อย่าเครียด...เมื่อลูกเป็นเด็กพิเศษ/ดร.แพง ชินพงศ์

อย่าเครียด...เมื่อลูกเป็นเด็กพิเศษ/ดร.แพง ชินพงศ์ปัจจุบันคำว่า "เด็กพิเศษ" (Special Child) เป็นคำที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ และหลายคนคงมีความเข้าใจในความหมายที่แตกต่างกันออกไป จริงๆแล้วคำว่า “เด็กพิเศษ” นั้น มาจากคำเต็มว่า “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” ซึ่งหมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา

อีกทั้งยังต้องการความช่วยเหลือและการดูแลเป็นพิเศษยิ่งกว่าเด็กทั่วๆไป เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเรียนรู้ด้านต่างๆ ซึ่งอาจไม่สามารถเรียนในระบบการศึกษาอย่างเด็กทั่วไปได้ หรือเป็นเด็กที่ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยเราสามารถแบ่งประเภทของเด็กพิเศษได้ ดังนี้

- เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย

1. ความบกพร่องทางสุขภาพ หมายถึง เด็กที่ร่างกายอ่อนแอหรือมีร่างกายพิการ เช่น แขนขาลีบ แขนขาด้วนหรือเป็นโรคร้ายแรง

2. ความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กที่มีปัญหาด้านการฟังหรือสูญเสียการได้ยิน เช่น หูตึง หูหนวก

3. ความบกพร่องทางการเห็น หมายถึง เด็กที่มีปัญหาด้านการมองเห็นภาพ เช่น มองเห็นไม่ชัดหรือตาบอดสนิท

- เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและการเรียนรู้

หมายถึง เด็กที่มีระดับของ IQ ต่ำกว่า 70 เช่น เด็กเรียนช้าหรือเด็กปัญญาอ่อน เด็กในกลุ่มนี้จะขาดทักษะทั่วไปในการเรียนรู้ โดยไม่สามารถที่จะพัฒนาศักยภาพทั้งด้านการเรียนรู้ การดูแลช่วยเหลือตัวเอง การควบคุมตนเองหรือการสื่อความหมายกับผู้อื่นผ่านทางภาษาพูด ภาษาท่าทาง การฟังและการอ่าน ให้อยู่ในระดับที่เท่าเทียมกับเด็กในวัยเดียวกันได้

- เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์

หมายถึง เด็กที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองให้อยู่ในสภาพปกติได้ บางกลุ่มอาการอาจมีพฤติกรรมเก็บกด ชอบแยกตัวจากผู้อื่น และบางกลุ่มอาการ อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว เด็กพิเศษกลุ่มนี้ได้แก่ เด็กสมาธิสั้น ซึ่งมักมีนิสัยไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบวิ่งวุ่น ปีนป่าย เล่นเงียบๆไม่ได้ ไม่สามารถรอคอย อีกทั้งไม่สามารถทำตามคำสั่งของคนอื่นได้ หรือเด็กออทิสติก ซึ่งจะมีพัฒนาการทางการพูดที่ล่าช้ากว่าเด็กปกติ ชอบทำกิริยาซ้ำๆ เช่น โยกหัวหรือโยกตัวไปมา สะบัดมือไม่หยุด หรือย้ำคิดย้ำทำ พูดจาซ้ำๆซากๆ บางครั้งพูดเป็นภาษาที่คนอื่นไม่สามารถเข้าใจได้ และโดยทั่วไปมักไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ชอบอยู่ตัวคนเดียวมากกว่า

- เด็กพิการซ้ำซ้อน

หมายถึง เด็กที่มีความพิการมากกว่า 1 อย่างรวมอยู่ในคนๆเดียวกัน เช่น มีทั้งความบกพร่องทางการมองเห็นและการได้ยิน หรือปัญญาอ่อนและพิการแขนขาด้วนด้วย
เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบว่าลูกของเราเป็นเด็กพิเศษ ควรจะทำอย่างไรต่อไป

1. พาไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เด็กพิเศษส่วนใหญ่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพราะบางครั้งอาจมีอาการหรือมีพฤติกรรมที่ปรากฏขึ้นมาในลักษณะที่เราไม่สามารถควบคุมเองได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาเยียวยาทางการแพทย์ช่วยจึงจะเป็นผล เช่น เด็กสมาธิสั้นหรือเด็กออทิสติก ต้องกินยาเพื่อปรับและควบคุมอาการไม่ให้กำเริบจนถึงระดับที่คลุ้มคลั่งหรือควบคุมไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพาลูกไปรับคำปรึกษาจากแพทย์อย่างใกล้ชิดและเมื่อแพทย์สั่งยามาให้ลูก ก็ควรดูแลให้ลูกได้รับประทานยาอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ หากมีลูกเป็นเด็กพิเศษในกลุ่มของเด็กที่มีความพิการทางด้านร่างกาย เช่น แขนขาลีบ ตาบอดหรือหูหนวก คุณพ่อคุณแม่ก็ควรพาลูกไปทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งอาจช่วยแก้ไขความบกพร่องได้ส่วนหนึ่ง หรือพาลูกไปเข้าโรงเรียนสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ เช่น โรงเรียนสอนคนตาบอด โรงเรียนสอนคนหูหนวก เพื่อให้ลูกสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างไม่รู้สึกลำบากหรือไม่รู้สึกแปลกแยก
2. ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เด็กพิเศษนั้นมักต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจและความอบอุ่นในหัวใจให้กับลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพัง เพราะอาจจะมีปัญหาหลายอย่างตามมาอย่างคาดไม่ถึง ผู้เขียนรู้จักครอบครัวหนึ่งที่มีลูกเป็นเด็กออทิสติก วันหนึ่งคุณพ่อคุณแม่ออกไปทำธุระนอกบ้านแล้วปล่อยให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยงตามลำพัง แต่พี่เลี้ยงกลับไปทำธุระอย่างอื่นแล้วทิ้งให้เด็กอยู่คนเดียว ปรากฏว่าเด็กจุดไฟเผาบ้าน ดีที่พี่เลี้ยงกลับมาดับไฟได้ทันก่อนที่ไฟจะลุกลามไหม้บ้านจนวอดวาย ดังนั้นอย่าปล่อยให้ลูกที่เป็นเด็กพิเศษต้องอยู่คนเดียวอย่างเด็ดขาดเพราะเขาไม่สามารถดูแลตัวเองได้นั่นเอง

3. ให้เด็กทำกิจกรรมเสริมทักษะ เป็นต้นว่าให้เด็กออกกำลังกายอย่างง่ายๆ เช่น เต้นแอโรบิก วิ่งเล่น โยนลูกบอลลงห่วง ให้เด็กทำงานศิลปะ เช่น วาดรูป ระบายสี ปั้น แปะรูปภาพ หรือให้เด็กทำกิจกรรมดนตรี เช่น ร้องเพลง เต้นระบำตามเสียงดนตรี เล่นดนตรี ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ในการสอนดนตรีกับเด็กพิเศษมาแล้วหลายคน พบว่าเป็นเรื่องน่าแปลกที่เด็กพิเศษประเภทออทิสติกนั้นมักจะมีความสามารถทางด้านดนตรีอย่างมากเลยทีเดียว เพราะมีเด็กออทิสติกหลายคนที่สามารถเล่นเปียโนได้ดีและเล่นได้จนจบเพลงโดยที่ไม่มีความผิดพลาด แม้ว่าเขาจะอ่านโน้ตไม่ได้เลยก็ตาม

การมีลูกเป็นเด็กพิเศษคงจะทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนเป็นกังวลไม่น้อย ทั้งคิดมากสารพัดว่าทำไมลูกเราถึงเกิดมาเป็นแบบนี้ แต่ผู้เขียนอยากเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษว่า อย่าคิดโทษสิ่งใดเลยที่ทำให้ต้องเป็นเช่นนี้ คิดเสียว่าเรามีคนๆหนึ่งที่พิเศษเหลือเกินมาอยู่ในความคุ้มครองดูแลของเราแล้ว เราก็ควรทำหน้าที่ดูแลเขาให้ดีที่สุด

ที่สำคัญคือทั้งคุณพ่อคุณแม่ต้องมีความเข้าใจในกันและกันให้มากๆ หมั่นคอยดูแลจิตใจของกันและกันให้ดี เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจที่สามารถจะนำมาใช้ดูแลลูกคนพิเศษของเราให้เติบใหญ่และมีชีวิตที่ราบรื่นเป็นสุขได้ นอกจากนี้ การเลี้ยงลูกที่เป็นเด็กพิเศษ คุณพ่อคุณแม่อย่าไปคาดหวังมากนักว่าทำอย่างไรลูกของเราจะช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น หรืออีกนานแค่ไหนที่ลูกของเราจะมีพัฒนาการในด้านต่างๆที่ดีขึ้น เพราะเราต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถที่จะไปกะเกณฑ์สิ่งใดกับเขาได้

ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษทุกคนว่าให้รักเขาอย่างที่เขาเป็น อย่าไปสร้างเงื่อนไขหรือตั้งความหวังกับลูก เพราะนอกจากจะทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความเครียดแล้ว ยังจะทำให้ลูกอึดอัด เกิดความคับข้องใจ และอาจมีผลกระทบในแง่ลบต่อพฤติกรรมของเขาจนอาจจะทำให้อาการผิดปกติต่างๆที่เป็นอยู่นั้นถดถอยลงกว่าเดิมได้ ดังนั้นจึงอยากจะบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ให้ความรักและความเอาใจใส่ก็ดีที่สุดแล้วสำหรับลูกคนพิเศษของเรา

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

แก้ปัญหา "คิดวิเคราะห์" ของเด็ก ต้องเริ่มแก้จากพ่อแม่!

แก้ปัญหา "คิดวิเคราะห์" ของเด็ก ต้องเริ่มแก้จากพ่อแม่!ปฏิเสธได้ไม่ได้ว่า "ทักษะการคิดวิเคราะห์" เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดองค์ความรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก ทั้งการแก้ปัญหา ตัดสินใจ รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งปัจจุบันพบว่า เด็กไทยขาดทักษะดังกล่าวนี้กันมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่ และแนวการสอนของครู ที่สร้างกำแพงกั้นให้เด็กไม่กล้าคิด ด้วยคำพูด หรือการแสดงท่าทาง ตลอดจนความเชื่อที่ว่า "เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด" หรือ "เป็นเด็กห้ามแสดงความคิดเห็นก่อนผู้ใหญ่"

กับเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้อีกต่อไป โดย "ดร.พัฒนา ชัชพงศ์" ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สะท้อนให้ทีมงาน Life & Family ฟังในงาน "เอนฟา เอพลัส มหัศจรรย์พลังการเรียนรู้ทั่วไทย" ว่า เด็กไทยจำนวนหนึ่ง ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ ส่งผลให้ตัดสินใจไม่เป็น เห็นอะไรเลียนแบบไปหมด ทั้งค่านิยมแฟชั่น เพศสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งยาเสพติด

นอกจากนี้ ยังส่งผลไปถึงการคิดสร้างสรรค์ และแก้ปัญหา จึงมีแนวโน้มว่า อนาคตของประเทศไทย จะขาดนักออกแบบที่คิดแหวกแนว ตลอดจนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ดี เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ดังนั้นทางเลือกที่เด็กเลือก จึงเป็นทางเลือกที่หนีปัญหาด้วยการคิดสั้น

"จริงๆ เด็กทุกคนเกิดมาต้องการไม่อยู่นิ่ง เดินได้เดิน คลานได้คลาน แต่พ่อแม่ไปจับเขาให้ยืน หรือไม่ยืน หรือห้ามโน้น ห้ามนี่ เพราะรัก และเป็นห่วง กลัวลูกหกล้ม แต่สิ่งเหล่านี้ จะทำลูกขาดการเรียนรู้ ทางที่ดีควรปล่อยให้ลูกได้เล่นไปตามธรรมชาติของเด็ก ไม่ควรไปบังคับ เวลาให้ลูกคิดอะไร โดยเฉพาะลูกเล็ก ลูกอาจจะใช้เวลาคิดนานหน่อย ก็ไม่ควรไปเร่งเร้าให้ลูกต้องตอบ แต่ขอให้ใจเย็น ลูกเราทำได้ทุกอย่าง ถ้าสิ่งที่เราจัดให้ลูกนั้น เปิดกว้าง หรือให้ลูกได้มีโอกาสได้ทำตามความสามารถของเขา" ดร.พัฒนากล่าว

ขณะเดียวกัน พ่อแม่ต้องให้เวลาในการพูดคุยกับลูกอยู่เสมอ เปิดโอกาสให้ลูกได้ถาม หรือตอบ โดยเฉพาะเวลาก่อนนอน เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการถามลูก เช่น วันนี้ทำอะไรมาบ้างลูก ดีไหมลูก เพื่อนทำกับหนูแบบนี้ดีไหม เป็นต้น หรือบางทีเล่านิทานคุยกันก็สามารถทำได้
ด้านครอบครัวของ "บัณฑิต อึ้งรังษี" วาทยกร และคุณพ่อลูกสาม ที่ได้ให้ความสำคัญกับทักษะการคิดวิเคราะห์ และพัฒนาการของลูก ซึ่งนอกจากจะใช้ดนตรีเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกแล้ว ยังส่งเสริมให้ลูกรู้จักการคิด สังเกต เพื่อการเรียนรู้อีกด้วย เพราะเป็นหัวใจหลัก ที่จะทำให้ลูกมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ดีในตอนโต

เช่น สอนให้ลูกรู้จักจำแนก เชื่อมโยง คิดหาเหตุผล หรือมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาต่างๆ เมื่อลูกทำสำเร็จ จะเกิดความมั่นใจ และเป็นแรงจูงใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ และเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ลูกมีศักยภาพในการเผชิญกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต

"ผมให้ลูกรู้จักการคิดวิเคราะห์ จะเป็นในส่วนของชีวิตประจำวัน ที่ว่า เราปล่อยให้ลูกรู้จักกับเหตุและผล หมายความว่า ถ้าเขาทำแบบนี้ มันเห็นผลอย่างนี้ตามมา ซึ่งเป็นการให้ลูกได้เรียนรู้จากการกระทำของลูกเอง เราในฐานะพ่อแม่ไม่ได้ไปครอบลูกทุกอย่าง แต่จะคอยดูอยู่ห่างๆ" คุณพ่อบัณฑิตกล่าว

ดังนั้น ถึงเวลาแล้ว ที่ประโยคคำพูด "เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด" หรือ "เป็นเด็กห้ามแสดงความคิดเห็นก่อนผู้ใหญ่" จะต้องถูกปรับกันเสียที ซึ่งไม่ได้บอกให้เด็กไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่เปลี่ยนให้เด็กได้คิด หรือลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง แทนการตัดสินใจของผู้ใหญ่บ้าง นั่นจะทำให้เด็กคิดวิเคราะห์ และติดสินใจเป็น การที่เด็กจะวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ได้ดีนั้น ต้องมีกระบวนการที่เหมาะสมตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะของเล่น หรือสื่อที่ใช้ ไม่จำเป็นต้องราคาแพงเสมอไป แต่วิธีการใช้ของพ่อแม่ และครู มีความสำคัญยิ่งกว่า

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

Twitter พร้อมโกยเงิน

Twitter พร้อมโกยเงิน สัปดาห์ที่ผ่านมา "ทวิตเตอร์ (Twitter)" เครือข่ายสังคมยอดฮิตสร้างความฮือฮาในงานประชุมนักพัฒนาซึ่งทวิตเตอร์เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นครั้งแรกที่ซานฟรานซิสโกในชื่อ "เชิร์ป (Chirp)" ด้วยการเปิดตัวบริการ "โปรโมททวีตส์ (Promoted Tweets)" ระบบทำเงินให้ทวิตเตอร์ลักษณะเดียวกับโฆษณาออนไลน์บนเสิร์ชเอนจิ้น ที่น่าสนใจคือผู้บริหารย้ำว่านี่ไม่ใช่โฆษณา แต่เป็นข้อความทวีตธรรมดาที่ผู้ใช้จะไม่เบื่อหน่าย

ทวิตเตอร์นั้นเป็นบริการรับส่งข้อความสั้นออนไลน์สำหรับบอกเล่าเพื่อนในกลุ่มว่ากำลังทำอะไรหรือคิดอะไรอยู่ในขณะนั้น เพื่อบอกเล่าความเป็นไป (อัปเดทสถานะ) ขนาดไม่เกิน 140 ตัวอักษร ข้อความที่ถูกส่งไปมาจะถูกเรียกว่าทวีต (tweet)

นอกจากการเปิดตัวรูปแบบธุรกิจเพื่อสร้างกำไรให้ทวิตเตอร์ งานนี้ทวิตเตอร์ประกาศว่าได้เข้าซื้อบริษัท Atebits ผู้สร้างแอปพลิเคชัน Tweetie สำหรับให้ผู้ใช้สามารถทวีตข้อความได้บนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งโปรแกรม Tweetie จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Twitter for iPhone ในอนาคตอันใกล้

**ดีกว่ากูเกิล?**

โปรโมททวีตส์คือข้อความทวีตที่นักการตลาดต้องการประชาสัมพันธ์แก่สมาชิกทวิตเตอร์ ด้วยการจ่ายเงินให้ข้อความทวีตนั้นปรากฏในส่วนบนสุดของหน้าแสดงผลการค้นหาหรือ Twitter Search โดยจะแสดงข้อความบนพื้นหลังที่ต่างจากทวีตทั่วไป และมีการติดป้ายว่านี่คือข้อความทวีตที่ได้รับการสนับสนุน

หลักการทำงานของทวีตขณะนี้จะมีลักษณะเดียวกับระบบโฆษณาของเสิร์ชเอนจิ้นทั่วไป คือเมื่อผู้ใช้ต้องการค้นหาข้อความทวีตย้อนหลัง จะต้องพิมพ์คำค้นหาหรือคีย์เวิร์ดที่ต้องการลงไป ผลลัพท์ที่ได้จากการค้นหาก็จะปรากฏเป็นรายการข้อความทวีตที่เกี่ยวข้อง โดยทวิตเตอร์จะดึงโปรโมททวีตส์ไว้ที่ด้านบนสุดของเว็บเพจ และเก็บค่าโฆษณาจากจำนวนการเข้าชมโปรโมททวีตส์ ทั้งหมดนี้ทำให้โปรโมททวีตส์ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการนำระบบโฆษณาตามคำสืบค้นของกูเกิลอย่าง Google Adwords มาใช้ เพราะหลักการที่คล้ายคลึงกัน

จุดเด่นของระบบนี้คือการเข้าถึงผู้บริโภคได้ดี แถมข้อความทวีตประเภทกระจายข่าวโปรโมชันลดแลกแจกแถมจะยิ่งช่วยกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคได้ด้วย ที่สำคัญ โปรโมททวีตส์มีแผนเข้าถึงผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม โดยทวิตเตอร์จะลงมือวิเคราะห์ข้อความทวีตของผู้ใช้ทุกคน คนที่ติดตาม และปัจจัยร่วมอื่นๆ เพื่อนำเสนอข้อความโปรโมททวีตส์ที่คาดว่าผู้ใช้จะสนใจได้

