5 กลเม็ดปรับ "คุณค่า" หนังสือ พิชิตใจเด็กเบื่อเรียน

5 กลเม็ดปรับ "คุณค่า" หนังสือ พิชิตใจเด็กเบื่อเรียน แม้จะสำเร็จการศึกษามาหลายปี แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ของเด็ก ๆ สมัยนี้ได้มีโอกาสเปิดหนังสือเรียนของลูก เชื่อแน่ว่าหลายท่านอยากกลับไปสมัครเรียนใหม่กันบ้าง เนื่องจากรูปแบบการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไป รวมถึง "หัวใจ" ของการเรียน นั่นก็คือ "หนังสือ"
หากยังจำได้ถึงหนังสือเรียนในอดีตที่คนเป็นพ่อแม่ในปัจจุบันเคยร่ำเรียนมา คงต้องนึกถึงหน้ากระดาษสีหม่น รูปเล่มคงความขลังของหนังสือ เปิดเข้ามาภายในจะปรากฏตัวหนังสือเต็มพรืด เว้นห่างช่องไฟพอให้อ่านสะดวก นาน ๆ ครั้งจึงจะปรากฏภาพสักภาพสื่อแทนความหมายของถ้อยคำนับร้อย และน้อยเล่มที่จะเป็นการพิมพ์สี่สี
แต่ในทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่ารูปแบบการเรียนที่ผ่านมาในอดีตนั้นไม่อาจใช้ให้เกิดผลได้อีกแล้วกับเด็กสมัยใหม่ที่จำเป็นต้องได้รับการเรียนรู้มากกว่าเดิม การพัฒนารูปเล่ม ตลอดจนองค์ประกอบต่าง ๆ ของหนังสือเรียนให้น่าสนใจจึงมีความจำเป็นอย่างมาก ทั้งหมดนี้เพื่อช่วยดึงดูดให้เด็ก ๆ "รักการเรียน" ผ่านหนังสือของเขาเหล่านั้นให้จงได้
"ตะวัน เทวอักษร" ประธานบริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด หนึ่งในผู้ผลิตแบบเรียนกล่าวถึงรูปแบบการผลิตหนังสือที่เปลี่ยนไปในยุคนี้ว่า เป็นอีกหนึ่งความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องช่วยกัน เนื่องจากผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของเด็กไทยนับวันมีแต่จะลดต่ำลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งแนวทางที่เหล่าผู้ผลิตหนังสือได้ทำการวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเก็บข้อมูลจากการศึกษาต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาแบบเรียนให้มีความทันสมัยมากขึ้นนั้นประกอบด้วย 5 แนวทางหลัก ๆ ได้แก่
1) การระบุเค้าโครงเนื้อหาของเรื่องที่จะเรียน 2) มีภาพประกอบที่ชัดเจน 3) การใช้สีสันต่าง ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ 4) การแสดงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยกราฟหรือแผนภูมิ และ 5) การออกแบบรูปเล่มที่ดีและพิมพ์บนกระดาษถนอมสายตา
"ในหลาย ๆ วิชา โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ น้อยครั้งที่จะมีการรวบรวมเหตุการณ์ต่าง ๆ เชื่อมโยงให้เห็นชัดว่าเหตุการณ์ใดเกิดก่อน - หลัง และเหตุการณ์เหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร การใช้กราฟ หรือแผนภูมิในแบบเรียนสมัยใหม่จะช่วยให้เด็กเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น"
ด้วยรูปเล่มและแนวทางการเรียนการสอนแบบใหม่ส่งผลให้หลายวิชาที่เด็กไทยเคยท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองเช่น วิชาประวัติศาสตร์กลายเป็นการเรียนโดยใช้สมองวิเคราะห์ ผ่านสื่อที่ได้มีการเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแต่ละช่วงเวลาเอาไว้ด้วยกัน และมีผลทำให้รูปแบบคำถามที่จะทดสอบความเข้าใจของเด็กเปลี่ยนไป แทนการตั้งคำถามว่า ประเทศไทยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่นในปี พ.ศ. ใด บ้าง ไปสู่การถามถึงเหตุผลของการเสียกรุง เป็นต้น หรือหนังสือวิชาวิทยาศาสตร์ที่พิมพ์ในระบบสี่สี เราจึงได้เห็นภาพของสิ่งของที่ชัดเจน พร้อมสีสันที่สมจริงหนังสือมีสีสัน ดึงเด็กรักอ่าน
ดังนั้นเมื่อยกภาพของดอกไม้มาชี้ให้เห็นส่วนประกอบว่า ส่วนใดมีชื่อเรียกว่าอะไร ก็จะทำให้เด็ก ๆ นึกภาพตามได้ง่ายมากขึ้น แม้จะไม่เคยเห็นดอกไม้ชนิดนั้น ๆ มาก่อน ไม่เพียงเท่านั้น การแทรกกิจกรรมทดลองตอนท้ายของแบบเรียนเพื่อทบทวนความเข้าใจของเด็ก ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้เด็กเข้าใจการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้นด้วย
"การใช้กราฟหรือแผนภูมิเข้ามาช่วย อุปมาอุปไมยได้กับการให้เด็กเห็นภาพของปลาทั้งตัว แล้วค่อยมาชี้ว่า ส่วนใดอยู่ติดกับส่วนใดบ้าง และแต่ละส่วนสัมพันธ์กันอย่างไร เด็ก ๆ จะได้เห็นว่า เนื้อหาที่เขาเรียนมาทั้งหมดนั้น เมื่อมาประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ภาพรวมของมันเป็นอย่างไร"
รู้จัก 5 หลักพัฒนาเด็กท่องจำสู่เด็กคิดเป็น
สำหรับการพัฒนาหนังสือไปสู่แนวใหม่ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้นนั้น คุณตะวันกล่าวว่า ส่วนสำคัญที่สุดหนีไม่พ้นการระบุเค้าโครงเนื้อหาของเรื่องที่จะเรียนเอาไว้ด้านหน้าของหนังสือ เพื่อใช้เป็นแผนที่เชื่อมโยงเนื้อหาทุกส่วนของหนังสือเข้าด้วยกัน เด็กจะได้ทราบว่า ตอนนี้เรียนอยู่ที่จุดใด และจะเดินไปยังเนื้อหาจุดต่อไปด้วยเหตุผลอะไร
การเสริมด้วยการภาพประกอบที่ชัดเจนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังสือเรียน "น่าอ่าน" มากขึ้น ยกตัวอย่างการอธิบาย "ศิลาแลง" ของหนังสือเรียนในอดีต ที่น้อยครั้งจะสามารถหาภาพมาบรรยายให้เห็นได้ชัด ทำให้เด็กไม่สามารถจินตนาการ หรือมองภาพรวมได้อย่างชัดเจน
"การอ่านอาจทำให้เราเกิดจินตนาการ แต่หากไม่มีภาพประกอบ เราก็ต้องนึกภาพขึ้นเอง แต่การที่หนังสือเรียนมีภาพประกอบจะกระตุ้นให้เกิดการจำ และการรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว" คุณตะวันกล่าว
ไม่เพียงเท่านั้น การพิมพ์ในระบบใหม่ซึ่งใช้สีสันต่าง ๆ เข้ามาช่วยมีผลทำให้หนังสือดูน่าเรียนมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการออกแบบกราฟหรือแผนภูมิต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแต่ละเหตุการณ์เข้าไว้ด้วยกัน เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้พัฒนาแบบเรียนของไทยต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ และสุดท้ายจึงนำสิ่งที่ได้รับการพัฒนาเหล่านั้นมารวบรวม และเข้าสู่กระบวนการออกแบบจนกลายเป็นหนังสือที่มีคุณค่าตามเทรนด์ใหม่ในที่สุด
"สำหรับเด็ก ๆ การสอนให้เขารู้ สอนให้เขาจำมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น การเรียนการสอนที่ถูกต้องคือต้องทำให้เขาอยากไขว่คว้าหาความรู้เพิ่มเติม และคิดต่อยอดได้ เพื่อที่ เขาจะได้ใช้ทักษะนี้ขยายความรู้ของเขาต่อไปได้ไม่สิ้นสุด จึงอาจกล่าวได้ว่านี่คือทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กไทยในอนาคต" คุณตะวันกล่าวทิ้งท้าย


ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทาง 'เลี้ยงลูกให้อยู่รอด' ในยุค 2010

ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทาง 'เลี้ยงลูกให้อยู่รอด' ในยุค 2010
ท่ามกลางสังคมที่มีแต่การแข่งขัน พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงมุ่งปลูกฝังให้ลูกเป็น "คนเก่ง" เพื่อวิ่งตามเทคโนโลยีให้ทัน ด้วยความเชื่อที่ว่า ความเก่งจะทำให้ลูกมีความสุข แต่ความจริงแล้ว กลับตรงกันข้าม เพราะจะทำให้บางอย่างในตัวลูกขาดหายไป
นั่นเพราะการใช้ชีวิตให้อยู่รอดในโลกอนาคตนั้น ไม่เพียงแต่ความเก่ง หรือ IQ เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ร่วมด้วย โดยใช้ "สุนทรียศาสตร์" เป็นตัวช่วย เพื่อสร้างให้ลูกเป็น "คนดี" และ "คนเก่ง" อย่างรอบด้าน
ความสำคัญข้างต้น รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความเห็นในงาน “ Blink Brain” ทางเลือกเพื่ออยู่รอดของเด็กไทยยุค 2010 ที่จัดโดยนิตยสาร Modern Mom ว่า สุนทรียศาสตร์ คือ ธรรมชาติ ณ เวลานี้ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ และไม่ได้สร้างความงดงามของสุนทรียศาสตร์ขึ้นมาทดแทนในสิ่งที่ขาดหายไป
เห็นได้จากพ่อแม่บางคน มองว่า สุนทรียศาสตร์เป็นวิชาที่น่ากลัว เมื่อเรียนจบจะไปทำอะไรหาเลี้ยงตัวเอง ทางเดียวคือเต้นกินรำกิน แต่หากเข้าใจให้ดีแล้ว ดนตรี และศิลปะ เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาที่สามารถช่วยขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ได้ ดั้งนั้นถ้าเด็กมีดนตรี และศิลปะอยู่ในหัวใจ ย่อมสื่อถึงการมีธรรมมะอยู่ในใจด้วย
แต่ถึงกระนั้น มูลค่ากับคุณค่าของศิลปะและดนตรี มีความแตกต่างกับแนวคิดที่เป็นเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ เพราะดนตรี และศิลปะ ถ้าไม่เกิดการสัมผัส ก็จะไม่เกิดความรู้สึก มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม ดังนั้นสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร ลูกจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ ต้นไม้ ลำธาร แต่หมายถึงทุกสิ่งรอบตัวของลูกด้าน "นายแพทย์อุดม เพชรสังหาร" จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมองเด็ก มองว่าวิทยาศาสตร์กับสุนทรียศาสตร์ เป็นคนละขั้วกัน ขั้วหนึ่งว่าด้วยเหตุผลและความจริง แต่อีกขั้วว่าด้วยเรื่องจิตใจ และความรู้สึก แต่การผสานทั้งสองขั้วนี้เข้าด้วยกัน จะทำให้ลูกมีความสุข และอยู่รอดในสังคม โดยเฉพาะสุนทรียศาสตร์ที่จะช่วยให้ลูกรู้จักที่จะอยู่กับคนอื่น มีความสมดุลในการใช้ชีวิต เพราะคุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ความเก่ง หรือฉลาดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อ และจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ด้วย
เพราะฉะนั้นการที่ลูกจะซาบซึ้ง หรือมองเห็นความงามของสิ่งรอบตัวได้นั้น ขึ้นอยู่กับประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยข้อมูลทั้งหมด จะถูกส่งไปยังสมอง กลายเป็นกระแสประสาท และเป็นพลังงานไฟฟ้าเล็ก ๆ เกิดเป็นสารเคมีหลั่งออกมา จากนั้นสมองจะสร้างเส้นใยแขนงประสาท และสร้างไขมันล้อบรอบหุ้มเส้นใยประสาท ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเด็กช่วงอายุ 6 ปีแรก การที่ลูกมีสุนทรียศาสตร์ ทำให้เขารู้จักตัวเอง รู้จักพ่อแม่ รู้จักสื่อสาร เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น รู้ว่าอะไรควร หรือไม่ควร
สอดรับกับแนวทางของ Blink Brain ที่เป็นคำนิยามของกิจกรรมช่วยพัฒนาสมองให้ลูกเกิดสุนทรียศาสตร์ เช่น เข้าใจความอ่อนโยนของศิลปะ และดนตรี คือการมองเห็นความงามของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว เมื่อสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวเด็ก เด็กจะเป็นคนที่มีจิตใจดี และมีคุณธรรม
โดยเฉพาะอย่างหลังที่เป็นเรื่องของคุณธรรม คุณหมออุดม บอกว่า "ถ้าพูดถึงคำว่าคุณธรรม คนมักจะนึกถึงคนดี ที่เสียสละเพื่อคนอื่นทุกอย่าง โดยไม่คำนึงถึงความลำบากของตัวเอง หรือครอบครัว ขอเพียงแค่ได้ทำตามอุดมการณ์ของตัวเอง แบบนี้ถือว่าไม่ใช่ในทาง Blink Brain เพราะว่าคุณกำลังเบียดเบียนตัวเอง เบียดเบียนลูก หรือภรรยา แต่เอาใจใส่ เอาอกเอาใจคนอื่นที่อยู่ไกลตัว แต่คุณธรรมแบบฉบับของ Blink Brain เพียงแค่เข้าใจ เห็นใจ ไม่เบียดเบียนตัวเองและคนอื่น นี่แหละที่จะช่วยให้ลูกอยู่รอดในสังคมได้”"นคร เวชสุภาพร" คุณพ่อของ "โต๋-ศักดิ์สิทธิ์" *** ให้ลูกเข้าถึงสุนทรียศาสตร์ ทำได้ไม่ยาก
เพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณพ่อคุณแม่ ให้ลูกได้สัมผัสกับสุนทรียศาสตร์ให้มากที่สุด จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมองเด็ก แนะนำว่า พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่าง ในการที่ลูกจะเข้าถึงดนตรี และศิลปะได้นั้น ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ลูกจะรู้จักได้เอง แต่พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูก เพื่อให้เขาซึมซับเอาสิ่งเหล่านั้นเข้าไป
นอกจากนี้ พ่อแม่อาจจะใช้ตัวช่วยจากศิลปะ นิทาน และดนตรี โดยเฉพาะการฟังเพลง เป็นวิธีที่ทำให้ลูกมีการรับรู้ที่ไวต่อความรู้สึก แต่ถึงกระนั้น ต้องทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาการที่ต่อเนื่องของลูกจะได้ไม่ขาดหาย
เหมือนกัน "ครอบครัวเวชสุภาพร" ครอบครัวนักดนตรี ที่ "นคร เวชสุภาพร" คุณพ่อของ "โต๋-ศักดิ์สิทธิ์" นักร้องหนุ่มเสี่ยงนุ่ม เผยประสบการณ์ตรงโดยในการใช้สุนทรียศาสตร์ในการเลี้ยงลูกว่า ตัวเขาใช้ดนตรีเลี้ยงลูกมาตั้งแต่ที่ลูกอยู่ในท้อง ไม่ว่าจะพูดคุยกับลูก ร้องเพลงให้ลูกฟัง กล่อมให้ลูกนอน ซึ่งเป็นเหมือนการสื่อจิตวิญญาณของความรักให้กับลูก
"ลูกชายทั้ง 2 คนนำประโยชน์จากดนตรีไปใช้ในทุกช่วงของชีวิต โดยเฉพาะ โต๋ ที่ดนตรีทำให้เขามีสมาธิ และจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง สามารถสัมผัสรับรู้ความรู้สึกของตัวเอง และผู้อื่นได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตที่ลูกรู้ว่าสิ่งที่พูดออกไป จะทำให้คนฟังรู้สึกอย่างไร อีกอย่างที่พ่อภูมิใจมากที่โต๋มีความอ่อนโยน มองโลกในแง่ดี มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ดี" คุณพ่อของนักร้องหนุ่มเล่า
อย่างไรก็ดีคุณพ่อนักร้องหนุ่ม ฝากทิ้งท้ายเป็นแง่คิดถึงพ่อแม่ยุคใหม่ทุกคนว่า "การเลี้ยงลูกให้เก่งอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าลูกจะเป็นคนดีโดยสัญชาตญาณได้ แต่การใช้ความงามของสุนทรียศาสตร์ต่างหาก สามารถบ่มเพาะให้เกิดความงามในจิตใจของลูกได้ อย่าเลี้ยงลูกแค่ร่างกาย ขอให้เลี้ยงลูกที่จิตใจ"


ที่มา http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000044301

หัวเราะยืนยง สุขภาพยืนยาว

หัวเราะยืนยง สุขภาพยืนยาว
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ถ้าเรานำเสียงหัวเราะมาสังเคราะห์เป็นยาได้ เราคงจะมียาวิเศษที่สามารถรักษาโรคทุกชนิดได้ตั้งแต่ โรคซึมเศร้าไปจนถึงโรคร้ายแรงอย่างโรคหัวใจเลยทีเดียว

การหัวเราะทำให้อวัยวะทุกส่วนตั้งแต่หัวใจ ปอด กล้ามเนื้อ สมอง ไปจนถึงระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานได้อย่างดี

การหัวเราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเราได้ 2 ทาง คือ ทางแรก เพิ่มระดับความเข้มข้นของแอนตี้บอดี้ที่เป็นภูมิคุ้มกันหมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด ส่วนทางที่สอง เป็นการเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นตัวกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทั้ง 2 แบบนี้ จะช่วยทำให้เรามีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ มากขึ้นนั่นเอง ในอเมริกา แคนาดา อังกฤษ อินเดีย และอีกหลายๆ ประเทศ การรักษาผู้ป่วยด้วยการหัวเราะกำลังเข้ามาแทนที่การบำบัดด้วยการใช้ยาคลายเครียด และยาแก้ปวด เพราะอารมณ์ขันให้ผลเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย เป็นการเพิ่มระดับฮอร์โมนฝ่ายดี เช่น ฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน (endorphin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยระงับความเจ็บปวด และ neurotransmitter เช่น ฮอร์โมนเซโรโทนิน (serotonin) เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เราอารมณ์ดี ขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียด cortisol และ stimulant ลดลง

นักวิจัยจากแสตนฟอร์ดพบเช่นเดียวกันว่า หัวเราะเพียง 10 วินาที มีค่าเท่ากับการออกกำลังกายบนเครื่องกรรเชียงถึง 3 นาที เพราะการหัวเราะทำให้หัวใจ และชีพจรเต้นเร็วขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย เมื่อหยุดหัวเราะร่างกายจะค่อยๆ เข้าสู่ภาวะปกติ จึงรู้สึกผ่อนคลาย ดังนั้นคนเราน่าจะสนุกกับชีวิตให้มากกว่านี้ อย่าเครียดหรือจริงจังกับชีวิตจนเกินไป ปล่อยวางเสียบ้าง เพิ่มอารมณ์ขันให้กับตัวเองอีกวันละนิดพิชิตความเครียดได้วันละหน่อย ปกติอาจเป็นคนที่ไม่เคยอ่านการ์ตูน เรื่องขำขัน หรือสนใจทอล์กโชว์ ก็ลองหามาอ่านมาดูบ้าง ไม่ใช่เรื่องไร้สาระอย่างที่คิด บางครั้งคนเราก็ควรเติมสิ่งที่ขาดหายไปในตัวเองเพิ่มเข้าไป

การทำตัวเป็นเด็กบ้างก็จะรู้สึกสนุกกับชีวิตมากขึ้น ไม่เชื่อคุณลองสังเกตดูคนขี้เล่นมักจะเป็นคนมีเสน่ห์ที่ใครๆ หลงใหลชอบพูดคุยด้วยเสมอ คนที่หัวเราะเก่งๆ จะมีความคิดสร้างสรรค์ดีกว่าคนช่างเครียด และคนส่วนใหญ่ที่มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็มักจะเป็นคนที่มีอารมณ์ขันด้วยเช่นกัน.แล้วคุณเป็นแบบไหนล่ะครับ?

