20 วิธีแก้ปัญหานอนไม่หลับ ให้หลับสบาย

20 วิธีแก้ปัญหานอนไม่หลับ ให้หลับสบาย ไขเทคนิค 20 วิธี พาใจหลับสบายเมื่อหัวถึงหมอน อาการนอนไม่หลับ หรือนอนไม่พอ เป็นประตูสู่ภัยสุขภาพนานัปการ ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ บ้านคงต้องเคยเจอกับปัญหาดังกล่าวนี้กันมาไม่มากก็น้อย ทำให้วันนี้ทีมงาน Life and Family ได้คัดสรร 20 เทคนิคดีๆ จากแผนงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ภายใต้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข นำมาฝากเป็นตัวช่วยให้กับทุกบ้านที่มีปัญหานอนไม่หลับกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปจดทิปง่ายๆ กันได้เลยครับ

1. นอนให้เป็นเวลา ในเมื่อกินต้องเป็นเวลา เรื่องนอนก็อยู่ภายใต้กฎเดียวกัน

2. รับประทานอาหารค่ำแต่หัวค่ำ คุณจะรู้สึกว่าเวลาช่วงค่ำยาวนานขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการเข้านอน "ขณะยังย่อยอาหารอยู่" ปล่อยให้เวลาผ่านไป อย่างน้อย 2 ชั่วโมงหลังอาหารค่ำแล้วจึงค่อยนอน

3. ค้นพบความเพลิดเพลินและประโยชน์ของการเดินย่อยอาหารมื้อค่ำ

4. ละเว้นสารกระตุ้นต่างๆ เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำชา

5. จงหาว การบังคับตนเองให้หาวจะช่วยผ่อนคลายได้และทำให้อยากนอน

6. ดื่มเครื่องดื่มชาสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการกล่อมประสาทอย่าง ชาคาโมมายล์ ลาเวนเดอร์ ช่วยให้นอนหลับได้

7. รับประทานแอปเปิ้ล ผักกาดหอม และผลิตภัณฑ์จากนม ตามความเชื่อที่ว่าอาหารเหล่านี้เป็นเพื่อนกับความง่วง เพราะประกอบด้วยวิตามินและเอนไซม์ที่เป็นสื่อกลางช่วยให้ง่วงเหงาหาวนอน

8. ดื่มน้ำให้เพียงพอในช่วงกลางวันจนถึง 18.00 น. แต่อย่าดื่มมากก่อนเข้านอน

9. ถ้าห้องนอนอยู่ในบริเวณที่เลี่ยงเสียงรบกวนไม่ได้ต้องหาทางปกป้องตนเองด้วยการหาสำลีอุดหู หรือติดกระจกซ้อนสองชั้น ปูพรมตลอดห้อง ใช้เพดานเก็บเสียง

10. หัวเราะวันละหลายๆ ครั้ง การหัวเราะเป็นกิจกรรมตามธรรมชาติและเกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาท สำหรับบางคน "หัวเราะนาทีเดียวมีค่าเท่ากับการผ่อนคลายร่างกาย 45 นาทีเต็ม"

11. เรื่องที่หลับที่นอนเป็นเรื่องสำคัญ ลองเลือกใช้ฟูก ขนาด 160 คูณ 200 ซม. ซึ่งกว้างขวางกว่าฟูกมาตรฐานขนาด 140 คูณ 190 ซม.

12. เพื่อความสมดุลสงบ เวลานอนควรตรวจสอบทิศทางที่ถูกต้อง สำหรับการวางเตียงนอน ควรหันศีรษะไปทางทิศเหนือ เท้าไปทางทิศใต้ตามทิศทางของคลื่นแม่เหล็กโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าให้ศีรษะหันไปทางทิศตะวันออก
13. ถ้าถึงจังหวะทาสีผนังห้องนอนใหม่ ขอให้ทราบด้วยว่าสีฟ้ากลางๆ เป็นสีสำหรับการนอนที่ดีที่สุด

14. หรี่ไฟสว่างจ้าให้มืดลงเรื่อยๆ หรือปิดตาสักครู่ก่อนดับไฟ จะช่วยให้ร่างกายปฏิบัติหน้าที่ง่ายขึ้น โดยช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงคือ 2-3 นาทีและปฏิบัติกลับกันในตอนเช้า

15. ไม่ควรนำต้นไม้ใบเขียวไว้ในห้องนอน อย่างน้อยเวลากลางคืน หลีกเลี่ยงไม่ให้มาแย่งออกซิเจน

16. รักษาอุณหภูมิในห้องให้อยู่ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส

17. หายใจเข้าช้าๆ และลึกๆ โดยไม่ต้องฝืน และต่อเนื่องกันอย่างราบรื่นหายใจออกแล้วหยุดไว้ 2 วินาที ก่อนหายใจใหม่อีกครั้ง การหยุดช่วงสั้นๆ นี้มีบทบาททำให้ระบบประสาทสงบลง และให้หายใจในท่านอนเหยียดยาวก่อนนอน

18. อย่าคาดหมายหรือคิดล่วงหน้าถึงการนัดหมายสำคัญทางอาชีพการงานในวันรุ่งขึ้น ความกังวลจะทำให้หลับไม่ลง