เช่น หากสมาชิกทวิตเตอร์รายใดโพสต์ข้อความเกี่ยวกับวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติสหรัฐฯ ระบบทวิตเตอร์จะแสดงโปรโมททวีตส์จาก Virgin America เพื่อให้ข้อมูลส่วนลดพิเศษในช่วงเวลาดังกล่าวได้ นอกจากนี้หากมีการนำระบบระบุพิกัดแผนที่ (Geo-Location) เข้ามาร่วมในบริการดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะในพื้นที่ได้อีกด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนนำไปเทียบกับยักษ์ใหญ่โฆษณาออนไลน์โลกอย่างกูเกิล เพราะที่ผ่านมา ทวิตเตอร์คือหนึ่งดาวดวงใหม่ที่ทรงอิทธิพลในวงการโฆษณาออนไลน์ องค์กรทั่วโลกต่างยอมรับว่าทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือชั้นยอดในการสื่อสารกับผู้บริโภค ทั้งการรับข้อมูลความคิดเห็น การหยั่งเสียงความนิยมในผลิตภัณฑ์ และความเป็นสังคมในทวิตเตอร์ ทำให้บางเสียงมองว่าระบบโปรโมททวีตส์มีโอกาสได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภคมากกว่าระบบ Google Adwords ซึ่งชาวออนไลน์หลายคนยอมรับว่าไม่เคยกดลิงก์โฆษณาเหล่านี้เลย

อย่างไรก็ตาม Dick Costolo ประธานฝ่ายปฏิบัติการของทวิตเตอร์ยืนยันว่า โปรโมททวีตส์มีความแตกต่างจากระบบ AdWords ของกูเกิลแน่นอน เนื่องจากโปรโมททวีตส์คือข้อความทวีตของจริง ไม่ใช่โฆษณา ย้ำว่าโปรโมททวีตส์อาจจะปรากฏที่ส่วนบนสุดของหน้าผลลัพท์การเสิร์ชของทวิตเตอร์หรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสอดคล้องของปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น หากโปรโมททวีตส์มีจำนวนคลิกและอัตราตอบสนองต่อความสนใจน้อยกว่าที่ทวิตเตอร์กำหนด โปรโมททวีตส์ชิ้นนั้นจะถูกดึงออก และผู้โฆษณาไม่ต้องจ่ายเงิน

**ทำเงินเพื่อพัฒนา**

Evan Williams ซีอีโอทวิตเตอร์กล่าวถึงโปรโมททวีตส์ว่าเป็นเพราะที่ผ่านมา ทวิตเตอร์ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการพัฒนาฟังก์ชันใหม่ๆ โปรโมททวีตส์จึงเป็นหนทางสร้างรายได้ให้ทวิตเตอร์เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบของทวิตเตอร์ต่อไป

ขณะนี้ ร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Starbucks และยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่าง Best Buy ตกลงร่วมชิมลางระบบโฆษณาบนทวิตเตอร์เรียบร้อยแล้ว โดย Costolo ยอมรับว่าทวิตเตอร์มีแผนขยายบริการให้ครอบคลุมตลาดวงกว้าง แต่จะดำเนินงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปและไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอน โดยหลักใหญ่คือทวิตเตอร์จะลุยพัฒนาระบบวิเคราะห์ดัชนี Resonance หรืออัตราการตอบสนองของผู้บริโภคที่มีต่อข้อความทวีต ซึ่งจะวัดจากความถี่ในการเปิดอ่าน การส่งต่อ และการค้นหา ฯลฯ เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาคุณภาพของโปรโมททวีตส์ให้สดใหม่น่าสนใจเสมอ

ระบบ Resonance นี่เองที่ทวิตเตอร์เชื่อว่าจะพัฒนาไปสู่การโฆษณาในท้องถิ่น เช่นการจัดคอนเสิร์ตในพื้นที่บางจุด ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้วงการโฆษณาออนไลน์เกิดการพัฒนาต่อเนื่องในอนาคต

ทั้งหมดนี้ ทวิตเตอร์เชื่อว่าจะได้รับกำไรจากส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของยอดรายได้จากโปรโมททวีตส์ และจะแบ่งส่วนให้พันธมิตรที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลว่าระบบนี้อาจนำไปสู่ธุรกิจ"รับจ้างส่งต่อข้อความทวีต (retweet)" เพื่อปั่นยอด Resonance ลักษณะเดียวกับการโกงคลิกที่ระบบของกูเกิลเคยตกที่นั่งลำบากมาแล้ว จุดนี้ Costolo ระบุว่าทวิตเตอร์ได้แต่งตั้งบริษัทอิสระจำนวนหนึ่งแล้ว เพื่อเป็นตัวช่วยตรวจสอบคุณภาพโปรโมททวีตส์อย่างเคร่งครัด

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ให้ความสุขในแบบที่ "ผู้สูงวัย" ต้องการ ทำได้ไม่ยาก

ให้ความสุขในแบบที่ "ผู้สูงวัย" ต้องการ ทำได้ไม่ยาก "คุณภาพชีวิตที่ดี" เป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนต่างปรารถนากันทั้งนั้น เพราะนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุข แต่สำหรับผู้สูงอายุ วัยที่กำลังวังชาเข้าสู่เวลาร่วงโรย ร่างกายก็ทรุดโทรมไปตามสังขาร แถมโรคภัยไข้เจ็บก็เข้ามาเยี่ยมเยือนและรุมเร้าอยู่ตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะโหยหาคุณภาพชีวิตที่ดี เหมือนอย่างทุกเพศทุกวัยมีความต้องการเช่นกัน และอะไรกันแน่คือความหมายของ "คุณภาพชีวิตที่ดี" ในแบบที่ผู้สูงอายุต้องการ?

ทีมงาน Life & Family ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง "การงานอาชีพกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย" จาก นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ (มผ.มส.) เผยว่า ตลอดชีวิตกว่า 85 ปี ที่ใช้เวลาในการเรียนรู้ พูดคุย ถกเถียง และขบคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ จนสามารถตกผลึกเป็นข้อสรุปว่า คุณภาพชีวิตที่ดีในแบบที่ผู้สูงอายุต้องการ คือ การมีความสุขและได้รับคำสรรเสริญจากสังคม โดยอาศัยองค์ประกอบสำคัญ 3 ปัจจัย คือ

ประการที่หนึ่ง การมีสุขภาพที่ดี โดยสุขภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะสุขภาพทางกาย แต่หมายรวมถึงสุขภาพทางจิต สุขภาพทางสังคม และสุขภาพทางปัญญา ดังนั้นการมีร่างกายแข็งแรง โดยไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ย่อมไม่สามารถทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขอย่างสมบูรณ์ได้

ประการที่สอง การมีส่วนร่วมในการประกอบกิจการงานต่าง ๆ ตามอัตภาพเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น รวมทั้งต่อสังคม ปัจจัยนี้สำคัญต่อผู้สูงอายุ เพราะทำให้สังคมและตัวผู้สูงอายุเอง รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ไม่ใช่วัยที่ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้ กลายเป็นภาระของลูกหลานและสังคมที่ต้องคอยช่วยเหลือพวกเขาเพียงอย่างเดียว

ประการสุดท้าย เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับการมีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วยความมั่นทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางชีวิตและทรัพย์สิน และความมั่นคงทางครอบครัว ชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านของครอบครัว ซึ่งในสังคมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และอยู่รวมกันเป็นครอบครัวขยาย หากครอบครัวดี รักใคร่เอาใจใส่กัน คนในครอบครัวก็จะมีความสุขไปด้วย ซึ่งสังคมไทยต้องการปัจจัยนี้มากที่สุด
ถึงกระนั้น ปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือนผ้ายันต์ ที่รับรองว่าหากปฏิบัติตามอย่างสมดุลและสม่ำเสมอ จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามแบบฉบับที่พวกเขาต้องการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นได้กับผู้สูงอายุทุกคน หากลูกหลานยังทอดทิ้งผู้สูงอายุให้อยู่ตามลำพัง หรือกลายเป็นสมาชิกคนใหม่ของสถานสงเคราะห์บ้านพักคนชราให้เห็นจนชินตา

นอกจากนั้นยังมีอีกคำถามที่ต้องการคำตอบจากสังคม ว่าจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีนั้นให้บังเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมา คนจำนวนไม่น้อยอาจถามหาความรับผิดชอบจากรัฐบาล ที่ต้องเข้ามาแบกรับภาระ หรืออาจต้องเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ควรหันมาดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุในครอบครัว หากมองในสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย ก็ยังพบว่ามีผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง แล้วสิ่งไหนที่จะรับรองคุณภาพชีวิตที่ดีของคนวัยชราได้

อย่างไรก็ตาม นพ.บรรลุ สะท้อนมุมมองที่แตกต่างว่า คุณภาพชีวิตที่ดีจะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจากตัวผู้สูงอายุเอง ไม่ใช่เริ่มที่คนอื่น "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" คนเราจะเป็นเช่นไร ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตัวเราได้กระทำลงไป หากผู้สูงอายุทุกคนหรือแม้แต่คนในวัยอื่นรับไปปฏิบัติ ก็ย่อมพบกับความสุขได้อย่างไม่ยากเลย

แต่จะดีไม่น้อย ถ้าลูกหลานไม่ปล่อยปะละเลยผู้สูงอายุในบ้าน เพื่อตอบแทนที่ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เกิด และให้ท่านมีความสุขมากที่สุดในบั้นปลายของชีวิต ซึ่งเชื่อว่าท่านยังต้องการให้ลูกหลานอยู่ใกล้ ๆ พูดคุย ดูแลเอาใจใส่ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ไม่เฉพาะแต่เพียง "วันผู้สูงอายุ" เพียงวันเดียวเท่านั้น

ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

เลิกหวั่นโลกแตก "เซิร์น" เดินเครื่องอาทิตย์เดียวเกิด "บิกแบงจิ๋ว" 10 ล้านครั้ง

เลิกหวั่นโลกแตก "เซิร์น" เดินเครื่องอาทิตย์เดียวเกิด "บิกแบงจิ๋ว" 10 ล้านครั้ง เจ้าหน้าที่ในห้องควบคุมของสถานีตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอสติดตามผลผ่านหน้าจอแสดงผลจากการเดินเครื่องแอลเอชซีของเซิร์น (รอยเตอร์)
หลายคนหวาดหวั่นว่า การเดินเครื่องเร่งอนุภาคของ "เซิร์น" จะสร้างหลุมดำที่ดูดกลืนโลกทั้งใบ หรืออาจทำโลกแตกสลายกลายเป็นจุณ แต่ลืมความกลัวนั้นไปได้เลย เพราะหลังจากเร่งเครื่องชนอนุภาคด้วยพลังงานสูงที่สุดเท่าที่เคยมีต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ เกิด "บิกแบงจิ๋ว" กว่า 10 ล้านครั้ง โดยที่เราไม่รู้สึกกระเทือน

เจมส์ กิลลีส์ (James Gillies) โฆษกของเซิร์น (CERN) เปิดเผยว่า เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ซึ่งเร่งอนุภาคให้ชนกันในเสี้ยววินาทีด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงนั้น ทำงานได้อย่างดียิ่ง และได้ข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ปริมาณมาก และอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีที่การค้นพบใหม่จะอุบัติขึ้น

รอยเตอร์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของเซิร์นต่างกระตือรือร้นในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเดินเครื่องด้วยกำลังสูงสุด ซึ่งชวนให้ระลึกถึงเหตุการเมื่อปี 2008 ที่เซิร์นทดลองเดินเครื่องยิงอนุภาคเข้าท่อแอลเอชซีครั้งแรก และหลังจากนั้นเพียง 10 วันก็เกิดเหตุสารหล่อเย็นรั่วไหล และทำให้เซิร์นต้องปิดซ่อมแซมเครื่องเร่งอนุภาคยักษ์ที่อยู่ใต้นานดินนานกว่าปี

นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายซึ่งต่างจับตาดูเครื่องเร่งอนุภาคยาว 27 กิโลเมตรที่ขดเป็นวงรูปไข่และฝังอยู่ใกล้เจนีวาใต้ชายแดนสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศสนี้ กล่าวว่าการชนของอนุภาคภายในเครื่องเร่งเกิดขึ้นวินาทีละ 100 ครั้ง มากกว่าการเดินเครื่องที่ระดับพลังงานสูงสุดวันแรก

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.53 ลำอนุภาคแรกถูกเร่งเข้าท่อแอลเอชซีและชนกันที่พลังงานรวมซึ่งไม่มีเคยมีการทดลองมาก่อนนั่นคือ 7 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ (TeV) หรือ 7 ล้านล้านเทราอิเล็กตรอนโวลต์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเป็นก้าวใหญ่ของการวิจัยด้านจักรวาลวิทยา

สำหรับการชนกันของอนุภาคนั้นได้จำลองให้เกิด "บิกแบง" (Big Bang) ขนาดเล็กๆ ซึ่งบิกแบงนั้นเป็นระเบิดครั้งใหญ่เมื่อ 1.37 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกสรรพสิ่งในเอกภพ ทั้งกาแลกซี ดวงดาว ดาวเคราะห์ สิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมถึงกฎทางฟิสิกส์อุบัติขึ้น ซึ่งตลอดสัปดาห์ของการเดินเครื่องเร่งอนุภาคแบบมาราธอนนั้นเกิดบิกแบงขึ้นกว่า 10 ล้านครั้ง

การติดตามว่าอนุภาคเป็นอย่างไรหลังชนกันนั้น นักวิจัยของเซิร์นคาดหวังว่าจะเผยให้เห็นความลับของจักรวาลอย่าง "สสารมืด" (dark matter) ซึ่งเป็นสสารที่มองไม่เห็น หรือเหตุใดสสารจึงมีมวล หรือจริงๆ แล้วมีมิติมากกว่า 4 มิติที่รู้จักกันอยู่แล้วหรือไม่

นอกจากนี้การเดินเครื่องชนอนุภาคที่พลังงานรวม 14 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ อาจเผยให้เห็นร่องรอยของแนวคิดเกี่ยวกับ "จักรวาลคู่ขนาน" (parallel universe) หรือสมมติฐานของทฤษฎีสตริงที่เสนอแนวคิดเกี่ยวกับมิติที่มากขึ้น โดยชี้ว่าองค์ประกอบพื้นฐานของจักรวาลนั้นคืออนุภาคเส้นเชือกเล็กๆ แต่แนวคิดยังเป็นที่ถกเถียงอยู่หลายปี

ทฤษฎีดังกล่าวยังเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ "สมมาตรยิ่งยวด" (supersymmetry) ที่อธิบายว่า ทุกๆ อนุภาคมีอนุภาคที่มีมวลมากหรืออนุภาคที่เป็นเงาของอนุภาคนั้นๆ อันเป็นปรากฏการณ์ที่อาจอธิบายได้ว่า เหตุใดจึงมีสสารมืดในเอกภพมากถึง 25% ขณะที่สสารซึ่งมองเห็นได้กลับมีสัดส่วนเพียง 5% เท่านั้น

ผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้กล่าวว่า หากทฤษฎีตริงได้รับการพิสูจน์ว่าจริง จะช่วยสนับสนุน "ทฤษฎีสรรพสิ่ง" (general theory of everything) ที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างทฤษฎีควอนตัมใหม่กับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ลูกติดเว็บโป๊ทำอย่างไรดี/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

ลูกติดเว็บโป๊ทำอย่างไรดี/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในปัจจุบันมีเวปเกี่ยวกับเรื่องเพศ ภาพคลิปโป๊ต่างๆซึ่งเป็นเวปที่เป็นอันตรายต่อเด็กเป็นอันมาก และเนื่องจากโลกปัจจุบันนี้เป็นยุคของสังคมออนไลน์ จึงเป็นการเสี่ยงสำหรับเด็กๆต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมในการข้องแวะกับสื่อที่ไม่สมควรดังกล่าวไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามจากข้อมูลของเวปป้องกันความรุนแรงทางเพศหรือป้องกันการติดสื่อลามกต่างๆพบว่าเด็ก อายุระหว่าง 10-17 ปี 1 ใน 5 คนได้รับสื่อหรือภาพโป๊ผ่านทางอินเตอร์เนต เด็ก 1 ใน 4 คนที่ใช้อินเตอร์เนต เข้าไปข้องแวะกับเวปโป๊ทั้งที่โดยเจตนาและไม่เจตนา อีเมล์ที่ส่งติดต่อหากันในปัจจุบัน มากกว่า 2 หมื่นล้านฉบับเป็นเวปโป๊ เด็กวัยรุ่น 21 % ยอมรับว่าเข้าไปดูเวปโป๊โดยไม่บอกให้พ่อแม่รู้

จากเหตุผลดังกล่าวทำให้คุณพ่อคุณแม่หนักใจเพราะไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี คำแนะนำต่อไปนี้จะช่วยคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองในการช่วยให้เด็กสามารถห่างไกลจากสื่ออันตรายดังกล่าวได้

1.แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ สอนและให้ความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษา การคุมกำเนิด อย่าให้เวปต่างๆเป็นผู้สอนลูก แต่เราเป็นผู้ใกล้ชิดกับลูกมากกว่า ควรพูดคุยและให้ความรู้ที่ชัดเจน เมื่อลูกเข้าใจแล้ว ความอยากรู้อยากเห็นก็จะลดน้อยลง

2.อายุของเด็กและพัฒนาการของเด็กในแต่ละคนก็เป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง หากเป็นเด็กเล็ก เด็กอาจดูโดยไม่มีความเข้าใจอะไรมากนัก แต่เผอิญเปิดไปเจอ แต่หากเป็นช่วงวัยรุ่น ต้องให้ความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจน การปกปิดเรื่องเพศทำให้เด็กสงสัยและอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น

3. คุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งกฎให้ชัดเจนกับลูกในการสืบหาข้อมูลในอินเตอร์เนตทุกครั้ง บอกลูกถึงอันตรายของเวปต่างๆที่อาจเข้ามารบกวนขณะที่เรากำลังสืบหาข้อมูลที่อินเตอร์เนต อาจเขียนเป็นข้อตกลงและลงชื่อกำกับร่วมกันเพื่อความชัดเจน

4. กฎนี้ต้องใช้ได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพราะในโรงเรียนหรือห้องสมุดอาจมีโปรแกรมป้องกันการเข้าไปดูเวปที่ไม่สมควรแต่บางครั้งอาจเด็กไปที่บ้านเพื่อนหรือญาติอาจไม่ได้มีโปรแกรมดังกล่าว ดังนั้นต้องเตือนเด็กๆว่ากฏการใช้อินเตอร์เนต ครอบคลุมทั้งในบ้านและนอกบ้านด้วย

5. คุณพ่อคุณแม่ควรมีโปรแกรมป้องกันเวปที่ไม่สมควรดังกล่าว ซึ่งอาจหาข้อมูลได้จาก cybersitter

6. ในกรณีเด็กแอบดู หรือเริ่มติดโดยไม่บอกคุณพ่อคุณแม่ อาจใช้วิธีการเปิดกว้างโดยการให้เด็กดูไปพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะธรรมชาติของเด็ก อยากรู้อยากเห็น ดังนั้นการยิ่งห้ามอาจเหมือนยิ่งยุ การสอนและหาวิธีให้ความรู้ต่างๆจะอาจช่วยให้เด็กลดความสงสัยหรือลดความอยากรู้อยากเห็นได้

7. อย่าจัดให้ในห้องของลูกมีคอมพิวเตอร์ แต่ควรจัดไว้ในที่ๆคุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง

ปัจจุบันสื่อต่างๆมากมายที่อยู่รอบตัวเรามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ต้องฉลาดในการป้องกันลูกให้พ้นจากสื่อที่เป็นอันตรายต่อเด็ก โดยการให้ความรัก ความเข้าใจ และให้ความรู้ควบคู่กันไป ซึ่งวิธีนี้จะช่วยสร้างเด็กให้เป็นคนฉลาดในการแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นสิ่งดีและอะไรเป็นสิ่งไม่ดีที่ควรหลีกเลี่ยง อย่าใช้วิธีวัวหายล้อมคอก เพราะนั่นอาจจะสายเกินไป

ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน : กลเม็ดโด่งดัง-ร่ำรวยด้วยเน็ตจาก "ดร.ป็อป"

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน : กลเม็ดโด่งดัง-ร่ำรวยด้วยเน็ตจาก "ดร.ป็อป" หากพูดชื่อ ฐาวรา สิริพิพัฒน์ หลายคนอาจงงว่าเป็นใครหนอ แต่หากพูดถึง "ดร.ป็อป" นามปากกาเจ้าของผลงาน The White Road หลายคนจะร้องอ๋อขึ้นมาทันที บทความนี้ดร.ป็อปจะชี้ทางให้ทุกคนโดยเฉพาะนักศึกษาได้รับรู้กลเม็ดเด็ดพรายในการเล่นอินเทอร์เน็ตให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งชีวิตของดร.ป็อปคือสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่ากลเม็ดนี้ใช้ได้จริง ๆ[แผ่นป้ายประชาสัมพันธ์งานเปิดตัวนิยาย The White Road โดย ดร.ป็อป ฐาวรา สิริพิพัฒน์ ]
***เล่นเน็ตอย่างไรให้ดังและรวย
(บทความโดย ฐาวรา สิริพิพัฒน์)

เดอะไวท์โรดถือกำเนิดครั้งแรกตอนป๊อบอายุ 14 และมันกลายเป็นที่รู้จักทั่วประเทศตอนป๊อบอายุ 16 บนอินเตอร์เน็ตที่ www.dek-d.com โดยป๊อบไม่รู้ตัวเลยว่าพ๊อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกในชีวิตของป๊อบนั่นเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า Blog

Blog คือพื้นที่บนอินเตอร์เน็ตที่คนสามารถอัปเดทเรื่องราวทุกอย่างได้โดยอิสระ มันจะมีสาระหรือไม่ก็ได้ คุณแค่พิมพ์ข้อความลงไป อาจเพิ่มแต่งรูปภาพให้มีความสนใจ ใส่คลิป เมื่อเป็นที่สมจริงก็คุณเผยแพร่มันออกไป ทันใดนั้นชาวเน็ตก็สามารถเข้ามาผลงานของคุณได้ทันที

ตอนไวท์โรดเกิดขึ้นครั้งแรกบนอินเตอร์เน็ต (ประมาณปี 2544) Blog ยังไม่บูมในประเทศไทยเท่าไหร่นัก สิ่งที่ป๊อบทำกับไวท์โรดคือการอัปเดทนิยายของตัวเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผู้อ่านได้ติดตาม อะไรดีไม่ดีจากผู้อ่านเราก็รับมาปรับปรุงแก้ไข มีการโต้ตอบระหว่างเรากับผู้อ่าน แลกเปลี่ยนความเห็นกัน

นั่นแหละคือธรรมชาติและลักษณะของ Blog ซึ่งทำให้ป๊อบตระหนักว่า “แม้คุณจะเป็นนักเรียนนักศึกษาก็สามารถใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อสร้างรายได้!”