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

เทคนิคพิชิตเครียด

เทคนิคพิชิตเครียด
วัยรุ่น...เซ็ง...เครียด...สัญญาณอันตราย ในช่วงชีวิตของการเป็นวัยรุ่น จะต้องมีระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ พบเทคนิคพิชิตเครียดจากศูนย์รีไวทัลไลท์
ในช่วงชีวิตของการเป็นวัยรุ่น จะต้องมีระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญรออยู่ 1 โค้งนั่นคือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบกลาง หรือที่ปัจจุบันเรียกกันว่า แอดมิชชั่น (Admissions) ซึ่งมีผลให้เด็กวัยรุ่นต้องเผชิญกับภาวะวิตกกังวลเกี่ยวกับการสอบ จนกลายเป็นความตึงเครียดทั้งทางจิตใจและร่างกายแต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ ในการประกาศผลสอบทุกปีจะมีเด็กที่ผิดหวังเป็นจำนวนมาก บางคนเครียดจัดถึงขนาดฆ่าตัวตาย ซึ่งหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามร่วมมือกันหาวิธีรับมือ และแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป

นายแพทย์ สรวุฒ คุ้มครองธรรม จาก ศูนย์รีไวทัลไลท์ฯ ซอยร่วมฤดี ซึ่งเป็นศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างความมีชีวิตชีวาและการชะลอวัย แบบองค์รวมในระดับเซลล์ มีความห่วงใยในปัญหาดังกล่าวเช่นกัน จึงฝากข้อคิดที่น่าสนใจไว้ให้วัยรุ่นที่กำลังเครียดกับการประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ รวมถึงผู้ที่อาจพลาดหวังจากการสอบเพื่อไม่ให้คิดทำร้ายตัวเอง

การสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้จะเป็นเส้นทางสำคัญหนึ่งของชีวิตวัยรุ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเส้นทางที่จะต้องมีทั้งคนสมหวังและผิดหวัง สำหรับคนที่พลาดตรงนี้ อย่าเพิ่งเสียใจ หมดหวัง เพราะการสอบเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตแต่ไม่ใช่ทั้งหมด โอกาสหน้าเรายังสามารถแก้ตัวใหม่ได้อีก ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมและพยายามทำให้ดีที่สุด ส่วนใครที่ไม่อยากเสียเวลา ก็ยังมีสถาบัน การศึกษาอื่นให้เลือกเรียนอีกมาก อย่าคิดสั้นหรือทำร้ายตัวเอง เพราะอนาคตของเราไม่ได้วัดกันที่เรื่องนี้แค่อย่างเดียว คุณหมอสรวุฒ ให้ข้อคิด

อย่างไรก็ตาม ความเครียด ก็สิ่งใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา เพราะเกิดจากภาวะของจิตใจตนเองที่ตื่นตัวพร้อมจะเผชิญกับความกดดันอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งคาดคิดว่าเกินความสามารถของเราที่จะแก้ไขให้หมดสิ้นหรือบรรเทาลงได้ สำหรับวัยรุ่นที่มีความเครียดมาก อาจแสดงออกมาในรูปของการเก็บตัว ไม่พูดคุยกับใคร ไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่ง หรือหลบหน้า มีอาการซึมเศร้า กินอาหารไม่ลง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แน่นหน้าอก ท้องอืด ปวดหัว มีผื่นขึ้นตามตัว ซึ่งหากพบใครมีอาการแบบนี้จะต้องรีบให้ความช่วยเหลือ แก้ไขโดยเร็ว

อย่างที่เห็นตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ปัจจุบันมีวัยรุ่นฆ่าตัวตายมากขึ้น จากหลายๆสาเหตุ เช่น ผิดหวังจากความรัก น้อยใจพ่อแม่ เรื่องการเรียน โดยเฉพาะเด็กบางคนที่พ่อแม่คาดหวังไว้มาก ก็ยิ่งจะทำให้ลูกรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง เมื่อเด็กหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้มักจะแก้ปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย การเลี้ยงดูจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกให้เรียนรู้ในการเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ และแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล รู้จักยอมรับความเป็นจริง ก็จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับเขาในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างดี สำหรับครอบครัวไหนที่มีลูกหลานผิดหวังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ควรให้กำลังใจ เข้าอกเข้าใจเด็ก อย่าซ้ำเติม หลีก เลี่ยงการเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เพื่อให้เด็กไม่เครียด ยิ่งเด็กที่เคยทำร้ายตัวเองมาก่อน คุณพ่อคุณแม่ควรต้องดูแลเป็นพิเศษเพราะเขาอาจทำซ้ำอีกเนื่องจากความผิดหวังก็ได้ จึงพยายามอย่าปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เป็นข้อควรปฏิบัติ ที่คุณหมอฝากไว้

นอกจากนี้ คุณหมอสรวุฒ ยังมีวิธีแก้เครียดมาฝากกันอีก ซึ่งทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ ไม่จำกัดแค่กลุ่มวัยรุ่นที่เกิดความเครียดเท่านั้น โดยคุณหมอแนะว่า ถ้าเกิดความเครียดมากๆ ก็ควรหาทางระบายออกด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่ชื่นชอบ เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ฯลฯ และพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง

เวลานอนที่ดีที่สุดของคนเราคือ ช่วง 4-5 ทุ่ม เพราะจะมีฮอร์โมนที่หลั่งออกมาช่วยซ่อมแซมร่างกายระหว่างเราหลับ วัยรุ่นที่นอนดึกจึงมักจะโตช้า ห้องนอนก็ควรจะมืดสนิท เพราะมีฮอร์โมนตัวนึงชื่อ เมลาโตนิน จะหลั่งออกมาตอนไฟมืดสนิท เป็นเหมือนนาฬิกาชีวิตเรา ทำให้แก่ช้าลง และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเรา หากมีอาการนอนไม่หลับ เพราะเครียดหรือคิดเรื่องอะไรมากเกินไป การดูทีวีก่อนนอน ก็ทำให้สมองไม่ได้พัก จึงไม่ควรทำอะไรก่อนนอนแล้ว ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือกิน ควรนั่งวิปัสนา ทำจิตใจให้ว่าง จะได้นอนหลับสบาย คุณหมอสรวุฒ กล่าว

จากกิจกรรมคลายเครียด ลองมาดูถึงเรื่องอาหารการกิน ที่ช่วยลดความเครียดกันบ้าง ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง นมวัว เนื้อสัตว์ ไข่ จะมีสารอาหารช่วยลดระดับความเครียดชื่อ ทริปโตฟาน, ในธัญพืชต่าง ๆ ยีสต์ รำข้าว เครื่องใน เนื้อ ถั่ว ผัก มีสารอาหารจำพวกวิตามินบี ๖ , ตับ เครื่องใน เนื้อ เป็ด ไก่ ปลา ถั่ว ยีสต์ จะมีสารอาหารจำพวกวิตามินบี ๓ ฯลฯ ส่วนของหวานสุดโปรดของหลายๆ คนอย่าง ช็อคโกแลต ก็ช่วยแก้เครียดได้ชะงัดเช่นกัน

แต่สำหรับผู้ที่มีอาการเครียดเรื้อรัง หาวิธีแก้ไขอย่างไรก็ยังไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นจะต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยเหลือ ซึ่งศูนย์รีไวทัลไลท์ฯ ซอยร่วมฤดี มีโปรแกรมการแก้ปัญหาอาการเครียดอย่างได้ผล ที่เรียกว่า โปรแกรม Wellness Stress Management เป็นโปรแกรมที่รวบรวม ศาสตร์แห่งการคลายเครียดในระดับลึก ทั้งศาสตร์ตะวันออกและศาสตร์ตะวันตก เพื่อการผ่อนคลายอย่างแท้จริง ซึ่งประกอบไปด้วย เทคนิค การดลจิต เพื่อการผ่อนคลายในระดับลึก การนวดกดจุด เพื่อการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความเมื่อยล้าทางร่างกาย และปิดท้ายด้วยการเพิ่มพลังและความสดชื่น ให้กับอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย โดยใช้อุปกรณ์ C.I.T.E. (Controlled Ionically Transferred Energy) ซึ่ง เทคโนโลยีของ CITE คือ Ionizer ที่ปล่อยประจุ เข้าสู่ร่างกายและไปตามเส้น Meridian เพิ่ม Qi แก่ร่างกายทุกส่วน ดังนั้นพลัง Qi ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยซ่อมแซมส่วนของร่างกายที่สึกหรอ โดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ และเพิ่มความมีชีวิตชีวา Vitality แก่อวัยวะในร่างกาย

ชีวิตวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีสีสันและเสน่ห์มาก หากรู้จักใช้ความคิดและมีสติ ก็สามารถเลือกเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องได้ปลอดภัยตลอดรอดฝั่ง แต่หากปล่อยให้อารมณ์ผิดหวังเพียงวูบเดียวมาทำลายโอกาสดีๆ ที่รออยู่ในอนาคต ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง หากมีปัญหาเรื่องเครียดจนทำให้ความสุขในชีวิตเริ่มขาดหายไป เชิญมาสัมผัสกับนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยให้สุขภาพกายและใจของคุณดีขึ้นอย่างสมดุล ณ ศูนย์รีไวทัลไลท์ ซอยร่วมฤดี สอบถามรายละเอียดได้ที่ Calll Center 02-651-4751-3 หรือ www.revitalite.co.th

Revitalite มหัศจรรย์แห่งสุขภาพและความงามที่ทำให้ชีวิตทุกด้านของคุณดีขึ้น

ที่มาข้อมูล : บริษัท พับบลิค ฮิต จำกัด , http://lifestyle.th.msn.com/health/tips/article.aspx?cp-documentid=3546919

เคล็ดลับดูแลร่างกาย... เมื่อเลข 5(0) มาเยือน

เคล็ดลับดูแลร่างกาย... เมื่อเลข 5(0) มาเยือน
มนุษย์เราหลีกหนี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปไม่พ้น เมื่อย่างเข้าสู่วัยเลข 5 เมื่อนั้นความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอันไม่พึงปรารถนาก็ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ0เมื่อกายแก่ จิตก็แก่ขึ้นตามไปด้วย แต่เป็น แก่-กล้า มิใช่ แก่ชรา เหมือนสังขาร บางคนอายุ 70 แต่หัวใจหยุดไว้ที่ 50 ดูกระชุ่มกระชวยรุ่มรวยอารมณ์ขัน สุขภาพจึงแข็งแรงพอที่จะหาความสำราญให้ชีวิตได้อยู่ ตรงกันข้ามบางคนเลขอายุยิ่งมาก ใจยิ่งห่อเหี่ยวขึ้นทุกวัน อย่างนี้เห็นทีจะอยู่ไม่ยึด อันนี้ไม่ได้แช่งแต่อยากแนะนำว่า มาใช้ชีวิตบั้นปลายให้มีความสุขจนหยดสุดท้ายกันดีกว่า

กายภาพเปลี่ยนไปตามวัย

อายุ 40 ความเปลี่ยนแปลงเริ่มมาเยือนเป็นการชิมลาง โดยเฉพาะลายเส้นบนใบหน้าเพิ่มมากขึ้นและดูจะถาวรเพราะเริ่มลึกลบออกยาก ผิวแห้ง ผมเริ่มมีสีเทาแซมและเส้นเล็กลง บางลงด้วย

อายุ 50 ผิวหนังเริ่มลดความยืดหยุ่นดึ๋งดั๋งลง กลายเป็นว่ายืดแล้วไม่ค่อยคืนรูป บางคนจะมีจุดด่างสีน้ำตาลปละปลายบนผิวหนังทั่วไป เป็นสัญลักษณ์ที่หลอกตัวเองยากว่าขณะนี้เรานั้นเข้าสู่วัยตกกระหรือวัยทองอย่างแท้จริง กล้ามเนื้อยืดหยุ่นน้อยลงเช่นกัน กระดูกเริ่มบางลง เรียกได้เต็มปากว่าเข้าสู่วัยเมโนพอส สำหรับผู้หญิง และแอนโดรพอสสำหรับผู้ชาย

อายุ 70 ระบบประสาทสัมผัสการรับรู้ส่วนต่างๆ เริ่มเชื่องช้า ทั้งสายตา การรับฟัง การคิด การเคลื่อนไหว ตลอดจนการรับรสของลิ้นก็ไม่ดีเหมือนเดิม จนอาจทำให้ไม่เจริญอาหาร การย่อยอาหารก็ช้าลง เส้นเลือดแข็งขึ้น คนช่วงวัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจก็เริ่มไม่ดีเหมือนเดิมด้วย

อายุ 80 การทำงานของระบบปัสสาวะจะควบคุมได้ลำบากขึ้น ความจำต่างๆ ไม่ดีเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตามไม่มีใครฝืนธรรมชาติได้ แต่ไม่ว่าอายุจะผ่านไปเท่าใดคนเราก็ควรจะดูแลตัวเอง หรือญาติผู้ใหญ่อย่างดีเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสุขที่สุดตามวัย เรามีวิธีดูแลตัวเองง่ายๆ ที่คุณอาจลืมนึกถึง มาฝากกัน...

ทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์หลังอาบน้ำเสมอ เพื่อช่วยให้ผิวแห้งชุ่มชื่นขึ้น ปกป้องผิวจากปัญหาต่างๆ ได้ในระดับหนึ่ง เช่น ผิวแห้งอักเสบ ตกสะเก็ด คัน แล้วเผลอเกาเป็นแผล
หลีกเลี่ยงแสงแดดช่วงกลางวัน
หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมีต่างๆ เช่น ผงซักฟอก ถ้าจำเป็นให้ใส่ถุงมือยางเสมอ

ผม
ใช้แชมพูอ่อนๆ สระผมทุก 3-4 วัน ใช้ครีมนวดผมเท่าที่จำเป็น
ใช้น้ำเย็นหรือน้ำอุ่นสระผมเท่านั้น เพราะน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นเกินไปจะทำให้รากผมหลุดร่วง
ถ้าไม่ชอบผมขาว การย้อมสีผมอาจช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้บ้าง

ตา
เมื่อรู้สึกว่าตามีปัญหาควรรีบไปตรวจเช็คสายตากับจักษุแพทย์ รวมทั้งอย่าลืมตรวจวัดสายตาเป็นระยะ ควรเปลี่ยนแว่นสายตาให้พอดีเสมอ
พบจักษุแพทย์ทุก 2-3 ปี เพื่อตรวจเช็คกระจกตาและความดันโลหิตในตา
จัดแสงในบ้านให้สว่างพอเพียง

หู
หลีกเลี่ยงเสียงดัง
พบแพทย์เมื่อหูหรือการรับฟังมีปัญหา และควรยอมรับการใช้อุปกรณ์ช่วยฟังหากจำเป็น

เซ็กซ์
มนุษย์เราสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตลอดอายุขัยไม่ว่าจะอายุเท่าไรตราบที่ยังมีความปรารถนา แต่ต้องระวังหากมีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคติดเชื้อ หอบหืด เป็นต้น
สำหรับฝ่ายหญิงหลังวัยเมโนพอสอาจใช้สารหล่อลื่นช่วยได้

ระบบขับถ่าย
ควรพบแพทย์เมื่อคุณมีปัญหาการขับปัสสาวะ เพราะปัญหาบางอย่างจำเป็นต้องได้รับการรักษา
การใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ อาจมีความจำเป็นในบางรายที่ไม่สามารถควบคุมระบบขับถ่ายได้ ซึ่งน่าจะทำให้สะดวกสบาย ไปไหนมาไหนได้อย่างไม่ต้องกังวล

กล้ามเนื้อและหัวใจ
ปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนออกกำลังกาย ว่ามีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง
เลือกบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับวัยสูงอายุ เช่น บริหารแขน ขา ด้วยการแกว่งไปมา หรือยกขึ้นลง
เลือกการออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไป เพื่อให้กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหว ปอด และหัวใจ ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น
การเดิน ว่ายน้ำ รำมวยจีน เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ
เมื่อเริ่มต้นออกกำลังกาย ให้เริ่มต้นเบาๆ อย่าหักโหม แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละนิดในวันต่อไป ควรออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 15-60 นาที ต่อครั้ง
หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อออกกำลังกาย เช่น หน้ามืด เป็นลม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ฯลฯ ควรพบแพทย์

