กรุงเทพธุรกิจหายไปหนึ่งข้อคือ
"Scrimp on low priorities"ซึ่งคือ การตัดรายการของที่มีความสำคัญในอันดับท้ายๆ คุณควรใช้จ่ายให้น้อยที่สุดในสิ่งของที่คุณไม่ต้องใส่ใจอะไรมากหรือเป็นสิ่งที่คุณคิดว่าจะใช้ของที่ใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง...คือจงจ่ายให้น้อยในสิ่งที่คิดว่าจะใช้เพียงครั้งเดียวแล้วต้องทิ้ง ถ้าเป็นไปได้ก็ควรตัดรายการที่สำคัญน้อยๆทิ้งไปเลย

10 กฎฉลาดจ่าย รู้ไว้ไม่จน

อิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน

อิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน



อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่เรื่องยาก คุณเองก็สามารถเริ่มต้นได้ ด้วยแนวทางง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

1) เก็บ 10 เปอร์เซ็นต์ (ของรายรับทุกประเภท)

การออมเป็นจุดเริ่มต้นสู่อิสรภาพทางการเงิน เริ่มต้นออมง่าย ๆ โดยการหักเก็บ 10 เปอร์เซ็นต์จากรายรับทุกประเภทของคุณ ทันทีที่ได้รับเงินมา อย่าเพิ่งใช้จ่าย หักเก็บฝากธนาคารให้เป็นนิสัย

เริ่มทำวันนี้ แม้จะเป็นหนี้อยู่ก็ตาม คนมั่งมีหลายคน ก็เริ่มต้นจากวินัยทางการเงินง่าย ๆ เหล่านี้ทั้งสิ้น

ทำทันที ตอนนี้มีเงินอยู่ในมือ หรือ ATM เท่าไหร่ หัก 10 เปอร์เซ็นต์ เปิดบัญชีใหม่ บัญชีที่คุณจะไม่ถอนออกมาใช้จ่ายเด็ดขาด จำไว้ว่า ไม่ต้องรอให้เยอะ การตัดสินใจทำทันทีเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า

2) เศรษฐกิจพอเพียง

คนเราในทุกวันนี้มีทุกข์เพราะไม่รู้จักพอ เราใช้ชีวิตกันเกินพอดี เกินความจำเป็น และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราอยู่ห่างจากอิสรภาพทางการเงินไปไกลทุกที

นิตยสาร Financial Freedom ขอเชิญคนไทยทุกคน ร่วมเดินทางตามรอยเท้าพ่อของคนไทยทั้งแผ่นดิน ด้วยการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ลด ละ หลีกเลี่ยงการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างมีสติ รู้ยั้งคิดก่อนใช้จ่าย เพื่อความสุขในวันนี้ และวันข้างหน้าของพวกเราทุกคน

ทำทันที ลองจดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณ ทุกวันจนครบ 1 เดือน แยกค่าใช้จ่ายออกเป็นกลุ่ม เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าเสื้อผ้า เป็นต้น แล้วคุณจะพบว่า คุณสามารถประหยัดเงินในค่าใช้จ่ายบางรายการได้ทันที

3) สำรองใช้จ่าย หกเดือน

คนหลายคนที่มีหน้าที่การงานที่ดี ก็มักจะประมาทกับชีวิต ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน คนทำงานอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ทุกคนล้วนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น สำรองเงินไว้ล่วงหน้า อย่าประมาท

เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง ผู้ที่เตรียมตัวพร้อมเท่านั้น ที่จะรักษาสถานภาพของตนอยู่ได้

ทำทันที เริ่มต้นวางแผนเก็บเงินสำรอง 6 เดือน (ประมาณการจากรายจ่ายต่อเดือน) เก็บเดือนละเท่าไหร่ อีกกี่เดือนจึงจะเงินสำรองครบ 6 เดือน

4) ประกันชีวิต และสุขภาพ

กฎทองของการประกัน ก็คือ “คุณไม่สามารถซื้อประกันได้ในเวลาที่คุณต้องการ” ใครเล่าจะล่วงรู้วันข้างหน้า จงไม่ประมาทและเตรียมการพร้อมไว้ดีกว่า เพื่อวันที่เกิดสิ่งไม่คาดฝัน ปัญหาเหล่านั้นจะไม่ส่งผลกระทบกับครอบครัวของคุณ

ทำทันที เริ่มมองหาประกันชีวิต และสุขภาพที่คุ้มครองรายจ่ายของคุณ วางแผนเก็บเงิน เพื่อวันข้างหน้า

5) เรียนรู้ตลอดชีวิต

เพราะ ความรู้ คือ เครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะพาคุณไปสู่อิสรภาพทางการเงิน คนที่หยุดเรียน หยุดรู้ ไม่มีทางก้าวหน้าได้ ดังนั้น จงเริ่มต้นลงทุนเวลาให้กับการเรียนรู้ของคุณ