หลังจากไวท์โรดได้ถือกำเนิดเป็นพ๊อกเก็ตบุ๊คส์ มันก็จุดกระแสให้เด็กไทยหลายคนหันมาเขียนนิยายบนอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น เมื่อมีคนสร้าง Blog มาก แน่นอนว่าก็ย่อมมี “ผู้แข่งขัน” มากขึ้นตามไปด้วย นั่นส่งผลให้การเป็น “นักเขียนออนไลน์ที่โด่งดัง” ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน สมัยไวท์โรดเกิดใหม่ๆ มีนิยายไม่กี่สิบเรื่องบนเว็บเด็กดี มันจึงส่งผลทางบวกให้นิยายทุกเรื่องสามารถถูกสังเกตเห็น หรือมีอัตราการ Awareness ที่สูง แต่ตอนนี้มี Blog บนเด็กดีดอทคอมเป็นแสนเรื่อง? และทุกเรื่องล้วนแต่งโดยนักเขียนที่อยากจะมีผลงานเป็นของตัวเอง![ปกหนังสือ The White Road]
ประเด็นก็คือไม่มีทางที่ Blog ทั้งหมดจะสามารถถูกอ่านได้ คำถามจึงอยู่ที่ Blog ประเภทใดที่จะเตะตาผู้อ่าน?

คำตอบก็คือ Blog ที่ถูกสปอร์ตไลท์สาดใส่เขาตูมใหญ่ๆ

ท่ามกลางกระแสของการสร้าง Blog ที่บ้ากระหน่ำ Blog ที่แตกต่างและน่าสนใจเท่านั้นที่จะได้รับการเหลียวแลจากผู้อ่าน ซึ่งถ้าคุณอยากจะเป็น Blog ที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ล่ะก็ การเหลียวแลไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่คุณต้องการ

แต่คุณต้องทำให้เขาเหลียวแลซ้ำหลายๆ ครั้ง จนในที่สุดก็กลายเป็นติดพันอยู่ใน Blog ของคุณ เป็นแฟนประจำของคุณ หนักที่สุดคือกลายเป็นแฟนคลับ หรือ แฟนพันธุ์แท้ของคุณ เมื่อถึงจุดนั้นคุณจะไม่ได้เป็น “นักเขียน Blog หรือ Blogger” แต่คุณจะกลายเป็น “Blogger ที่สามารถมีรายได้” หากเรื่องของคุณมีคนอ่านมากขึ้นๆ มันจะส่งผลทำให้ผลงานของคุณติดอันดับบทความยอดนิยม แน่นอน การได้เสนอหน้าแผ่หลาบนหน้าแรกของเว็บไซต์ย่อมทำให้คนเห็นผลงานคุณมากขึ้น อัตราการ Awareness ของคุณสูงขึ้น และคุณก็อยู่ในจุดที่โดดเด่น เป็นดาราที่มีแสงสปอร์ตไลท์สาดใส่ คุณจะได้รับความสนใจทั้งจากนักอ่านและจากสำนักพิมพ์

หลายคนได้รับการติดต่อไปตีพิมพ์มีผลงานเป็นตัวเอง กลายเป็นนักเขียนที่หลายคนรู้จัก เช่น แสตมป์เบอร์รี่ เจ้าปลาน้อย ลูกชุบ พวกเขาเหล่านี้คือนักเขียนที่มีผลงานติดอันดับ Best seller มาโดยตลอด

Blog งานเขียนของป๊อบเองก็ขึ้นอันดับ 1 บ่อยๆ ครั้ง คนจึงเห็นเรา สนใจเรา คลิกเข้ามาดูเรา นำไปสู่การมีผลงาน ถือเป็นสร้างรายได้จากอินเตอร์เน็ตได้อย่างมากมายมหาศาลตั้งแต่เป็นนักเรียนนักศึกษากันเลยทีเดียว

แล้วจะทำยังไงให้คุณได้มีโอกาสเป็น Blog ที่คนสนใจล่ะ?

1.คุณต้องอัปเดทสม่ำเสมอ

การอ่านบทความบนอินเตอร์เน็ตก็เหมือนกับการคุยกับเพื่อนสักคน การอัป Blog ก็เหมือนกับการเข้ามาในห้องเรียน ถ้าเข้าไม่บ่อย ใครจะไปจำคุณได้ เข้าๆ ขาดๆ หายๆ บางทีอาจเข้าใจว่าตายไปแล้วหรือเปล่า คนก็ไม่สนใจ

แต่ถ้าคุณเข้าเรียนทุกวัน อัป Blog ทุกวันแม้คนจะไม่รู้จักแต่เขาจะเห็นคุณทุกวัน อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าคุณแต่งตัวยังไง หน้าตาแบบไหน ยังไม่รู้ชื่อแต่ก็บอกได้ว่าเห็นบ่อยครั้ง นี่คือจุดเริ่มต้นของ Blogger ที่จะประสบความสำเร็จ นั่นคืออัปเดทบ่อยๆ

2.อัปเดทให้แตกต่าง

นิยายแบบไหนหรือ Blog แบบไหนที่มันเคยประสบความสำเร็จมาแล้วอย่าไปเดินตามเขา ช่วงไวท์โรดออกมามีเด็กหลายคนอยากเป็นนักเขียนก็เลยพากันสร้างแฟนตาซีมีโรงเรียนกันถล่มทลาย เดี๋ยวโรงเรียนโน่นนี่ ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม เหมือนเวลาดูเสื้อ เจอแต่สีเดิมๆ แบบเดิมๆ คนก็ไม่สนใจ

จนกระทั้งมาถึงช่วงหนึ่งที่มีนิยายรักเกาหลีจุติบนโลกไซเบอร์ มันก็กลายเป็นเสื้อสีใหม่ที่มาแต่งแต้มวงการหนังสือ ทำให้คนฮือฮาไปกับมัน ทุกคนเกาหลีกันหมด เกากันทั้งวัน เกากันทุกเพศทุกวัย ในที่สุดเมื่อเกากันมากๆ มันก็กลายเป็นเสื้อเดิมอีกครั้ง

คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของ Blogger หน้าใหม่ที่ต้องสรรหาหนทางว่าจะทำยังไงให้เรื่องของเราไม่เหมือนใคร ให้เป็นของใหม่ที่คนอยากสนใจ ให้เขารู้ว่า “เฮ้ย ไม่เคยเห็น” ไม่ใช่ให้เขารู้สึกว่า “ก็แบบเดิม” เผลอๆ จะพาลไม่คลิกไม่สนใจเอา

3.การตกแต่ง

การตกแต่ง Blog ก็เหมือนเดิมการตกแต่งบ้าน มันจะสะท้อนความเป็นตัวคุณผ่านสีสัน ลวดลาย และอะไรอีกหลายอย่างจิปาถะ

คำถาม : คุณควรจะแต่งบ้านแบบไหน? คำตอบ : แต่งให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ

หาก Blog นิยายของคุณเป็นอะไรที่โหดร้ายป่าเถื่อนซาดิสม์อมหิตวิปลาส ก็ให้มันทึมๆ หม่นๆ สร้างอารมณ์ขนพองสยองเกล้ากันหน่อย ถ้าเป็น Blog นิยายแนวรักกุ๊กกิ๊กก็สีหวานๆ ให้ดูสดชื่นหน่อย Blog นิยายแฟนตาซีก็ให้มันดูมีพลังขึ้นมาหน่อย ถ้าเป็น Blog บทความทั่วไปก็ให้เรียบง่ายเข้าไว้

คุณจะตกแต่ง Blog ตัวเองยังไงก็ได้แต่อย่ามากไป บางคนพอริจะทำ Blog แฟนตาซีพ่อก็ใส่มังกรไฟบินว่อนไปทั่วบทความ พ่นไฟซู่ๆ ซ่าๆ มีเพลงโหมโรงอลังการปิดแทบไม่ทัน มาครั้งมันฟังดูรำคาญและน่าหนวกหูป่วยจิตยิ่งนัก Blog นิยายรักบางอันก็หิมะตกกันเต็มหน้าจอ ซานต้าครอสบินผ่าน กินรีโฉบลงมา อะไรก็ไม่รู้ ดูรกและไม่อยากเยี่ยมชม ทุกอย่างควรจะมีแต่แบบพอดี ถ้าไม่มีเลยก็แย่เหมือนกัน

4.การตอบสนองผู้เข้าชม

อย่ายึดติดภาพว่า “เป็นนักเขียนต้องเย่อหยิ่งสูงส่งหงส์แดง” ไม่ใช่ หมดสมัยแล้ว ถ้าริจะเป็น Blogger ที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องรู้จักพูดคุยกับผู้คนบ้าง

ป๊อบโชคดีที่เกิดเป็นพวกช่างจ้อ พูดมาก และพูดเยอะ ป๊อบชอบโต้ตอบสนทนากับผู้คนไปเรื่อย ใครพิมพ์อะไรมาก็ตอบเขาบ้าง ให้เขารู้สึกว่าไม่ได้พูดคนเดียว เดี๋ยวเขาจะนึกเสียวว่า “ฉันบ้าหรือเปล่า?” ไปๆ มาๆ งอน ตีจากเราไป เสียนักอ่านไปอีกหนึ่งคน ไม่คุ้มกันเลย

ป๊อบถือว่าเป็นมารยาทนะ พูดมาต้องตอบสนอง ถ้าไม่ต่อหน้าไม่กล้ากลัวว่าจะปล่อยไก่ก็ส่งเมลไปก็ได้ครับ ไม่เห็นเป็นไร เพื่อเขารู้สึกว่าเราใส่เขา เขาก็จะติดตามเราบ่อยๆ ครับ

5.อย่าลืม Contact Us

บอกเขาด้วยล่ะว่าจะติดต่อเราได้ยังไง ทางอีเมล facebook Twitter เบอร์โทร ที่อยู่ ไม่งั้นถ้าเขาสนใจเรา แต่ไม่รู้จะติดต่อเรายังไงก็สูญเปล่านะครับ และคนที่สามารถติดต่อได้ เข้าถึงได้ ย่อมนำมาซึ่งความน่าสนใจนะ

นี่คือ 5 ข้อหลักที่จะทำให้ blog ของเราเป็นที่น่าสนใจครับผม

ทว่าปัจจุบันการหารายได้ของนักเรียนนักศึกษาไม่ได้จำกัดแค่การเขียนนิยายครับ เพราะหลายคนก็สามารถหารายได้จากอินเตอร์เน็ตได้โดยเขียน Blog แนวเรื่องทั่วไปที่สังคมสนใจ

ตัวอย่างของ Blog ทั่วไปที่ประสบความสำเร็จมากและมีคนเข้าชมเป็นล้านนั่นคือ Blog ของ PuPe_so_Sweet (http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=pupesosweet) หลายคนรู้จักเขาคนนี้ในชื่อ “ปูเป้” ครับผม พี่ปูเป้เขียน Blog เกี่ยวกับเครื่องสำอางครับ แต่ไม่ใช่ขายเครื่องสำอาง เป็น Blog วิจารณ์เครื่องสำอางอย่างเผ็ดร้อนเลยล่ะครับ! หลายคนอาจจะมองว่า “โอ๊ย เครื่องสำอางไร้สาระ” แต่เปล่าเลย มันเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการทั้งชายหญิง ไม่เกี่ยงเพศ เพราะปัจจุบันรูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งสำคัญต่อหน้าที่การงานใช้น้อยนะครับท่านทั้งหลาย

พี่ปูเป้เป็นคนที่ศึกษาเครื่องสำอางจากส่วนประกอบเป็นอย่างดี จากนั้นก็เอามาติ วิจารณ์เครื่องสำอางต่างๆ โดยอิงจากส่วนประกอบ เป็นการเขียน Blog ที่ผสมผสานความรู้ที่น่าเชื่อถือบวกกับประสบการณ์ตรงทำให้คนติดตามกันอย่างเหนียวแน่น ส่งผลให้พี่ปูเป้ได้รับการทาบทามจากสำนักพิมพ์ และได้มีหนังสือตีพิมพ์เป็นของตัวเองเล่มแรกนั่นคือ “สับแหลสวยไม่โง่” ซึ่งเป็น Best Seller อยู่ในขณะนี้

จากคนเขียน Blog ธรรมดาก็กลายเป็นนักเขียนหนังสือขายดีมีรายได้ทั้งจากหนังสือ จากอีเวนท์ต่างๆ และจากโฆษณาต่างๆ ในเว็บ สุดยอดเลยไหมล่ะครับ

ทว่าการหารายได้บนอินเตอร์เน็ตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเขียน Blog เพียงอย่างเดียว เพราะ Facebook กับ Twitter ก็เป็นช่องทางหนึ่งในการหารายได้เหมือนกัน

ถ้าสำหรับป๊อบในฐานะนักเขียน ป๊อบใช้ Facebook เป็นหน้า Fan page เพื่อกระจายข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับตัวเรา มีส่วนของบทความ ส่วนของสินค้าต่างๆ โปรโมตที่หน้าเว็บสำหรับผู้สนใจ มีพื้นที่ให้เขาสามารถโต้ตอบกับเราได้ รวมทั้ง Twitter ป๊อบก็สามารถใช้กระจายข่าวสารได้เช่นกัน

แต่ประเด็นก็คือ อย่ายัดเยียดการขายของให้ผู้อ่านมากเกินไปครับ

คนที่ตามเราบน Facebook หรือ Twitter บางครั้งเขาอยากรู้เรื่องราวของเราบ้าง ไม่ใช่เอะอะๆ ก็ขายของกันตูมๆ ป๊อบจะอัปทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัวสลับกันไป เพราะถ้าไม่อัปงานเลยก็ไม่ได้ มีคนอยากติดตามงานเราเหมือนกัน อัปงานอย่างเดียวก็ไม่ได้ เราไม่ใช่พ่อค้า เผลอๆ ป๊อบจะเน้นเรื่องส่วนตัวมากกว่าด้วยซ้ำครับผม

เพราะป๊อบต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเราเป็น “คน” ไม่ใช่ “คนขายของ” เหมือน “เพื่อนสนับสนุนเพื่อน” ไม่ใช่ “ลูกค้าสนับสนุนผู้ขาย”

ทว่าก็มีผู้เล่น Twitter หรือ Facebook บางประเภทที่เจาะจงตัวเองเลยว่าเป็นสื่อเฉพาะไปเลย ยกตัวอย่างเช่น Facebook ขององค์กรต่างๆ แบรนด์ต่างๆ สินค้าต่างๆ เครือข่ายของพวกเขาก็จะมีแนะนำโปรโมรชั่น สินค้าตัวใหม่ตลอดเวลา ซึ่งแฟนๆ ของสินค้าก็สามารถไปสมัครเป็นแฟนได้

แต่ที่ป๊อบจะยกตัวอย่างคือเหล่า Facebook ที่ทำขึ้นอย่างสร้างสรรค์และไม่เหมือนใคร เช่น แมกาซีนออนไลน์ Poppaganda ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของนิตยสาร Pop ที่เราหลายคนคงเคยได้ยิน (www.facebook.com/poppaganda)

Facebook นี้จะอัปเดทบทความวิจารณ์ ไลฟ์สไตล์ และความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับอารยธรรมป๊อบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ สถานที่ท่องเที่ยว อุปกรณ์ไฮเทค บลาๆ สารพัด และที่ทำให้คนติดตามกันเหนียวแน่นก็เพราะภาษาเจ็บๆ โดนๆ ที่เปรี้ยวเข็ดฟันเสมอ ส่งผลให้หน้าเว็บไซต์ของ Poppaganda มีโฆษณาเพื่อสร้างรายได้ไปในตัวเหมือนกัน

อ้อ แล้ว Facebook ยังมีโปรแกรมให้คุณสามารถสร้างโฆษณาเองได้ด้วยนะครับ

คุณต้องสมัคร Paypal ระบบจ่ายเงินทางอินเตอร์เน็ต แล้วก็เสกสรรปั้นแต่งแคมเปญโฆษณาของคุณได้อย่างอิสระเสรี เลือกไปซิว่าจะเจาะกลุ่มไหน อายุเท่าไหร่ การศึกษาระดับใด และสิงสถิตอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด เมื่อสรุปจำนวนกลุ่มเป้าหมายจนพอใจก็กดตกลง แล้วก็ไปตั้งราคาครับ ตรงนี้น่าตื่นเต้นมาเลยนะ คุณต้องเลือกว่าจะโฆษณาแบบไหน

1.CPC (Cost Per Click) คิดเงินตามจำนวนคลิกบนโฆษณาของคุณ

เช่น คลิกหนึ่งครั้งคุณยอมเสียสัก 0.5 เหรียญอเมริกา

2.CPM (Cost Per Mile Or cost Per Thousand) คือคิดเงินตามจำนวนคนที่เห็นโฆษณาของคุณต่อหนึ่งพันครั้ง เช่นว่า คุณยอมเสียสัก 0.5 เหรียญอเมริกาเพื่อให้คนเห็นโฆษณาของคุณ 1000 พัน