ข้อต่อต่างๆ
รักษาข้อต่อต่างๆ ด้วยการบริหารสม่ำเสมอ หมุนคอ ข้อไหล่ ข้อมือ ข้อเข่า ข้อเท้า เอว
- ยืดข้อศอก และเข่า
- บิดหมุนลำตัวไปมา
- ถ้ายัง sit ups ได้ก็ควรทำ
- แกว่งขาหน้า-หลัง
- บริหารนิ้วบ่อยๆ อาจจะด้วย การเล่นดนตรี พิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือทำงานอดิเรกอื่นๆ ที่ใช้นิ้วมากๆ
เล่นโยคะ ไทชี่ จะทำให้ข้อต่อต่างๆ มีความยืดหยุ่นดีขึ้น และทำให้การหายใจ และเลือดลมในร่างกายหมุนเวียนดี มีความสมดุลมากขึ้น
รักษามือและเท้าด้วยการใส่ support หรือถุงเท้า ถุงมือในยามนอนตอนกลางคืน เพื่อป้องกันความเย็นทำให้กล้ามเนื้อยึดเกร็งจนเป็นตะคริวได้

กระดูก
ในผู้หญิงมักจะพบปัญหากระดูกบางลงในคนที่อายุ 60 ปีไปแล้ว ดังนั้นควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและเสริมด้วยผลิตภัณฑ์แคลเซียมอื่นๆ
ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัยทองเมื่อเข้าสู่วัยเมโนพอส เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน

ฟัน
แปรงฟันให้สะอาดทั้งเช้าและก่อนนอน เลือกยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ ใช้ไหมขัดฟันวันละครั้ง
ในผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน คนที่ฟันเหลือน้อยควรใส่ฟันปลอมเพื่อช่วยในการเคี้ยว และควรพบทันตแพทย์ปรับเปลี่ยนฟันปลอมเมื่อรู้สึกว่ามีปัญหา เช่นไม่แน่นพอดี หรือใส่แล้วเจ็บ เป็นต้น
พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเพื่อตรวจสุขภาพเหงือกและฟัน

ข้อปฏิบัติง่ายๆ เหล่านี้ จริงๆ แล้วล้วนเป็นกิจวัตร ของเราๆ ที่พึงใส่ใจอยู่เสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยผู้ใหญ่สูงอายุ แต่อาจจะลืมนึกถึงไปบ้างด้วยความเคยชิน จากนี้ไปอย่าลืมเติมความใส่ใจตัวเองมากขึ้นอีกนิดนะคะ


ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

10 ข้อแนะนำ ป้องกันมะเร็ง

10 ข้อแนะนำ ป้องกันมะเร็ง
คนส่วนใหญ่คิดว่าเราไม่มีทางป้องกันโรคมะเร็งได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีแนวทางลดความเสี่ยงลงได้คนส่วนใหญ่คิดว่าเราไม่มีทางป้องกันโรคมะเร็งได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งที่เป็นสาเหตุของการตายสามารถควบคุมปัจจัยก่อโรคได้ 35 % ของคนที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งมีภาวะโภชนาการที่ไม่ดีพอ อีก 30% มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ ครั้งนี้เรามีแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งมาเพื่อคุณ

1. หากคุณได้รับการตรวจร่างกาย จะด้วยตรวจประจำปี หรือเมื่อมีอาการไม่สบายใดๆ คุณอย่าลืมที่จะบอกให้หมอทราบถึงประวัติการเป็นมะเร็งในครอบครัวของคุณ(ถ้ามี) เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้หมอวินิจฉัยและเกาะติดกับอาการที่อาจบ่งชี้โรคได้ดีขึ้น และเท่าทันหากว่าคุณมีโอกาสเสี่ยง

2. หากว่าคุณเคยเป็นมะเร็งไม่ว่าที่ใดมาก่อน คุณก็มีโอกาสเป็นมะเร็งขึ้นมาได้อีกมากกว่าคนปกติ ดังนั้นต้องระวังเรื่องสุขภาพให้มาก โดยเฉพาะวิถีการใช้ชีวิต อาหารการกิน รวมถึงจิตใจให้ผ่องใสสม่ำเสมอ

3. ปรับปรุงเรื่องอาหารการกิน ซึ่งคุณต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีอาหารชนิดใดเพียงชนิดเดียวที่สามารถป้องกันมะเร็งได้ แต่การกินอาหารไขมันต่ำ อาหารเส้นใยสูงย่างผลไม้ ผักหลายๆ ชนิด ก็สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ โดยเฉพาะที่มีวิตามินเอ ซี อี และเบต้าแคโรทีนสูง อย่าลืมลดการกินอาหารย่างเกรียม เกลือ อาหารรมควันและอาหารหมักดองลงด้วย

4. ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์เป็นโทษโดยตรงที่ทำให้เกิดมะเร็งในช่องปาก มะเร็งกล่องเสียง คอหอย หลอดอาหาร ตับ ลำไส้ และเต้านม ดังนั้นเพื่อจำกัดความเสี่ยงคุณควรเลิกดื่มแอลกอฮอล์ หรือจะลองเริ่มต้นลดปริมาณดูก็ไม่ควรดื่มเกิน 4 แก้วต่อสัปดาห์

5. ลดน้ำหนักลง เพราะความอ้วนเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก

6. หยุดสูบบุหรี่ เพราะยาสูบเป็นเหตุแห่งมะเร็งปอด และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ไต ตับอ่อน
7. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ จะทำให้ความเสี่ยงต่อมะเร็งลดน้อยลง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าออกกำลังกายให้ได้ 5 วัน ต่อสัปดาห์จะดีเยี่ยม

8. ปกป้องผิวจากแสงแดด โดยเฉพาะใช้ครีมกันแดด SPF 25 ขึ้นไป และควรเลี่ยงแสงแดดช่วงเวลาสิบโมงเช้าถึงบ่ายสามโมงเย็น

9. หลีกเลี่ยงจากสิ่งแวดล้อมที่ก่อมลพิษที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ใยหิน (Asbestos) และ Carcinogen ที่ใช้กันในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือน สารเคมีที่ใช้ในบ้าน เช่น ยาฆ่าแมลง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันรถยนต์ต่างๆ เป็นต้น

10. คอยหมั่นสังเกตและตรวจความผิดปกติของร่างกายตัวเองเป็นประจำ และตรวจสุขภาพประจำทุกปี

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

กินยาคุมกำเนิดให้ถูกวิธี

กินยาคุมกำเนิดให้ถูกวิธี
การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยา ทั้งในผู้ที่ใช้ยาเป็นครั้งแรก ผู้ที่ต้องการเริ่มใหม่หลังจากหยุดใช้ยาไปช่วงหนึ่ง ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ใน 2 สัปดาห์แรกต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ร่วมด้วย

เรื่อง ภญ.อัมพร จันทรอาภรณ์กุล

การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงเนื่องจากการกินยาเป็นวิธีที่ง่ายไม่เจ็บตัว ราคาถูก ผลป้องกันการตั้งครรภ์ได้สูง ใช้กันอย่างคุ้นเคยมานานแล้ว สะดวก หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ต้องเข้าใจเมื่อเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

เมื่อรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแผงแรก ควรทำอย่างไร
เช่น ให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย เพราะยาจะยังไม่มีผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที หลังจากนั้นสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ยกเว้นถ้าลืมกินยาในบางกรณีอาจต้องใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นๆ ร่วมด้วยอีกเช่นกัน

นอกจากนี้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผง 21 เม็ดที่มีช่วงเวลาหยุดยา 7 วันในช่วงเวลาที่หยุดยาก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติทำอย่างไรหากต้องกินยาอื่นร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิด
ถ้ามีการเจ็บป่วยอื่นๆ ขณะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เมื่อไปพบแพทย์ หรือซื้อยากินเองควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบว่ากำลังใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดอยู่ เนื่องจากมียาหลายชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค ลมชัก และยาปฎิชีวนะบางตัวที่ทำให้ประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิดลดลงเมื่อนำมาใช้ร่วมกัน และอาจส่งผลให้มีเลือดออกผิดปกติ หรือตั้งครรภ์ได้ ซึ่งหากต้องใช้ยาเหล่านั้นเป็นเวลานานอาจต้องเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีปริมาณตัวยาสูงขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นแทน

อาการข้างเคียงจากยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการเจ็บคัดเต้านม เลือดออกกะปริดกะปรอย น้ำหนักตัวเพิ่ม มีสิว มีฝ้า ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักหายไปได้เองหลังจากใช้ยาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ถึง 3 เดือน

ทำไมกินยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วตั้งครรภ์

1.รับประทานยาอื่นร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิด (ซึ่งกล่าวไปแล้วข้างต้น)
2.ลืมกินยา

ทำอย่างไรถ้าลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นยาที่ต้องใช้อย่างต่อเนื่อง การลืมกินยาเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยๆ แม้ว่าไม่เป็นอันตรายแต่ก็มีผลเสีย เช่น ทำให้ผู้ใช้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย และถ้าลืมกินบ่อยๆ อาจเกิดการตั้งครรภ์ได้ จึงควรกินยาในเวลาเดียวกันทุกวัน เก็บยาในที่เห็นได้ง่ายๆ เพื่อช่วยเตือนไม่ให้ลืมกินยา กรณีที่ลืมกินยาแล้วให้แก้ไข ดังนี้

ลืม 1 เม็ด ให้กินทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปในเวลาเดิม

ลืมตั้งแต่ 2 เม็ด ขึ้นไป ติดต่อกันในช่วง 2 สัปดาห์แรก (14 เม็ดแรกของแผง ซึ่งเป็นยาฮอร์โมน) ให้กิน 1 เม็ดทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปในเวลาเดิมตามปกติจนหมดแผง

ลืมตั้งแต่ 2 เม็ด ขึ้นไป ติดต่อกันในช่วงสัปดาห์ที่ 3 (เม็ดที่ 16-21 ของแผง ซึ่งเป็นยาฮอร์โมน) ให้กิน 1 เม็ดทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปในเวลาเดิมตามปกติจนหมดแผงครบ 21 เม็ด และเริ่มกินยาฮอร์โมนเม็ดแรก ของแผงใหม่ติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเว้นระยะ 7 วัน

กรณีที่เป็นยาชนิดแผงละ 28 เม็ด ให้ทิ้งยาหลอก 7 เม็ดไป

กรณีที่ลืมมากกว่า 2 เม็ดในช่วงใดก็ตาม ให้ใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่น เช่น การใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย เป็นต้นทำอย่างไรหากประจำเดือนไม่มา
ถ้าไม่ลืมกินยาไม่ต้องวิตกกังวล และให้เริ่มต้นยาแผงใหม่ตามเวลาปกติ แต่ถ้าขาดประจำเดือนนานติดต่อกัน 2 เดือน ต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ ถ้าลืมกินยาก็ต้องตรวจการตั้งครรภ์เช่นกัน


ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today,http://lifestyle.th.msn.com/health/sexualhealth/article.aspx?cp-documentid=3546872

วิธีแก้สารพันปัญหาเรื่องกลิ่นตัว

วิธีแก้สารพันปัญหาเรื่องกลิ่นตัว
กำลังตั้งครรภ์อยู่ค่ะ สังเกตว่ามีกลิ่นตัวมากเหลือเกินค่ะ อยากถามคุณหมอเรื่องการดูแลไม่ให้เกิดกลิ่นตัวและการใช้ยาดับกลิ่น
นพ.ประวิตร พิศาลบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง

กลิ่นตัวเกิดได้อย่างไร

Q. ช่วงหน้าร้อนหน้าฝน ผมมักมีเหงื่อออกมากจนเกิดกลิ่นตัว อยากทราบว่ากลิ่นตัวเกิดได้อย่างไรครับ?
องอาจ / จ.สมุทรปราการ

A. ตามธรรมชาติเหงื่อนั้นเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่ โดยปกติต่อมเหงื่อมี 2 ชนิด ชนิดแรกเรียกว่า ต่อมเหงื่อเอ็คครายน์ (eccrine) มีกระจายทั่วร่างกาย นับได้ประมาณ 2 ล้านต่อม เป็นต่อมเหงื่อที่หลั่งเหงื่อใสๆ ออกมาเวลาร้อนจัด ส่วนต่อมเหงื่ออีกชนิดเรียกว่า ต่อมเหงื่ออะโปครายน์ (apocrine) มักอยู่ตามรักแร้ รอบหัวนม ทวารหนัก และรอบอวัยวะเพศ

กลิ่นตัวทั่วไปนั้นเกิดจากการที่ต่อมเหงื่ออะโปครายน์หลั่งของเหลวสีคล้ายน้ำนมออกมา แต่เนื่องจากมีเป็นจำนวนน้อยมาก จึงไม่ค่อยได้สังเกตเห็นกัน แล้วมีแบคทีเรียตามผิวหนังออกมาย่อยสลายของเหลวนั้นทำให้เกิดกลิ่นตุๆ ขึ้นได้ พบว่าอาหารบางอย่าง เช่น หอมและกระเทียม เครื่องเทศ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วส่งกลิ่นออกมากับเหงื่อได้ เท้าที่ใส่ถุงเท้ารองเท้าอยู่ทั้งวันมีเหงื่ออับชื้นอยู่ตลอดทำให้แบคทีเรียเติบโตมาก เมื่อถอดถุงเท้ารองเท้าจะได้กลิ่นเหม็นโชยไปไกลได้ อากาศที่ร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนและฤดูฝนทำให้มีเหงื่อมากกว่าปกติ อารมณ์ที่ตึงเครียด กระวนกระวายใจ ก็ทำให้เหงื่อออกได้ พบว่าการสูบบุหรี่ทำให้เหงื่อหลั่งมากขึ้นเช่นกัน แต่เหงื่อใสที่หลั่งโดยต่อมเหงื่อเอ็คครายน์นี้ช่วงแรกก็ไม่มีกลิ่น ต่อเมื่อเมื่อมีการเติบโตของแบคทีเรียจะเกิดกลิ่นตัวขึ้น พบว่าคนอ้วนและผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดกลิ่นตัวง่ายกว่าคนทั่วไป

การดูแลผิวพรรณไม่ให้เกิดกลิ่นตัว

Q. กำลังตั้งครรภ์อยู่ค่ะ สังเกตว่ามีกลิ่นตัวมากเหลือเกินค่ะ อยากถามคุณหมอประวิตร พิศาลบุตรเรื่องการดูแลไม่ให้เกิดกลิ่นตัวและการใช้ยาดับกลิ่นค่ะ
อาทิตยา / จ.กรุงเทพฯ

A. ตามปกติเวลาตั้งครรภ์ ต่อมเหงื่ออะโปครายน์ที่หลั่งเหงื่อสีน้ำนมมักทำงานลดลง แต่ว่าที่คุณแม่ก็อาจส่งกลิ่นตัวได้ เพราะต่อมเหงื่อเอ็คครายน์ที่หลั่งเหงื่อใสทำงานมากขึ้น ทำให้ผิวหนังชื้นแฉะเชื้อแบคทีเรียเติบโตได้ดี โดยทั่วไปแนะนำว่าเวลาตั้งครรภ์ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งบางและหลวมเพื่อให้เหงื่อระบายออกไปได้ง่าย ควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายวันละ 1-2 ครั้ง ใช้สบู่อ่อนฟอกตามตัวและตามซอกพับ ถ้าบริเวณใดอับชื้นง่าย เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือซอกนิ้วเท้า ก็ให้ใช้แป้งฝุ่นโรยเพื่อดูแลให้ผิวหนังบริเวณนั้นแห้ง

เสื้อผ้าต้องซักให้สะอาด ผึ่งแดดให้แห้งสนิทได้ก็ดี เพราะเสื้อผ้าที่ไม่สะอาดและอับชื้นอยู่เสมอเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นตัวได้ นอกจากนั้นยังพบว่ากลิ่นตัวยังติดอยู่กับเสื้อผ้าได้ด้วย

การโกนขนรักแร้ช่วยลดกลิ่นตัวได้ เพราะเชื้อแบคทีเรียชอบบริเวณที่อับชื้นอย่างเช่นที่รักแร้อยู่แล้ว ลดการรับประทานเครื่องเทศ เช่น หอม กระเทียม และลดการรับประทานหน่อไม้ฝรั่ง เพราะอาหารเหล่านี้ล้วนเสริมให้กลิ่นตัวมากขึ้นได้ ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนผสมอยู่ เช่น กาแฟ ชา และน้ำอัดลม สารคาเฟอีนกระตุ้นให้หลั่งเหงื่อได้มาก รวมทั้งงดการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นอกจากก่อกลิ่นตัวแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์ด้วยครับ

ถ้าดูแลรักษาตามแบบที่ว่าแล้วยังมีเหงื่อออกมากหรือมีกลิ่นตัวอยู่ ก็ควรเลือกใช้ยาลดเหงื่อ ยาดับกลิ่น หรือไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง

การเลือกใช้ยาดับกลิ่นตัว

Q. อยากถามว่าควรเลือกใช้ยาดับกลิ่นตัวและลดเหงื่ออย่างไหนดีคะ?
ภัคจิรา / จ.ชลบุรี

A. ยาลดเหงื่อ (antiperspirants) ที่ขายในท้องตลาดไม่ว่าในรูปครีม รูปแท่ง โลชัน แป้งฝุ่น หรือ โรลออน มักลดการหลั่งของเหงื่อได้ดีกว่าสเปรย์พ่น แต่จะเลือกใช้แบบใดก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว คือชอบว่าแบบใดที่ใช้ง่ายที่สุด ใช้แล้วไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ ใช้แล้วไม่แสบไม่คัน เมื่อทายาลดเหงื่อแล้วเหงื่อลดน้อยลง ย่อมเป็นการดับกลิ่นตัวไปด้วยทางอ้อม อย่างไรก็ตาม หากเหงื่อออกไม่มากแต่ก็มีกลิ่นตัว ขอแนะนำให้ใช้ยาดับกลิ่นตัวโดยตรงจะดีกว่าครับ