ลองพิจารณาเวลาที่คุณใช้ในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ ว่าเราใช้ไปกับเรื่องใดบ้าง และแบ่งเวลาให้กับการเรียนรู้สักแค่ไหน มีสุภาษิตอังกฤษกล่าวไว้ว่า “You’re what you study”

รูปแบบการเรียนรู้มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรียนรู้ในชั้นเรียน เรียนรู้จากการเข้าร่วมสัมมนาที่เป็นประโยชน์ อ่านหนังสือเพิ่มพูนทักษะ ใช้เวลากับชมรม หรือสมาคมที่สนใจในเรื่องเดียวกับคุณ พูดคุยกับผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ จงอย่าปิดกั้นตัวเองด้วยวิธีการเรียนรู้แบบเดิม ๆ แล้วคุณจะค้นพบว่า “โลกใบนี้ ไม่ยากเกินไปที่จะใช้ชีวิตอยู่”

ทำทันที พิจารณาจากสิ่งที่คุณสนใจ เริ่มมองหาคอร์สอบรมสัมมนาที่เพิ่มพูนความรู้ หรือเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมที่คุณสนใจ

6. บริจาคตามกำลัง

สังคมจะมีความสุขได้ ถ้าผู้คนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ร่วมส่งเสริมแนวคิดบริจาคตามกำลัง แบ่งปันสู่ผู้ที่ด้อยกว่า เพื่อสังคมที่มีความสุข

“อย่ารอให้พร้อม ถึงคิดบริจาค เพราะเท่าที่ท่านมีอยู่ ก็อาจจะมากเพียงพอสำหรับใครบางคนแล้ว”

ทำทันที หยิบเงิน 1 บาท เตรียมไว้เพื่อหย่อนลงในกล่องบริจาคกล่องแรกที่คุณเจอในวันนี้

เคล็ดทานอาหาร เสริมอกอึ๋ม

เคล็ดทานอาหาร เสริมอกอึ๋ม
เรื่องนี้ได้มาจากการบรรยายของ เภสัชกรหญิงนันทวดี พิทยาพิบูลย์พงษ์ ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจความงามและสุขภาพ บริษัท Venus aesthetic ศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาหน้าอก และให้บริการเกี่ยวกับการเพิ่มขนาดหน้าอก ซึ่งทำให้ทราบว่า การที่หน้าอกหย่อนไม่ได้รูปนั้น เกิดจากอิลาสตินคอลลาเจน (เนื้อเยื่อตรงฐานอกซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้หน้าอกมีความยืดหยุ่นและคงตัว) ไม่แข็งแรง และสาเหตุที่ไม่แข็งแรงนั้น ก็เพราะการรับประทานอาหารแบบทุโภชนาการ รวมถึงการอดอาหารลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้อง

ส่วนประกอบของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าคือโปรตีนและไขมัน แต่อาหารที่ผู้หญิงนิยมรับประทานกันคือ ผักและผลไม้ ซึ่งเป็นส่วนของพลังงานทั้งสิ้น แต่ในความจริงแล้วร่างกายของเราต้องมีการสร้างซ่อมตลอดเวลา และวัตถุดิบในการสร้างซ่อมก็มาจากอาหารที่เราบริโภคเข้าไปสู่ร่างกาย ดังนั้น หากเราไม่รับประทานอาหารที่ร่างกายสามารถนำไปสร้างซ่อมได้ ร่างกายก็จะย่อยเนื้อเยื่อออกมาก่อนแล้วนำกลับไปใหม่ ทำให้ไม่สามารถซ่อมแซมส่วนที่ต้องซ่อมแซมได้ รวมทั้งการย่อยแบบนี้จะทำให้เนื้อเยื่อต่างๆหลวม รวมไปถึงเนื้อเยื่อตรงฐานหน้าอกด้วย และนี่คือคำตอบว่าทำไมหน้าอกของเราจึงหย่อนและไม่กระชับ สาเหตุก็เพราะเรารับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วนนี่เอง

คำแนะนำการรับประทานอาหาร เพิ่มอกอึ๋ม คือ หากต้องการให้หน้าอกของเรากระชับและตั้งขึ้น จะต้องเปลี่ยนวิธีการบริโภคอาหารเสียใหม่ คือรับประทานให้ครบถ้วน โดยเน้นโปรตีนให้เพียงพอ เพราะการรับประทานโปรตีนอย่างเพียงพอ จะทำให้ร่างกายมีวัตถุดิบในการสร้างซ่อมตัวเอง