จุดประสงค์ของโฆษณาแต่ละรูปแบบนั้นต่างกันไปตามความต้องการของคุณ ยิ่งคุณจ่ายมากเท่าไหร่ โฆษณาของคุณก็จะยิ่งแสดงถี่มากขึ้นเท่านั้นครับ อัตราของค่าโฆษณาที่คุณต้องจ่ายต้องครั้งจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลา และเงื่อนไขของกลุ่มเป้าหมายด้วยนะครับ เช่น ดึกๆ สำหรับวัยรุ่น ขั้นต่ำที่โฆษณาคุณจะได้แสดงอาจจะเป็น 0.15 เหรียญต่อคลิก อะไรก็ว่าไป ไม่ตายตัวครับผม

หากโฆษณาของคุณโดนใจ คุณก็จะสมัครมาเป็น Fan มากขึ้น ส่งผลให้รายได้ของคุณมากขึ้นตามไป

ยังครับ ยังไม่หมด หากคุณคิดจะหารายได้ขณะเป็นนักเรียนนักศึกษาล่ะก็ Youtube ก็เป็นไม้เด็ด

นักเรียนนักศึกษาแต่ละคนย่อมมีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว หากคุณมั่นใจว่าความสามารถของคุณเจ๋งและแน่จริงล่ะก็ อัปคลิปลง Youtube เลยครับผม เช่น คุณเล่นกีตาร์เป็น ก็สอนกีตาร์ผ่านยูทูป เขียนโปรแกรมเป็น ก็สอนการใช้โปรแกรม หรือแม้แต่การทำอาหาร สอนเต้น เลี้ยงสัตว์ ซ่อมโน่นซ่อมนี่ มิกซ์เพลง แต่งเพลง แล้วคุณก็ทิ้งอีเมลติดต่อตัวเองเอาไว้ คราวนี้ใครสนใจก็จะมาจ้างคุณเอง

ยกตัวอย่างเพื่อนป๊อบเลย เขาชื่อาลี อาลีเป็นคนรักการเต้นมาตั้งแต่เด็ก ระหว่างเรียนเขาก็แข่งเต้น ออกแบบท่าเต้นมาตลอด และทุกครั้งเขาก็จะเอาคลิปไปลงใน youtube (http://www.youtube.com/alirezar4) จนในที่สุดผลงานก็เตะตา ปัจจุบันอาลีเป็นครูสอนเต้น เป็นนักเต้น Backup ให้กับศิลปินชื่อดังมากมาย มีรายได้ไม่ขาดสาย

หรือนักเต้นที่ชาว Youtube รู้จักกันดีแบบ Luam (http://www.youtube.com/user/luamworld) เธอเป็นนักเต้นที่บูมมาก คลิปเต้นแต่ละอันของเธอมีคนเข้าชมเป็นหมื่นเป็นแสน จนในที่สุดเธอก็เปิดโรงเรียนสอนเต้นเป็นของตัวเอง ลูกศิษย์ลูกหาเยอะมากๆ เลย

อีกตัวอย่างที่มาแนวสร้างสรรค์มากๆ คือเพื่อนของป๊อบชื่อ ลูกกอล์ฟ จากรายการ LG & Friend ตอนไปเรียนที่อังกฤษลูกกอล์ฟได้ถ่ายวีดีโอบล๊อกประสบการณ์ของตัวเองเอาไว้ เมื่ออัปลงอินเตอร์เน็ตปรากฏว่ามีคนติดตามมากมาย เป็นที่พูดถึง ด้วยการนำเสนอที่แปลกแหวกแนวส่งผลให้ลูกกอล์ฟโด่งดังเป็นเซเลปบนอินเตอร์เน็ต

ปัจจุบันลูกกอล์ฟกลายเป็นนักแสดงซีรีส์ซิตคอมเรื่อง “เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร” และกำลังเปิดสถาบันสอนภาษาอังกฤษชื่อว่า “Angkriz” อีกด้วย

ตัวป๊อบเองก็มีผลงานเพลงมากมาย หลายครั้งที่ป๊อบทำ remix เพลงที่ชอบลงใน youtube (http://www.youtube.com/drpop2009) พอคนเห็นความสามารถเราเขาก็มาติดต่อให้ทำให้เขา มีหลายชาติเลยครับทั้งอังกฤษ อเมริกา กลายเป็นว่าเราสามารถโฆษณาผลงานเราได้ฟรีๆ และได้รายได้ดีด้วย

เห็นไหมครับ ไม่ว่าคุณจะมีทักษะความสามารถด้านใด หากคุณกล้าพอและแน่จริง Youtube สร้างรายได้ให้คุณได้แน่นอนครับ

จากสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนั่นแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แต่หากคุณมีใจรักในอะไรสักอย่าง สร้างเครือข่ายของคุณขึ้นมา คุณก็สามารถหารายได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า “การสร้างเพื่อนนั้นสำคัญกว่าการสร้างลูกค้าเสมอ” ยัดเยียดการโฆษณาบ้าระห่ำปวดตับมากเกินไป เขาก็จากคุณไปง่ายๆ นะครับ

ดังตัวอย่างที่ยกมาทั้งหลายทั้งปวงคุณคงเห็นแล้วว่าอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นช่องทางในการหารายได้ที่ดีมาก เพราะ

1.ไม่ต้องลงทุนมากนัก - อยู่บ้านก็ทำได้ นั่งเฉยๆ ชิลๆ กดๆ จิ้มๆ

2.ดีไซน์ได้ตามความชอบใจ – ตกแต่งได้ตามความต้องการ แต่ต้องมีความรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ระดับหนึ่ง

3.โต้ตอบกับผู้อ่านได้ – อันนี้สำคัญมาก เขาต้องการอะไรบอกเขา เขาพูดอะไรเราได้ยินเขา

แต่ข้อเสียของมันก็มีเหมือนกัน

1.เว็บเยอะ การแข่งขันสูง ต้องเด่น ต้องโดน คนจะติดตาม

2.การแสดงความเห็นมีอิสระสูงมาก พวกป่วนๆ เยอะ บางทีมีคำพูดดิสเครดิต

3.บางคนเห่อเป็นช่วงๆ พอไปถึงจุดหนึ่งก็หยุดทำ เสียฐานผู้เข้าชม ลงทุนแล้วสูญเปล่า

ป๊อบหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อย การหารายได้ทางอินเตอร์เป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป เพียงแค่คุณต้องใจ เสมอต้นเสมอปลาย มีความคิดสร้างสรรค์ และบริหารตัวเองได้ คุณจะประสบความสำเร็จแน่นอนครับผม

ขอบคุณครับ ^O^
ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน : เคล็ดเจาะตลาดวัยรุ่นจาก"dek-d.com"

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน : เคล็ดเจาะตลาดวัยรุ่นจาก"dek-d.com"

Presenter หรือนายแบบ นางแบบ มีผลต่อการเลือกสินค้าสำหรับวัยรุ่น ภาพจาก http://www.ready4girl.com/

การสื่อสารบุคคลิกของ Brand มีผลต่อทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆต่อตัวสินค้า (ภาพ Dek-D Corner มุมขายของที่ระลึกของ Dek-D.com)

สินค้าสำหรับวัยรุ่นอาจจะไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่เยี่ยม ไม่ต้องใช้วัสดุราคาแพง แต่การสื่อสารแนว Emotional เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ (ภาพจาก http://www.magnanowatch.com/)
"เด็กดีดอทคอม"คือชื่อที่คุ้นหูคนเล่นอินเทอร์เน็ตชาวไทยจำนวนหลายล้านคนทั่วประเทศ วันนี้เราได้รับเกียรติจากผู้บริหารบริษัท เด็กดี อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด เพื่อแนะแนวทางการทำอีคอมเมิร์ชสำหรับเจาะตลาดวัยรุ่นไทย ซึ่งเรามั่นใจว่าจะเป็นการติดอาวุธที่นักล่าฝันอีคอมเมิร์ชไทยไม่ควรพลาด

***“E-Commerce สำหรับวัยรุ่นไทย ยากเกินจะเป็นไปได้?”
(บทความโดย ปกรณ์ สันติสุนทรกุล www.dek-d.com)

ในยุคที่อีคอมเมิร์ซในไทยกำลังโตวันโตคืน ได้รับความนิยมจากสินค้าบริการต่างๆ ตั๋วเครื่องบิน ที่พักโรงแรม สินค้ามือสองต่างๆ ฯลฯ แต่กลับมีตลาดกลุ่มหนึ่งที่อีคอมเมิร์ซเข้าถึงได้น้อยมาก ทั้งๆที่เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในไทย นั่นก็คือกลุ่มวัยทีน 13-18 ปี หรือวัยเรียน ในระดับมัธยมศึกษา วันนี้จะมาเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ ให้ทุกท่านมองเห็นภาพของการทำอีคอมเมิร์ซสำหรับวัยรุ่นนั้นให้ชัดเจนมากขึ้น อาจจะดูเหมือนเรื่องง่ายๆที่ใช้คอมมอนเซ้นส์คาดเด่าได้ แต่ถ้าไม่รู้ถึงความต้องการของวัยรุ่นจริงๆอาจจะพลอยเจ็บตัวได้ง่ายๆ

สิ่งแรกที่ใครๆมักจะถาม คือ วัยรุ่นคิดจะซื้อของในอินเตอร์เน็ตไหม?

ดูเผินๆวัยรุ่นดูเหมือนเป็นพลังเงียบด้านการซื้อของในอินเตอร์เน็ตนะครับ อัตราความต้องการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆมีสูงไม่แพ้ผู้ใหญ่แน่นอน หากแต่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถหารายได้ด้วยตนเองได้

นี่จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนสรุปว่าวัยรุ่นไม่มีกำลังซื้อ เป็นกลุ่มที่ไม่น่าสนใจเสียเท่าไหร่ แต่แท้จริงแล้ว วัยรุ่นบางคนขอเงินพ่อแม่ได้ บางคนเก็บสะสมค่าขนมวันละเล็กละน้อยจนมีเงินเป็นก้อนก็มี และที่สำคัญวัยรุ่นเกือบทั้งหมดจะมีความรู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว และมีความต้องการในการตัดสินใจเลือกซื้อของต่างๆด้วยตนเองเหมือนที่ผู้ใหญ่ทำได้

แล้วของอะไรที่วัยรุ่นอยากได้?

แน่นอน ชีวิตของเด็กวัยรุ่นไทยนั้นวนเวียนเกี่ยวกับข้องสถานที่และสถานการณ์ไม่กี่อย่าง ได้แก่ บ้าน โรงเรียน สถาบันกวดวิชา และที่เที่ยวแบบวัยรุ่น ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก สยามฯ

จากการสำรวจความต้องการของวัยรุ่น ว่าอะไรบ้างที่วัยรุ่นต้องการในชีวิตประจำวัน โดยไม่ได้กำหนดขอบเขตว่าจะต้องเป็นสินค้าที่จำหน่ายได้ในโลกออนไลน์เท่านั้น เราได้พบว่า ประเภทสิ่งของเพื่อตอบสนองความต้องการของวัยรุ่นหนีไม่พ้นสามประเภทนี้ ครับ

- สิ่งที่เกี่ยวกับการเรียน หนังสือ เครื่องเขียน คอร์สเรียน
- สิ่งเพื่อความบันเทิงและพักผ่อนหย่อนใจ หนังสือ การ์ตูน ภาพยนต์ เกมส์ ละคร เพลง กีฬา
- สิ่งที่เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของตัวเอง เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย

เมื่อเรารู้ประเภทแล้ว ถามตรงๆเลยว่า ถ้างั้นเอามาจัดร้านขายในอินเตอร์เน็ตเลยได้หรือไม่?

คำตอบก็คือว่าขายได้ แต่คงไม่ทุกชนิดแน่นอน

การที่วัยรุ่นจะเลือกซื้อของในอินเตอร์เน็ตจะมีวิธีการคิดที่แตกต่างจากวัยผู้ใหญ่อยู่บ้าง ปกติเราจะทราบกันว่า เวลาจะขายของผ่านอินเตอร์เน็ตให้วัยผู้ใหญ่ สิ่งที่สำคัญคือ ราคาถูกกว่าซื้อตามร้านค้า เว็บไซต์ร้านค้าดูน่าเชื่อถือ สินค้ามีลิขสิทธิ์ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ มีการรับประกันสินค้า มีการจัดส่งที่ดี หาซื้อยาก เช่น เป็นของสะสม ฯลฯ

สำหรับวัยรุ่นนั้น จะแตกต่างออกไป วิธีคิดจะไม่ซับซ้อนแบบผู้ใหญ่ครับ

เว็บไซต์ที่ขายของที่ราคาถูกกว่าการไปซื้อจ่ากร้านค้า อาจไม่สามารถรับประกันได้ว่าวัยรุ่นจะซื้อ รวมไปถึงการที่เว็บไซต์ร้านค้าสวยงามดูน่าเชื่อถือ การจำหน่ายสินค้าที่มีลิขสิทธิ์ ต่างก็ไม่สำคัญสำหรับวัยรุ่นสักเท่าไหร่

สิ่งที่ผมพบเจอมาจากประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีกับวัยรุ่นนั้นจะพบว่าการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตของวัยรุ่น จะอยู่ที่ความรู้สึกต่อ Product เป็นสำคัญซึ่งมีผลมาจากด้านจิตวิทยาของวัยรุ่น สินค้าประเภทที่ทำให้ผู้ใช้ดูดีเป็นที่ชื่นชมจากผู้อื่นทั้งการชื่นชมทางตรงและทางอ้อม

สินค้าประเภทการชื่นชมทางตรงส่วนใหญ่เป็นการใช้สินค้าที่กำลังฮิต อยู่ในกระแส เครื่องเขียนกิฟต์ช้อปน่ารักๆ เครื่องประดับตุ้มหู ต่างหู รองเท้า คอนแทคเลนส์บิ๊กอาย นาฬิกาแฟชั่น เสื้อผ้าอิมพอร์ตจากเกาหลี ยิ่งสามารถการันตีได้ว่าเป็นแบบเดียวกับที่ดาราดังใส่ใน ซีรีส์เกาหลี ญี่ปุ่นยิ่งต้องหามาเป็นเจ้าของให้ได้

นอกจากนี้สินค้าที่สามารถสร้างการชื่นชมไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ในชีวิตจริง แต่การขายไอเทมบนเกมส์ ชุดแต่งกายของตัวละครอวาร์ตาร์ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะรับการตอบรับจากวัยรุ่นเช่นกัน เพราะมีโอกาสได้รับการชื่นชมจากผู้พบเห็นได้

สำหรับสินค้าที่สร้างการชื่นชมทางอ้อม มักเป็นการช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี เช่น การใช้เครื่องสำอางแล้วทำให้ผิวหน้าดูดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเครื่องสำอางนั้นได้รับการพูดปากต่อปากกันในอินเตอร์เน็ตว่าใช้แล้วได้ผลดี

สิ่งที่นักอีคอมเมิร์ซจำเป็นต้องทำนอกเหนือจากการขายสินค้าคือเรื่องของ Emotional Feeling ของผู้ใช้ที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจชื่นชมตัวเอง และคาดหวังว่าจะได้รับคำชื่นชมจากผู้คนรอบข้างเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าน้องๆวัยรุ่นคนไหนได้ใช้สินค้านี้แล้ว ทุกคนจะมองเขาหรือเธอว่าเป็นคนน่ารักคิกขุ สดใส หวานแหวว หรือ อบอุ่น เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วการต้องการความชื่นชมยังต่อยอดไปถึงการรวมกลุ่มของคนที่ชอบอะไรเหมือนๆกัน มีประสบการณ์ในบางสิ่งร่วมกันอีกด้วย

"สินค้าประเภทที่ผู้ซื้อปลื้มมาก"ก็เป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจ เพราะสินค้าประเภทนี้ น้องๆวัยรุ่นจะอยากได้มากๆ และยอมที่จะซื้อแม้ว่าวิธีการชำระเงินจะยุ่งยากเพียงใด ราคาจะแพงเพียงใด หรือจะต้องรอส่งสินค้าจะต้องรอนานเท่าไหร่ก็ยอมทน

มักจะเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับดารานักร้องศิลปิน วงที่ชื่นชอบ ตัวละครการ์ตูนที่ตัวเองชอบมาก ในรูปแบบของพรีเมี่ยมต่างๆ CD,DVD Limited Edition ตั๋วสำหรับการ Meet&Greet ตั๋วสำหรับชมการแสดงต่างๆ ของดารานักร้องศิลปินที่ปลื้ม ยิ่งหาซื้อยากเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสฮิตในอินเตอร์เน็ตมากเท่านั้น เพราะหมดยุคแล้วสำหรับการที่จะต้องไปออกตระเวนตามที่ต่างๆเพื่อหาของที่พวกเขาปลาบปลื้ม พวกเขาใช้เพียง Google ในการค้นหา ค้นเจอที่ไหนที่นั่นก็จะได้ลูกค้าวัยรุ่นไป

หากลองวิเคราะห์ดูจะพบว่าคุณสมบัติของสินค้าทั้งสองประเภท จะพบได้ว่าวัยรุ่นให้ความใส่ใจกับ Branding สูงมาก เพราะจะเป็นความรู้สึกและประสบการณ์ที่วัยรุ่นสัมผัสได้ และยังสามารถช่วยต่อยอดสู่ Brand Loyalty ได้อีกมากมาย

ดังนั้นหากคุณอยากขายสินค้าให้วัยรุ่นในอินเตอร์เน็ตอย่าลืมสร้างแบรนด์ให้วัยรุ่นจดจำด้วยนะครับ สำคัญมาก

ถามว่าแล้วสินค้าที่ได้รับความชื่นชมและเป็นที่ปลาบปลื้ม แต่เป็นสินค้าประเภทดาวน์โหลดละขายได้ไหม? คำตอบคือยากมาก

การขายสิทธิ์ในการดาวน์โหลดประเภทเพลง รูปภาพ คลิปวีดีโอ รวมแม้กระทั่ง Mobile Download อย่าง ริงโทน เกมส์ กราฟิกบนโทรศัพท์มือถือ ล้วนเป็นสิ่งที่ขายได้ยากมากสำหรับวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นมีความรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้หาได้ฟรีๆ ในอินเตอร์เน็ต จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องจ่ายเงินซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ว่ากรณีใดๆ

เมื่อคุณเลือกสินค้าที่จะทำอีคอมเมิร์ซกับลูกค้าวัยรุ่นของคุณได้แล้ว ถือว่าคุณมีโอกาสประสบความสำเร็จขั้นหนึ่งแล้ว ในขั้นต่อไปยังมีอุปสรรคสำคัญที่คุณยังต้องเผชิญกับปัญหา เรื่องช่องทางการจ่ายเงินสำหรับวัยรุ่น

ปกติการเรื่องช่องทางการจ่ายเงินสำหรับผู้ใหญ่ก็ปวดหัวมากแล้ว แต่สำหรับวัยรุ่นนั้นหนักหนายิ่งกว่าเพราะมีข้อจำกัดสูงมาก เรามาลองพิจารณาช่องทางที่เป็นไปได้ในประเทศไทยกันดู

1 บัตรเครดิต ไม่ต้องพูดถึงครับ วัยรุ่นอายุไม่ถึงที่จะทำบัตรเครดิตแน่นอน หรือบางคนอาจจะมีบัตรเสริมจากผู้ปกครอง ซึ่งจะมีสัดส่วนที่น้อยมากจนเรียกได้ว่าแทบไม่มี