ส่วน ยาดับกลิ่นตัว (deodorants) ไม่ลดการหลั่งของเหงื่อ ประกอบด้วยสารที่มีฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียผสมกับสารที่มีกลิ่นหอม จึงทำให้กลิ่นตัวลดลงได้ ยาดับกลิ่นตัวในท้องตลาดก็มีอยู่หลากหลายรูปแบบกับยาลดเหงื่อนั่นเอง บางครั้งอาจมีอาการแพ้ ระคายเคือง ตามบริเวณที่ทายาดับกลิ่นตัวหรือยาลดเหงื่อได้ ควรเปลี่ยนชนิดดู เลือกใช้ชนิดที่โฆษณาว่าใช้แล้วเกิดแพ้ได้น้อย (hypoallergenic products) ถ้ายังแพ้อยู่ก็ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อหาสาเหตุของการแพ้และหาวิธีกำจัดกลิ่นตัวที่เหมาะสมต่อไป

เทคนิคต่างๆที่รักษากลิ่นตัว

Q. มีกลิ่นตัวมาก ใช้ยาดับกลิ่นแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น มีเทคนิคทางการแพทย์อะไรบ้างครับที่ใช้รักษากลิ่นตัวได้?
คุณภัทร / จ.ปทุมธานี

A. เทคนิคทางการแพทย์ที่รักษากลิ่นตัว ในกรณีที่รักษาสุขอนามัย ใช้ยาลดเหงื่อยาดับกลิ่นแล้วไม่ได้ผล เช่น การดูดไขมันเพื่อเอาต่อมเหงื่ออะโปครายน์ออก (removal of apocrine sweat glands by superficial liposuction) การผ่าตัดต่อมเหงื่ออะโปครายน์ออก (removal of apocrine sweat glands by surgical excision) ยารับประทานบางชนิด (anticholinergic or beta-blocking drugs) การใช้เทคนิคไอออนโต (iontophoresis) การผ่าตัดปมประสาทซิมพาเทติก (sympathectomy) การฉีดสารพิษโบทูลินัม หรือ โบท็อกซ์ (botulinum toxin injection) มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารผิวหนังของอเมริกา (Archives of Dermatology) ศึกษาการฉีดสารโบท็อกซ์เพื่อลดกลิ่นตัว โดยใช้อาสาสมัคร 16 คน ให้สวมเสื้อยืดผ้าฝ้ายคอปกสีขาวเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ห้ามใช้ยาดับกลิ่นยาลดเหงื่อ ห้ามรับประทานหอม กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง และห้ามสัมผัสกอดรัดกับคู่ครอง 2 วันก่อนและระหว่างการทดลอง หลังจากครบ 24 ชั่วโมงจะมีการดมทดสอบกลิ่นตัว (sniff test) หลังจากนั้นผู้เข้ารับการทดลองจะได้รับการฉีดโบท็อกซ์เข้าในรักแร้ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านถูกฉีดด้วยน้ำเกลือเปล่า หลังจากนั้น 7 วัน คณะผู้วิจัยจะดมทดสอบกลิ่นตัวอีกครั้ง ผลการทดลองพบว่ารักแร้ด้านที่ฉีดโบท็อกซ์มีกลิ่นและมีเหงื่อลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับด้านที่ฉีดน้ำเกลือเปล่า อย่างไรก็ตามเทคนิคเหล่านี้อาจมีข้อแทรกซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงควรเลือกใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นครับ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

หยอดน้ำเกลือล้างจมูก

หยอดน้ำเกลือล้างจมูก
สุขภาพของลูกน้อยคือสิ่งสำคัญที่คุณพ่อ คุณแม่ไม่ควรมองข้าม โดยโรคที่พบว่าเด็ก ๆ ป่วยกันบ่อยนั้นคือ โรคหวัด มีน้ำมูก ร่วมกับอาการไอ และมีไข้อาการที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะลูกน้อยหายใจรับสิ่งสกปรก เชื้อโรคที่มีอยู่ในอากาศเข้าไปในร่างกาย ดังนั้น การทำความสะอาดจมูก จึงเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันการป่วย อาทิ โรคหวัด โรคไข้หวัด โรคไซนัสอักเสบ โรคภูมิแพ้ ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก

สำหรับการล้างจมูกนั้น จะใช้น้ำเกลือบริสุทธิ์จากโซเดียม คลอไรด์ ที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เพราะมีความเข้มข้นเท่ากับเลือด การล้างจมูกทำได้ในทุกวัย ตั้งแต่เด็กอ่อนไปจนถึงผู้ใหญ่ โดยประโยชน์ของการล้างจมูกนั้นจะช่วยล้างสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง เชื้อโรคที่เกาะติดอยู่ในช่องจมูก เพราะฉะนั้นผู้ที่ล้างจมูกเป็นประจำจะไม่ค่อยมีอาการป่วยจากกลุ่มของโรคที่กล่าวไป

ส่วนปริมาณของน้ำเกลือบริสุทธิ์ที่จะใช้หยอดล้างจมูกนั้นขึ้นอยู่กับวัย อย่างในเด็กเล็ก ๆ อาจใช้หยอดเพียงเล็กน้อยโดยใช้ดรอปเปอร์ ขณะที่เด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยกับการล้างจมูกให้หยอดโดยใช้ไซริ้งค์ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรณ์ในเรื่องของปริมาณน้ำเกลือที่เหมาะสม

วิธีการล้างจมูกนั้น เริ่มจากตั้งศีรษะตรง สอดปลายดรอปเปอร์หรือไซริ้งค์เข้าไปในรูจมูก โดยให้ชิดจมูกด้านบน โดยให้หายใจทางปากหรือกลั้นหายใจ หยอดหรือฉีดน้ำเกลืออย่างเบามือ ให้น้ำเกลือไหลลงเข้าจมูก แล้วไหลออกทางปากหรือไหลย้อนออกมาทางรูจมูกอีกข้างหนึ่ง จากนั้นให้สั่งน้ำเกลือออกจากจมูกทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน และบ้วนน้ำเกลือที่ไหลลงลำคอทิ้งไปด้วย.

takecareDD@gmail.com


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

แก้อาการเป็นตะคริว

แก้อาการเป็นตะคริว
สำหรับคนที่เป็นตะคริวบ่อยๆอ่านทางนี้ เรามีเคล็ดลับวิธีแก้อาการตะคริวแบบง่ายๆมาบอกเริ่มจากการ เป็นตะคริวที่น่อง ให้เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวให้ตรง ใช้มือข้างหนึ่งยกประคองส้นเท้าและใช้มืออีกข้าง ดันปลายเท้าขึ้นลงให้เต็มที่อย่างช้าๆ ประมาณ 5 นาที แล้วหาครีมหรือน้ำมันมานวดซ้ำอีกที เพื่อกระตุ้นให้เลือดตรงบริเวณนั้นไหลเวียน

หากเป็นตะคริวที่ต้นขา ให้เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวให้ตรง แล้วใช้มือข้างหนึ่งยกประคองส้นเท้า ส่วนอีกข้างกดลงบนหัวเข่า จากนั้นค่อยๆนวดบริเวณที่เป็นตะคริว

หรือเป็นตะคริวที่นิ้วเท้า ให้เหยียดนิ้วเท้าให้ตรง และลุกขึ้นยืนเข่ยงเท้า จากนั้นค่อยๆนวดบริเวณ นิ้วเท้าอย่างเบามือ

สุดท้าย ตะคริวที่นิ้วมือ ให้เหยียดนิ้วมือออก แล้วนวดเบาๆบริเวณนิ้วมือที่เป็น

แนะว่าคนที่เป็นตะคริวบ่อยๆควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อยทอดผักคะน้า ผักหวาน กระถิน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ลูกพรุน งาดำ และ เต้าหู้ เป็นต้น


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วิธีถนอมดวงตาขั้นพื้นฐาน

วิธีถนอมดวงตาขั้นพื้นฐาน
ดูแลดวงตาของตนเองด้วยวิธีง่าย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อไม่ให้สายตาเกิดปัญหาจากการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ว่าคุณผู้อ่านจะมีปัญหาสายตาหรือไม่ รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการรักษาสายตาผิดปกติ ด้วยวิธีเลสิก ก็ยังแนะนำให้ทุกท่าน หรือที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ วิชั่น ซินโดรม

เริ่มจากการใช้สายตามองจอคอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาทุก ๆ ½ หรือ 1 ชั่วโมง นาน 5 - 10 นาที โดยหันหน้าออกจากจอคอมพิวเตอร์เพื่อมองสิ่งอื่น ๆ เช่น ต้นไม้สีเขียว ให้รู้สึกสบายตา ลดความเมื่อยล้าของดวงตา และเพื่อป้องกันอาการตาแห้งที่มักทำให้รู้สึกแสบตาร่วมกับอาการน้ำตาไหลให้กระพริบตาถี่ ๆ ระหว่างมองจอคอมพิวเตอร์จะช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้

ส่วนเรื่องของอาหารการกินที่เป็นประโยชน์กับดวงตา ให้รับประทานอาหารที่มีวิตามิน แคโรทีน วิตามินบี และเอบี ผักใบเขียวทุกชนิดไม่ใช่แค่ผักบุ้งตามความเชื่อเท่านั้น และที่สำคัญไม่แพ้อาหารคือการพักผ่อนด้วยการนอนหลับอย่างเพียงพอ ป้องกันดวงตาขุนหมองอิดโรยและเหนื่อยล้า

สุดท้ายสำคัญเพราะสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปหลังจากโลกร้อนขึ้นพาให้แสงแดดยิ่งร้อนแรงสว่างจ้าจนสายตาสู้ไม่ไหว ดังนั้นจึงควรสวมแว่นกันแดดเพื่อลดทอนแสงยูวีถือเป็นการถนอมจอประสาทตา ทั้งยังช่วยป้องกันฝุ่นละอองที่พัดมากับลมได้

เพียงแค่ดูแลดวงตาตามข้อควรปฏิบัติขั้นพื้นฐานก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสายตา ส่วนผู้ที่มีปัญหาสายตาอยู่แล้ว ก็จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้ปัญหารุนแรงขึ้นได้.

takecareDD@gmail.com


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ตากแดดรับวิตามินเลี่ยงกระดูกพรุน

ตากแดดรับวิตามินเลี่ยงกระดูกพรุน
สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนมักจะมีอาการปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับน้ำหนัก รวมทั้งมีอาการปวดตามข้อต่อต่าง ๆ ร่วมด้วย และการเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย ๆสำหรับการขาดฮอร์โมนเพศในสตรีวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เคยช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระดูก อาจทำให้สตรีวัยทองมีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูง สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนมักจะมีอาการปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับ น้ำหนัก อาทิ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง รวมทั้งมีอาการปวดตามข้อต่อต่าง ๆ ร่วมด้วย และการเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย ๆ

การดื่มนม รับประทานอาหารทีมีแคลเซียมและโปรตีน ถือเป็นการสะสมแคลเซียมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงเกิดภาวะกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยทองได้ นอกจากนี้ยังควรให้ผิวผนังได้ถูกแสงแดดเพื่อรับวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม และรักษาระดับแคลเซียมในกระแสเลือด เสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ และควบคุมการทรงตัว

สำหรับการรับแสดงแดด ก็มีช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยควรเป็นแสงแดดในช่วงเวลา 8.30 - 09.00 น. และอีกช่วงคือ 16.00 - 16.30 น. ที่ สำคัญในการรับให้ผิวหนังถูกแสงแดดตามช่วงเวลาที่แนะนำนั้นไม่ควรทาครีมกัน แดดที่มีค่าเอสพีเอฟเกิน 35 เนื่องจากสารเคมีในครีมกันแดดจะเป็นตัวต้านไม่ให้ผิวหนังได้รับรังสียูวีที่ เป็นประโยชน์กับการสังเคราะห์ให้ได้วิตามินดี

ทั้งนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย.

takecaredd@gmail.com


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วิธีแก้อาการคอเคล็ด

วิธีแก้อาการคอเคล็ด
ใครที่มีอาการคอเคล็ดบ่อยๆ วันนี้เรามีวิธีปฏิบัติมาบอกบีบนวดคลายกล้ามเนื้อลงบนแนวของกล้ามเนื้อที่รู้สึกปวดเมื่อย หรือนอนราบ เพื่อให้กล้ามเนื้อคอได้พัก

ใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือผ้าชุบน้ำอุ่น ประคบบริเวณกล้ามเนื้อต้นคอที่เคล็ด ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วนวดเบาๆตรงบริเวณคอ เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว

ใช้มือช่วยดันศีรษะไปในทิศทางที่เกิดอาการตึงช้าๆ จนรู้สึกตึงเล็กน้อย ดันค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง จนรู้สึกว่าอาการทุเลาลง

รับประทานยาจำพวกคลายกล้ามเนื้อ คลายเส้นประสาท เพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น

วิธีง่ายๆลองทำดู.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เคล็ดลับแต่งหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัย

เคล็ดลับแต่งหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัย
ใครที่อยากแต่งหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัย วันนี้เรามีเคล็ดลับมาฝากยกหางตาด้วยการเปลี่ยนทรงคิ้ว ให้กันคิ้วในลักษณะโก่งจะทำให้ใบหน้าเฉี่ยวขึ้น แล้วใช้อายแชโดว์ชนิดฝุ่นเขียนคิ้วแทนดินสอที่เคยใช้อยู่ เพื่อให้คิ้วนุ่มนวลดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และอาจปรับเฉดสีคิ้วให้อ่อนลง 1-2 เฉด จะช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนหวานขึ้น

ใช้คอนซีลเลอร์อำพรางจุดบกพร่องและริ้วรอย เลือกชนิดเนื้อครีมที่มีสีพื้นฐานเป็นสีพีชหรือสีเหลือง เพื่อขจัดปัญหาวงคล้ำเขียวหรือม่วงใต้ขอบตา หลีกเลี่ยงคอนซีลเลอร์ที่อ่อนกว่าสีผิวจริง เพราะอาจทำเกิดรอยด่างได้

ปัดแป้งทับรองพื้นอย่างเบาบางที่สุด เพื่อไม่ให้เนื้อแป้งลงไปฝังตามร่องผิวเผยให้เห็นรอยมากกว่าเดิม

ใช้บลัชออนชนิดครีมแทนฝุ่น เพื่อให้ดูเนียนเป็นธรรมชาติ และไม่ให้เนื้อฝุ่นลงไปฝังตามร่องเช่นเดียวกัน

เลือกทาปากด้วยเฉดสีอ่อน และเพื่อให้ริมฝีปากดูอวบอิ่ม ให้แตะลิปกลอสสีอ่อนใสตรงกึ่งกลางริมฝีปากล่าง

เลือกใช้รองพื้นที่อุดมไปด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ และในเวลาที่ไม่ได้ทารองพื้นอย่าลืมทาครีมบำรุงที่ช่วยเติมความชุ่มชื่นและความสดใสให้กับผิวพรรณด้วย พยายามใช้รองพื้นในปริมาณที่น้อยและเฉพาะบริเวณที่ต้องการปกปิดเท่านั้น และอย่าทาบริเวณที่มีริ้วรอย

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้หน้าดูอ่อนกว่าวัยแล้ว.

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

จากโรงเรียนนานาชาติ...สู่รั้วมหาวิทยาลัย

จากโรงเรียนนานาชาติ...สู่รั้วมหาวิทยาลัย
คำถามเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งอยู่ในความสนใจของผู้ปกครองจำนวนมากในขณะนี้ไม่ใช่เพียงแค่โรงเรียนนานาชาติมีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร แต่รวมถึงทางเลือกของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า “เด็กอินเตอร์” มีมากน้อยแค่ไหนในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย เปิดรับนักเรียนหลายสัญชาติพร้อมกับจัดหลักสูตรที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรระบบอังกฤษ, อเมริกา, ออสเตรเลีย, IB โดยส่วนใหญ่ภาษาที่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน คือ ภาษาอังกฤษ

โรงเรียนนานาชาติที่ยึดการเรียนการสอนระบบอังกฤษมาใช้นั้น การจัดระบบการศึกษาแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ระดับก่อนวัยประถมวัย จะเรียกว่า Foundation Stages โดยที่ครูผู้สอนจะสอนในแนวทางที่ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนตลอดเวลา กิจกรรมต่าง ๆ จะต้องมีส่งเสริมการเรียนเรียนรู้และกระตุ้นการฝึกทักษะ และความเข้าใจของเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในการเรียน เมื่อนักเรียนอายุครบ 5 ขวบ จะเข้าสู่ระดับการศึกษาที่เรียกว่า Key Stage 1 และจะสำเร็จระดับ Key Stage 4 เมื่อจบ Year 11 (อายุ 16 ปี) โดยนักเรียนต้องเรียนในวิชาหลัก คือ วิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดทั้งสี่ระดับ ในขณะเดียวกัน วิชาอื่น ๆ เช่น ประวัติศาสตร์, ศิลปะการสร้างสรรค์, ภูมิศาสตร์, คอมพิวเตอร์ ก็จะถูกจัดแทรกไว้ในตารางสอน การที่จะสำเร็จการศึกษาในระดับสี่นั้น นักเรียนจะต้องสอบ International General Certificate of Secondary Education (IGCSE) ให้ผ่าน ก่อนที่จะเข้าหลักสูตร GCE Advanced Level ใน Year 12 และ Year 13 และสำหรับนักเรียนที่สอบผ่านหลักสูตร IGCSE นั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยยอมรับและรับรองให้เทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงสามารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้ สำหรับทางเลือกในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทยในโรงเรียนนานาชาตินั้น จากเดิมที่มักจะไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันนี้มีมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐ และ เอกชนมากมายเปิดหลักสูตรนานาชาติ ระดับปริญญาตรี โดยใช้วิธีการสอบตรงในแต่ละคณะโดยไม่ต้องผ่านระบบ Admission เหมือนสายสามัญ