19. ผ่อนคลายตัวเองด้วยการหลับตาและจินตนาการถึงการอาบน้ำฝักบัวเย็นฉ่ำ ที่ราดรดลงมาจากศีรษะแล้วไหลไปตามลำคอ โดยนำพาความเครียดทั้งวันที่ผ่านมาให้ไหลไปตามทางน้ำ หรือใช้วิธีหายใจลึกๆ อย่างรู้สติเป็นชุดๆ ผสานกับการคิดแต่ในแง่ดีและความไว้วางใจ

20. สามชั่วโมงก่อนนอน บอกเลิกกิจกรรมทุกอย่างที่คร่ำเคร่งและใช้สติปัญญา หยุดอ่านหนังสือถ้าเป็นการจุดจินตนาการของคุณให้ทำงานผลักดันให้ฝันหรือใช้ความคิดใคร่ครวญคอยสังเกตสิ่งที่คุณทำแล้วหลับได้สนิทดีจะได้นำมาใช้ใหม่ในค่ำคืนที่นอนไม่หลับสักที

ลองนำไปปฏิบัติกันดู ได้ผล หรือไม่อย่างไร นำมาบอกต่อกันด้วยนะครับ หรือผู้อ่านท่านใดมีเทคนิคดีๆ จากประสบการณ์ตรง ก็สามารถนำมาแบ่งปันกันได้ครับ
ที่มา manager

สมุนไพรที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพจดจำให้ดีขึ้น

วิจัยพบสารสกัดใบหม่อนช่วยเพิ่มสมรรถภาพจดจำดีขึ้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาวิจัยพบสารสกัดใบหม่อนมีฤทธิ์ต่อสมรรถภาพทางกายและจิตใจทำให้กล้ามเนื้อต้นขามีความแข็งแรง การเรียนรู้และการจดจำดีขึ้นเตรียมต่อยอดขยายผลสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย

นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยสมุนไพร ได้ร่วมมือกับคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการวิจัย “ฤทธิ์ของสารสกัดใบหม่อนต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตในอาสาสมัครวัยกลางคนและสูงอายุ” โดยศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดใบหม่อนต่อสมรรถภาพทางกาย สมรรถภาพทางจิต การเรียนรู้และการจดจำ ในกลุ่มประชากรอายุตั้งแต่ 55-70 ปี จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 20 คน อาสาสมัครกลุ่มที่ 1, 2 และ 3 จะได้รับยาหลอก สารสกัดใบหม่อนขนาด 1,050 มิลลิกรัม/วัน และ 2,100 มิลลิกรัม/วัน ตามลำดับโดยใช้เครื่องมือในการตรวจประเมินการเรียนรู้และความจำ การประเมินอารมณ์และการประเมินสมรรถภาพทางกายที่เป็นมาตรฐานและใช้กันอย่างแพร่หลายหลังจากอาสาสมัครรับประทานสารสกัดครั้งแรก 30 นาทีวัดประเมินฟังก์ชันการเรียนรู้และความจำหลังจากนั้นให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดต่อไปตามตารางที่กำหนดจนครบ 3 เดือนทุกๆ เดือนจะนัดอาสาสมัครมาตรวจประเมินผลต่อการเปลี่ยนแปลงฟังก์ชันการเรียนรู้และความจำสมรรถภาพ ทางกายและจิต
การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนคอติซอล และการทำงานของระบบประสาทซิมแพทเทติก รวมทั้งติดตามความปลอดภัยของสารสกัดหม่อนในอาสาสมัคร โดยการตรวจประเมินการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยา และเคมีคลินิกทุกเดือน พบว่า การรับประทานสารสกัดใบหม่อนขนาด 1,050 และ 2,100 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน มีความปลอดภัยและมีศักยภาพในการที่จะทำให้ทั้งสมรรถภาพทางกายและจิตของอาสาสมัครดีขึ้น สารสกัดใบหม่อนมีศักยภาพที่จะทำให้อาสาสมัครมีการทรงตัวได้ดีขึ้นทำให้กล้ามเนื้อต้นขามีความแข็งแรงมากขึ้น จึงมีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงในการหกล้มทำให้อาสาสมัครมีการเรียนรู้และความจำชนิดความจำใช้งาน (working memory) เพิ่มขึ้นโดยทำให้สามารถให้ความสนใจต่อสิ่งเร้าเพื่อนำข้อมูลมาประมวลผลในกระบวนการระยะต่างๆ ของความจำได้ดี มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และมีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการบูรณาการข้อมูลในกระบวนการเรียนรู้และการจดจำ(cognitiveprocessing)

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวต่ออีกว่า สารสกัดใบหม่อนจึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อกลุ่มผู้ที่มีปัญหาเรื่องความจำบกพร่องโดยตรง และกลุ่มเด็กที่มีปัญหาเรื่องความใส่ใจ (attention)นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์สารสกัดใบหม่อนยังมีฤทธิ์ในการลดกลุ่มอาการซึมเศร้าและกลุ่มอาการวิตกกังวลในอาสาสมัคร ทั้งนี้ ประสิทธิผลของสารสกัดในการเพิ่สมรรถภาพทางกายและจิตรวมถึงเพิ่มการเรียนรู้และความจำในอาสาสมัครขึ้นกับปริมาณหรือขนาดของสารสกัดที่ได้รับต่อวัน และระยะเวลาที่อาสาสมัครบริโภคสารสกัดจึงมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพผู้สูงอายุทั้งในภาวะปกติเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและนำไปใช้เสริมการรักษา (adjuvant therapy) ในหลายโรค เช่น ในกรณีที่มีความจำบกพร่อง กรณีซึมเศร้า หรือในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการแพทย์และสาธารณสุข และสามารถขยายผลสู่การผลิตเชิงพาณิชย์เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย

นางมาลี บรรจบ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า หม่อน (Morus alba Linn.) วงศ์Moraceae เป็นสมุนไพรทั้งในการแพทย์แผนไทยและจีน จากการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองที่ผ่านมาพบว่า ใบหม่อนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระลดความบกพร่องในการเรียนรู้และความจำที่เกิดจากความบกพร่องของระบบประสาทโคลิเนอร์จิก (cholinergic) ที่จำลองภาวะความจำบกพร่องในภาวะสูงอายุ และโรคอัลไซเมอร์(Alzheimer’s disease) นอกจากนั้นใบหม่อนยังมีสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด ได้แก่กลูโคส, วิตามิน A, B1, B12 และ C และจากการศึกษาความเป็นพิษ ในสัตว์ทดลองและความปลอดภัยในคนสารสกัดหม่อนในขนาดที่ใช้ในการรักษาก็ไม่ทำให้เกิดพิษดังนั้นจึงมีมีศักยภาพสูงในการที่จะพัฒนาเป็นอาหารเสริมสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกาย เพิ่มสมรรถภาพทางกายและจิตตลอดจนคุณภาพชีวิตได้ด้วยเหตุนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สถาบันวิจัยสมุนไพรจึงได้จัดประชุมวิชาการเรื่อง “หม่อนรักษ์คุณภาพชีวิต ส่งเสริมเศรษฐกิจไทย” ในวันที่ 17 กันยายน 2553 ณ โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี เพื่อเผยแพร่คุณค่าของสมุนไพรหม่อนให้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนได้หันมานิยมใช้ผลิตภัณฑ์เสริมคุณภาพจากสมุนไพรภายในประเทศ ทดแทนผลิตภัณฑ์สุขภาพประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่คนไทยจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจไทย สนับสนุนนโยบายไทยเข้มแข็งของรัฐบาล
ที่มา manager

วิจัยพบเด็กฟังเพลงคลาสสิกส่อแววฉลาด

วิจัยพบเด็กฟังเพลงคลาสสิกส่อแววฉลาด - วอนจัดพื้นที่เพื่อครอบครัวผ่านวิทยุรัฐ 3 ชม./วัน ผลวิจัยชี้เด็กต่ำกว่า 6 ขวบฟังเพลงคลาสสิก ส่อแววฉลาดกว่าเด็กทั่วไป ขณะที่เด็กฟังแง่ลบส่งผลพฤติกรรมเลียนแบบ เรียกร้องรัฐบาลคืนพื้นที่ดีเพื่อเด็กและครอบครัว ผ่านรายการวิทยุของรัฐ 3 ชม./วัน

วันนี้ (19 ก.ย.) ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ชมรมวิทยุเด็ก เยาวชน และครอบครัว มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวที “ขบวนการคนตัวเล็กกับก้าวต่อไปของวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว” โดยที นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมทั้งกล่าวว่า นโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ประกาศวาระเด็กแห่งชาติปี พ.ศ.2552 โดย “สนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์ที่มีคุณภาพสำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัวให้มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น และผลักดันให้เกิดกองทุนสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว และเป็นผลที่ทำให้เกิดสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ คลื่น FM 105 เพื่อผลิตรายการวิทยุส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเด็กและครอบครัวมากขึ้น เป็นต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย และก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว จนเกิดเครือข่ายสมาชิก “ขบวนการคนตัวเล็ก” เพื่อต่อยอดทำความดีให้สังคม

“รายการวิทยุเด็กควรแทรกอยู่ในรายการวิทยุทั่วไป ไม่ควรจำกัดเพียงรายการเฉพาะเด็กเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องผลักดันให้เด็กเป็นตัวขับเคลื่อน ให้มีโอกาสร่วมทำงานในสื่อวิทยุด้วย เพราะผมเห็นด้วย กับการใช้สื่อวิทยุในการสร้างจินตนาการให้เด็กว่าจะเป็นการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนอย่างแท้จริง แต่ยอมรับการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ในวิทยุโทรทัศน์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีคนสนใจอยากจะผลิตสื่อดีๆ ให้เด็กเยาวชน แต่เนื่องจากสร้างรายได้ยาก ฉะนั้นการที่สสส. ช่วยกระตุ้นให้เกิดรายการสถานีวิทยุมีรายการครอบครัวเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีต่อเด็กและเยาวชนไทยทั้งประเทศ หวังว่าคลื่นวิทยุที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้นต่อไป” รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว

พญ.ชนิกา ตู้จินดา ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.กล่าวว่า เนื่องจากสื่อมีอิทธิพลสำคัญต่อเด็ก เยาวชน และคนในสังคม ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการนำเสนอเพลงที่มีเนื้อหารุนแรง อยากฆ่าตัวตาย ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบของเยาวชนมาแล้ว ขณะที่สื่อที่มีเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน ในรายการโทรทัศน์ กลับมีเพียง 5% และรายการวิทยุ มีเพียง 1% เท่านั้น ทั้งที่เด็กและเยาวชน มีมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ

“กาย ใจ อารมณ์ สังคม ปัญญา เป็น 5 ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเด็ก ซึ่งสื่อวิทยุสามารถตอบสนองพัฒนาการทั้ง 5 อย่างได้เต็มที่ เพราะการฟังต้องคิด และสร้างจินตนาการตามทำให้เด็กเกิดพัฒนาได้เร็ว การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ผ่านสื่อ ให้กับเด็ก เยาวชน และครอบครัว จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง เพราะเป็นพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยมีการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กที่ฟังดนตรีตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 6 ปี จะฉลาดกว่าเด็กทั่วไป เพราะดนตรีมีส่วนช่วยพัฒนาเชาว์ปัญญาในเด็กเล็ก โดยเฉพาะการฟังดนตรีคลาสสิกหรือดนตรีที่มีจังหวะช้าๆ ฟังสบาย แต่ถ้าเด็กฟังรายการหรือดนตรีที่ไม่สร้างสรรค์โดยเฉพาะเด็กเล็ก เมื่อโตขึ้นจะสายเกินไปในการรับรู้เรื่องของความดีกับสิ่งที่ไม่ดีของดนตรี ซึ่งรายการวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัวถือเป็นช่องทางหนึ่งในการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายของเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง” พญ.ชนิกา กล่าว

ด้าน นางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้ดำเนินรายการพ่อแม่มือใหม่หัวใจเกินร้อย FM 105 MHz กล่าวว่า จากผลการสำรวจความคิดเห็นของชาวกรุงเทพฯ และปริมลฑล ที่มีต่อสถานีวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว FM 105 MHz ในกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 6-60 ปีขึ้นไป จำนวน 535 คน ระหว่างวันที่ 14-15 ส.ค. 2553 พบว่า สื่อวิทยุยังคงได้รับความนิยม โดยกลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 61% ยังคงรับฟังรายการวิทยุ ซึ่งกลุ่มคนที่ฟังรายการวิทยุมากที่สุดคือ กลุ่มวัยครอบครัว (40-49 ปี) คิดเป็น 82% ตามด้วยกลุ่มวัยทำงาน (20-29 ปี) คิดเป็น 70% ส่วนกลุ่มเยาวชน (13-20 ปี) ฟังรายการวิทยุ 56% และกลุ่มเด็ก (6-12 ปี) ฟังรายการวิทยุ 44%

นางสรวงมณฑ์ กล่าวต่อว่า ในบรรดาผู้ที่เปิดรับฟังรายการวิทยุทั้งหมด พบว่า มีผู้ที่เคยฟังรายการของสถานีวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว FM 105 MHz อยู่มากกว่า 1 ใน 3 หรือ 38% กลุ่มที่ให้ความสนใจ คือกลุ่มคนวัยทำวัยทำงานที่มีครอบครัวแล้ว และผู้สูงอายุ โดยกลุ่มรายการที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ รายการสถานีครอบครัว รายการรอบวันทันข่าว รายการอารมณ์ดียามเช้า รายการสวัสดีประเทศไทย และรายการครอบครัวคุยกัน เนื้อหาที่อยากให้นำเสนอมากที่สุดคือ ความรู้รอบตัว รองลงลงมาคือ การส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการพัฒนาทักษะทางอารมณ์ ส่วนความคาดหวังของกลุ่มผู้ฟังคือ ได้รับความรู้ใหม่ๆ ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมทั้งการได้รับความบันเทิงและผ่อนคลายความเครียด ตามลำดับ

นางสรวงมณฑ์กล่าวด้วยว่า จากการดำเนินการผลิตรายการวิทยุเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ผ่านคลื่นวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว F.M.105 พบว่า มีเด็กและครอบครัวจำนวนมากได้เกิดการเรียนรู้ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น และก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ดังนั้น เพื่อให้เด็กและครอบครัวทั่วประเทศได้มีพื้นที่เรียนรู้ผ่านสื่อวิทยุ และเกิดพัฒนาการที่ดี จึงขอให้รัฐบาลคืนพื้นที่ดีในการสร้างการเรียนรู้เพื่อเด็กและครอบครัว ผ่านรายการวิทยุในสถานีวิทยุของรัฐทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ไม่น้อยกว่าวันละ 3 ชั่วโมง รวมถึงการจัดอบรมพัฒนาผู้จัดรายการวิทยุทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีความต้องการทำรายการสร้างการเรียนรู้เพื่อเด็กและครอบครัวในจังหวัดต่างๆ โดยประกาศเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที (33) : ว่าด้วยเรื่อง"เกมบนเฟสบุ๊ก"

วิธีหาเงินบนโลกไอที (33) : ว่าด้วยเรื่อง"เกมบนเฟสบุ๊ก" ปัจจุบัน Facebook มีจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 400 ล้านคน เป็นผู้ใช้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 3.5 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ชาย 1.5 ล้านคน ผู้หญิง 2 ล้านคน ผู้ใช้กลุ่มใหญ่ที่สุดคือนักศึกษาและวัยทำงานตอนต้น ทั้งที่เมื่อต้นปี 2552 มีคนไทยบน Facebook เพียงแค่ 2 แสนคนเท่านั้นเอง คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ส่วนหนึ่งเกิดมาจากเกมบน Facebook ที่ดึงดูดคนไทยให้เข้าไป “ปลูกผัก” หรือ “ทำอาหาร” จนติดกันงอมแงม