2 บัตรเดบิต ดูเหมือนจะเป็นช่องทางที่เป็นไปได้นะครับ เพราะบัตรเดบิต มันก็คือบัตร ATM นั่นเอง เด็กวัยรุ่นไม่น้อยนะครับ ถามว่าวัยรุ่นกล้าที่ใช้เดบิตรูดไม๊ ใจก็ยังกล้าๆกลัวๆอยู่ครับ คงไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ที่รูดปั๊บเงินหายปุ๊บ แต่จุดสำคัญที่ต้องปวดหัวไม่แพ้กันคือ บัตรเดบิต ATM ของหลายๆธนาคาร ไม่ได้รับอนุญาตในการรูดซื้อของบนอินเตอร์เน็ตได้เช่นเดียวกับบัตรเครดิต

3 โอนเงินเข้าบัญชี เป็นหนึ่งอย่างที่วัยรุ่นจะคุ้นเคยและไว้ใจ เพราะจะสมัครคอร์สเรียนพิเศษหลายๆสถาบัน จะต้องใช้วิธีโอนเข้าบัญชีธนาคาร แต่แทบทั้งหมดจะได้รับการโอนโดยผู้ปกครองเสียมากกว่า ข้อดีที่ส่งผลมาจากความไว้ใจ ทำให้โอกาสในการขายสินค้ากับวัยรุ่นที่ราคาสูง เกิน 500 -1000 บาทขึ้นไปเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าซื้อสินค้าราคาไม่ถึง 100 บาท และให้ไปโอนบัญชีธนาคารก็คงดูขัดๆเล็กน้อย

4 จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ ว้าว ดูเป็นวิธีการที่น่าสนใจนะครับ ดูเหมือนน้องๆวัยรุ่นจะมีโทรศัพท์มือถือกันเกือบทุกคนแล้ว น่าจะแค่กดๆแล้วจ่ายได้เลยสะดวกมาก เห็นในรายการ Reality โชว์ วัยรุ่นโหวตกันกระจายเลย ครั้งละ 9 บาท 10 บาท แต่อ๊ะๆ ถ้าลองเข้าไปสำรวจวัยรุ่นจริงๆ จะพบว่าน้องๆจำนวนมากใช้ Pre Paid กัน และเติมเงินไว้ในเบอร์โทรศัพท์น้อยมากครับ หาได้น้อยคนมากที่จะใช้เติมค่าโทรศัพท์ไว้เฉลี่ย 50-100 บาท ต่อเดือนเพื่อใช้รับสายเวลาผู้ปกครองโทรมาเท่านั้น แทบไม่ได้ใช้โทรออก

นี่จึงเป็นอีกคำตอบว่าอาจจะยากหน่อย ถ้าจะใช้ช่องทางนี้อาจจะเหมาะกับสินค้าหรือบริการที่มูลค่าต่ำๆ 20-30 บาท

5 ชำระผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิซ จากประสบการณ์คิดว่าเป็นช่องทางที่เด็กไว้ใจมากที่สุดแล้ว โดยเฉพาะถ้าเป็นเคาน์เตอร์ ที่เด็กคุ้นเคยอย่างมินิมาร์ทชื่อดังต่างๆ การจะขายสินค้า 200 บาทขึ้นไปดูไม่ใช่เรื่องยากสำหรับวัยรุ่นอีกต่อไป ข้อเสียก็คือคุณต้องเสียค่าธรรมเนียมให้เคาน์เตอร์เซอร์วิซด้วย

6 สินค้ามาส่งที่บ้าน และชำระเงินเมื่อได้รับและตรวจสอบสินค้า เป็นวิธีที่อยู่ระหว่างกลางกับการขายของรูปแบบเดิมๆกับอีคอมเมิร์ซ เป็นอะไรที่ซื้อขายสะดวก แต่ก็สร้างภาระให้ผู้ขายพอสมควร

ทั้งหมดนี่เป็นเพียงเบื้องต้นที่คุณอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการทำอีคอมเมิร์ซสำหรับวัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรุ่นไทย

สิ่งที่สำคัญคือคุณจำเป็นต้องศึกษาพฤติกรรมความต้องการ และข้อจำกัดที่แท้จริงของวัยรุ่น โดยการคลุกคลีกับวัยรุ่น

อย่าพยายามคาดเดาเองว่าสมัยคุณเป็นวัยรุ่นอยากได้แบบนั้น แบบนี้ และจึงได้ยัดเยียดระบบ รูปแบบต่างๆที่วัยรุ่นไม่ต้องการ เพราะสุดท้ายคุณอาจจะเป็นอีกคนหนึงที่ว่า “อีคอมเมิร์ซสำหรับวัยรุ่นเป็นเรื่องยากเกินไป”

ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ยากเลยครับ


ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน :ปรับความคิด ก่อนเปิดร้านออนไลน์ขายวัยรุ่น!

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน :ปรับความคิด ก่อนเปิดร้านออนไลน์ขายวัยรุ่น! สัปดาห์ที่แล้วเราพูดถึงแนวทางทำตลาดอีคอมเมิร์ชในกลุ่มวัยรุ่น ว่าอะไรขายได้ อะไรขายไม่ดี สัปดาห์นี้ "อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล" ผู้ดูแลธุรกิจออนไลน์ของค่ายเพลงยักษ์ RS จะมาเปิดประเด็นให้ทุกคนที่สนใจกลุ่มตลาดวัยใส หันมาปรับความคิดอีกครั้งก่อนจะลงมือโกยเงิน ซึ่งเมื่อทุกคนจดจำอย่างขึ้นใจแล้วว่าวัยรุ่นต้องการอะไร เมื่อนั้นความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
***"วัยรุ่นอยู่เหนือเหตุและผล"
บทความโดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Twitter : @artytL)

เนื่องจากหน้าตาผมถูกตราหน้าไปแล้วด้วย zheza.com (อ่านว่า ชีซ่าดอทคอม) โลกออนไลน์ของเด็กวัยรุ่นไทย ไม่ว่าจะไปทางไหน พูดอะไร หรือแม้แต่ผมมาดูแล online business ของ RS ซึ่งโปรดักท์หลากหลายและกลุ่มเป้าหมายไม่ได้มีแต่เด็กวัยรุ่นแล้วก็ตาม แต่ก็คงเป็นเวรกรรมที่หนีไม่พ้นแล้วล่ะครับ ที่จะต้องพูดถึงพวกเค้า.. กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่ชาญฉลาดบวกกับอำนาจการซื้อที่สูงใช่เล่น เราเรียกพวกเค้าว่า "เด็กวัยรุ่น"

แต่วันนี้ผมคงยังไม่พูดถึง zheza.com ทันทีหรอกครับ จนกว่าจะแน่ใจว่า คุณที่กำลังอ่านมาถึงตรงนี้ เริ่มหันกลับไปมองวัยรุ่นในมุมเห็นพวกหน้าเห็นความคิดของพวกเค้าชัดๆกันซะก่อน ไม่อย่างนั้น เราคงคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องแน่ๆ และที่แน่ๆกว่านั้น ถ้าคุณต้องการข้อมูลและศัพท์วิชาการทางการตลาดมากมาย คุณจะไม่ได้จากผมเช่นกัน (ฮา)

ผมมักจะพูดเล่นกับหลายๆคนเสมอว่า "เด็กวัยรุ่น" ก็คือเราทุกๆคน ที่เอาการรักษาภาพลักษณ์แบบทางการออกไป , เอาความหน้าบางออกไป (โดยเฉพาะเวลาอยู่กับเพื่อน) , เหตุผลก็ไม่คิดจะมีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพียงเท่านี้ เราก็ได้จะกลับเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง เพราะฉะนั้นเวลาคิดอะไรให้วัยรุ่น มันจึงไม่มีกรอบ เป็นโลกแห่งจินตนาการ มี creativity สูง (ผู้ใหญ่มักเรียกว่าเพ้อเจ้อ) เมื่อสมัยผมอยู่มัธยม มีสิ่งนึงที่ฮิตมาก ขายดีมาก คือ "บัตรเสือก" ไม่มีอะไรนอกจากกระดาษเท่านามบัตร และมีข้อความว่า "อนุญาตเสือกได้ทุกที่" เท่านั้นจริงๆ.. แต่มันก็ขายได้ ขายดิบขายดีในทุกโรงเรียน เชื่อว่าหลายๆคนที่อ่านถึงตรงนี้คงเคยซื้อมัน รวมทั้งผมเอง (ฮา)

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจตั้งแต่สมัยผมเป็นวัยรุ่น ยังจำยุคของ โบจอยซ์ แห่งไทรอัพคิงดอม ได้ไหม? นอกจากเป็นยุคกำเนิดมหากาพย์สายเดี่ยวแห่งประเทศไทยแล้ว อีกอย่างนึงที่ขาดไม่ได้ในยุคนั้นก็คือ "เหล็กดัดฟัน" ซึ่งแต่เดิมนั้น เหล็กดัดฟันถือเป็นเหล็กแห่งความทรมานของวัยรุ่นไทย พ่อแม่บังคับให้ลูกไปดัดเพื่ออนาคตทางการฟันที่ดี ดัดกันข้ามปี เหมือนถูกลงโทษตลอดเวลายังไงยังงั้น แต่เพียงไม่นาน เด็กวัยรุ่นในยุคนั้นก็พากันเปลี่ยนให้มันกลายเป็นแฟชั่น Gadget อย่างนึงประจำวัยรุ่นที่รักการแอ๊บ (แม้จะต้องเจ็บตัวแค่ไหนก็ตาม) ตราบจนทุกวันนี้ โดยไม่มีเหตุผลใดๆประกอบ

ก่อนที่ค่ายเพลง kamikaze จะถือกำเนิดขึ้นนั้น ย้อนกลับไปสัก สิบกว่าปี วัยรุ่นในยุคที่สื่อ above the line มีอิทธิพลต่อทุกสิ่ง โดยเฉพาะวัยรุ่น ทีวีคือ trend setter ของพวกเค้า ถ้า ทาทา ยัง ใส่เสื้อยืดโซนิค คุณก็จะเจอเสื้อโซนิคทั่วประเทศไทย เด็กผู้หญิงทุกคน จะอ้วนล่ำคล้ำเตี้ย ก็ใส่เสื้อโซนิคสีสดใสประหนึ่งว่าเป็น ทาทา ยังกันไปหมด (นึกแล้วก็ประหลาดนะ ทั้งสยามใส่เสื้อเหมือนกันหมด) แต่สำหรับปี 2009 ล่ะ? ผมว่าเด็กวัยรุ่นวันนี้มันจะเปิดทีวีกันไม่เป็นอยู่แล้วนะ.. และนอกจากนั้น ทุกอย่างที่คุณจะไปชี้นำก็ไม่ได้เท่ห์หรอก..ถ้าเพื่อนๆของพวกเค้าไม่เป็นคนบอกเองว่า "เฮ้ย! มันเจ๋งว่ะ"

เห็นไหมว่า จากตัวอย่าง2-3อย่างที่ผ่านมา มันได้บอกว่าเด็กวัยรุ่นเหตุไม่ได้พาไปหาผลในแบบที่ผู้ใหญ่อยากให้เป็นเสมอไป เช่น เหตุคือฟันเก ต้องดัดฟันแล้วจะได้ผลเป็นฟันสวย แต่มันคือ เหตุว่าอยากแอ๊บ ต้องดัดฟันแล้วจะได้ผลคือแอ๊บได้เนียนจริงๆ เป็นต้น คุณจะพบว่า โอ้ว! ช่างไม่ใกล้เคียงจากสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดเอาซะเลย และอีกข้อนั่นก็คือ พวกเค้าฉลาดกว่าที่คุณคิดไว้เยอะ พวกเค้าผ่านกาลและเวลาของพวกคุณไปหมดแล้ว พวกเค้าเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่ชอบหลอกและสิ่งที่หลอก มันไม่ Cool! เอาซะเลย ดังนั้นพวกชั้นจะเสาะหาสิ่งที่ Cool! ของชั้นเอง อย่าจะสะกดจิตฉันซะให้ยากเลย!!

เพราะฉะนั้นโลกของเด็ก gen นี้ ถูกบัญญัติใหม่เสียแล้ว เพราะพวกเค้าเกิดมาพร้อมกับการกำเมาส์และคีย์บอร์ดออกมาจากท้องแม่ (ไม่เชื่อลองไปแข่งพิมพ์เร็วกับเด็กๆดูได้) รีโมตทีวีของพวกเค้าก็คือเมาส์นั่นแหล่ะ พวกเค้าไม่มีขีดจำกัดของการสื่อสาร ลองนึกถึงพวกเราที่ส่วนใหญ่รู้จักแต่เพื่อนที่โรงเรียน คุยกันด้วยโทรศัพท์บ้านเท่านั้น เผลอๆก็โดนพ่อแม่ด่า ที่คุยโทรศัพท์กันนานๆ ดึกๆ ก็ดันแอบไปคุยที่ไหนไม่ได้หนิ.. โทรศัพท์มันดันเป็นสายนี่หว่า แต่สำหรับเด็กยุคนี้ พวกเค้ารู้จักเพื่อนแทบจะทุกโรงเรียน (ที่ว่าน่ารักน่ะ..รู้จักหมด) คุยกันได้ทุกเวลา ตั้งแต่ตื่นนอน มันก็ส่ง sms ทักก่อนพ่อแม่ซะอีก ต้องเข้า facebook เช็คผักในฟาร์ม ดู message ที่เพื่อนๆทิ้งไว้ BB คุยกับเพื่อนต่างโรงเรียนตลอดเวลา เด็กจะแอบคุยยังไงก็ได้ พ่อแม่หมดสิทธิ์รู้ (เพราะเล่นไม่เป็นสักอย่าง)

อะไรที่ทำให้ผมปูพื้นเล่าเรื่องยกตัวอย่างมาซะมากมายเกี่ยวกับความต่างของวัยรุ่นแต่ละยุคกันล่ะ? ก็เพราะว่านักการตลาดมักหลงลืมว่าวัยรุ่นต้องการอะไร? และพวกเค้าวันนี้แตกต่างจากเราในวันก่อนแค่ไหน? ผมพบบ่อยมากจากการพูดคุยกับลูกค้า หรือ เอเจนซี่หลายๆคน ที่มองจากมุมมองเดิมๆ อาจจะเป็นมุมมองที่เอามาจาก research บ้าง (ไม่คิดว่าเด็กมันจะหลอกเราบ้างเหรอ? ฮา) จากที่อ่านหนังสือการตลาดบ้าง (คนเขียนก็อายุมากกว่าเราอีกนะ) ซึ่งอาจจะทำให้คุณเข้าใจเด็กวัยรุ่นไขว้เขวไปก็ได้

จึงสรุปได้ว่า สิ่งที่คุณต้องไม่ลืมอยู่เสมอคือ 1.ความแหกกรอบของวัยรุ่นยังคงอยู่เสมอทุกยุคทุกสมัย 2.แต่ทุกยุคทุกสมัยของวัยรุ่นกลับแตกต่างกัน เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนไป (วัยรุ่นคือนักสื่อสารตัวเป้ง)

ดังนั้น อะไรที่เคยประสบความสำเร็จในวัยรุ่นในทุกยุค จะมี DNA บางอย่างที่เหมือนกัน ต่างกันที่วิธีการนำเสนอ อันนี้ผมมีตัวอย่างแนวคิดของตัวเองอยู่บ้าง พอจะเป็นแนวทางให้เห็นชัดขึ้นบ้าง เมื่อครั้งปี 2004 ผมทำงานในตำแหน่งโปรดิวเซอร์เพลงของ RS ในยุคนั้นตลาดเพลงเต็มไปด้วยเพลงร็อคมากมาย เพลงป็อปในตลาดก็ค่อนข้างน้อยและเหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่า เมื่อวิเคราะห์แล้ว ผมพอจะเห็นช่องว่างทางการตลาด (ดูมีความรู้นะเนี่ย) นี่มันไม่มีนักร้องป็อปๆสำหรับวัยรุ่นจ๋าๆเลยนะเนี่ย ช่วงนั้นกระแสเกาหลีก็ยังไม่มา สิ่งที่ผมทำก็แค่ว่า นำเด็กหนุ่มคนนึงที่ดูมีพลังความเป็นไอดอล ดูสำอางๆแต่กวนประสาท ขี้เล่นและดูเป็น brandnew สุดๆ บวกกับเพลงป็อปที่มีกลิ่นฮิปฮอปนิดๆ มีกลิ่นดนตรีเอเชีย จีน ญี่ปุ่นหน่อยๆ มาผสมกัน ในจังหวะที่ตลาดไม่มีเพลงป๊อป เค้าย่อมเป็นผู้นำในตลาดวัยรุ่นนี้ได้ และสุดท้าย ส่วนผสมนั้นก็ออกมาเป็นเด็กหนุ่มที่ชื่อว่า "ฟิล์ม รัฐภูมิ"

เชื่อผมเถอะว่า มันไม่ใช่ส่วนผสมที่ผมคิดได้เป็นคนแรกของโลก มันค่อนข้างจะเป็นสูตรสำเร็จ เพราะมันเป็นส่วนผสมที่ค่ายทั้งฝั่งอโศกเอง หรืออีกหลายๆค่าย ก็ยังเคยทำกับนักร้องสมัยผมเป็นเด็กนั่นแหล่ะ

และนับจนทุกวันนี้ ค่ายเพลงเกาหลีก็ทำอย่างที่ผมว่าเช่นกัน แค่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ช่องว่างทางการตลาดจะลงล็อคพอดี ดังเช่นสูตรแกงเขียวหวาน ย่อมมีส่วนผสมไม่ต่างกันเท่าไหร่

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆที่ชี้ให้เห็นว่า วัยรุ่นอยู่เหนือเหตุและผล ไม่มีกรอบทางความคิดและช่างจินตนาการ จะเรียกว่าเป็น Art ตัวแม่ ก็ว่าได้ ไม่อย่างนั้นทุกวันนี้เวลาคุณย้อนกลับไปนึกถึงตัวเองสมัยวัยรุ่น ก็คงไม่หัวเราะ และคิดว่า “ตูทำไปได้..” ดังนั้น คำว่า "ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเด็ก" จึงคลาสสิกเสมอ เพราะมันช่างคนละขั้วกันจริงๆ ที่สำคัญคือ ถ้าคุณกำลังจะขายของให้พวกเค้าล่ะก็.. มาปรับความคิดกันใหม่ซะหน่อยดีไหมล่ะ!

สรุปกันหน่อย ก่อนจะจบ

1.ก่อนจะทำอะไรกับวัยรุ่น มาลองคิดกันแบบวัยรุ่นหน่อยสิ

2.วัยรุ่นเป็น Art ตัวแม่ เพ้อเจ้อสุดๆ คลั่งไคล้สุดๆ อารมณ์อยู่เหนือเหตุและผล

3.วัยรุ่นจะเชื่อวัยรุ่นด้วยกัน พวกเค้าไม่เชื่อคุณหรอก!