โรงเรียนรัศมีนานาชาติ ขอเรียนเชิญผู้ปกครองและนักเรียนเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ “จากโรงเรียนนานาชาติ...สู่รั้วมหาวิทยาลัย” โดยมีวิทยากรจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.พรชัย ชุณหจินดา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาให้ความรู้ความเข้าใจในการศึกษาระบบนานาชาติในระดับอุดมศึกษา พร้อมร่วมพูดคุยกับศิษย์เก่าโรงเรียนรัศมีนานาชาติ และเข้าชมบูธแนะแนวการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ ในวันศุกร์ที่ 26 มีนาคม 2553 ระหว่างเวลา 14.00 – 15.00 น. ณ อาคารมัธยมโรงเรียนรัศมีนานาชาติ สนใจสามารถติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่โรงเรียนรัศมีนานาชาติ โทรศัพท์ 0-2644-5291-2 ต่อ 0 และ 101


ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

เหงื่อบอกอาการของโรค


เหงื่อบอกอาการของโรค
ทราบหรือไม่ เหงื่อ สามารถบอกอาการผิดปกติของร่างกายได้ วันนี้เรามีเรื่องนี้มาบอก
เครียด เหงื่อจะออกมากบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รักแร้ หน้าผาก พร้อมกับมีอาการใจสั่น มือสั่น และชีพจรเต้นเร็ว

ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หรือ คอพอก เหงื่อจะออกทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือทั้งสองข้าง และยังมีอาการหงุดหงิด เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือสั่น น้ำหนักลด ตาโปน ผมร่วง หิวน้ำบ่อย

วัณโรค เหงื่อออกมากทั่วร่างกายโดยเฉพาะในเวลากลางคืน พร้อมกับเป็นไข้ และมีอาการไอเรื้อรัง

เบาหวาน เหงื่อออกตามร่างกายทุกส่วน โดยเฉพาะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า พร้อมกับมรอาการใจสั่น เหนื่อยหอบเหมือนจะเป็นลม

รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมสำรวจตนเองดู ด้วยความปรารถนาดี.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

แนะเทคนิค "สร้างกำลังใจ" ในวันหดหู่

แนะเทคนิค "สร้างกำลังใจ" ในวันหดหู่
หากท่านผู้อ่านหรือคนใกล้ตัวของท่านผู้อ่านกำลังมีปัญหาด้านการเงิน สุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ หรือแม้แต่ปวดหัวกับข้อสอบโอเน็ต และตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังกับตัวเอง วันนี้ ทีมงานเราพบเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณหรือคนที่คุณรักผ่านพ้นกับสถานการณ์อันเลวร้ายดังกล่าวนี้ได้ค่ะ ซึ่ง 9 เทคนิคที่ว่านั้นจะมีอะไรบ้าง ลองไปติดตามกันดูค่ะ1. อย่าโทษตัวเอง

นำข้อนี้มาวางไว้เป็นข้อแรก เพราะการโทษตัวเองเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้ซึ่งเผชิญหน้ากับความผิดหวัง - ความเศร้าหมองมักทำก่อนข้ออื่น ๆ ดังนั้น หากสามารถเลิกโทษตัวเองได้ คน ๆ นั้นก็จะสามารถก้าวข้ามความตึงเครียดที่เผชิญอยู่ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ในที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น หากผู้ที่กำลังทุกข์มองว่าภาวะดังกล่าวก็ไม่แตกต่างจากการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน หรือมะเร็ง ที่ต้องการการปรับปรุงเปลี่ยนวิถีชีวิต หรือมุมมองก็จะทำให้เขารับมือกับภาวะซึมเศร้านี้ได้ง่ายมากขึ้น

2. หาใครสักคนเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ

แม้ปัญหาที่ถาโถมเข้ามาจะไม่เหมือนกับอาการขาหัก - แขนหักที่ทุกคนมองเห็นและพร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ในยามนี้ การมีใครสักคนให้เราได้ปรึกษาสามารถช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นเร็วกว่าการเก็บความทุกข์เอาไว้กับตัวเองคนเดียวอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี การจะหาคนปรึกษาในยุคนี้อาจต้องทำความเข้าใจด้วยว่า คนบางคนก็ไม่พร้อมจะรับฟังและให้การสนับสนุนคุณ แถมบางครั้งอาจไม่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นเสียอีก ในกรณีนี้ ลองมองหาคนสนับสนุนที่สามารถให้ความรักคุณได้อย่างไม่มีข้อจำกัด เช่น พ่อแม่ สามี-ภรรยา หรือเพื่อนสนิทที่รู้จักนิสัยคุณดีมาเป็นผู้รับฟัง เพราะเขาเหล่านั้นอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่ชีวิตคน ๆ หนึ่งจะพึงมี

3. เลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อน

หากตอนนี้คุณมีอาการซึมเศร้าอยู่และต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญ คำแนะนำที่จำเป็นก็คือ พยายามเลื่อนการตัดสินใจนั้นออกไปก่อน เพราะความรู้สึกหดหู่สามารถส่งผลกระทบต่อมุมมองและการตัดสินใจของตัวบุคคลนั้น ๆ ให้เป็นไปในแง่ลบได้ ดังนั้น การรีบตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ หรือเรื่องสำคัญในตอนนี้ดูจะไม่เป็นผลดีมากนัก เพราะอาจทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ เลวร้ายลงกว่าที่ควรจะเป็น จึงควรยืดการตัดสินใจต่าง ๆ ออกไปจนกว่าจิตใจของคุณจะดีขึ้น

แต่หากการตัดสินใจนั้นต้องทำโดยเร่งด่วน หรือไม่สามารถผัดผ่อนออกไปได้ ก็ควรขอคำแนะนำจากกัลยาณมิตร หรือคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเพื่อพิจารณาร่วมด้วย จะช่วยให้การตัดสินใจนั้น ๆ เกิดขึ้นบนมุมมองที่มีความหลากหลายมากขึ้น

4. ยิ่งเศร้าหมองยิ่งต้องดูแลสุขภาพ

อาจเป็นเรื่องยากที่จะฉุดคนไม่มีกำลังใจให้ลุกไปออกกำลังกาย แต่ถ้าหากจะปล่อยให้ความเศร้าเข้ายึดครองพื้นที่ทุกมุมของชีวิตก็คงเปรียบเหมือนการไม่ยอมแก้ไขให้สถานการณ์ที่น่าหนักใจนี้พ้นผ่านไป การหมั่นออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้อาการเศร้าหมองในชีวิตผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังทำให้สุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

5. ปฏิบัติหน้าที่ตามกิจวัตรประจำวัน

การที่ปล่อยตัวเองจมอยู่กับความเศร้า และละเลยกิจวัตรประจำวันอาจทำให้ชีวิตของคุณดูแย่มากขึ้น จะดีกว่าหากยังคงทำสิ่งต่าง ๆ นั้นต่อไป เช่น ทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน ให้อาหารสุนัข รดน้ำต้นไม้ เพราะหากคุณมีสมาธิจดจ่อกับงานต่าง ๆ ที่ทำจะช่วยให้ลืมเรื่องที่ทำให้สิ้นหวัง - โศกเศร้าลงได้บ้าง
6. นอนหลับ

ความเครียดกับความเศร้าก็เหมือนไก่กับไข่ ที่บางครั้งความเครียดก็มาเยี่ยมเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ และบางครั้งเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอก็นำมาซึ่งความเครียด หากตอนนี้ทุกอย่างเข้ามารุมเร้าเยอะจนรับมือไม่ไหว การหยุดทุกอย่างเอาไว้แล้วนอนหลับพักผ่อนไปก่อนก็จะช่วยให้สภาพจิตใจหลังจากตื่นขึ้นมาดีขึ้น และมีสติไตร่ตรองมากขึ้น

7. อย่าทำจนเกินตัว

หลายครั้งที่คนเราจะเกิดความเครียดเพราะต้องรับมือกับหลายสิ่งหลายอย่างมากจนเกินไปในช่วงเวลาสั้น ๆ คำแนะนำในข้อที่ 7 คือการมองภารกิจเหล่านั้นให้เล็กลง พยายามไม่รับงานเพิ่มเข้ามา จากนั้นก็ค่อย ๆ สะสางงานเก่า ๆ ที่ค้างอยู่ให้หมดไป หรือลองแบ่งงานชิ้นใหญ่ ๆ ให้มีขนาดเล็กลง ทำไปทีละชิ้น ๆ จนครบ ก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของงานได้เช่นกัน

นอกจากนั้น การยอมรับความสามารถของตัวเองในช่วงที่เกิดอาการเครียด - หดหู่ว่าไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนช่วงที่สมองปลอดโปร่งก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ลองลดความคาดหวังกับตัวเองลงเหลือสัก 75 - 80 ปอร์เซ็นต์ดูบ้างก็คงไม่ผิดกระไร เพราะความเครียดนี้ก็เป็น

8. ทานอาหารที่มีประโยชน์

อาหารที่เราทุกคนรับประทานเข้าไป นอกจากจะช่วยบำรุงร่างกายแล้วยังส่งผลต่อสมองอีกด้วย ดังนั้น ยิ่งอยู่ในภาวะหดหู่ก็ยิ่งสมควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ดี บำรุงเลี้ยงสมองให้คิดแต่สิ่งดี ๆ ได้

9.หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์

มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่พบปัญหาในชีวิต แล้วหันไปพึ่งยาเสพติด เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หวังว่าการพึ่งพายาเสพติดเหล่านั้นจะช่วยให้จิตใจกลับมาดีได้ดังเดิม แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้อาการซึมเศร้าต่อเนื่องยาวนานมากกว่าเดิมแล้ว ยังมีผลต่อร่างกายในระยะยาวด้วย เพราะจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง การปฏิสัมพันธ์กับผู้คน หรือหากเสพเป็นประจำจนติดเป็นนิสัยก็ยังมีผลเสียต่อหน้าที่การงานด้วย

เรียบเรียงข้อมูลจาก Health.com

จิตแพทย์แนะวิธีลดเครียดในครอบครัว ช่วงการเมืองร้อนแรง!

จิตแพทย์แนะวิธีลดเครียดในครอบครัว ช่วงการเมืองร้อนแรง!
ภาพและเสียงเหตุการณ์ความรุนแรงจากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังตึงเครียด ซึ่งมีการนำเสนอทั้งภาพ และเสียงของเหตุการณ์การชุมนุมที่อาจเกิดการปะทะ ใช้ความรุนแรง รวมถึงการใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ อาจจะทำให้ทุกครอบครัวผู้บริโภคข่าวสารทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือเว็ปไซต์รู้สึกอินไปกับข่าวนั้นๆ จนเกิดความโกรธ และความเครียดตามมาได้
กับความตึงเครียดดังกล่าวข้างต้นนี้ "นพ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย" กรรมการผู้จัดการ และจิตแพทย์ โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า สังคมไทยในปัจจุบันที่กำลังเกิดความขัดแย้งรุนแรง ตึงเครียดจากสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตด้วยอารมณ์มากกว่าสติ และเหตุผล ถ้าหากผู้คนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเอง และใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหา ก็คงเป็นไปได้ยากที่ประเทศไทยจะหลีกพ้นการสูญเสียของทุกคนในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อ มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย บ้านเมืองเสียหาย เศรษฐกิจสังคมพังพินาศ คุณภาพชีวิตของคนลดลงไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นพ.ไกรสิทธิ์ บอกต่อว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่คนไทยทุกครอบครัว ต้องตั้งสติให้ได้ พินิจวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยความสุขุมรอบคอบ ต้องมองถึงผลระยะยาวมากกว่าผลระยะสั้นเฉพาะหน้า เรื่องของระบอบการปกครองทางการเมืองเป็นสิ่งที่คู่กับสังคมมนุษย์ ทุกสังคม ทุกยุคทุกสมัย สภาพสังคมของแต่ละประเทศ หรือแต่ละยุคสมัยย่อมมีลักษณะเฉพาะของมันเอง

ดังนั้นระบอบการปกครองที่จะทำให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขจึงจำเป็นต้องมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ประเทศไทยเราก็มีประสบการณ์ และบทเรียนด้านความขัดแย้งทางการเมืองมาหลายครั้ง และก็ได้ประสบกับความสูญเสียมาหลายครั้งเช่นกัน

"ในแง่ของการเมืองไทยขอให้มองว่า เราทุกคนอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงย่อมมีการขัดแย้งเกิดขึ้นเสมอ ทุกครั้งที่มีความขัดแย้งถ้าการแก้ไขใช้แต่อารมณ์ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นมาก แต่ถ้าเราใช้สติมากกว่าความเสียหายก็จะมีน้อย ในสังคมประชาธิปไตยแต่ละคนมีอิสระเสรีที่จะคิดอย่างไรก็ได้ ทุกคนไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนที่มีความคิดที่แตกต่างกันได้

โดยเฉพาะความแตกต่างทางด้านความคิด ถ้านำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ก็จะทำให้เกิดการพัฒนา เพราะจะช่วยให้สามารถมองเห็นปัญหาได้ละเอียดลึกซึ้งขึ้น มองเห็นข้อดีข้อเสีย มองเห็นทางเลือกของการแก้ไขปัญหาได้อย่างรอบด้าน แต่ถ้านำเอาความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาใช้อย่างไม่สร้างสรรค์ นั่นก็คือก่อให้เกิดความแตกแยก อารมณ์ขุ่นมัว ไม่พอใจทะเลาะเบาะแว้ง ปะทะกัน ทำลายล้างกัน ทุกคนก็จะพบกับความสูญเสีย" นพ.ไกรสิทธิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยให้ทุกครอบครัวมีสติ และสามารถดูแลกันและกันได้ รวมทั้งเพื่อลดระดับความเครียดลงไม่ให้ส่งผลร้ายแรงในช่วงการเมืองร้อนแรงที่ประกาศออกมานี้ จิตแพทย์แนะนำว่า ขณะที่ดูภาพข่าว หรือเหตุการณ์นั้นควรจะมีสติ และพยายามควบคุมอารมณ์ให้ได้ ควรที่จะฝึกผ่อนคลายจิตใจเพื่อไม่ให้ความเครียด และอารมณ์โกรธเหล่านั้นสะสมจนถึงจุดเดือด

แนวทางปฏิบัติ 7 ประการที่สามารถนำไปใช้เพื่อระงับความเครียดในครอบครัว อันจะนำไปสู่ความโกรธในช่วงที่สถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนแรง มีดังต่อไปนี้

1. ให้นึกเสมอว่าเรื่องของการเมืองย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องแตกแยกและเชื่อว่าทุกปัญหาต้องมีทางออก

2. ควรดูข่าวการเมือง เพื่อให้รู้ความเป็นไปของสถานการณ์ เพื่อความเข้าใจและการเตรียมความพร้อมที่เหมาะสม โดยไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ และมีอารมณ์ร่วมแบบโอเว่อร์มากจนเกินไป

3. เตือนตนเองว่า คนเราในโลกนี้แตกต่างกัน ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แม้แต่ตัวเราเองก็มีข้อบกพร่อง จะช่วยทำให้เข้าใจถึงสัจธรรมของโลกทำให้โกรธยากขึ้น ให้อภัยได้ง่ายขึ้น

4. คอยเตือนตนเองว่าความโกรธและความเครียดคือการเผาตัวเอง ทำลายสุขภาพตัวเอง พยายามสังเกตอารมณ์ตัวเองให้รู้เท่าทันว่ากำลังเครียด หรือกำลังจะโกรธ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความโกรธได้ง่าย

5. ฝึกชะลออารมณ์โกรธและสลายความเครียดโดยการเบี่ยงเบนความสนใจ ด้วยการนับ 1-10 หายใจเข้า – ออก ลึก ๆ ช้า ๆ พยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

6. หลีกเลี่ยงสถานที่หรือสถานการณ์ที่ยั่วยุให้เกิดอารมณ์โกรธ เพราะถ้าหากยังอยู่ในสถานที่นั่นอาจจะทำให้ความโกรธถึงจุดเดือด และปัญหาความเครียดก็จะตามมาได้

7. ฝึกให้อภัย และปล่อยวาง

นอกจากนั้น ทุกครอบครัวต้องดูแลสุขภาพกายของตนเองให้ดี ด้วยการรับประทานอาหาร และพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ เพราะคนที่หิว หรือนอนหลับผักผ่อนไม่เพียงพอ ก็จะเกิดอารมณ์โกรธ โมโห ใช้ความรุนแรงได้ง่าย ถ้าแก้ปัญหาด้วยตนเองแล้วยังไม่ได้ผล ควรขอคำปรึกษาจากคนใกล้ชิดที่มีประสบการณ์ไว้ใจได้ ในบางครั้งถ้าปัญหารุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องปรึกษานักจิตวิทยาคลินิก หรือจิตแพทย์ ซึ่งจะสามารถให้ความช่วยเหลือได้

นพ.ไกรสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องของการเมืองย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ก็ต้องเชื่อว่าทุกอย่างมีทางออก สิ่งที่ควรระวังมากที่สุดคือความเครียดจะไปบันดาลโทสะ ทำให้เกิดความรุนแรง ทุกคนจำเป็นต้องตั้งสติ ระงับอารมณ์โกรธให้ได้

ขณะเดียวกันก็ควรต้องเอาใจใส่คนรอบข้าง รวมทั้งเด็กด้วย เช่น การรับชมข่าวสารเหตุการณ์ การดูภาพความรุนแรง ๆ ซ้ำ ๆ ทั้งภาพและเสียงผ่านสื่อ มีผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ชมอย่างแน่นอน ทุกฝ่ายจึงควรให้ความระมัดระวังในเรื่องนี้ ขอให้ทุกคนตั้งสติ เอาใจใส่กัน ช่วยเหลือกัน เพื่อให้สังคมไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยความราบรื่น หรือสูญเสียน้อยที่สุด เพื่อรักษาสังคมที่ดีไว้ให้แก่ลูกหลานไทยของเรา