ยักษ์ใหญ่วงการ Social Games ของโลก ผู้ผลิตเกมบน Facebook ในระดับโลกมีอยู่ 2 ค่ายใหญ่คือ Zynga จากอเมริกา และ Playfish จากอังกฤษ ทั้งสองบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2550 เหมือนกัน ด้วยระยะเวลาเพียง 2-3 ปี ก็เติบโตเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่บนโลก Social Games

ปัจจุบัน Zynga มีเกมกว่า 30 เกม ที่รู้จักกันดีคือเกมปลูกผัก FarmVille ซึ่งมีจำนวนผู้เล่นทั่วโลกสูงถึง 80 ล้านคนต่อเดือน (มากกว่าจำนวนสมาชิก Twitter) เป็นผู้รับชำระเงินออนไลน์ที่มียอดรับเงินสูงเป็นอันดับ 2 ของ PayPal เป็นรองเพียงแค่ eBay เท่านั้น โดยในปี 2552 มีผู้เล่นเกมจ่ายเงินให้กับ Zynga ผ่านทาง PayPal สูงถึง 500 ล้านดอลลาร์เพื่อนำไปซื้อไอเท็มในเกม รูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Zynga ออกไปในแนวผู้เผยแพร่เกม (Publisher) คือเปิดให้ผู้พัฒนาเกมรายอื่นสามารถนำเกมของตัวเองมาต่อเข้ากับระบบของ Zynga และให้ Zynga เป็นผู้ทำการตลาดให้
ส่วน Playfish มีเกมในสังกัดน้อยกว่า Zynga เนื่องจากมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิตเกม (Producer) เกมของ Playfish ทุกเกมจะมีเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็น Playfish อยู่ นั่นก็คือการออกแบบตัวละครที่ดูน่ารักสดใส ซึ่งทำให้สาวๆ ทั่วโลกต่างก็ชื่นชอบเกมเลี้ยงสัตว์อย่าง Pet Society เมื่อปลายปี 2552 Electronic Arts (EA) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเกมยักษ์ใหญ่ของโลกได้เข้าซื้อกิจการ Playfish ด้วยมูลค่าสูงถึง 275 ล้านดอลลาร์ เร็วๆ นี้เราก็จะได้เห็นเกม Fifa Super Stars บน Facebook

ปัจจัยความสำเร็จของ Social Games

ก่อนหน้ายุค Social Games คือยุคของเกมออนไลน์ ผู้เขียนเชื่อว่าคนจำนวนมากเคยได้ยินคำว่าเกมออนไลน์ แต่ไม่เคยเล่นเลย (ผู้เขียนก็เช่นเดียวกัน) เนื่องจากเกมออนไลน์ส่วนใหญ่มีความซับซ้อนสูง ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เกมในเครื่องคอมพิวเตอร์ ต้องเติมเงินเพื่อเล่นเกม ความนิยมของเกมออนไลน์จึงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะนักเรียนมัธยมที่ใช้เวลาหลังเลิกเรียนในร้านเกม

แต่ Social Games สามารถเข้าถึงจำนวนผู้เล่นที่มากกว่าได้ เนื่องจากเป็นเกมที่เล่นผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้เลยโดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์อะไร ความซับซ้อนของเกมก็มีไม่มาก ใช้เวลาศึกษาไม่นานก็เล่นเป็น และเป็นเกมที่เล่นได้ฟรี ฐานผู้เล่นจึงขยายจากกลุ่มวัยรุ่นมาถึงวัยทำงาน (ส่วนตัวผู้เขียนรู้จักผู้บริหารหญิงวัย 50 ปีขององค์กรใหญ่แห่งหนึ่งที่เข้าไปอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองใน Pet Society ทุกวัน)

นอกจากเรื่องของความง่ายในการเข้าถึงและความง่ายในการเล่นแล้ว Social Games ยังมีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวไปสู่ผู้เล่นหน้าใหม่โดยอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์บน Facebook อีกด้วย ถ้าเราเล่นจนผ่านหนึ่งด่าน เกมจะบอกให้เราเผยแพร่ข้อความว่าเราผ่านด่านแล้วในหน้ากระดานข้อความของเรา ซึ่งจะทำให้เพื่อนๆ ของเรารู้ทันทีว่าเราเล่นเกมอะไรอยู่ และเขาอาจจะเข้ามาเล่นด้วย นอกจากนี้เกมมักจะบอกให้เราส่งคำเชิญชวนเพื่อนให้เข้ามาเล่นเกมด้วยกัน บางเกมมีการให้ไอเท็มพิเศษเมื่อเราชวนเพื่อนมาเล่นได้ครบตามจำนวนที่กำหนดด้วย ผู้พัฒนาเกมจึงมีโอกาสเข้าถึงฐานผู้ใช้ 400 ล้านคนบน Facebook ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดอะไรเลย อาศัยการบอกต่อของผู้เล่นเพียงอย่างเดียว
รายได้ของธุรกิจ Social Games

ร้อยละร้อยของ Social Games เปิดให้ผู้เล่นเข้าไปเล่นได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟต์แวร์ ไม่ต้องเติมเงินเพื่อรับสิทธิ์เข้าไปเล่น แล้ว Social Games มีรายได้จากทางไหนบ้าง?