4.เด็กยุคนี้ พิมพ์ message ทุกอย่าง ทุก device เร็วกว่าคุณที่เรียนพิมพ์ดีดมาแน่นอน

5.อย่าเชื่อแต่ Research มาก ไอ้พวก Stat น่ะ คุณก็รู้ว่าเอาไว้หลอกหัวหน้า (ฮา)

6.สิ่งที่เคยสำเร็จมาแล้ว มันมี DNA ของความสำเร็จอยู่ในนั้น แงะมันออกมาซะ


ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอนรวยด้วย"สมาร์ทโฟนรับรูดปรี้ด"

ในยุคที่คนไทยหลายคนไม่มั่นใจกับการกรอกเลขบัตรเครดิตเพื่อจับจ่ายออนไลน์ การเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือให้กลายเป็น"เครื่องรับรูดปรื้ด"หรือเครื่องรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต อาจเป็นคำตอบที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ชไม่ควรมองข้าม เพราะด้วยวิธีนี้ พนักงานส่งสินค้าจะสามารถรับชำระเงินแบบตัวต่อตัวกับลูกค้าที่ปลายทาง ปลอดภัยกว่าด้วยการเซ็นชื่อบนหน้าจอสัมผัสของสมาร์ทโฟน น่าเชื่อถือและเพิ่มความมั่นใจได้ดีกว่าการกรอกหมายเลขบัตรเครดิตเดิมๆอย่างเห็นได้ชัด
เทคโนโลยี "สมาร์ทโฟนรับรูดปรื้ด" ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความพิเศษของเรื่องนี้คือการที่ปัจจัยแวดล้อมในตลาดล้วนส่งเสริมให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีอนาคตแพร่หลายยิ่งขึ้นในขณะนี้ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ชาวอีคอมเมิร์ชทุกคนควรเรียนรู้ เพราะนี่คือหนึ่งในหนทางสดใสของการขับไล่ความกลัวออกจากใจชาวไทยที่ยังหวั่นๆกับระบบจ่ายเงินออนไลน์
***เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องรูดบัตรเครดิต ไม่ใช่เรื่องไกลเกินตัว
(บทความโดย อรนุช เลิศสุวรรณกิจ mimeeja.wordpress.com)
ตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาความพยายามที่จะนำอุปกรณ์สื่อสารไร้สายมาประยุกต์ใช้ทำธุรกรรมด้านการเงินนั้น (Wireless Payment Solution) มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในรูปแบบที่น่าสนใจ คือ การนำอุปกรณ์ไร้สายมารับชำระค่าสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิต พูดง่ายๆ ก็คือเครื่องรูดบัตรเครดิตไร้สายดีๆนี่เอง ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในกรณีที่สถานที่นั้นไม่สะดวกในการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านโครงข่ายแบบมีสายไม่ว่าจะเป็นแบบ Dial Up, ADSL หรือ Leased Line ก็ตาม
โดยอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถที่จะใส่ซิมการ์ดและโอนถ่ายข้อมูลผ่านโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ GPRS/EDGE ได้ บางส่วนมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนเครื่องรูดบัตรที่จุดจำหน่ายสินค้าหรือ Point-of-Sale (POS) ทั่วๆไป ไม่เหมือนโทรศัพท์ (ถึงแม้จะสามารถใส่ Small-Talk เพื่อใช้ในการคุยได้ก็ตาม) อย่างเช่น อุปกรณ์ของบริษัท Spectra Technologies (ดังรูป)
ขณะที่อุปกรณ์อีกกลุ่มนั้นดูสะดวกและง่ายต่อการพกพามากกว่า โดยดัดแปลงนำเครื่องโทรศัพท์มือถือมาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อ่านบัตรเครดิตทั้งแบบชิปการ์ดและแบบแถบแม่เหล็กโดยตรง พร้อมอุปกรณ์เสริม ทั้ง PINPad เพื่อให้ลุกค้าป้อน PIN เอง โดยมีเครื่อง Printer ขนาดพกพาสำหรับพิมพ์ใบเสร็จครบเครื่อง
อุปกรณ์ที่พูดมานี้เหมาะสมกับธุรกิจประเภทที่ต้องมีพนักงานจัดส่งสินค้า Delivery และพนักงานขายที่ต้องเดินทางอยู่เสมอ

กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ อุปกรณ์ของบริษัท WAY Systems ที่นำเสนอโซลูชันอย่าง Mobile Point-of-Sale (POS) มากว่า 8 ปี โดยมีกลยุทธ์นำรุ่นโทรศัพท์มือถือชื่อดังผลิตในยุโรปที่มีราคาไม่สูงนักและเชื่อมต่อเข้าเครือข่าย GPRS ได้ เข้ามาตีตลาดและได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกาพอสมควร

อย่างไรก็ตามโซลูชันแบบที่นำเครื่องโทรศัพท์มือถือมาใช้งานก็ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลก ในเวลานั้นเรียกได้ว่าโอกาสที่หลายประเทศจะหามาใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้จะกำเนิดขึ้นมาหลายปีแล้วก็ตาม อันเนื่องมาจากหลายปัจจัย อันได้แก่

-ความพร้อมด้านโครงข่ายข้อมูลไร้สายของแต่ละประเทศในอดีตที่เหลื่อมล้ำกัน

-ความมั่นใจในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบัตรเครดิตในอดีตยังมีน้อยกว่าปัจจุบันมาก

-ถูกจำกัดอยู่กับรุ่นโทรศัพท์บางรุ่นที่บริษัทผู้ให้บริการกำหนด และเป็นลักษณะการขายแบบ Total Solution คือต้องซื้อพร้อมเครื่องโทรศัพท์เฉพาะรุ่นที่ลงแอพพลิเคชันดังกล่าวไว้เท่านั้น

แต่ปัจจุบันเนื่องด้วยความแพร่หลายของเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนอย่าง iPhone พร้อมกับการที่บริษัท Apple เปิดโอกาสให้นักพัฒนาที่สนใจ สามารถเข้าไปพัฒนาแอปพลิเคชันได้ตามต้องการ
ประกอบกับความพร้อมด้านโครงข่ายข้อมูลไร้สายในปัจจุบัน จึงเป็นโอกาสทองจูงใจให้หลายบริษัทที่สนใจนำอุปกรณ์เสริม พร้อมแอปพลิเคชันไปต่อยอดในเครื่อง iPhone
ในปี 2010 นี้ ผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาจะมีโอกาสได้เห็นการนำเครื่อง iPhone ทำหน้าที่เป็นเครื่องรูดบัตรเครดิตได้ จากผู้ให้บริการหลายราย ดังเช่น หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Twitter ชื่อดัง Jack Dorsey รายนี้โดดเข้าร่วมตลาดในนามของ Square เพียงนำอุปกรณ์สีขาวเล็กๆที่ใช้อ่านบัตรเครดิตติดเข้ากับช่องเสียบหูฟังของ iPhone หรือ iPod Touch ที่มีการลงแอปพลิเคชันของ Square ไว้ ผู้ใช้สามารถทำการรูดบัตร, ระบุจำนวนเงินที่ต้องการชำระ ในส่วนของการยืนยันตัวบุคคลผู้ซื้อสามารถเซ็นลายเซ็นผ่านหน้าจอสัมผัส และยังมีการยืนยันตัวบุคคลจากรูปภาพได้
สุดท้าย ยีงสามารถกรอกอีเมล์เพื่อให้ระบบส่งใบเสร็จดิจิตอลไปให้ผู้ซื้อ ซึ่งใบเสร็จนี้มีข้อมูลสำคัญๆว่าซื้ออะไร ราคาเท่าไหร่ และจากที่ไหนแล้ว มิหนำซ้ำยังมีการแสดงแผนที่ของร้านที่เราไปซื้ออีกด้วย
นอกจากนี้บริษัทมีระบบสนับสนุน Customer Loyalty Program ที่กำลังเป็นกลยุทธ์ซึ่งได้รับความนิยมเพื่อใช้รักษาฐานลูกค้าเอาไว้ โดยทางร้านค้าจะสามารถทราบได้ว่าลูกค้าคนดังกล่าวมาใช้บริการบ่อยแค่ไหน เพื่อนำมาจัดแคมเปญสะสมคะแนนเพื่อแลกของต่างๆได้
ในด้านของแผนธุรกิจ Square เปิดเผยว่า มีแผนจะแจกอุปกรณ์ดังกล่าวฟรี แต่จะคิดค่าใช้จ่ายจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต แทนซึ่งเป็นลักษณะของแผนธุรกิจที่หารายได้ระยะยาว และมักนำมาใข้เสมอในธุรกิจสายนี้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจน
อีกบริษัทคือ VeriFone ที่เปิดให้บริการลักษณะคล้ายๆกันมีชื่อว่า PAYware Mobile นำเสนออุปกรณ์ที่มีรูปร่างแตกต่างกันคือเป็นการสวมกรอบที่ค่อนข้างใหญ่และแข็งแรงกว่าเข้าไปยังตัวเครื่อง iPhone ที่ลงแอปพลิเคชันของทาง VeriFone ไว้แล้ว และเพิ่มความสะดวกในการเซ็นลายเซ็นมากขึ้นด้วยการใช้ปากกาที่ให้มาพร้อมกัน
ในด้านของแผนธุรกิจทาง VeriFone เปิดเผยข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ร้านค้าที่ต้องการเปิดใช้บริการดังกล่าว จะได้รับเครื่องฟรีแต่ต้องมีข้อผูกพันว่าต้องเปิดใช้บริการนาน 2 ปี เสียค่าเปิดบริการอยู่ที่ 49 เหรียญสหรัฐ มีค่ารายเดือน 15 เหรียญสหรัฐ และ 17 เซนต่อการใช้งานแต่ละครั้ง นอกจากนี้ VeriFone ประกาศว่าในอนาคตจะขยายบริการดังกล่าวไปยังระบบปฎิการณ์อื่นๆ อย่างเช่น BlackBerry ,Android และ Window Mobile อีกด้วย
ล่าสุด Mophie บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์เสริมของ iPhone และ iPod ก็ไม่น้อยหน้า ให้ข่าวว่าจะออกอุปกรณ์ในลักษณะของเคส ใส่ให้กับเครื่อง iPhone โดยเน้นความบางของอุปกรณ์เสริมดังกล่าว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องของแผนธุรกิจในเวลานี้
พิสูจน์ได้ว่าในช่วงระยะเวลาอันสั้น กระแสแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของบริษัทที่นำเสนอโซลูชันเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือให้เป็นเครื่องรูดบัตรเครดิตนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลดีต่อทั้งร้านค้าและผู้ใช้บริการ
อย่างไรก็ตาม บริการดังกล่าวถือว่าเหมาะสมในประเทศที่นิยมใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตกันเป็นประจำ แม้ว่าจะเป็นรายการซื้อสินค้าด้วยเงินจำนวนไม่มากก็ตาม (Micropayment) เช่น ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ในกรณีของประเทศไทยยังต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับร้านค้าทั้งด้านประสิทธิภาพของโซลูชันดังกล่าว และด้านความปลอดภัยของข้อมูลให้กับผู้ใช้
เรื่องราวสำหรับธุรกรรมการเงินผ่านอุปกรณ์ไร้สายที่เล่ามายังมีเรื่องน่าสนใจอีกมาก เช่น มีข่าวว่า Apple จะมีการออก iPhone ตัวใหม่ที่มี RFID Reader ด้วย เมื่อลองคิดดูว่าจะมีแอปพลิเคชันใหม่ๆเกิดขึ้นอีกสักเท่าไร ก็พบว่าน่าตื่นเต้นไม่ใช่น้อยเลยค่ะ

อุปกรณ์อ่านบัตรเครดิตของบริษัท Spectra Technologies ที่มีลักษณะเหมือนกับเครื่องอ่าน ณ จุดจำหน่ายในร้านค้าหรือ Point-of-Sale (POS) ทั่วๆไป

การดัดแปลงนำเครื่องโทรศัพท์มือถือมาเชื่อมต่อกับ อุปกรณ์อ่านบัตรเครดิตแบบชิปการ์ด

ยอดจำหน่ายเครื่อง iPhone ทุกรุ่นแบ่งออกตามไตรมาส (ล่าสุดจากรายงานของบริษัท Apple สิ้นไตรมาสที่ 4 ปี 2009 เครื่อง iPhone สามารถขายได้สูงถึง 33.75 ล้านเครื่องนับตั้งแต่มีการเปิดตัวในปี 2007)

Square อุปกรณ์สีขาวขนาดเล็กที่ใช้อ่านบัตรเครดิตซึ่งสามารถทำงานเมื่อติดเข้ากับช่องเสียบหูฟังของ iPhone หรือ iPod Touch ที่มีการลงแอปพลิเคชันของ Square ไว้

PAYware Mobile นำเสนออุปกรณ์อ่านบัตรเครดิตที่ผู้ใช้สามารถลงชื่อลายเซ็นในรายละเอียดที่มากขึ้น

PAYware Mobile นำเสนออุปกรณ์อ่านบัตรเครดิตสำหรับโทรศัพท์มือถือในรูปร่างกรอบขนาดใหญ่และแข็งแรงสำหรับติดเข้าไปในตัวเครื่อง iPhone ที่ลงแอปพลิเคชันของบริษัท VeriFone ไว้

Mophie บริษัทค้าปลีกเกี่ยวกับอุปกรณ์เสริมของ iPhone และ iPod ระบุว่าจะออกอุปกรณ์อ่านบัตรเครดิตเพื่อไอโฟนในลักษณะของเคส ใส่ให้กับเครื่อง iPhone
ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน แอบดูญี่ปุ่นจ่ายเงินด้วยมือถือ

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน แอบดูญี่ปุ่นจ่ายเงินด้วยมือถือ[ระบบของกระเป๋าสตางค์ในร่างโทรโทรศัพท์ที่มีใช้แพร่หลายในญี่ปุ่น เรียกว่าโทรศัพท์เครื่องเดียวเดินเปรี้ยวได้ทั้งวัน และตอนนี้ก็กำลังจะกลายเป็นช่องทางมาตรฐานหนึ่งในการทำธุรกรรมของเว็บไซต์อี-คอมเมิร์สในญี่ปุ่น]
หลายคนยกให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศที่มีการใช้งานระบบจ่ายเงินด้วยการ"วาง"โทรศัพท์มือถือไว้บนเครื่องอ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความสะดวกสบายของประชากรแดนปลาดิบอย่างเดียว แต่เป็นการกระตุ้นให้ระบบอี-คอมเมิร์สในชาติเติบโตยิ่งขึ้นด้วย

จริงหรือไม่อย่างไรไปดูกัน

***วางปั๊บนับตังค์ กับระบบชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่
(บทความโดย วรทรรศน์ วงษ์ไทย twitter : @jetboat26)
สืบเนื่องจากตอนก่อนหน้าในคอลัมน์ Cyberbiz ได้พูดถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้กลายเป็น “เครื่องรับรูดปรื้ด” หรือเครื่องรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ต้องการทำธุรกรรมกับเว็บไซค์อี-คอมเมิร์สนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะมีบัตรเครดิต แต่คนส่วนใหญ่นั้น มักจะมีโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในมือ
[สัญลักษณ์ Edy ผู้ให้บริการกระเป๋าสตางค์ในร่างโทรศัพท์รายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น]
ก็เพราะความจริงมันเป็นแบบนี้ ในอีกมุมหนึ่งของโลก ก็เลยมีเทคโนโลยีที่มีแนวคิดที่ว่าจะเปลี่ยนโทรศัพท์ให้กลายเป็นกระเป๋าสตางค์เคลื่อนที่

ครับ...เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้กลายเป็นกระเป๋าสตางค์นั้นได้กลายเป็นมาตรฐานการรับชำระเงินอย่างหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นมาพักใหญ่แล้ว โดยมีชื่อเรียกว่า Osaifu-Ketai (mobile phones with wallet functions) หรือถ้าจะเรียกเป็นภาษาไทยแบบลูกทุ่งว่า กระเป๋าสตางค์สิงร่างโทรศัพท์ก็น่าจะพอได้อยู่

หัวใจของกระเป๋าสตางค์ในร่างโทรโทรศัพท์ คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Near Field Communication” ซึ่งระบบนี้ต้องอาศัยโทรศัพท์ที่ออกมาแบบพิเศษ โดยมีตัวรับสัญญาณอยู่ภายใน

วิธีการใช้ก็แค่นำไปทาบที่เครื่องรับสัญญาณ เมื่อการทำธุรกรรมเสร็จสิ้นแล้ว เงินจะถูกหักผ่านตัวกลางที่ทำหน้าที่เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้ใช้ต้องลงทะเบียนไว้ล่วงหน้า และมีการผูกบัญชีไว้กับธนาคาร บัตรเครดิต หรือว่าหักจากยอดเงินเงินคงเหลือในโทรศัพท์ เป็นที่เรียบร้อยก่อนนำไปใช้งาน
[เครื่องรับสัญญาณ Felica ของ Sony สำหรับการจ่ายเงินด้วยโทรศัพท์มือถือหน้าคอมพิวเตอร์ที่บ้าน]
ซึ่งในญี่ปุ่น ระบบของกระเป๋าสตางค์ในร่างโทรโทรศัพท์นี้มีใช้อย่างแพร่หลายในวงกว้าง ทั้งระบบการชำระค่าบัตรต่างๆ การซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อ การขึ้นรถโดยสารขนส่งมวลชน บัตรสมาชิก เรียกว่าโทรศัพท์เครื่องเดียวเดินเปรี้ยวได้ทั้งวัน (ตราบใดที่เงินยังเหลือ) และตอนนี้ก็กำลังจะกลายเป็นช่องทางมาตรฐานหนึ่งในการทำธุรกรรมของเว็บไซต์อี-คอมเมิร์สในญี่ปุ่น

ผู้ที่ให้บริการกระเป๋าสตางค์ในร่างโทรศัพท์ในประเทศญี่ปุ่นมีอยู่หลายเจ้า แต่ที่ผมจะขอยกตัวอย่างในวันนี้ คือ “Edy” (อ่านว่า เอ็ด-ดี้)

Edy ย่อมาจาก ("Euro, Dollar, Yen") ซึ่ง Edy นั้นเป็นบริการจากบริษัท Bit Wallet ซึ่งให้บริการ E-Money หรือ กระเป๋าเงินเอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ในญี่ปุ่น โดยเครือข่ายโทรศัพท์ที่สามารถใช้ได้ ก็อาทิ NTT Docomo, au และ Softbank

การใช้งาน Edy ก็ไม่ได้มีอะไรยาก คือผู้ใช้ที่สนใจบริการต้องทำการลงทะเบียนในโทรศัพท์ จากนั้นก็ต้องกรอกรหัสบัตรเครดิตหรือจะเลือกช่องทางอื่นในการหักเงินให้เป็นที่เรียบร้อยเสียก่อน จึงสามารถนำไปใช้กับร้านค้าที่มีเครื่องรับสัญญาณของ Edy
[สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเติบโตของธุรกรรมการเงินบนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดย NttDocomo โอเปอเรเตอร์เบอร์ 1 ของญี่ปุ่นเผยว่ามีมูลค่าเกิน 1 หมื่นล้านเยนตั้งแต่ปี 2007]
นอกจาก Edy จะให้บริการกับร้านค้าแบบออฟไลน์แล้ว ในส่วนของเว็บไซต์อี-คอมเมิร์สก็มีให้บริการแบบนี้เช่นเดียวกัน คือผู้ใช้ตามบ้านที่ต้องการจะสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ที่รองรับการชำระผ่านบริการของ Edy นั้น ก็ต้องสั่งซื้อเครื่องรับสัญญาณมาติดตั้งเสียก่อน ซึ่งเครื่องรับสัญญาณในญี่ปุ่นก็มักจะเป็นของ Sony ที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Felica สนนราคาเครื่องรับสัญญาณตัวนี้อยู่ที่ 2,800 เยน หรือคิดเป็นเงินไทย อยู่ที่ 1000 บาทนิดๆ (ราคาขายจากเว็บ raukuten.com)

หลังจากผู้ใช้มีเครื่องนี้อยู่ในมือแล้ว ก็ต้องติดตั้งเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ และลงซอฟต์แวร์ให้เรียบร้อย จากนั้นก็เข้าไปซื้อสินค้าหรือบริการในเว็บไซต์อี-คอมเมิร์สที่รองรับ Edy เมื่อมาถึงขั้นตอนการชำระเงิน ก็เพียงวางโทรศัพท์แนบกับเครื่องรับสัญญาณ แล้วในขั้นตอนของการชำระเงินบนทางเว็บไซต์ ก็ให้เลือกเป็นช่องทางของ Edy