ที่มา http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000034861

“คาร์ลอส สลิม” ซิวตำแหน่งรวยสุดในโลก เบียด “บิล เกตส์” หล่นอันดับสอง


“คาร์ลอส สลิม” ซิวตำแหน่งรวยสุดในโลก เบียด “บิล เกตส์” หล่นอันดับสอง
โฉมหน้าบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก (เรียงจากซ้ายไปขวา) คาร์ลอส สลิม, บิล เกตส์, วอร์เรน บัฟเฟตต์, เอลลิสัน ลอว์เรนซ์, แบร์นาร์ด อาร์โนลต์, อามานซิโอ ออร์เตกา, มูเกศ อัมบานี

เอเอฟพี - คาร์ลอส สลิม เจ้าพ่อสื่อสารโทรคมนาคมของเม็กซิโก คว้าบัลลังก์คนที่รวยที่สุดในโลก จากนิตยสารฟอร์บส์ไปครอง โดยมีอภิมหาเศรษฐีกลุ่มใหม่ในเอเชียผุดขึ้นนำในรายชื่อผู้ร่ำรวยแถวหน้าของโลกในปี 2010 ขณะที่แชมป์หลายสมัยอย่างบิล เกตส์ ยังรั้งอยู่ในอันดับที่ 2

คาร์ลอส สลิม วัย 70 ปี ครองตำแหน่งผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก โดยเบียดขึ้นแซงบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ หล่นไปอยู่ที่ 2 ขณะที่ตัวเขาเองไต่ขึ้นมาจากอันดับที่ 3 ด้วยความสำเร็จของบริษัทอเมริกา โมวิล ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา

ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1994 ที่บุคคลซึ่งไม่ใช่ชาวอเมริกันได้ครองตำแหน่งนี้

แม้ว่าเกตส์ วัย 54 ปี จะเสียแชมป์ แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นประเทศที่มีคนร่ำรวยมหาศาลมากที่สุด ถึง 403 คน หรือคิดเป็น 40% ของจำนวนทรัพย์สินของอภิมาเศรษฐี 10 อันดับแรกของโลก แม้จะลดลงจาก 45 % ในปีที่แล้ว

ในจำนวนนั้นยังรวมถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์ วัย 79 ปี ซึ่งครองอันดับที่ 3 และยังได้รับพิจารณาให้เป็น 1 ในนักลงทุนแห่งวอลล์สตรีทที่น่าเชื่อถือและประสบความสำเร็จมากที่สุด รวมทั้งลอว์เรนซ์ เอลลิสัน แห่งโอราเคิล วัย 65 ปี เพิ่งซื้อหุ้นบริษัทซัน ไมโครซิสเต็ม มูลค่า 7,400 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รายชื่อบุคคลอภิมหาร่ำรวยของฟอร์บส์ในปีนี้ยังมีเศรษฐีหน้าใหม่ถึง 97 คน ในจำนวนนั้น 62 คนเป็นชาวเอเชีย ภูมิภาคที่ตลาดหุ้นกำลังบูม และมีการเสนอขายหุ้นก้อนใหญ่มหาศาลหลายแห่งในปีที่ผ่านมา

รายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกประจำปีของนิตยสารฟอร์บส์สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของความมั่งคั่งในทรัพย์สิน หลังจากผ่านวิกฤตเศรษฐกิจปี 2009 ไปแล้ว ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวมของอภิมหาเศรษฐี 10 อันดับแรก มากถึง 342,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น ที่รวมกันได้เพียง 254,000 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ฟอร์บส์ได้รวบรวมข้อมูลทรัพย์สินของอภิมหาเศรษฐีพันล้าน 1,011 คนจาก 55 ประเทศ ขึ้นจาก 793 คนในปีที่แล้ว แม้จะยังน้อยกว่าช่วงก่อนหน้าวิกฤตการเงินในปี 2008 ที่มี 1,125 คน

รายชื่อบุคคลที่รวยที่สุดในโลก 20 อันดับในปีนี้ได้แก่
1. คาร์ลอส สลิม เฮลู และครอบครัว ธุรกิจโทรคมนาคมในเม็กซิโก 53,300 ล้านดอลลาร์
2. บิล เกตส์ บริษัทไมโครซอฟต์ สหรัฐฯ 53,000 ล้านดอลลาร์
3. วอร์เรน บัฟเฟตต์ บริษัทเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ 47,000 ล้านดอลลาร์
4. มูเกศ อัมบานี ธุรกิจน้ำมัน-แก๊ส อินเดีย 29,000 ล้านดอลลาร์
5. ลักษมี มิตตัล ธุรกิจเหล็กกล้า อินเดีย 28,700 ล้านดอลลาร์
6. ลอว์เรนซ์ เอลลิสัน บริษัทโอราเคิล สหรัฐฯ 28,000 ล้านดอลลาร์
7. แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ สินค้าหรู LVMH และเจ้าของแบรนด์ซารา ฝรั่งเศส 27,500 ล้านดอลลาร์
8. ไอค์ บาทิสตา เหมือง บ่อน้ำมัน บราซิล 27,000 ล้านดอลลาร์
9. อามานซิโอ ออร์เตกา เสื้อผ้าขายส่ง สเปน 25,000 ล้านดอลลาร์
10. คาร์ล อัลเบรชต์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เยอรมนี 23,500 ล้านดอลลาร์
11. อิงวาร์ คัมพราด และครอบครัว บริษัทไอเกีย สวีเดน 23,000 ล้านดอลลาร์
12. คริสตี วอลตัน และครอบครัว วอลมาร์ต สหรัฐฯ 22,500 ล้านดอลลาร์
13. สเตฟาน เพียซสัน เฮนเนสแอนด์มัวริตซ์ สวีเดน 22,400 ล้านดอลลาร์
14. ลี กาชิง บริษัทไดเวอร์ซิฟายด์ ฮ่องกง 21,000 ล้านดอลลาร์
15. จิม วอลตัน วอลมาร์ต สหรัฐฯ 20,700 ล้านดอลลาร์
16. อลิซ วอลตัน วอลมาร์ต สหรัฐฯ 20,600 ล้านดอลลาร์
17. ลิเลียน เบตองกูร์ ลอรีอัล ฝรั่งเศส 20,000 ล้านดอลลาร์
18. เอส. ร็อบสัน วอลมาร์ต 19,800 ล้านดอลลาร์
19. ปรินซ์อัลวาลีด บิน ตะลาล อัลซุด อินเวสต์เมนต์ส ซาอุดีอารเบีย 19,400 ล้านดอลลาร์
20. เดวิด ธอมสัน และครอบครัว อินเฮอริแทนซ์ แคนาดา 19,000 ล้านดอลลาร์


ที่มา http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000034167

น้ำมันมะกอก เคล็ดผมสวยสองพันปี

น้ำมันมะกอก เคล็ดผมสวยสองพันปี
หนึ่งในเคล็ดลับความงามของพระนางคลีโอพัตรา ที่เล่าขานต่อกันมาจนบัดนี้ก็คือ "น้ำมันมะกอก" เพราะอุดมด้วยวิตามิน Bและวิตามิน E ที่ช่วยบำรุงผมสวยได้อย่างเห็นผล อีกทั้งโมเลกุลของน้ำมันมะกอกยังใกล้เคียงกับน้ำมันตามธรรมชาติซึมซาบง่าย ช่วยบำรุงหนังศีรษะให้ชุ่มชื่น แข็งแรง จึงมีการนำน้ำมันมะกอกมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมอย่างแพร่หลาย

น้ำมันที่ดีต่อเส้นผมมากที่สุดคือ Olive Virgin Oil หรือน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ที่คั้นจากผลสดๆโดยไม่ผ่านความร้อน ซึ่งคงคุณค่าความสดใหม่ของวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระไว้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะ Hydroxytyrosol ที่ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระของเคราตินหรือโปรตีนที่คอยปกป้องเส้นผมได้เป็นอย่างดี เส้นผมจึงแข็งแรง ไม่เปราะหรือขาดง่าย.Honey & Olive Virgin Oil
นำน้ำผึ้ง 2 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำมะกอก1/4ถ้วยตวง แล้วแบ่งส่วนหนึ่งมาชโลมผมให้ทั่ว เน้นบริเวณปลายผมเป็นพิเศษ จากนั้นคลุมผมด้วยหมวดอบไอน้ำทิ้งไว้สัก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แล้วค่อยสระผมตามปกติ ส่วนที่เหลือแช่ตู้เย็นไว้ใช้ได้อีก

2.Olive Oil Wrap
*อุ่นน้ำมันมะกอก 2 ช้อนชาในไมโครเวฟ ทดสอบอุณหภูมิพออุ่นๆแต่ไม่ถึงกับร้อน
*ใช้น้ำมันมะกอกอุ่นๆ นวดหนังศีรษะเป็นวงกลมให้ทั่วอย่างเบามือ จากนั้นจึงนำน้ำมันที่เหลือนวดเส้นผมจากโคลนจรดปลาย
*นำผ้าขนหนูไปชุบน้ำอุ่น บิดพอหมาดแล้วเอามาพันศีรษะ ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วจึงสระผมตามปกติ

3.Twin "Mask"
สูตรนี้ผสานคุณค่าวิตามินบีแบบคูณสอง ด้วยการนำกล้วยหอม 1 ผล มาบดผสมกับน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ(สำหรับสาวผมสั้นลดกล้วยและน้ำผึ้งลงครึ่งหนึ่ง) นำมามาสก์ผมให้ทั่วตั้งแต่โคนจดปลาย ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วสระผมตามปกติ

นอกจากใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกแล้ว ในวันว่างเรายังทำทรีตเม้นต์น้ำมันมะกอกให้ดูแลเส้นผมเป็นพิเศษด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ลองเลือกสูตรที่ถูกใจคุณดูนะคะ


ที่มา http://women.mthai.com/views_Beauty-Tip-Trick_11_44_41050_1.women

วิธีดูแลใบหน้าให้สวยใสไร้สิว

วิธีดูแลใบหน้าให้สวยใสไร้สิว
ใบหน้ากระจ่างใส ชวนมองล้วนเป็นที่ต้องการของทั้งชายและหญิง วันนี้จึงนำวิธีการดูแลรักษาใบหน้าให้สวยใสไร้สิวมาบอก...
รักษาความสะอาด ควรล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความมัน

หลังทำกิจกรรม ที่มีเหงื่อออกมาก ควรล้างหน้าทุกครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ความมัน และแบคทีเรียบนใบหน้า

ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ที่มีสามารถขจัดแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว หรือที่มีส่วนผสม ของสารสกัดจากพืชธรรมชาติ ที่เหมาะกับสภาพผิว

ระหว่างที่เป็นสิว ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ใส่ผม หรือเครื่องสำอางที่มีความเหนียวเหนอะหนะ เพราะสารในผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะตกค้างอยู่แถวๆตีนผม ซึ่งจะทำให้เกิด การระคายเคืองและเป็นสิว

ห้ามบีบหรือแกะสิวเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่รักษาได้ยาก

ควรรักษาสุขภาพ โดยทั่วไปให้ดีอยู่เสมอ เช่น รับประทานผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ และน้ำสะอาด ให้มากๆ พยายามอย่าเครียดหรือนอนดึก

อยากผิวสวยไร้สิว ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้ดู

ที่มาจาก สสส. thaihealth.or.th

สูตรหน้าใส ไร้ความหมองคล้ำด้วยตัวเอง


สูตรหน้าใส ไร้ความหมองคล้ำด้วยตัวเอง

สำหรับสาวๆที่มีปัญหาเรื่อง ผิวหน้าหมองคล้ำ มองแล้วไม่สดใส ควรใช้สูตรสวยสูตรนี้ เหมาะมากๆ เพราะจะทำให้หน้าคุณดูใสขึ้น แน่นอน และไม่ต้องกลัวจะแพ้ด้วย เพราะเป็นสูตรที่มาจากสมุนไพรธรรมชาติ โดยการนำ น้ำมะนาว และ นมผงเด็ก และ น้ำสะอาด ประมาณอย่างละ 1 ช้อนชา มาผสมรวมกัน แล้วก็นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที และพยายามอย่าขยับเขยื้อนใบหน้า ในช่วงนี้ด้วย เพราะทำให้เกิดริ้วรอยได้

เมื่อครบกำหนดแล้ว ให้ล้างออกด้วย น้ำอุ่นๆ แล้วซับหน้าเบาๆ จะรู้สึกได้เลย ว่าผิวหน้าของคุณ กระจ่างใสขึ้น เนื่องจากการทำงานของกรดในน้ำมะนาว และความชุ่มชื้นจากนมผงด้วย

รู้แล้ว กลับบ้านเย็นนี้ก็แวะซื้อมะนาวกับนมผงโดยด่วน รับรองว่า พรุ่งนี้หน้าใสกิ๊ก..แน่นอนค่ะ

ที่มา http://women.mthai.com/views_health_11_47_3181_1.women

ตรวจภายใน ด้วยตนเองแบบง่ายๆที่ผู้หญิงควรรู้

ตรวจภายใน ด้วยตนเองแบบง่ายๆที่ผู้หญิงควรรู้
ถ้าพูดถึงเรื่อง ตรวจภายใน สำหรับผู้หญิงยุคใหม่แล้วล่ะก็ เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เพราะใครๆก็รู้ว่าเป็นการเช็คสุขภาพที่สำคัญมากๆของผู้หญิงเรา และเป็นเรื่องของสุขภาพไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร แต่ก็อย่างว่าค่ะ คงมีอยู่บ้างที่ครั้งแรกแล้วอาจรู้สึกตะขิดตะขวงใจหรือผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ว่างบ้าง ลืมบ้าง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม เอาเป็นว่าก่อนถึงมือหมอ ลองใช้มือตัวเองสำรวจตรวจตราซะก่อน ซึ่งถือเป็นการตรวจเบื้องต้นด้วยตัวเองที่สะดวก ง่าย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้และรักษาอาการผิดปกติได้อย่างทันท่วงที
7 ขั้นตอน ตรวจภายในด้วยตัวเอง
1. ล้างมือให้สะอาดก่อนเริ่มตรวจ จากนั้นจัดท่าของตัวเองว่าจะนั่งหรือนอนอย่างไรให้เห็นอวัยวะเพศของตัวเองได้ดีที่สุด อาจจะนอนชันเข่า หลังพิงฝาโดยใช้หมอนหมุนหลัง หรือนั่งยองๆ นั่งคุกเข่า ท่าใดท่าหนึ่งก็ได้ที่คิดว่าสะดวกสุด

2. หากระจกที่สามารถใช้ถือดูอวัยวะเพศของคุณมา 1 บาน

3. ให้ใช้มือข้างหนึ่งที่ถนัดแยกแคมใหญ่ทั้งสองข้างออกจากกัน แล้วมองและคลำดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ก้อน ตุ่มแข็ง ตุ่มน้ำ แผล รอยบวม หรือมีบริเวณที่สีเปลี่ยนไป คล้ำมากหรือแดงมากหรือไม่

4. จากนั้นใช้นิ้วแยกแคมเล็กออกจากกัน ตรวจหาความผิดปกติต่างๆ แบบเดียวกับขั้นตอนที่ 3 แล้วตรวจดูที่บริเวณรูเปิดท่อปัสสาวะว่ามีอาการบวมแดงหรือเปล่า และใช้มือดึงรั้งผิวหนังที่คลุมบริเวณคลิตอริสขึ้นไป เพื่อตรวจดูว่ามีแผลหรือไม่

5. ใช้นิ้วมือสองนิ้วสอดเข้าไปในช่องคลอด แล้วกดแยกหนังช่องคลอดออกจากกัน สังเกตตกขาวในช่องคลอด ถ้าเป็นสีขาวขุ่น เป็นมูกเหนียวหรือมูกใส มีกลิ่นคาวเล็กน้อย แสดงว่าเป็นตกขาวปกติ แต่ถ้ามีลักษณะคล้ายคราบนมที่เด็กแหวะออกมา และมีอาการคันด้วย แสดงว่าอาจมีเชื้อราหรือเชื้อพยาธิในช่องคลอด ถึงเวลาที่ต้องไปพึ่งคุณหมอสูติฯ แล้ว

6. ใช้นิ้วมือคลำบริเวณส่วนล่างของแคมใหญ่ทั้งสอง โดยใช้นิ้วมือหนึ่งอยู่ในช่องคลอด และอีกนิ้วหนึ่งอยู่ที่ส่วนล่างของแคมใหญ่ ดูว่ามีก้อนคล้ายถุงน้ำบริเวณนั้นหรือเปล่า เพราะเป็นตำแหน่งของต่อมที่สร้างมูกออกมาช่วยหล่อลื่นในช่องคลอด ซึ่งท่อที่ปล่อยมูกนี้เจอปัญหาอุดตันได้บ่อย ถ้าคลำได้เป็นก้อนนิ่มๆ ล่ะก็อย่าปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้อักเสบเป็นหนองได้

7. สุดท้ายตรวจบริเวณฝีเย็บและรูทวารว่ามีก้อนเนื้อที่เรียกว่า ริดสีดวงทวารหรือเปล่า ถ้ามีก็รีบปรึกษาหมอว่าจะมีวิธีรักษาอย่างไร ไม่อย่างนั้นจะลำบากเวลาขับถ่าย

สัญญาณแบบนี้ไม่ดีแน่!!

มีรอยแดงตำแหน่งเดียว ไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของอวัยวะเพศก็ตามอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคบางชนิด เช่น ปากช่องคลอดอักเสบหรือมะเร็งปากช่องคลอด

บวม อาจเกิดได้จาก แมลงกัดต่อยหรืออาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิด เช่น โรคไต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งถ้าเป็นโรคเหล่านี้ก็มักมีอาการบวมที่อื่นร่วมด้วย

สาวๆที่มีไฝหรือจุดคล้ำ ดำ ทุกๆ 2-3 เดือน ควรหมั่นสังเกตว่าจุดเหล่านี้มีสีเข้มขึ้นหรือใหญ่ขึ้นหรือเปล่า ถ้าใหญ่ขึ้นหรือสีเข้มขึ้นต้องปรึกษาคุณหมอ เพราะอาจเป็นมะเร็งได้

ตุ่มน้ำ อาจเกิดจากเริมหรือผิวหนังอักเสบที่อวัยวะเพศก็ได้

ก้อน อาจเป็นเนื้องอกหรือเกิดจากการอักเสบ ถ้าเป็นเนื้องอกที่บริเวณนี้มักจะไม่ใช่มะเร็ง สามารถรักษาได้ แต่อย่าละเลย แบบว่ามีก็ช่างมัน!