รายได้ทางแรกก็คือการเปลี่ยนเงินในโลกจริงให้เป็นเงินในเกมเพื่อนำไปซื้อไอเท็ม มีการประมาณการว่ามูลค่าของเงินใน Social Games ในปีนี้จะสูงถึง 1,600 ล้านดอลลาร์

รายได้ทางที่สองคือการขายโฆษณาในเกม ที่ผ่านมา Microsoft เคยโฆษณา Bing ในเกม FarmVille โดยให้ผู้เล่นเกมคลิกเป็นแฟนของ Bing เพื่อแลกกับเงินในเกม ผลก็คือ Bing มีแฟนเพิ่มขึ้นกว่า 400,000 คน ผู้เล่นเกมได้เงินไปใช้ซื้อไอเท็ม ส่วน Zynga ก็ได้เงินจากผู้เล่นซึ่งได้มาจาก Microsoft อีกที

รายได้ทางที่สามคือการขายแอปบน Smart Phone เช่น Who Has The Biggest Brain? ซึ่งเป็นเกมลับสมองของค่าย Playfish แรกเริ่มเดิมทีเปิดให้เล่นฟรีบน Facebook โดยมีรายได้จากการติดโฆษณา Google AdSense ในเกม ต่อมามีการออกแอปบน iPhone ซึ่งสามารถใช้เล่นเกมและส่งคะแนนกลับขึ้นไปบน Facebook ได้ โดยที่แอปมี 2 เวอร์ชั่น คือแบบเล่นฟรีด้วยรูปแบบเกมที่จำกัด กับแบบเสียเงินซื้อเพื่อแลกกับรูปแบบเกมที่หลากหลายกว่า

รายได้ทางที่สี่เกิดจากการขายสินค้าเพื่อให้ผู้เล่นนำสินค้ามาเปลี่ยนเป็นไอเท็มในเกม อย่างเช่นเกม Oishi Café City ที่ผู้เล่นจะต้องซื้อชาเขียวโออิชิเพื่อนำกล่องซึ่งมีบาร์โค้ดสองมิติ (QR Code) มาส่องที่เว็บแคมเพื่อเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบสำหรับทำอาหารในเกม

นอกจากเรื่องของรายได้แล้ว นักการตลาดของหลายแบรนด์ใช้ Social Games เป็นเครื่องมือในการสร้างแบรนด์ หรือสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ได้หวังรายได้ทางตรงแต่อย่างใด

กรณีศึกษาธุรกิจไทยนำ Social Games ไปใช้ทางการตลาด

ด้วยความร้อนแรงของ Social Games ในไทย ทำให้หลายธุรกิจสนใจที่จะสร้างเกมเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเล่น โดยหวังผลให้เกิดการบอกปากต่อปากออกไป

ช่วงต้นปีนี้ ธนาคารกสิกรไทยส่งเกม KBank Millionaire ลงบน Facebook กติกาของเกมนี้ให้ผู้เล่นตอบคำถาม 5 ข้อ ถ้าตอบถูกทุกข้อจะได้คะแนนสะสม 10,000 คะแนน หนึ่งวันเล่นได้แค่ 2 รอบ แปลว่าจะได้คะแนนไม่เกินวันละ 20,000 คะแนน ใครได้คะแนนสูงสุด 15 คนในแต่ละสัปดาห์ ก็จะได้รับรางวัล (ผู้เขียนเคยได้ที่ 3 ได้รางวัลบัตรของขวัญ 800 บาทไปซื้อของในห้างคาร์ฟูร์) และผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดหลังจากจบแคมเปญ จะได้ Netbook ฟรีหนึ่งเครื่อง แต่เอาเข้าจริงแล้ว เกมนี้ไม่ใช่การแข่งขันตอบคำถาม แต่เป็นการแข่งขันชวนเพื่อนมาเล่นเกม เพราะมีกติกาอีกข้อหนึ่งบอกว่าถ้าใครชวนเพื่อนมาเล่นเกมนี้ได้สำเร็จ 1 คน จะได้คะแนนสะสมเพิ่ม 10,000 คะแนนทันที โดยไม่จำกัดจำนวนด้วย จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายนับหมื่นรับรู้ว่าตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมาอยู่บน Facebook แล้ว

เครือโออิชิก็ส่ง Social Games มาบน Facebook หลายเกม ที่รู้จักกันดีก็คือ Maneki Neko Fortune Cats ( http://apps.facebook.com/fortunecats/ ) เพื่อใช้โปรโมทชาเขียว Matcha เกมนี้เล่นง่ายๆ เพียงแค่คลิกที่ขาหน้าของแมวมาเนะกิเพื่อเขย่าขวด Matcha จากนั้นจะได้รับคำทำนายชีวิตในวันนี้และเผยแพร่คำทำนายออกไปให้เพื่อนๆ ดูได้ เกมง่ายๆ แบบนี้แต่มีคนเล่นเป็นหมื่นภายในเวลาสั้นๆ เป็นเพราะคนไทยกับเรื่องดูดวงเป็นของคู่กันอยู่แล้ว

อีกหนึ่งเกมของโออิชิที่อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นเกมที่ให้ความรู้ผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจคือเกม Yakiniku Burnn ( http://apps.facebook.com/aminoplus/main/game/burnn ) กติกาของเกมนี้จะให้ผู้เล่นเป็นสาวสวยที่ไปกินเนื้อย่าง ผู้เล่นมีหน้าที่คีบเนื้อดิบลงเตา ย่างให้สุกทั้งสองด้าน (แต่อย่าให้ไหม้) แล้วคีบใส่จานเพื่อกิน เมื่อกินไปสักพักตัวละครจะแสดงสีหน้าอึดอัด ผู้เล่นก็จะต้องให้ตัวละครดื่ม Amino Plus เพื่อช่วยลดความอึดอัดลง ผู้เขียนก็เพิ่งเรียนรู้จากเกมนี้ว่า Amino Plus เหมาะสำหรับดื่มตอนกินเนื้อย่างนี่เอง