สำหรับคนที่กลัวว่ารับประทานอาหารครบถ้วนแล้วจะอ้วน ก็ขออธิบายต่อว่า หมวดที่ทำให้อ้วนนั้นได้แก่ แป้งและน้ำตาล ทั้งสองอย่างนี้ใช้เวลาในการย่อยไม่เกิน 40 นาที เมื่อย่อยเสร็จแล้ว แป้งและน้ำตาล จะอยู่ในรูปกลูโคส ซึ่งเป็นพลังงานหลัก แต่ร่างกายก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ ต้องมีตัวพานั่นก็คืออินซูลิน เพราะอินซูลินจะพากลูโคสเข้าสู่เซลล์ของกล้ามเนื้อและเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นพลังงาน ถ้าใช้ไม่หมดอินซูลินจะนำกลูโคสที่เหลือไปเปลี่ยนเป็นพลังงานไขมันต่ำ สะสมไว้ในชั้นของไขมัน เพราะฉะนั้นการรับประทานอาหารที่มีแป้ง ของหวาน ขนม จะเป็นการรับประทานที่สะสมไขมันอยู่ตลอดเวลา และไม่เคยนำส่วนที่สะสมนี้ไปใช้ได้เลย โรคอ้วนจึงเกิดขึ้นกับเรา

วิธีที่จะนำไขมันสะสมออกมาใช้นั้น จะต้องมีโปรตีนเข้าไปช่วย เพราะหากโปรตีนไปปนอยู่กับแป้งและน้ำตาลจะทำให้การย่อยช้าลง เกิดการทยอยเข้าสู่กระแสเลือด อินซูลินจะถูกเรียกมาใช้อย่างช้าๆ ใช้แล้วก็หมดไป โอกาสที่จะนำกลูโคสไปสะสมในชั้นไขมันจะลดลง อีกทั้งโปรตีนจะเรียกฮอร์โมนที่ชื่อกลูคากอนออกมา กลูคากอนจะสามารถนำไขมันเก่ามาใช้เป็นพลังงานได้ด้วย แต่โปรตีนควรรับประทานคู่กับผักด้วย เพราะผักจะช่วยซับเอาไขมันส่วนเกินออกไป อีกทั้งไขมันก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการ มากเกินไปด้วย

วิธีรับประทานโปรตีนที่ถูกต้องนั้น ให้ใช้ฝ่ามือของตัวเองชี้วัด กล่าวคือ ในตอนเช้า ควรรับประทานโปรตีน ประมาณ ครึ่งฝ่ามือหรือ ไข่ 1 ลูก ตอนกลางวัน รับประทานโปรตีน 3/4 ของฝ่ามือ และในตอนเย็น รับประทานโปรตีนให้เท่ากับ 1 ฝ่ามือ เหตุที่ต้องรับประทานโปรตีนให้มากในช่วงเย็นนั้น เพราะ 70% ของร่างกายจะถูกซ่อมแซมขณะที่เรานอนหลับ ส่วนคนที่นอนน้อย อย่างเช่น นอนตอนตี 1 แต่รับประทานมื้อเย็นไปเมื่อเวลา 18.00 น. นั้น ปกติร่างกายของเราควรมีการเติมอาหารทุกๆ 4 ชั่วโมง ดังนั้น หากเกิดกรณีนี้ในช่วง สี่ทุ่ม ร่างกายของเราจะย่อยอาหารเรียบร้อยแล้ว ช่วงเวลานี้จึงควรทานอะไรเพิ่มเติมเข้าไปและขอแนะนำว่าให้เป็นเรื่องของโปรตีนเท่านั้น เช่น นมหรือน้ำเต้าหู้ เพราะจะได้นำไปเก็บเป็นวัตถุดิบในการสร้างซ่อมได้

การรับประทานให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง หน้าอกกระชับได้รูปมากขึ้นแล้ว หากต้องการทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นโดยการใช้ทรีตเม้นต์และนวัตกรรมจากสถาบันที่เชื่อถือได้ คุณก็จะประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก แต่ถ้าคิดว่าเพียงแค่ต้องการให้หน้าอกคงความกระชับได้รูป การรับประทานอาหารและออกกำลังกาย บริหารหน้าอก ใส่ชุดชั้นในอย่างถูกต้องก็คงจะเพียงพอแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะพอใจแค่ไหน แต่ถึงอย่างไร หากคุณเลือกในสิ่งที่มีคุณค่าให้กับตัวของคุณได้เองตั้งแต่วันนี้ คุณก็จะสวย สดใส มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ

ที่มา http://variety.mwake.com/story/175/เคล็ดทานอาหาร-เสริมอกอึ๋ม.html

คุณค่าทางอาหารของมะรุม

คุณค่าทางอาหารของมะรุม
คุณค่าทางอาหารของมะรุม
มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน
นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ

มะรุมมีวิตามินเอ บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
มะรุมมีวิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
มะรุมมีแคลเซียม บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
มะรุมมีโพแทสเซียม บำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย
มะรุมมีใยอาหารและพลังงาน ไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบมะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย


ที่มา http://variety.mwake.com/story/197/คุณค่าทางอาหารของมะรุม.html