อาการผิดปกติที่พบได้บ่อย

- คัน จัดเป็นอาการยอดฮิต สาเหตุมีหลากหลาย เช่น ติดเชื้อรา แพ้ผ้าอนามัย หรือโรคเบาหวาน ซึ่งไม่สามารถสรุปได้โดยไม่ตรวจภาย ถ้ามีอาการ พยายามอย่าเกา และไปขอคำแนะนำการรักษาจากคุณหมอ

- แสบ อาจมีสาเหตุจากโรคหลายๆอย่าง ที่พบบ่อยคือโรคเริมปากช่องคลอด หรืออาจเกิดจากคันแล้วเกาจนเป็นแผลถลอก

- เลือดออก อาการแบบนี้พบไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดอาการก็ไปพบหมอดีกว่าค่ะ อย่าลองรักษาเองเลย

- อาการไม่ปกติอื่นๆ คุณผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกแปลกๆ เช่น รู้สึกยุบยิบที่ตรงนั้น หรือเจ็บแปลบๆ เหล่านี้อาจเกิดจากปัญหาส่วนตัว เช่น เป็นคนที่เหงื่อออกง่าย ใส่กางเกงในคับเกินไป เป็นต้น

เรื่องเล็กๆของจุดซ่อนเร้น

หมั่นตรวจตราจุดซ่อนเร้น ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

หลังเสร็จธุระต้องทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นให้แห้ง เพื่อจะได้ไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค

คุณผู้หญิงที่ใช้กระดาษทิชชูทำความสะอาด ต้องระวังอย่าให้มีเศษกระดาษเปื่อยหลุดเข้าไปในช่องคลอด เพราะจะทำให้เกิดอาการคัน หรือตกขาวผิดปกติได้
เลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยและกระดาษชำระที่เติม กลิ่น สี เพราะทำห้ระคายเคืองได้ รวมถึงผ้าอนามัยแบบสอด เพราะอาจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคถ้าคุณใส่นานเกินไป
ระวังผลการใช้สบู่ที่ไม่คุ้นเคย หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น
อย่าสวมกางเกงที่คับเกินไป นอกจากจะอึดอัดแล้ว เวลาเหงื่อออกจะทำให้เกิดอาการคันได้ง่าย ยิ่งบางคนที่แพ้สารเคมีในกางเกงในด้วยแล้วยิ่งทำให้คันมากขึ้น
อย่าสวนล้างช่องคลอดเด็ดขาด เพราะน้ำจะทำลายสภาพความเป็นกรดในช่องคลอดให้เจือจางลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
สำหรับบางคนอาจต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่า ตรวจภายในไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและน่าอาย เป็นการเช็กสุขภาพเฉพาะส่วนที่ใช้เวลาในการตรวจเพียง 5 นาที
จะเป็นการดีที่สุดถ้าให้แพทย์เป็นคนตรวจ หากไม่กล้าพบหมอผู้ชาย เลือกหมอสูติฯที่เป็นผู้หญิงตรวจให้ก็ได้ โดยปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากญาติมิตรที่ไว้ใจได้และเคยมีประสบการณ์ ก่อนตัดสินใจ
ค่าใช้จ่ายในการตรวจภายใน เฉพาะค่า lab อยู่ที่ประมาณ 1,000 - 1,500 บาท ต่อครั้ง ราคาขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลนั้นๆ ซึ่งถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐราคาก็จะต่ำกว่านี้มาก
รู้เทคนิคขั้นตอนอย่างนี้แล้ว ก็ลองทำกันดูนะคะ ส่ว่นการไปพบคุณหมอสูติฯนั้นควรจะตรวจปีละครั้ง โดยสามารถเลือกคุณหมอสูติฯผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้
ของอย่างนี้ถ้ารักถ้าหวงกันจริงก็ต้องดูแลให้ถูกต้องนะคะ ยังไงกันก่อนแก้ ย่อมดีกว่าตามรักษากันภายหลัง คุณว่ามั้ย

ที่มา: healthcorners.com

สิวอักเสบ..ทำไงดี

สิวอักเสบ..ทำไงดี


ต๊าย!!!ตายแล้ว อีก2วันนัดหนุ่มไว้ สิวเจ้ากรรมดันผุดขึ้นมาซะเม็ดบะเร่อกลางหน้าผาก เฮ่อ..ส่องกระจกเองแล้วยังต๊กกะใจ นึกว่าแผดผู้น้องอุลตร้าแมน(ถ้าใครผิวแทนหน่อยก็อาจจะละม้ายท่านเปา) จะหายทันหรือปล่าวก็ยังไม่รู้ ประโคมโปะ มันทั้งครีมแต้มสิว ครีมทาหน้า ครีมลดอักเสบ ...โอ้ย คุณขา มันจะไปหายได้อย่างไรกัน


จริงๆแล้ววิธีที่ดีที่สุดในการลดอาการสิวอักเสบนั้น แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติน่ะดีเลิศที่สุดแล้ว เพราะว่ายิ่งไปบีบไปเค้นไปโบ๊ะมันเนี่ยก็ยิ่งไปยุให้มันอักเสบใหญ่ สิวอักเสบก็เหมือนเด็กสาววัยรุ่นเนี่ยล่ะคะ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ


วิธีการก็ง่ายๆแค่ผสมดินสอพอง1เม็ดกับน้ำมะนาวนิดหน่อยแต้มก่อนนอนบางๆแค่นั้นพอ เช้ามาก็ล้างด้วยน้ำอุ่นๆซักหน่อย แต่ที่สำคัญมือเนี่ยห้ามไปแตะต้องเลยค่ะ


หรืออีกวิธีที่พอช่วยได้ก็คือ ให้กินพวกผักใบเขียว หรือไม่ก็พวกปลาแซลมอน ช่วยลดการอักเสบได้ดีไม่น้อยทีเดียว หรือดื่มน้ำมากๆ อันนี้ก็เวิร์คค่ะ เพราะนอกจากจะลดอักเสบเนี่ย ยังช่วยเรื่องผิวพรรณเปร่งปรั่งได้อีกด้วย และถ้าจะให้ดี ช่วงนี้ก็เลี่ยงแสงแดด หรือที่ที่ฝุ่นเยอะๆ หรือพวกหมูกระทะจิ้มจุ่มนี่ก็ควรเลี่ยงด้วยค่ะคุณ เพราะว่าพวกนี้มันคอยซ้ำเติมอาการสิวเปร่งของคุณแบบสุดๆเลยค่ะ


ที่มา http://women.mthai.com/views_health_11_47_290_1.women

ไขความลับ "เพิ่มความสูง" ให้ลูกชายหญิง

ไขความลับ "เพิ่มความสูง" ให้ลูกชายหญิง
ท่ามกลางกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับค่านิยมความสวยหล่อ คงจะปฏิเสธเรื่องรูปร่าง และความสูงไปไม่ได้ เพราะสังคมให้ความคาดหวังกันว่า "หน้าตาดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีเรื่องความสูงเป็นองค์ประกอบด้วยถึงจะผ่าน" ทำให้พ่อแม่ และลูกหลายคน วิตกกังวลกับเรื่องความสูงเป็นอย่างมาก จนบางคนเกิดเป็นปมด้อย ว่าตัวเองเกิดมาไม่สูง หรือเตี้ยกว่าเพื่อน ส่งผลต่อสภาพจิตใจไปตามๆ กัน
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง และลดความวิตกกังวลลง "นพ.วรวัฒน์ เอี่ยวสินพานิช" แพทย์เวชศาสร์ฟื้นฟู รพ.ปิยะเวท ไขข้อสงสัยให้ฟังว่า การเจริญเติบโต และการพัฒนาการด้านความสูง และการเคลื่อนไหว เริ่มตั้งแต่เป็นตัวอ่อนอยู่ในครรภ์มารดา โดยตลอด 9 เดือน จะมีการเจริญเติบโต และพัฒนาตัวอย่างไม่หยุดยั้งทุกระบบ โดยอัตราการเจริญเติบโตนั้นในแต่ละวัยจะมีความแตกต่างกัน

สำหรับวัยที่มีการเจริญเติบโตมากกว่าวัยอื่น คือ วัยในครรภ์ จนถึง 2 ขวบแรก และวัยรุ่น โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นตอนต้นที่จะมีอัตราการเพิ่มความสูงต่อปี (Height velocity) มากที่สุด โดยเด็กผู้หญิงจะเพิ่ม 8 ซม.ต่อปี เมื่อถึงอายุ 11 ปี ส่วนผู้ชายจะเพิ่ม 10 ซม.ต่อปี เมื่อถึงอายุ 13 ปี

กล่าวโดยสรุป (เฉพาะแต่เรื่องความสูง) สามารถแบ่งการเจริญเติบโตออกเป็น 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : 0-2 ปี

ช่วงที่ 2 : 2-11 ปี ความสูงจะเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย 5 ซม./ปี

ช่วงที่ 3 : ช่วงการเจริญเติบโตในระยะนี้กินเวลาประมาณ 4-5 ปี เพศหญิงเริ่มมีการเติบโตที่เร็ว เมื่ออายุ 11.5 ปี และ เติบโตน้อยลงเมื่ออายุ 16 ปี อัตราการเพิ่มความสูงอยู่ที่ 8 ซม./ปี ส่วนเด็กผู้ชาย จะเริ่มที่อายุ 13.5 ปี และหยุดโตเมื่ออายุ 20 ปี อัตราการเพิ่มความสูงอยู่ที่ 10-12 ซม./ปี

จะเห็นได้ว่าการช่วง 4-5 ปีนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดเพิ่มความสูงของร่างกาย โดยปัจจัยที่ส่งเสริมการเพิ่มความสูง ได้แก่ พันธุกรรม ฮอร์โมน โภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับ

ช่วงที่ 4 : 17-18 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายมีการเติบโตเกือบเต็มที่แล้วโดยประมาณคือ 95-98% ของความสูงของผู้ใหญ่

*** ปัจจัยที่มีผลต่อความสูง

1. พันธุกรรม

เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับความสูงของคุณพ่อและคุณแม่ ว่าท่านจะให้มาเท่าไหร่ โดยเฉลี่ยแล้วความสูงของลูกนั้นมีสูตรคำนวณคือ

เด็กชาย = (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ + 13) หาร 2 ความสูงที่ควรจะเป็น บวกลบ 8

เด็กหญิง = (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ - 13) หาร 2 ความสูงที่ควรจะเป็น บวกลบ 6

แต่ถึงกระนั้น ปัจจัยทางพันธุกรรมก็ไม่ใช่ปัจจัยอย่างเดียวที่จะกำหนดความสูงขอเรา คนที่คุณพ่อและคุณแม่ ความสูงไม่มาก แต่มีลูกที่มีความสูงมากก็มีให้เห็นมากมาย ดังนั้นคนที่คิดว่าสิ่งที่คุณพ่อและคุณแม่ให้มานั้น มันไม่มากซักเท่าไหร่ ก็ต้องให้ความสำคัญกับ ฮอร์โมน โภชนการ การออกกำลังกายและ การนอนหลับ มากขึ้น2. ฮอร์โมน

ฮอร์ไมนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสูงตัวหลักๆ ได้แก่ โกรท์ฮอร์โมน (Growth Hormone) โดยเจ้าฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยเพิ่มการเติบโตของเชลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะเกือบทั่วร่างกาย จะทำให้กระดูกมีความยาวมากขึ้น กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่มากขึ้น โกรท์ฮอร์โมนจะมีการผลิตเป็นจำนวนมากตอนเข้าสู่วัยรุ่น

โดยที่ฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) จะเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้โกรท์ฮอร์โมนทำงานได้ดีขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้หญิงจึงมีความสูงเพิ่มขึ้นก่อนเด็กชาย ประมาณ 2 ปี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการกระตุ้นให้มีร่างกายผลิตโกรท์ฮอร์โมนขึ้นมาได้แก่

- กรดอะมิโนที่ได้จากการรับประทานอาหาร เช่น Arginin, lysine, lucine

- การนอนหลับเนื่องจากร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนตัวนี้ขณะที่นอนหลับสนิทตอนกลางคืนในช่วง 1-3 ชั่วโมงแรก

ส่วนปัจจัยที่ยับยั้งการผลิตฮอร์โมนได้แก่ ภาวะโรคอ้วน, มีปริมาณฮอร์โมนบางชนิดที่มากผิดปกติ เช่น Cortisal

*** ออกกำลังกายช่วยเพิ่มมวลกระดูก

สำหรับการออกกำลังกายนั้น คุณหมอบอกว่า สามารถช่วยเพิ่มมวลกระดูก และเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกได้ อีกทั้งยังสามารถป้องกันการบาดเจ็บ โดยการออกกำลังกายแบบที่มีแรงกระแทกที่เหมาะสม หลากหลายทิศทาง มีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว และความเร่งจะเป็นตัวกระตุ้นในการเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงมากขึ้นได้ดีที่สุด หรือพูดง่ายๆ ว่าการกระโดดโลดเต้น ในหลายๆ ท่า ถือเป็นยาชั้นดีที่จะส่งเสริมให้กระดูกแข็งแรง รวมถึงทำให้มีความสูงที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก็สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกได้อีกทางหนึ่งด้วย

การออกกำลังกายที่มีลักษณะชนิดที่มีการกระโดดโลดเต้นนี้ เป็นชนิดของการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกลงมาที่กระดูกสูง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้กระดูกมีความแข็งแรง และเจริญเติบโตได้ดีกว่าการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ ซึ่งพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายโดยการเล่นบาสเกตบอล บัลเล่ ยิมนาสติก ฟุตบอลซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง จะมีมวลกระดูกที่มากกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายขณะที่การว่ายน้ำซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำต่อร่างกายจะมีมวลกระดูกที่ต่ำกว่า โดยวัยที่สามารถเพิ่มการสะสมมวลกระดูกได้ดีที่สุดคือ ช่วงเวลาก่อนที่เข้าสู่วัยรุ่น 2 ปี เพศหญิงคือช่วงอายุ 9-11 ปี ส่วนผู้ชายคือช่วงอายุ 11-13 ปี จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาทองที่จะสะสมแคลเซียม และเสริมสร้างมวลกระดูกนั้นเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างสั้น

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย และเรื่องการรับประทานอาหารตั้งแต่ช่วงวัยเด็กเป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้เสริมสร้างมวลกระดูก เพราะหลังจากช่วงก่อนเข้าสู่วัยรุ่น จะเป็นช่วงวัยรุ่นที่จะมีอัตราการเจริญเติบโตและมีความสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์มากมายแต่ถ้าเราไม่เดินสายกลางออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกมากจนเกินไปอาจส่งผลทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อ Growth plate ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของกระดูกได้ หรือในผู้หญิงที่ออกกำลังกายมากเกินไปจนสัดส่วนของ กล้ามเนื้อ และไขมันในร่างกาย (body composition) เปลี่ยนแปลงไปโดยมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันในสัดส่วนที่มาก จะส่งผลต่อวงรอบประจำเดือน ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ


*** แนวทางการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและการเติบโตในกลุ่มเด็ก และวัยรุ่น (กลุ่มอายุน้อยกว่า 20 ปี)

ชนิดของการออกกำลังกาย

- การออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกหรือมีการลงน้ำหนักตัว ในทิศทางที่หลากหลาย เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล บัลเล่ย์ การกระโดดโลดเต้น

- เน้นกิจกรรมการเล่นที่สนุกและดึงดูดใจ เนื่องจาก เด็กจะเบื่อต่อกิจกรรมที่ทำ ซ้ำๆ

ความหนักของการออกกำลังกาย

- ออกกำลังกายด้วยความหนักปานกลาง โดยดูจากความเหนื่อยขณะที่ออกกำลังกายสามารถพูดต่อเนื่องเป็นประโยคได้

- น้ำหนักที่ใช้ในการยกเวทต้องเป็นน้ำหนักน้อยๆ ควรจะน้อยกว่า 60% ของ 1RM เน้นท่าทาง และเทคนิคการยกน้ำหนักหรือแรงต้านที่ถูกต้องมากกว่าน้ำหนักที่ยกมากๆ

- ต้องออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกาย ได้แก่ แขน ขาทั้งสองข้าง และกล้ามเนื้อของลำตัว

ระยะเวลา 20-30 นาที ความถี่ 3-5 วันต่อสัปดาห์

*** แนวทางการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกในกลุ่มผู้ใหญ่ (อายุมากว่า 20 ปี)

ชนิดของการออกกำลังกาย

- สามารถออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกหรือมีการลงน้ำหนักตัว ในทิศทางที่หลากหลาย ได้เช่นเดียวกับกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

- เน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค โดยการออกกำลังกายต่อเนื่อง เป็นเวลานาน อย่างน้อย 20 นาที

ความหนักของการออกกำลังกาย

- ออกกำลังกายด้วยความหนักปานกลาง โดยดูจากความเหนื่อยขณะที่ออกกำลังกายสามารถพูดต่อเนื่องเป็นประโยคได้

- สามารถใช้น้ำหนักที่ใช้ในการยกเวทได้มากขึ้น โดยปกติน้ำหนักจะอยู่ที่ 60-80 % ของ 1RM

- สามารถออกกำลังกายในการยกน้ำหนักได้ทุกท่า

- เน้นท่าทาง และเทคนิคการยกน้ำหนักหรือแรงต้านที่ถูกต้อง

ระยะเวลา ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด 20-30 นาที และออกกำลังกายเพิ่อลดน้ำหนัก 30-45 นาที โดยใช้ความถี่ 3-5 วันต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม นอกจากการออกกำลังกายแล้ว คุณหมอบอกว่า มีหลายการวิจัยสนันสนุนว่าการเสริมสารอาหาร และแคลเซียม ร่วมกับการออกกำลังกาย จะยิ่งส่งผลดีต่อการสร้างมวลกระดูก และเร่งการเจริญเติบโตของกระดูกได้เป็นอย่างดี