อนาคตสดใสของอาชีพนักพัฒนา Social Games

ในยุคที่ผ่านมา การสร้างเกมเพื่อตีตลาดระดับโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะสนามนี้เป็นสนามของรายใหญ่ที่มีทุนหนา ยากที่นักพัฒนาเกมรายเล็กจะแทรกตัวเข้าไปได้ แต่ในยุคของ Social Games ไม่จำเป็นต้องมีทุนมหาศาลก็สามารถสร้างเกมที่คนเล่นกันทั่วโลกได้ ขอเพียงแค่มีความรู้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น

มีตัวอย่างของกลุ่มนักพัฒนา Social Games คนไทยคือกลุ่ม LevelUp! Studio ( http://www.levelup.in.th/ ) ซึ่งประกอบด้วยนิสิต 4 คน จากวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่รวมตัวกันเปิดบริษัทพัฒนาเกม โดยปล่อยเกมบน Facebook เกมแรกที่พัฒนาโดยคนไทยไปเมื่อปีที่แล้ว ชื่อเกมว่า Planet that have many creatures ( http://apps.facebook.com/lvup_planet/ ) ซึ่งมีผู้เล่นจากทั่วโลกถึงหนึ่งแสนคนภายในเวลาเพียงเดือนเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ทีม LevelUp! Studio ยังเป็นผู้พัฒนาเกม Yakiniku Burnn ของโออิชิอีกด้วย

นอกจากตลาดระดับโลกแล้ว ตลาดในประเทศไทยก็มีโอกาสมากมายเช่นกัน หลายแบรนด์สินค้ากำลังอยากมีเกมบน Facebook เป็นของตัวเอง แต่หาคนพัฒนาให้ไม่ได้ จนเมื่อปลายเดือนมีนาคม สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยได้จัดงาน WebPresso (จิบกาแฟคนทำเว็บ) เพื่อพูดคุยเรื่อง Social Games โดยเฉพาะ โดยมุ่งหวังว่านักพัฒนาเว็บชาวไทยจะตระหนักถึงโอกาสนี้ พัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อตอบรับความต้องการของแบรนด์สินค้าต่างๆ และสร้างสรรค์ผลงานออกสู่สายตาคนทั้งโลก
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที (37) : "เครือข่ายสังคม"เล่นไม่ดีมีเจ๊ง

วิธีหาเงินบนโลกไอที (37) : "เครือข่ายสังคม"เล่นไม่ดีมีเจ๊ง นาทีนี้เชื่อว่าคนไทยหลายคนรับรู้พิษภัยของการวางใจบริการเครือข่ายสังคมมากเกินไปแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เครือข่ายสังคมนี้เองที่สามารถเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยม ให้นักเจาะระบบค้นหาข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อเพื่อตอบใน"คำถามกันลืม"แล้วจึงรับรหัสผ่านกลับมาแบบสบายๆ ฉะนั้น สัปดาห์นี้ บทความชุด"ทำเงินบนโลกไอที"จึงขอเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเสนอวิธีการลดความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้คุณ"ไม่ต้องเสียเงินบนโลกไอที"แบบที่หลายคนตกที่นั่งลำบากมาแล้ว

***เตือนภัยการใช้ Social Network อาจทำให้หมดตัว
(โดย ปริญญา หอมเอนก ACIS Professional Center)

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเว็บไซต์ในกลุ่ม Social Network หรือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต ได้แก่ Facebook Hi5 และ Twitter นั้น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากสถิติการใช้งานที่เพิ่มสูงมากขึ้นในระยะเวลาไม่กี่เดือน (ดูรูปที่ 1) หรือ จากภาพข่าวหรือกิจกรรมทางการตลาดที่ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมกันอย่างมากมาย

ผู้ใช้งาน Social Network มีตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงวัยเกษียณอายุ โดยการใช้งานส่วนใหญ่เป็นการ Post รูปภาพ กิจกรรม ส่วนตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งที่บ้าน เพื่อแสดงให้เพื่อนในกลุ่มของตนเองได้ดูรูปภาพต่างๆพร้อมกับแสดงความคิดเห็นต่อกิจกรรมของตน

ยุคของคน Generation-Y

ผู้ใช้เว็บไซต์ Social Network ส่วนใหญ่นั้นเป็นบุคคลที่เรียกได้ว่าอยู่ในยุคของ Generation-Y (Gen-Y) ที่เติบโตมาพร้อมกับสารพัดเทคโนโลยี และ ความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ อยากได้อะไรก็เพียงค้นหาในอินเทอร์เน็ต

บุคลิก และนิสัยของคนในยุคนี้จึงเป็นคนใจร้อน ชอบอะไรที่รวดเร็วทันใจ ทำงานเร็ว ชอบดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ และติดต่อสื่อสารกัน และ มักจะ Post ข้อความหรือรูปภาพกิจกรรมของตนในเว็บไซต์ Social Network ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ที่เป็นต้นเหตุของการถูกขโมย Account ของระบบ Online ต่างๆ ที่เรามีอยู่