จากนั้นระบบจะทำการเรียกโปรแกรมที่ใช้คู่กับเครื่องรับสัญญาณ เมื่อกรอกข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง การชำระเงินก็จะเกิดขึ้น

ในฝั่งของผู้ซื้อ จะได้รับข้อความยืนยันคำสั่งซื้อปรากฎขึ้นบนโทรศัพท์ผ่านทางอีเมล แล้วให้ลูกค้าเป็นผู้ยืนยันอีกครั้งหนึ่ง หาก Edy ตรวจสอบข้อมูลและการชำระเงินเสร็จ กระบวนการก็จะครบถ้วนสมบูรณ์

ลูกค้าที่ต้องตรวจสอบประวัติการทำธุรกรรมก็สามารถตรวจสอบได้ผ่านโปรแกรมของ Edy บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือโปรแกรม Edy View บนเครื่องคอมพิวเตอร์

เว็บไซต์ที่รองรับช่องทางการชำระเงินในรูปแบบนี้อาจจะยังมีไม่มากนัก คุณสามารถดูรายชื่อของเว็บไซต์อี-คอมเมิร์สในญี่ปุ่นที่รองรับเทคโนโลยีตัวนี้ในการชำระเงินได้ โดยเข้าที่ไปลิงค์นี้ครับ http://www.edy.jp/search/site/index.html

เว็บไซต์ที่รองรับส่วนใหญ่จะเป็นเว็บที่มีความพร้อมอยู่แล้ว อย่างเว็บที่คนไทยรู้จักกันดีก็ อาทิ DMM Amazon หรือว่า HMV ตัวอย่างชัดๆที่อาศัยช่องทางนี้จัดทำกิจกรรมทางการตลาด อย่างผู้ให้บริการเกมออนไลน์ บางที่ก็แจ้งว่าถ้าเติมเงินผ่านช่องทางนี้ ก็มีไอเท็มพิเศษให้ ซึ่งก็คล้ายๆกันกับในบ้านเรา

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเติบโตของเรื่องนี้ คือเมื่อดูย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ช่วง ปี 2004 จนถึงปี 2007 ก็จะเห็นว่า ยอดการใช้งาน mobile e-commerce ในญี่ปุ่นอัตราสูงมีอัตราพุ่งสูงขึ้นมาเรื่อยๆ และมีแนวโน้มเติบโตน่าสนใจ ล่าสุด Softbank เองก็เพิ่งให้ข่าวมาว่า ตอนนี้มีผู้ใช้ในเครือข่ายที่มีโทรศัพท์คุณสมบัตินี้ราวๆ 10 ล้านเครื่อง และยังมียอดโตขึ้นแบบอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งข่าวที่ทำให้เราพอเห็นภาพการผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันของกระเป๋าสตางค์โทรศัพท์กับธุรกิจอี-คอมเมิร์สอย่างชัดเจนมาก คือเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น บริษัท Bit Wallet เจ้าของบริการ Edy ได้ทำการจัดสรรหุ้นให้กับผู้ร่วมเข้ามาถือหุ้นใหม่คือ Rakuten ซึ่งมีมูลค่ากว่าสามพันล้านเยน

Rakuten นั้นถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการ อี-คอมเมิร์สญี่ปุ่น ซึ่งความเคลือนไหวก่อนหน้านี้ ทาง Rakuten เองก็เคยได้ซื้อธุรกิจบัตรเครดิต KC Card เคยเปิดธุรกิจ Ebank เมื่อปี 2008 และการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Edy ซึ่งเป็นผู้เล่นในตลาดเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเจ้าหนึ่ง ก็คงพอจะให้เห็นนัยอะไรบางอย่างได้อยู่
เทคโนโลยีกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ อาจจะไม่ใช่คำตอบใหม่ในการรับชำระเงินของเว็บอี-คอมเมิร์ส ณ ตอนนี้ แต่ในอนาคต เทคโนโลยีนี้อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเมื่อระบบนี้มีการใช้งานในวงกว้าง เช่น การจับจ่ายสินค้าที่ร้านสะดวกซื้อ ขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรือว่าสายการบิน และถ้ามองในภาพไกลออกไปอีก ว่าเมื่อไหร่ที่เทคโนโลยีแบบนี้กลายเป็นมาตรฐานในระดับสากล ที่มีมากับโทรศัพท์ทั่วไป ด้วยศักยภาพของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในบ้านเรา ก็น่าจะมีความพร้อมกันอยู่แล้ว เพราะทั้ง 3 ค่าย ต่างก็มีบริษัทลูกที่ทำเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินอยู่ในมือ

ฉะนั้นสำหรับวงการอี-คอมเมิร์สไทย ถ้าจะมองช่องทางการรับชำระเงินแบบวางปั๊บรับตังค์อย่างนี้ไว้บ้าง ก็คงไม่เสียหายล่ะครับ แต่จะเกิดขึ้นและใช้ได้ “จริง” เมื่อไหร่ ยังเป็นสิ่งที่ต้องรอคอยดูคำตอบครับ

***
ที่มา http://www.mgronline.com/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000010077

วิธีหาเงินบนโลกไอทีตอน เก๋ไก๋ด้วย QR Code รูปภาพ

วิธีหาเงินบนโลกไอทีตอน เก๋ไก๋ด้วย QR Code รูปภาพ[BBC QR Code ที่ถูกคนพูดถึงมากทางฝั่งยุโรป]สัปดาห์ที่แล้วหลายคนบอกว่าชื่นชอบเรื่องราวของ QR Code หรือบาร์โค้ดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบสีสันสวยงาม สัปดาห์นี้เราเชื่อว่าหลายคนจะรู้สึกชื่นชอบยิ่งขึ้นไปอีกกับ QR Code รูปภาพซึ่งผู้ประกอบการสามารถเพิ่มลูกเล่นน่ารักลงใน QR Code ได้อีกมากโข ที่น่าสนใจคือไม่ใช่แค่ความน่ารัก แต่ QR Code รูปภาพสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการได้มากกว่า QR Code ธรรมดาๆแน่นอน

***สร้างแบรนด์ให้โดดเด่นด้วย Image QR Code
บทความโดย สุธาทร สุทธิสนธิ์ (www.toppercool.com) Twitter : @toppercool

ผมเชื่อว่าถึงวันนี้ ท่านผู้อ่าน Manager CyberBiz น่าจะพอคุ้นตากับเครื่องหมาย QR Code กันมาบ้างแล้วจากบทความทั้ง 2 ตอนที่ผ่านมา[Image QR code ของ adidas ที่มีคนพูดถึงไม่แพ้กัน]
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ สินค้าในบ้านเราหลายยี่ห้อเริ่มใช้ความสามารถของ QR Code ในการทำการตลาดกันบ้างแล้วในขณะนี้ พร้อมกับที่อุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้ในการอ่านข้อมูล ซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือนั้น ทุกคนก็ใช้งานกันอยู่แล้ว แถมโปรแกรมในการอ่านค่าก็มีให้โหลดใช้งานกันฟรีๆ และรองรับ Smart Phone แทบทุกระบบปฏิบัติการ
อย่างที่เราพอทราบกันว่า ในประเทศญี่ปุ่น QR Code เกิดขึ้นและใช้งานกันอย่างแพร่หลายมาแล้วนับ 10 ปี บริษัท Denso wave เป็นผู้คิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 1994 ซึ่งเจ้า QR Code นี้ก็ได้มีวิวัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆหลังจาก QR Code แบบดั้งเดิมเริ่มใช้งานมาชั่วระยะหนึ่ง ก็มีผู้ที่มองเห็นการใช้งานรูปแบบเดิมๆดูกลายเป็นความจำเจ และอาจจะยังมีจุดอ่อนที่ก่อให้เกิดความสับสนของผู้พบเห็น ซ้ำยังไม่ค่อยดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นมากสักเท่าไร วิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นจากจุดนั้น จนกลายมาเป็น Color QR Code
[Image QR CODE ที่สวยงาม และโด่งดัง ของ marc jacobs]
กระทั่งปีที่แล้ว นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นชื่อว่า Takashi Murakami ได้ปฏิวัติวงการ QR Code เมื่อได้ออกแบบ Image QR Code เพื่อโปรโมทโฆษณาชุด "SUPERFLAT FIRST LOVE" ของ Louis Vuitton จนทำให้โฆษณาชุดดังกล่าวเป็นที่กล่าวขวัญและจดจำ

แนวคิดเดียวกับภาพ QR Code ของ Takamushi Murakami แต่ช่วงปี 2006 นั้นเริ่มมีความพยายามที่จะนำภาพหรือ โลโก้ของสินค้ามาใส่ในภาพ QR Code โดยสายการบิน Lufthansa ของเยอรมันเป็นผู้นำร่อง จนปัจจุบันนี้มี Brand ดังหลายเจ้าได้จ้างให้นักออกแบบ QR Code ผลิตงาน Design QR Code ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยใช้รูปภาพหรือโลโก้สัญลักษณ์บริษัทตัวเองลงไปใน QR Code กันอย่างมากมาย อย่างเช่น Disney, BBC, Adidas
[การทำ Image QR Code ผสมผสานกับ Color QR Code]
ปัจจุบันยิ่งก้าวขึ้นไปอีกขั้น ถึงขนาดมีการใช้ Flash VDO QR Code สร้าง QR Code แบบเคลื่อนไหว เพื่อใช้กับสื่อออนไลน์โดยเฉพาะ ผลงานส่วนใหญ่สร้างสรรค์ขึ้นโดยบริษัท A.T. Communications

3 ข้อดีของการใช้ Image QR Code แทนการใช้งาน QR Code รูปแบบเดิมได้แก่ การเพิ่มจำนวนทราฟฟิกมากขึ้น การจดจำแบรนด์ได้มากขึ้น และเพิ่มความเข้าใจของผู้บริโภคในการมองครั้งแรก
1. Image QR Code สามารถเพิ่มปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือ Mobile Site ที่เจ้าของสินค้าต้องการนำเสนอได้ (เพิ่ม Traffic) โดยภาพที่โดดเด่นของ QR Code จะช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้ที่พบเห็นอยากที่จะลองดูว่าหลังจากที่ Scan แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

2. Image QR Code เชื่อว่าจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างแบรนด์ได้ดีกว่า QR Code ดั้งเดิม เพราะการออกแบบที่สวยงามและดึงดูด จะช่วยให้ผู้ที่พบเห็นเกิดการรับรู้และจดจำตราสินค้าได้ โดยเฉพาะถ้าคุณใส่โลโก้และภาพที่ดึงดูดใจพอ ลองดูตัวอย่างของ QR Code ของ Louis Vuitton ,BBC ,หรือ Adidas
[ภาพ Image qrcode disney ในทางเดินสถานีรถใต้ดินในญี่ปุ่น]
3. Image QR Code ช่วยให้การตีความเป็นไปได้ง่ายขึ้นกว่า QR Code ปกติ เนื่องจากการใช้งาน QR Code แบบเดิมๆนั้น บางครั้งก็ก่อให้เกิดความสับสน ทำให้ลูกค้าหรือกลุ่มผู้พบเห็นไม่เข้าว่าคุณต้องการนำเสนอประเด็นสื่อสารหรือเนื้อหาสาระอะไร นอกจากต้องสแกนเพื่อดูข้อความ แต่ Image QR Code จะช่วยให้ผู้ที่พบเห็นสามารถตีความหรือคาดเดาได้ว่า QR Code นี้จะนำพาเขาไปพบเจอกันเนื้อหาสาระอะไรภายใน โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องหาเครื่องสแกนเพื่อตีความหมายในขณะนั้น

จะเห็นได้ว่า Image QR Code นั้นมีความสามารถในการดึงดูดความสนใจโดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบความแปลกใหม่และน่าตื่นเต้น Image QR Code นี้จึงเหมาะกับ Campaign Mobile Marketing เพื่อกระตุ้นยอดขาย มากกว่าการนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการให้ข้อมูล หรือส่งเสริมการเรียนรู้แบบ QR Code แบบปกติ

ซึ่งหากแบรนด์สินค้าใดคิดที่จะทำการตลาดด้วย Image QR Code นี้แล้วควรจะเตรียมความพร้อมในการจัดทำ Mobile Site ไว้ด้วย เพราะคุณต้องเข้าใจว่า เครื่องมือที่ง่ายและสะดวกที่สุดในการอ่านข้อมูล QR Code ของคุณคือ โทรศัพท์มือถือนั่นเอง

มีงานวิจัยว่าภายในปี 2011 ยอดขายของ Smart phone จะแซงยอดขายของ PC และ 80% ของการใช้งาน Internet จะผ่านการเชื่อมต่อจาก Smart phone ภายในปี 2020 จะเห็นได้ว่าเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคของ Mobile Marketing ในอีกไม่นาน Image QR Code จึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการดึงดูดความสนใจ พร้อมกับสร้างการจดจำใน Brand ของคุณไปพร้อมๆกัน

แต่ใช่ว่าการออกแบบและสร้าง Image QR code นั้นจะเป็นเรื่องที่ง่ายเหมือนการสร้าง QR Code แบบปกติ การออกแบบให้สวยงามและน่าสนใจก็เรื่องหนึ่ง ส่วนการทำให้โปรแกรมสแกน QR Code อ่านค่าได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนี้ผู้ที่ออกแบบ Image QR Code จึงต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงข้อมูลทางกายภาพของ QR Code ด้วยระดับหนึ่ง ถึงจะทำให้งานออกมาสวยงามลงตัวและอ่านค่าได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ[Image QR Code ของ Gemini Record ที่สื่อถึงความเป็นค่ายเพลงได้อย่างลงตัว]
ในต่างประเทศนั้นถึงกับมีการก่อตั้งบริษัทรับออกแบบ Image QR Code โดยเฉพาะ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นกำเนิดและมีการใช้งาน QR Code อย่างแพร่หลายมากที่สุดที่หนึ่งในโลก บริษัทที่มีชื่อเสียงในธุรกิจนี้ได้แก่ SET Japan ที่ผลิตงานระดับโลกให้กับ Louis Vuitton หรือบริษัท DesignQR เป็นต้น แต่หากคุณอยากได้ Image QR Code ที่น่ารักแปลกใหม่ สำหรับงานออนไลน์ ลองใช้บริการ A.T. Communications ที่สามารถสร้าง Flash VDO QR Code ให้ Brand ของคุณโดดเด่นอย่างแตกต่าง

ศิลปะและเทคโนโลยีหากทำให้เกิดการผสมผสานอย่างลงตัวก็จะช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวล้ำและโดดเด่นกว่าคู่แข่งของคุณได้ไม่ยาก ขอเพียงให้คุณพร้อมที่จะยอมรับและเริ่มต้นงานศิลปะบนเทคโนโลยีนี้

เริ่มเลยครับ ธุรกิจของคุณจะไปไกลขึ้นแน่นอน

ที่มา http://www.mgronline.com/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000028461

วิธีหาเงินบนโลกไอทีตอน สิ่งพิมพ์และไอที ฆ่ากันหรือส่งเสริม

วิธีหาเงินบนโลกไอทีตอน สิ่งพิมพ์และไอที ฆ่ากันหรือส่งเสริม สัปดาห์ที่ผ่านมาเรานำเสนอช่องทางทำเงินบนโลกไอทีแก่ธุรกิจหลากประเภท สัปดาห์นี้ถึงคิวของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่หลายคนตั้งคำถามว่า สื่อสิ่งพิมพ์จะนำไอทีมาใช้ในการสร้างรายได้เพิ่มได้อย่างไร? บทความนี้จะตีแผ่งานไอทีที่สื่อประเภทหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยลงมือทำไปแล้ว และสิ่งที่ไม่ควรละเลยที่จะรีบทำในอนาคต เพื่อให้ นสพ.ไทยไม่ต้องพบกับวิกฤตเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ
[iPad คอมพิวเตอร์ทัชสกรีนของแอปเปิลที่ออกแบบมาเพื่อการอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วย] ***ถ้านสพ.หาโมเดลสร้างรายได้ใหม่ไม่ได้ นสพ.อาจสูญพันธุ์ใน 15 ปี
(โดย ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย บก. นิตยสาร GMBiZ และ MKT Magazine)

จำได้ว่ากว่าสามปีมาแล้วที่ผมถามอากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ในงานแถลงข่าวการซื้อหุ้นใหญ่มติชนและบางกอกโพสต์ว่า "ทำไมแกรมมี่ที่อยู่ในธุรกิจ High Margin ถึงคิดกระโดดเข้าสู่ Sunset Industry อย่างธุรกิจสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นมีมาร์จิ้นต่ำอย่่างยิ่ง อีกทั้งเมื่อเทกโอเวอร์หนังสือพิมพ์ไปแล้ว หากผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการเก๋าๆออกไปหมด ก็จะเหลือแต่ตัวตึก อาคารหรือโรงพิมพ์ ซึ่งเปรียบเสมือนมีร่างกายที่ไร้วิญญาณ

ผ่านมาสามปีเศษ ชะตากรรมของธุรกิจสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์นั้นน่าเป็นห่วงยิ่งนัก เพราะหากดูจากทิศทางและแนวโน้มจากนี้ไปแล้วอาจกล่าวได้ว่า "หนังสือพิมพ์กำลังจะสูญพันธุ์" เพราะการเติบโตของอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายหนังสือพิมพ์ตกลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ก็สองจิตสองใจว่าจะเอาอย่างไรกับอินเตอร์เน็ตกันดี เพราะก่อนหน้านี้ผู้บริหารค่ายหนังสือพิมพ์ไม่เคยมีค่ายไหนเลยที่จะมียุทธศาสตร์อินเตอร์เน็ต ยกเว้นก็แต่เพียงค่ายผู้จัดการที่ thaiday.com ทุ่มทรัพยากรเต็มที่กับการปั้น manager.co.th ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะคุ้มุทุนเมื่อใด รู้แต่เพียงว่าเทรนด์กำลังมา ถ้ากระโดดเข้าไปเกาะเทรนด์ก่อนคนอื่น ชัยชนะก็อยู่แค่เอื้อม!!!