ที่มา http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000032917

ทำอย่างไร…เมื่อลูกชอบโขกหัวตัวเอง /ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

ทำอย่างไร…เมื่อลูกชอบโขกหัวตัวเอง /ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
คุณพ่อ คุณแม่บางท่านอาจเผชิญปัญหาว่าลูกชอบ ดึงผม โขกหัวตัวเองกับพื้น ฝาผนัง หรือกับเก้าอี้บ้าง ตีตัวเองบ้าง หรือบางคนชอบเอาอะไรเขี่ยที่หู ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเข้าหู และเป็นห่วงว่าลูกเราปกติดีหรือไม่ พฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากอะไร และเป็นอันตรายหรือไม่ วันนี้ผู้เขียนขอสรุปรายละเอียดสั้นๆดังนี้
ช่วงอายุของลูกในการทำพฤติกรรมดังกล่าว หากลูกยังอยู่ช่วง ทารกและทำพฤติกรรมเหล่านี้ ลูกอาจจะอยากทดลองจับสิ่งของต่างๆรอบตัว ให้สัมผัสกับอวัยวะของร่างกาย เป็นการสำรวจว่าสิ่งรอบตัวเป็นอย่างไร เป็นวิธีการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เด็กทารกบางคนชอบเอาหัวโขกกับเปล เพราะการฟังจังหวะและท่วงทำนองบางอย่าง ทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย ลูกอาจมีพฤติกรรมดังกล่าวสักพักหนึ่ง แล้วพฤติกรรมเหล่านี้จะหายไปเองแต่หากลูกอยู่ในช่วงวัยคลานและเดิน คือประมาณ 10 เดือนขึ้นไป เด็กวัยนี้อาจมีพฤติกรรมอาจชอบโขกหัวกับพื้น ประตู หน้าต่าง ดึงผมตัวเอง หรืออาจหยิกหน้าตัวเอง พฤติกรรมดังกล่าวอาจมีสาเหตมาจาก

• การเรียกร้องความสนใจ
• การระบายอารมณ์ที่ไม่พอใจ
• ต้องการเอาชนะหรืออยากได้อยากทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ห้าม
• เด็กมีความบกพร่องการอารมณ์ หรือเป็นเด็กพิเศษ

วิธีแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวอาจทำได้ดังนี้

• หยุดพฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ทำอยู่ แล้วบอกลูกว่า อย่าทำร้ายตัวเองนะ แล้วเดินจากไป

• เพิกเฉยต่อพฤติกรรมนั้น คือไม่สนใจเลย

• อย่าเสริมแรงต่อพฤติกรรมนั้นเป็นอันขาด คุณพ่อคุณแม่อาจสงสารลูก และเข้าไปปลอบโยนหรือเอาใจ ตามใจ อุ้ม การแสดงอารมณ์โกรธตอบลูก หรือเสริมแรงต่างๆ เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และยากต่อการแก้ไข

• อย่าล่อโดยการให้รางวัล หรือโดยการให้ความสนใจ อย่าบอกว่าหากหยุดทำร้ายตัวเองแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะให้รางวัล เพราะลูกจะเรียนรู้ว่า การเรียกร้องโดยการทำพฤติกรรมนั้นๆ จะได้รับรางวัลตอบแทน

• เสริมแรงลูกโดยการสังเกตพฤติกรรมที่ดี ที่ลูกทำ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่นการช่วยเก็บของเล่นเข้าที่ การแต่งตัวเอง แล้วให้รางวัลแทน
• เมื่อลูกเรียนรู้ว่าเจ็บ ลูกจะหยุดพฤติกรรมนั้นไปเอง
• คุณพ่อคุณแม่อย่ากังวลใจมากเกินไป เพราะลูกจะไม่ตายโดยการโขกหัว แต่จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ปวดหัวมากขึ้นหากให้ความสนใจ

• พยายามแก้ไขที่สาเหตุที่แท้จริง อย่าแก้ที่ปลายเหตุ เช่นลูกอาจจะอิจฉาน้องที่เพิ่งเกิดมาใหม่ ลูกอาจจะอยากให้อุ้ม หรือบางทีลูกอาจจะอยากได้ของเล่นชิ้นใหม่ เป็นต้น

• เมื่อทราบสาเหตุแล้ว หากโอกาสพูดกับลูกถึงพฤติกรรมที่เหมาะสม ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรหากต้องการของบางอย่าง

• เมื่อเกิดพฤติกรรมดังกล่าวลต้องแน่ใจว่าเด็กอยู่ในที่ๆ ปลอดภัย และจะไม่เกิดการบาดเจ็บ

• อาจใช้วิธี จัดเวลาให้เด็กมีมุมสงบ หรือ ( Time Out ) โดยการให้เด็กเข้าไปในที่ๆสงบประมาณ1-2 นาที เพราะเด็กวัยนี้ไม่สามารถอยู่นิ่งได้นานๆ แล้วหลังจากนั้นอธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมต้องอยู่ในมุมสงบ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์คืออะไร เด็กบางคนเข้าใจและจะไม่ทำพฤติกรรมนั้นอีก

• เด็กอาจมีพฤติกรรมนี้ช่วงระยะหนึ่งแล้วเมื่ออายุประมาณ 2- 2ขวบครึ่งหรือ 3 ขวบจะหายไปเอง

• หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลใจมาก หรือพฤติกรรมดังกล่าวรุนแรงมากขึ้น หลังจากเพิกเฉยหรือไม่สนใจแล้ว ควรจะปรึกษาหมอเด็ก เพราะเด็กอาจจะมีภาวะออติสติก หรือเป็นโรคทางระบบประสาทได้

ผู้เขียนรู้จักครอบครัวหนึ่งที่มีลูกชายคนเดียว ซึ่งลูกชายมีพฤติกรรมที่ชอบโขกหัวตัวเองกับ พื้น ประตูและฝาผนัง ที่บ้านของครอบครัวนี้เป็นบ้านไม้ คุณแม่พยายามใช้วิธีการมากมายที่จะหยุดยั้งพฤติกรรมนี้ เพราะเป็นห่วงสงสารกลัวว่าลูกจะเจ็บและเป็นอันตราย แต่ก็ไม่สามารถหยุดพฤติกรรมดังกล่าวนี้ได้ วันหนึ่งน้องไปศูนย์การค้าไปร้องดิ้นพราดๆอยู่ที่พื้นแล้วโขกหัวที่พื้นซีเมนต์ คราวนี้น้องคงเจ็บ เพราะที่บ้านเป็นไม้ไม่รู้สึกอะไร จึงหยุดพฤติกรรมนั้นทันทีแล้วไม่โขกหัวตัวเองอีกเลย กว่าจะหยุดพฤติกรรมนั้นได้ เล่นเอา คุณพ่อคุณแม่หัวใจจะวาย บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องอดทน ต้องรักลูกและมีระเบียบวินัยด้วยในเวลาเดียวกัน เมื่อหมดพฤติกรรมนี้แล้วลูกอาจมีพฤติกรรมอื่นมาให้คุณพ่อคุณแม่แปลกใจอีก แต่ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวค่ะ


ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ประโยชน์วิตามิน แต่ละชนิด

ประโยชน์วิตามิน แต่ละชนิด
ทราบหรือไม่ว่า วิตามินแต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไรบ้าง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก...

วิตามิน A

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการมองเห็น ป้องกันโรคตาบอด บำรุงสายตา บำรุงผิว ผม และเล็บ

วิตามินบี 1

บำรุงประสาท แก้เหน็บชา ช่วยเผาพลาญคาร์โบไฮเดรต ไปเป็นพลังงาน ถ้าขาดจะหงุดหงิดง่าย

วิตามินบี 2

ช่วยเผาพลาญคาร์โบไฮเดรต ถ้าขาดจะเป็นแผลที่มุมปาก ผิวจะแตกหยาบกระด้าง

วิตามินบี 3

ช่วยเผาพลาญไขมัน และคาร์โบไฮเดรต บำรุงผิวหนังและระบบประสาท

วิตามินบี 5

ช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีน ลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด นอนไม่หลับ

วิตามินบี 6

ช่วยบรรเทาอาการก่อนจะมีประจำเดือน แก้แพ้ท้อง บำรุงประสาท ลดอาการไขมันอุดตันในเส้นเลือด

วิตามินบี 12

ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือด บำรุงประสาท ป้องกันอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากโรคโลหิตจาง

กรดโฟลิก

ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง เสริมความจำ โฟเลท ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ และมะเร้งเต้านม ถ้าในเลือดมีโฟเลทต่ำ ทำให้จิตใจหดหู่ ขาดความรู้สึกทางเพศ

วิตามิน C

ต้านอนุมูลอิสระ สร้างคอลลาเจล ช่วยควบคุมระดับคลอเรสเตอรอล บำรุงผิวพรรณและกระดูก ป้องกันโรคมะเร็ง ลดอาการภูมิแพ้ ช่วยบรรเทาอาการหวัด

วิตามิน D

บำรุงกระดูกและฟัน

วิตามิน E

ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ป้องกันการแข็งตัวของเลือด

วิตามิน K

ช่วยการแข้งตัวของเลือด

ไบโอติน

บำรุงเส้นผม ป้องกันผมร่วง


รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีสุขภาพดี ก็ลองหาวิตามินมาทานกัน
ดู

ที่มา http://variety.mwake.com/story/115/ประโยชน์วิตามิน-แต่ละชนิด.html

ประโยชน์ของวิตามินซี ในส้ม

ประโยชน์ของวิตามินซี ในส้ม
การเป็นหวัดไปหมาดๆ และที่น่ามหัศจรรย์มากก็คือเป็นเรื้อรังเกือบหนึ่งเดือนถึงจะหายขาด ทั้งที่ก็เป็นคนดูแลตัวเองอย่างดี ออกกำลังกาย นอนมาก ไม่โดนฝน แต่สุดท้ายก็ยังโดนหวัดเล่นงานจนได้ เพราะตั้งตัวไม่ทัน ธรรมดาพอรู้ว่าตัวเองเริ่มไม่ค่อยดีก็จะอัดวิตามินซีเพื่อกันไว้ก่อน แต่เที่ยวนี้ไม่ทันเสียแล้ว เหตุที่ต้องอัดวิตามินซี ก็เพราะวิจามินซีช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย การเป็นหวัดเกิดจากเชื้อไวรัสโจมตีร่างกายที่มีภูมิต้านทานลดลง ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคหวัดจากเชื้อไวรัส นอกจากกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน เมื่อมีภูมิก็สามารถกำจัดไวรัสได้เอง วิตามินซีจะกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้ทำงานได้มากขึ้น

นอกจากนี้ วิตามินซียังมีประโยชน์ต่อผิวพรรณ ซึ่งวิตามินซียังมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญที่สุดในสารองค์ประกอบระหว่างเซลล์ผิว ทั้งยังช่วยเสริมให้ผิวนำวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพอีกชนิดหนึ่งมาใช้ได้มากขึ้น

ดังนั้นตอนนี้ถึงจะหมดฝนแล้วแต่อากาศเปลี่ยน ลมเย็นเริ่มโชย เพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกายแต่เนิ่นๆ ด้วยการกินวิตามินซีทุกวัน ผู้ใหญ่วันละ 500-1,000 มิลลิกรัม ส่วนผู้ที่ต้องกินปริมาณมากกว่านี้ก็คือ ชายที่มีบุตรยาก ผู้ดื่มสุราจัด ผู้สูบบุหรี่และผู้สูงอายุ ผู้ป่วยทั่วไปและผู้ป่วยหลังผ่าตัด ซึ่งปริมาณที่ต้องการคือ 1,000-3,000 มิลลิกรัม ขึ้นอยู่กับว่าได้รับวิตามินซีจากอาหารประจำวันมากน้อยแค่ไหน

ที่มา http://variety.mwake.com/story/77/ประโยชน์ของวิตามินซี.html

วิธีการทําเทียนหอม

วิธีการทําเทียนหอม
ใครชอบแต่งบ้านให้ได้ทั้งความสวยงามและได้ประโยชน์ด้วยละก็ นี่แหละ ใช่เลย เทียนหอมกันยุง เป็นงานหัตถกรรมที่มีความสวยงามสามารถตกแต่งได้ตามใจผู้ทำ สิ่งที่จะต้องเรียนรู้ก็เป็นเรื่องของวัสดุต่างๆที่นำมาใช้และเทคนิค วิธีทำ เมื่อทราบขั้นตอนต่างๆเหล่านี้เมื่อได้ลงมือทำไปบ้างแล้วที่นี้ล่ะ แบบเทียนสวยๆหอมๆจากใจคุณก็จะออกมาได้เอง ยังไงส่งภาพมาให้ดูกันบ้างนะครับมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เรามาดูกันว่าจะต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้างในการทำเทียนหอม


1 หม้อ หุงข้าวไฟฟ้า ใช้สำหรับละลายเทียนเพื่อความสะดวก เพราะตัวหม้อจะมีระบบตัดไฟเมื่อน้ำเทียนเดือด เมื่อเทียนแข็งตัวและเราต้องการให้เทียนหลอมละลายอีกเราก็กดปุ่มอีกครั้ง


2 หม้อ สองชั้นสำหรับตุ๋นเทียน ชั้นล่างเป็นหม้อใบใหญ่กว่าสำหรับใส่น้ำ ใบบนสำหรับใส่เทียนเป็นหม้อใบเล็กกว่ามีด้ามจับ ถ้าใช้หม้อชั้นเดียวเนื้อเทียนจะถูกความร้อนโดยตรงซึ่งร้อนเกินไปและไม่ สะดวกแก่การทำงาน


3 ถาดขนมสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆ ควรเป็นแบบที่ทำจากอลูมิเนียมจะได้ทนความร้อนได้ดี


4 ช้อน สำหรับตักเทียน


5 แม่พิมพ์ สำหรับยอดเทียนให้เป็นรูปต่างๆ


6 เหล็กคีบ ใช้หนีบภาชนะร้อนๆจะได้ไม่ร้อนมือ


7 กาละมังสเตนเลสใบเล็ก


8 ทัพพีกลมสำหรับตักน้ำเทียน


9 กรรไกรสำหรับตัดแต่งเทียน


10 แม่พิมพ์ สำหรัยยอดเทียนให้เป็นรูปต่างๆ กรณีที่ต้องการทำรูปแบบต่างๆให้ดูสวยงาม


11 เหล็กแหลม สำหรับปักไส้เทียน

วัสดุที่เราใช้ในการทำเทียน
1 พาราฟินแวกซ์ มีลักษณะเป็นของแข็งใสมีทั้งแบบก้อนและเม็ด มีจุดหลอมเหลวที ่58°c - 62°c


2 โพ ลีเอททีลีนแวกซ์ หรือที่นิยมเรียกกันติดปากว่า พีอี หรือโพลีเอสเตอร์ เอสเตอร์รีน มีลักษณะเป็นเกล็ด ช่วยทำให้เทียนจุดได้นานขึ้นปกติจะใช้ประมาณ 2--10 เปอร์เซนต์


3 สเตียริคเอซิค ช่วยทำให้เทียนมีผิวลื่นแกะออกจากพิมพ์ง่าย มีทั้งแบบเป็นเกล็ดและเม็ดไข่ปลา ปกติจะใช้ 4 ช้อนโต๊ะต่อพาราฟิน 1/2 กก.


4 ไมโครแวกซ์ ช่วยทำให้เทียนมีความเหนียวง่ายต่อการปั้นหรือแกะสลัก มีลักษณะเป็นแผ่นสีขาว ถ้าใช้แบบคุณภาพต่ำจะทำให้มีควันมาก


5 ไส้เทียน มี 2 แบบคือแบบที่ฟอกแล้วจะมีสีขาวและแบบที่ยังไม่ได้ฟอกจะมีสีขาวขุ่น


6 สีผสมเทียน


7 น้ำมันตะไคร้หอม

เรื่องของวัสดุในการทำเทียนหอมกันยุงผมได้แจงรายละเอียดไว้เผื่อสำหรับในการ ทำเทียนแบบสวยงามด้วยเลย จึงดูค่อนข้างจะมีส่วนประกอบมาก ลองทำดูก็แล้วกันครับมีไอเดียอะไรในเรื่องของรูปแบบหน้าตาก็ดัดแปลงได้ไม่ ผิดกติกา วัสดุหาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียนโดยเฉพาะร้านใหญ่ๆจะมีขายส่วนอุปกรณ์หา ซื้อได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป บางรายการเช่นแบบพิมพ์ขนมรูปต่างๆมีขายตามร้านขายอุปกรณ์ทำขนม

วิธีการทำเทียนหอม
1 นำแผ่นฟาราฟินแวกซ์หั่นเป็นท่อนๆใส่หม้อขึ้นตั้งความร้อนปานกลาง เคี้ยวไปจนละลายเป็นของเหลว
2 ใสสีตามลงไปโดยใส่ทีละน้อยตามต้องการคนจนสีเนียนเข้ากันทั่วทั้งหม้อหากสีจืดไปค่อยเติมสีเพิ่ม
3 ใส่หัวน้ำมันตะไคร้หอมประมาณ 3-4 หยดต่อเทียน 1/2 กก.
4 หยอดเทียนใส่พิมพ์ รอจนแข็งตัวจึงแกะออกจากพิมพ์ ตกแต่งผิวด้วยมีดหรือกรรไกร หรืออาจหยอดใส่ถ้วยแก้วเล็กๆก็ได้
5 นำมาตกแต่งด้วยริบบิ้นหรืออื่นๆเพื่อให้ดูสวย

การทำเทียนแบบนี้ก็เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่สร้างสรรได้ตามความคิดของผู้ทำ รูปแบบของหน้าตาที่ออกมาจะสวยอย่างไรก็คงคล้ายๆกับการแต่งหน้าเค้กที่ต้อง อาศัยทักษะ การสังเกตุจดจำรูปแบบต่างๆที่เคยเห็นและนำมาประยุกต์หรืออาจออกแบบตามแนว ความคิดที่จินตนาการขึ้นเอง

ที่มา http://variety.mwake.com/story/648/การทําเทียนหอม.html