โดยเมื่อเราสมัครใช้ eMail ผู้ให้บริการมักจะให้เราตั้งคำถามกันลืม (Secret Question) และคำตอบเพื่อใช้ในการกำหนดรหัสผ่านใหม่ Hacker มักจะใช้ช่องทางนี้ในการเจาะรหัสผ่าน eMail ของเราโดยจะเข้าไปค้นหาคำตอบของคำถามกันลืมในเว็บไซต์ Social Network ของเรา

ลองคิดดูว่าหากเราตั้งคำถามง่ายๆ เช่น “ชื่อสัตว์เลี้ยงของฉัน” ในขณะเดียวกัน เราก็แสดงชื่อของสัตว์เลี้ยงตัวโปรดไว้ใน Facebook เพียงเท่านี้ Hacker ก็สามารถเจาะ eMail Account ของเราได้อย่างไม่ยากเย็น

รหัสผ่าน eMail ที่เดียวเข้าได้ทุกระบบ ???

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าข้อมูลที่เป็นความลับมักจะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนได้เป็นอย่างดี และ คงเป็นไปได้ยากที่จะเจาะรหัสผ่านของเว็บไซต์ Facebook Hi5 หรือ Hotmail Gmail เข้าไปได้อย่างง่ายๆ เพราะล้วนเป็นเว็บไซต์ระดับโลก

แต่อย่าลืมว่า eMail ที่เราสมัครเพื่อใช้งานเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านั้นก็คือ eMail ส่วนตัวที่เราใช้งานมานาน บาง Account อาจจะเกิน 5 ปี หรือ 10 ปี กลายเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่หากหายไปก็จะทำให้เกิดความทุกข์ใจได้ เนื่องจากใน eMail ของเรานั้นมีทั้งข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการทำงาน ข้อมูลการเรียน หรือแม้กระทั่งข้อมูลการเงิน

ย้อนกลับไปในอดีตลองคิดทบทวนดูว่า เราใช้ eMail เพื่อสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ต่างๆมากี่เว็บไซต์แล้ว และลองคิดดูว่าเมื่อเราสมัครเป็นสมาชิกกับเว็บไซต์เหล่านั้น เขามักจะให้เราตั้งรหัสผ่านเพื่อเข้าใช้งานในส่วนของสมาชิก ถึงตรงนี้มีคำถามเพิ่มว่าเราใช้รหัสผ่านเดียวกันกับ eMail ของเราหรือไม่ และไม่ว่าสมัครกี่เว็บไซต์ก็ใช้รหัสผ่านเดียวกันหมดใช่หรือไม่ คำถามนี้ผมมั่นใจว่า กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าใช่ เนื่องจากหากตั้งรหัสผ่านไม่เหมือนกันอาจทำให้จำรหัสผ่านไม่ได้ และนั่นหมายความว่าหากเว็บไซต์เหล่านั้นโดนเจาะระบบ หรือ ผู้ดูแลเว็บไซต์มีเจตนาที่ไม่ดีแล้ว eMail ของเราจะเป็นของเราคนเดียวหรือไม่

ระบบทุกระบบที่เราใช้ไม่ใช่เพียงแค่ Facebook หรือ Hi5 เท่านั้น ยังมีระบบการเงิน เช่น Internet Banking ระบบสมัครงาน หรือ แม้กระทั่งข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดของเราที่มีอยู่ใน eMail ก็อาจจะถูกใครต่อใครนำไปเปิดเผยหมดแล้วก็เป็นไปได้

ดังนั้นหลังจากที่อ่านบทความนี้แล้ว เราควรนำข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับรหัสผ่านออกจากเว็บไซต์ Social Network และ รีบเปลี่ยนรหัสผ่าน eMail ในทันที

และไม่ใช่แค่เปลี่ยนรหัสผ่านแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น แต่ควรเปลี่ยนบ่อยๆเท่าที่เราจะทำได้ เพราะจากการที่ผมได้มีโอกาสศึกษารูปแบบการตั้งรหัสผ่านของคนไทยจำนวนมากพบว่า การตั้งรหัสผ่านไม่พ้น เบอร์โทรศัพท์มือถือ ชื่อเล่น ชื่อสัตว์เลี้ยง หรือ คำที่ตนเองชื่นชอบ ซึ่งการตั้งรหัสผ่านแบบนี้ในทางความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศถือว่าสามารถจะถูกเจาะได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

ดังนั้นเราควรตั้งรหัสผ่านที่ดี โดยมีหลักการคือ รหัสผ่านต้องคาดเดายาก ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเรา ความยาว 8 ตัวอักษรขึ้นไป มีการผสมอักขระที่ซับซ้อนทั้งตัวเลข อักษรตัวเล็ก ตัวใหญ่และเครื่องหมายพิเศษ (!@#$%^&*())_+=) ก็จะทำให้เรารอดพ้นจากภัยคุกคามจากโลกไซเบอร์ไปได้ในระดับหนึ่ง

ภัยจากการใช้ Social Network ไม่ได้มีเพียงเท่านี้นะครับ ท่านผู้อ่านสามารถติดตามรูปแบบภัยและเทคนิคต่างๆของ Hacker ได้ที่งาน SNSCON 2010 (Social Networking Security Conference) หรือ ที่ Web Site http://www.acisonline.net/snscon2010/

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์