หลังจาก manager.co.th ก้าวเดินอย่างเต็มรูปแบบก่อนจนกระทั่งกลายเป็นเบอร์หนึ่งในเว็บข่าว ส่งผลสะเทือนต่อเว็บหนังสือพิมพ์อื่นๆที่ทำแบบมีเพื่อมี ไม่ได้มีเพื่อเป็นยุทธศาสตร์แต่อย่างใด ในที่สุด Manager Online ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการมียุทธศาสตร์อินเตอร์เน็ตที่แจ่มชัดนั้น สามารถผลักให้ตนเองเป็นผู้นำในโลกออนไลน์ได้ แม้ว่าโลก Off Line จะประสบความพ่ายแพ้ก็ตาม

ความสำเร็จของ Manager Online ส่งผลสะเทือนต่อยักษ์หนังสือพิมพ์ค่ายๆต่างอย่างยิ่งและเป็นการตอกย้ำ "ยุคสมัยใหม่" กำลังก้าวมาถึงแล้ว

ในรอบสามสี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงสองปีหลังหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าต่างทยอยปิดตัวกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นตามรัฐต่างๆในสหรัฐอเมริกา เนื่องเพราะคนอ่านและโฆษณาน้อยลงอย่างน่าใจหาย จนกระทั่งขาดทุนกันอย่างหนัก

รูเพิร์ต เมอร์ด็อกซ์ เจ้าพ่อหนังสือพิมพ์ที่ล่าสุดไปซื้อ Wall Street Journal ด้วยราคาแพงหู่ฉี่ ถึง 5 พันล้านเหรียญ ทั้งๆที่ตระกูลเจ้าของไม่อยากขาย แต่สุดท้ายก็เทคโอเวอร์มาจนได้

เมอร์ดอกซ์นั้นเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ แต่ก็ไม่มีฉบับไหนที่ Prestige เลย ดังนั้นการอยากเป็นเจ้าของ Wall Street Journal คือความปรารถนาลึกๆอยู่ในใจ

Wall Street Journal มีความเหนือกว่าหนังสือพิมพ์อื่นๆก็คือ ฉบับออนไลน์นั้นมีสมาชิกที่เสียเงินรายเดือนหรือรายปี มีสมาชิกนับล้านและเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ตอนแรกเมอร์ดอกซ์เชื่อในโมเดลฟรี เขาต้องการให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึง WSJ ขณะที่หนังสือพิมพ์ฉบับอื่น เช่น New York Time เคยให้ดูฟรีแล้วต่อมาเก็บสตางค์ แต่ก็ได้ไม่มาก หลายฉบับเวอร์ชันออนไลน์คนอ่านกันเยอะ แต่พอจะเก็บสตางค์มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ยอมเสียสตางค์ เพราะเคยได้ฟรี

อีกเหตุหนึ่งก็คือ Google รวบรวมข่าวสารจากสำนักต่างๆทั่วโลกให้อ่านฟรีกันอยู่แล้ว

นโยบายฟรีเช่นนี้ทำให้เมอร์ดอกซ์ฉุนขาด เพราะไม่เพียงทำให้เสียรายได้ แต่จะทำให้ผู้อ่านเสียนิสัย คิดว่า Content ก็คือของฟรี ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน ผลก็คือเมอร์ดอกซ์ลุกขึ้นมาประกาศว่าเขาจะประกาศให้โลกรู้ว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" โดยทุบไปที่ "เจ้าพ่อของฟรี" คือ Google เพราะหากชนะ Google ได้ก็เท่ากับว่าทุบไปที่หัวใจ "ของฟรี"

เมอร์ดอกซ์ต้องการทำถึงขนาดที่ว่าไม่ให้ Google Search หาหนังสือพิมพ์ในเครือของเขาในเว็บ Google และต้องการทำพันธมิตรกับ Bing ซึ่ง Google ก็ไม่ขัดข้อง แต่ทว่าในทางกฎหมายอาจไม่อนุญาตให้เมอร์ดอกซ์ทำเช่นนั้น จนป่านนี้เมอร์ดอกซ์ก็ยังไม่สามารถพิชิต Google ได้ ส่วน Google นั้นก็เปิดศึกกับชาวบ้านไปทั่ว ตั้งแต่รัฐบาลจีน ไมโครซอฟท์ จนกระทั่งแอปเปิลอดีตพันธมิตรเก่าที่ปัจจุบันรบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ในระดับโลกนั้น ยังไม่มีวิธีแก้วิกฤตของหนังสือพิมพ์อย่างเป็นรูปธรรม ยอดผู้อ่านเวอร์ชันกระดาษตกลงไปเรื่อยๆ โฆษณาลดลงโดยเฉพาะ Classified AD หน้าสมัครงาน แทบจะไม่เหลือเลย รายได้จากโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต ในรูปแบบ Display AD ก็ไม่สามารถชดเชยได้ ชะตากรรมของหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศก็คือนสพ.ท้องถิ่นค่อยๆทยอยปิดตัวไป เพราะคนจะอ่านทางเน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนังสือพิมพ์ระดับโลกNew York Times Financial Time Wall Street Journal ฯลฯ ยังพอประคับประคองตัวเองอยู่ได้ แม้ว่าธุรกิจจะค่อยๆเหี่ยวไปเรื่อยๆก็ตาม

จวบจนกระทั่งสตีฟ จ๊อบส์ แห่งแอปเปิลได้ให้ความหวังด้วยการเปิดตัว iPad(ไอแพด) Tablet PC ซึ่งว่ากันว่าเจ้าไอแพดตัวนี้แหละจะช่วยชุบชีวิตหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่กำลังจะตายให้ฟื้นคืนชีกขึ้นมาได้ เพราะโฆษณาจะบรรจุอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งต่างจากอินเตอร์เน็ตเวอร์ชั่นที่ไม่สามารถแทรกโฆษณาไปได้

ก่อนที่จะเลยไปไกล ขอกลับมาที่ตลาดประเทศไทย

ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา คนอ่านหนังสือพิมพ์ค่อนข้างน้อย ถ้าให้เลือกระหว่างอ่านหนังสือพิมพ์และดูข่าวทีวีซึ่งส่วนใหญ่ก็เอาหนังสือพิมพ์มาอ่านนั่นเอง คนไทยส่วนใหญ่จะเลือกดูทีวีมากกว่า นี่คือเหตุสำคัญที่ทำให้นักเล่าข่าวอย่างสรยุทธ์ซึ่งก็เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์มาก่อน จะมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากกว่าบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์รายวัน

ชะตากรรมของหนังสือพิมพ์ในเมืองไทยก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับต่างประเทศมากนัก นั่นคือคนอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงไปทุกวัน หนทางในการหารายได้เพิ่มเป็นกอบเป็นกำของหนังสือพิมพ์ก็คือการผลิตข่าวสั้นผ่านเอสเอ็มเอส ส่วนใหญ่เก็บเดือนละ 39 บาท ไทยรัฐ โพสต์ทูเดย์ มติชน ผู้จัดการ ฯลฯ ต่างให้บริการแบบนี้กันทุกค่าย ผลก็คือจากเดิมรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อทุกค่ายทำกัน ทั้งทีวี สำนักข่าวต่างๆ ซึ่งก็หมายความว่าต่างแย่งเค้กก้อนเดียวกัน

ในด้านเว็บไซด์ดังที่ได้เกริ่นมาแล้วเช่นกันว่า เพิ่งจะมีการทำอย่างจริงๆจังกันไม่กี่ที่ผ่านมานี้เอง ค่ายผู้จัดการทุ่มเทอย่างเต็มที่กับ manager.co.th แม้จะประสบความสำเร็จ แต่ทว่ายอดขายหนังสือพิมพ์ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย หมายความว่าผู้อ่านเลือกเสพผ่าน Manager Online มากกว่าจะเสพผ่านกระดาษ เท่ากับว่าได้อย่างเสียอย่าง

นโยบายของผู้จัดการนั้นให้อ่านทุกอย่าง ไม่มีการปกปิด ไม่ให้นักท่องเน็ตอ่าน เพราะยิ่งมีคนอ่านก็หมายความว่าโฆษณาจะเข้ามากยิ่งขึ้น ขณะที่ค่ายกรุงเทพธุรกิจที่เคยให้อ่านฟรีเหมือนกับผจก.นั้น เริ่มไม่ให้อ่านเวอร์ชั่นกระดาษบนหน้าอินเตอร์เน็ตอีกต่อไปแล้ว เพียงแต่คัดสรรบางข่าวให้อ่านเท่านั้น เช่นเดียวกับมติชนที่ไม่ให้อ่านฉบับกระดาษบนหน้าอินเตอร์เน็ตอีกต่อไป มีเพียงบางเท่านั้นที่เปิดให้ดูฟรี

โพสต์ทูเดย์ไม่สนใจเวอร์ชั่นอินเตอร์เน็ตเสียด้วยซ้ำ มีให้อ่านเพียงวันเดียวและไม่ให้อ่านย้อนหลัง ต่อมาโพสต์ทูเดย์ยอมรับแล้วว่าเวอร์ชั่นอินเตอร์เน็ตมีความสำคัญ ก็ปรับปรุงหน้าเว็บไซด์ ทำให้ดูดีมากยิ่งขึ้นแต่หาข่าวอ่านยากขึ้นทุกวันเช่นกัน

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับค่ายใหญ่เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าอินเตอร์เน็ตส่งผลกระทบต่อโมเดลการทำธุรกิจหนังสือพิมพ์แบบดั้งเดิม ดังนั้นแต่ละค่ายจึงฉีกไปทำ Multimrdia ทุกค่ายต่างมีสื่ออื่นๆผสมเข้ามาเพื่อความอยู่รอด เนชั่นทำวิทยุ ทีวี เช่นเดียสกับโพสต์ ไม่ต้องพูดถึงค่ายผจก.ที่มีเอเอสทีวีก่อนหน้านั้นแล้ว

คำถามก็คือเกิด Synergy ระหว่างสื่อต่างๆกระนั้นหรือ

ฝ่ายทีวีกับหนังสือพิมพ์อาจจะคุยกันไม่ลงตัว แต่ทว่าในอุดมคติแล้วการมีทุกสื่อไว้ในมือจะทำให้น้ำหนักในการเจรจาต่อรองมีมากกว่ามีสื่อเพียงชนิดเดียว

กระทั่งสื่อทางสังคมเช่น FaceBook Twitter สื่อหลักเหล่านี้ก็กระโจนเข้ามาโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ายเดอะเนชั่นเอาจริงเอาจังกับ twitter อย่างมาก เพราะเป็นช่องทางในการกระจายข่าวสารของทางค่ายตนและยังสามารถนำไปบูรณาการกับสื่อดั้งเดิมที่ตนมีอยู่ เพื่อเสนอเป็น Solution เมื่อเวลาไปนำเสนอต่อลูกค้า

กล่าวโดยสรุปการดิ้นสู้กับอินเตอร์เน็ตโดยการผนวกตนเองเข้ากับอินเตอร์เน็ตหรือการนำเทคโนโลยีอื่นเข้ามาใช้เพื่อหวังเพิ่มรายได้นั้น ในทางความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่เห็นเป็นรูปธรรมในเชิงรายได้เท่าใดนัก

และหากจะมีก็ไม่สามารถมาทดแทนต่อรายได้โฆษณาที่หายไปจากเวอร์ชันกระดาษได้ อนาคตของหนังสือพิมพ์เมืองไทยจึงค่อนข้างมืดมนนัก

ครั้งจะให้ไอแพดมาเป็นเครื่องมือชุบชีวิตนั้นในต่างประเทศก็ยังเป็นปัญหาว่าผู้คนทั่วโลกจะหันมาอ่านหนังสือพิมพ์บนไอแพดกันหรือเปล่า หากไม่อ่านแล้วจะทำกันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ายหนังสือพิมพ์เล็กๆ ก็จะอยู่ไม่ได้ในที่สุด แต่ทว่าบางค่ายก็พออยู่ได้แม้ว่าจะถูกกกดดันอย่างหนักก็ตาม

สุดท้ายในอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์จะอยู่ได้ก็แต่เพียงยักษ์ใหญ่ 1-3 ในแต่ละหมวดหมู่เท่านั้น ที่เหลืออาจต้องค่อยๆทยอยปิดตัวลงไปในที่สุด เพราะทนแรงกดดันที่สูงเพิ่มขึ้นทุกวันไม่ไหว

ท้ายของท้ายที่สุด ถ้ายังไม่มีโมเดลที่จะตอบโจทย์ในเรื่องการเหนี่ยวรั้งการล่มสลายของอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ที่เป็นกระดาษก็กำลังจะสูญพันธุ์
วิธีหาเงินบนโลกไอทีตอน สิ่งพิมพ์และไอที ฆ่ากันหรือส่งเสริม
ที่มา www.mgronline.com

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน : 3 ตัวช่วยสิ่งพิมพ์จากโลกไอที

วิธีหาเงินบนโลกไอที ตอน : 3 ตัวช่วยสิ่งพิมพ์จากโลกไอที [Kinokuniya Bookweb หนึ่งในตัวอย่างเว็บจำหน่ายหนังสือที่ประสบความสำเร็จงดงามในญี่ปุ่น]สัปดาห์นี้ "ทำเงินบนโลกไอที" ขอเสนอตัวช่วยที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ทุกค่ายบนโลกใบนี้สามารถเก็บเกี่ยวได้จากโลกไอที และทั้งหมดเป็นตัวช่วยที่สำนักพิมพ์บิ๊กเนมการันตีว่าได้ผลจริง!!

***ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์จะนำไอทีมาใช้ในการสร้างรายได้เพิ่มได้อย่างไร?
(บทความโดย สุธน โรจน์อนุสรณ์ ผู้จัดการแผนกการศึกษา บริษัท ตลาด ดอท คอม จำกัด)

หนอนหนังสือที่เติบโตในยุค Generation Y ซึ่งเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจการเมือง และพิศมัยกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีออกมามากมายดาษดื่น พวกเขาใช้เวลาในการอ่านหนังสือ ติดตามข่าวสาร อ่านบทความต่างๆ ที่เป็นออนไลน์กันอย่างแพร่หลาย ทำให้คิดกันต่อไปว่าแล้วต่อไปอนาคตของธุรกิจสิ่งพิมพ์จะเป็นอย่างไร? มันกำลังจะเจ๊งแล้วเหรอเนี่ย???[สัญลักษณ์บริการ Google Editions ]
หากสังเกตให้ดีมูลค่าการขายหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ของไทยเมื่อปีก่อน ซึ่งทั้งตลาดมีมูลค่าประมาณ 18.8 หมื่นล้านบาท มันโตเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 1% เท่านั้น ตรงนี้เองเป็นภาพขยายที่ชัดเจนของแนวโน้มการหดตัวลงของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ได้เป็นอย่างดี มันเหมือนกับว่าการมีไอทีเข้ามาทำให้ธุรกิจหนังสือที่ทำจากกระดาษจะค่อยตายไปเรื่อยๆ แต่หากมองในอีกด้านหนึ่งธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็สามารถนำเอาไอทีมาช่วยในการสร้างรายได้-ลดต้นทุนธุรกิจได้เช่นกัน และไม่แน่ว่าอาจทำให้ธุรกิจรวยกันแบบไม่รู้เรื่องเลยก็เป็นได้

ดังเช่น เจฟฟ์ บิวเคส ประธานบริหารของไทม์ วอร์เนอร์ เองก็มีแนวคิดที่จะนำไอทีมาช่วยลดต้นทุนและปรับธุรกิจเพื่อรับกับโลกดิจิตอลในอนาคตอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน[หน้า Fan page ของสำนักพิมพ์ TARADedu และหน้า twitter ของสำนักพิมพ์ ส.ส.ท.]
แล้วสำนักพิมพ์อย่างเราจะทำอย่างไรถึงจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นมา วันนี้เรามาหาคำตอบการสร้างรายได้เพิ่มให้ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์จากการนำไอทีมาใช้ประโยชน์กันดีกว่า ว่าจะมีวิธีอย่างไรบ้าง

1. นำไอทีมาใช้ประโยชน์โดยการจำหน่ายหนังสือผ่านออนไลน์

ธุรกิจร้านจำหน่ายหนังสือชื่อดังหลายๆแห่ง นำเอาช่องทางออนไลน์มาใช้ประโยชน์โดยการสร้างเว็บไซต์ในการจำหน่ายหนังสือ ดังเช่น คิโนคุนิยะ (Kinokuniya) ร้านเครือข่ายหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น (และมีอยู่หลายสาขาที่เปิดในไทย) เขาได้เปิดเว็บไซต์ที่ชื่อ Kinokuniya Bookweb (http://bookweb.kinokuniya.co.jp) ที่เป็นศูนย์ข้อมูลด้านหนังสือออนไลน์ให้สมาชิกสามารถเข้ามาสืบค้น และสั่งซื้อหนังสือได้อย่างง่ายดาย ปัจจุบันเขามีสมาชิกทั่วโลกเข้าใช้งานกว่า 2 แสนรายเข้าไปแล้ว!!

2. นำหนังสือของสำนักพิมพ์ไปจำหน่ายในรูปแบบ e-Book

ธุรกิจสิ่งพิมพ์สามารถสร้างรายได้แนวใหม่ซึ่งคล้ายกับการทำธุรกิจเพลงที่หารายได้ผ่านช่องทางดิจิตอล ให้ผู้อ่านเข้ามาซื้อหนังสือที่เขาสนใจโดยการดาวน์โหลดเป็นไฟล์ e-Book ออกไปเพื่อนำไปอ่านบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆได้

ในขณะเดียวกันกระแสการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยในการอ่าน e-Book ที่หลั่งไหลออกมาอย่างมากมายในปีนี้ จะช่วยเพิ่มปริมาณการอ่านหนังสือ e-Book มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Apple iPad, Amazon Kindle, Sony Reader, Barnes & Noble, Digital Reader Touch Edition, Bookeen Cybook Gen3, Irex Digital Reader (IDR), Elonex eBook, Fujitsu FLEPia, Plastic Logic eReader และอื่นๆอีกมากมาย

นิตยสาร Business Week เองก็ได้ออกมาพยากรณ์ว่าภายหลังจากที่อุปกรณ์เหล่านี้หลั่งไหลกันออกมาอย่างมากมาย จะส่งผลให้อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์นั้นกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สมาชิกจะยอมเสียค่าสมาชิกเพื่อนำ e-Book ไปอ่านบนอุปกรณ์เหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทย อาจต้องรออีกซักพักหนึ่งเพื่อให้อุปกรณ์เหล่านี้มีราคาลดลง รวมถึงอุปกรณ์เหล่านี้สามารถรองรับภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์ ตลาด e-Book ในไทยก็น่าจะไปโลดได้อย่างแน่นอน

ทางฟากฝั่ง Google เว็บไซต์ Search Engine ชื่อดัง ก็กำลังเปิดร้านจำหน่ายหนังสือออนไลน์ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยใช้ชื่อว่า Google Editions ซึ่งเป็นช่องทางในการทำธุรกิจร่วมกับสำนักพิมพ์ โดยจะมีทั้งในรูปแบบขายปลีกและขายส่ง สำหรับกรณีขายปลีกรายได้จะถูก Google หักไป 37% และให้สำนักพิมพ์ 63% ในขณะที่หากเป็นกรณีขายส่งรายได้จะถูก Google หักไป 55% (ซึ่ง Google จะนำไปแบ่งแก่ผู้ขายปลีกอีกต่อ คนละครึ่ง) ส่วนที่เหลืออีก 45% ให้สำนักพิมพ์

แน่นอนว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์สามารถจำหน่ายหนังสือออกไปในรูปดิจิตอลแก่ผู้อ่านทั่วโลกผ่าน Google ขณะเดียวกัน Apple Inc. คู่แข่งสำคัญทางธุรกิจของ Google ก็เช่นกันก็ได้เปิดบริการ iBookstore เพื่อให้คนเข้ามาซื้อ e-Book เพื่อนำไปใช้อ่านในเครื่องเล่นดังกล่าว

ขณะเดียวกัน โซนี่ ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ก็ได้ร่วมมือกับ ออเธอร์ โซลูชั่นส์ และสแมชเวิร์ดส์ บริษัทรับจัดพิมพ์หนังสือด้วยตัวเอง เปิดโอกาสให้สำนักพิมพ์ เพียงส่งผลงานมาให้กับบริษัทในรูปเอกสารไมโครซอฟท์ เวิร์ด และเลือกราคาที่ต้องการ ที่เหลือบริษัทจะจัดการทุกอย่างให้เอง

3. ช่องทางการโปรโมทสำนักพิมพ์หรือหนังสือใหม่ บนโลกออนไลน์มีอยู่มากมายได้ฟรีๆ

เว็บไซต์ Social Network ทั้งหลายที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็น twitter.com หรือ facebook.com ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายทางการตลาดลง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างช่องทางบอกต่อกับกลุ่มสมาชิก และยังสามารถสื่อสารพูดคุยกับผู้อ่าน แฟนคลับหนังสือได้เป็นอย่างดี และรับฟังข้อคิดเห็นเสนอแนะเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงเนื้อหาให้ถูกใจผู้อ่านมากยิ่งขึ้น

เห็นช่องทางแบบนี้ สำนักพิมพ์ไทยรู้แล้วบอกต่อนะครับ

ที่มา http://www.mgronline.com/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000039486