เหรียญปราบฮ่ออีกครั้ง

เหรียญปราบฮ่ออีกครั้ง เมื่อวันอาทิตย์ก่อนโน้น ได้ลงเรื่องเกี่ยวกับเหรียญปราบฮ่อบกพร่อง

ปรากฏว่ามีความผิดพลาดบางประการ ด้านหลังเหรียญซึ่งเป็นรูปช้างออกศึกไม่ชัดเจน พิมพ์รูปไม่เต็มเหรียญ

บรรดาแฟน “เดลินิวส์” จึงสอบถามมาเป็นจำนวนมาก ต้องขออภัยในความผิดพลาดครั้งนั้นด้วย

ต้องขอเล่าเรื่องย้อนหลังอีกว่าเหรียญปราบฮ่อนี้ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 5 ได้โปรดให้จัดสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกและยังมีแพรแถบสำหรับใช้เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกด้วย

ทรงโปรดเกล้าฯ ให้วัดสร้างขึ้น หลังจากที่การปราบปรามกบฏฮ่อที่ชายแดนด้านแม่น้ำโขงได้สิ้นสุดลง

เหรียญดังกล่าวนี้ ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานแก่ทหารที่เข้าร่วมรบในสมรภูมิในการปราบปรามกบฏฮ่อ เมื่อ จ.ศ. 1239 จ.ศ. 1247 และ จ.ศ. 1249
การจัดสร้างเหรียญนี้ เท่าที่ทราบมานั้น สร้างเฉพาะ “เหรียญเงิน” เท่านั้น

ส่วนเหรียญทองคำและเหรียญทองแดงนั้นก็ได้มีการพบเห็นกันบ้าง แต่ในวงการนักสะสมเหรียญไม่ยอมรับ

เนื่องจากเหรียญนี้หายากมาก จึงมีราคาแพงมาก ระดับเงินล้านบาท

จึงมีการปลอมแปลงเหรียญปราบฮ่อกันอย่างกว้างขวาง

การปลอมแปลงทำได้แนบเนียน ฝีมือเฉียบขาดมาก ขนาดเซียนหรือผู้ชำนาญโดนต้มมาแล้วไม่น้อย

วิธีการปลอมใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย การแกะแม่พิมพ์ใช้ไฟฟ้าช็อต แต่ก็มีหลายจุดช็อตไม่สำเร็จ ต้องจดจำจุดตำหนิเหล่านี้ให้ดี ซึ่งจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ลักษณะเป็นเหรียญกลมขนาดใหญ่ มีหูเชื่อมแบบขวางเพื่อไว้ติดแพรแถบ

ด้านหน้าเหรียญเป็นพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ครึ่งองค์ ผินพักตร์ไปทางซ้าย ด้านบนมีพระปรมา ภิไธยจุฬาลงกรณ์บรมราชา ธิราช ด้านล่างประดับลายช่อดอกไม้

ด้านหลังเป็นภาพช้างศึก ด้านบนมีข้อความว่า ปราบฮ่อ ๑๒๓๙ ๑๒๔๗ และ ๑๒๔๙

ตำหนิเหรียญจริงด้านหน้าคำว่าจุฬานั้น ตัวขมวด “ฬ” จะไม่ติดกัน

ตรงพระศอ (ลำคอ) มีเส้นซ้อนกันหลายเส้น มีขนแมวเล็ก ๆ หลายเส้น

ตรงโบมีจุดแตกเล็ก ๆ ทั่วไป ใบไม้ทุกใบแกะพลิ้วเส้นเป็นสันคล้ายมีชีวิตชีวา

ด้านหลัง หูเชื่อมเป็นแบบขวาง

ใต้เท้าช้างหลังสุด มีเส้นขีด 1 เส้น

ตะขอคนท้ายช้าง ปลายตะขอมีติ่งเล็ก ๆ ยื่นออกมา

ก่อนจะซื้อขายต้องระวังให้ดี ของปลอมมีเยอะแยะ

พบกันวันอาทิตย์หน้า.
สมเจตน์ วัฒนาธร
ที่มา dailynews

วิธีแก้ปัญหา ‘ผ้า’ เหม็นอับ

วิธีแก้ปัญหา ‘ผ้า’ เหม็นอับ การซักเสื้อผ้าในวันฝนตก คุณพ่อบ้านแม่บ้าน อาจกังวลใจเรื่องของกลิ่นอับชื้นบนเสื้อผ้าที่ตามมา วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์ อาสาคลายความกังวลด้วยการนำวิธีซักผ้าที่ลดการเหม็นอับอย่างได้ผล มาฝาก

สิ่งที่ต้องเตรียมคือ ผงฟู หรือ เบคกิ้งโซดา หรือ โซเดียมไบคาร์บอเนต นำมาใช้ซักเสื้อผ้าแทนผงซักฟอก โดยปริมาณการใช้ 3-4 ช้อนโต๊ะ ต่อการซักหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณเสื้อผ้าด้วย หากมีเสื้อผ้าจำนวนมากก็ให้เพิ่มปริมาณผงฟูตามความเหมาะสม หากเสื้อผ้ามีคราบสกปรกหรือรอยเปื้อนมาก ๆ ให้ใช้ผงซักฟอกธรรมดาควบคู่ไปด้วย

สำหรับการเลือกผงฟูมาซักผ้านั้น ขอย้ำให้เลือกที่เป็นผงฟูแท้ โดยดูจากหน้าซองที่เขียนว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต เนื่องจากปัจจุบันผงฟูบางยี่ห้อมีส่วนผสมของสารประกอบอื่นด้วย

ที่มา dailynews

ประโยชน์ของ"พริก" ช่างอุดมไปด้วยประโยชน์

คนไทยกับรสแซบนะคู่กันคู่กัน โดยเฉพาะรสเผ้ดของพริกถ้าไม่จัดจ้านถึงใจไม่มีที่จะอร่อยเด็ด(ยกเว้นคนไม่กินเผ็ด) แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากความเผ็ดแล้ว เจ้าพริกเม็ดเล็กๆ ยังอุดมด้วยประโยชน์มากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง!!! และในโอกาสที่เบอร์เกอร์ คิง เปิดตัวเบอร์เกอร์ คิง แองกรี้ วอปเปอร์ ที่นำพริกชี้ฟ้ามาเป็นส่วนสำคัญ พร้อมยังเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เรื่องพริก

นาวาอากาศโทแพทย์หญิง อรวรรณ กิจเชวงกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแบบองค์รวมและความงาม เผยว่า คนไทยคุ้นเคยกับรสชาติเผ็ดร้อนของพริกมานานแล้ว ซึ่งพริกถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารไทยให้จัดจ้าน และทำให้เจริญอาหาร นอกจากนี้ในพริกยังมีส่วนประกอบของสารแคปไซซินในปริมาณสูง สารตัวนี้มีฤทธิ์ในการลดความเจ็บปวด ช่วยระบบย่อยอาหารและพริกยังสามารถสร้างสารเคลือบกระเพาะทำให้กรดกัดกระเพาะได้น้อยกว่าคนที่ไม่กินพริก รสเผ็ดร้อนในพริกยังช่วยบำรุงธาตุไฟ เพิ่มการเผาผลาญ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย จะสังเกตได้ว่าเมื่อทานเข้าไปร่างกายจะอบอุ่นขึ้น และยังช่วยขับเหงื่อ บรรเทาอาการหวัด ลดน้ำมูก ช่วยให้หลอดลมขยายตัวและช่วยในระบบการไหลเวียนของเลือด

"ปัจจุบันพริกไม่เพียงมีประโยชน์ทางด้านโภชนาการเท่านั้น แต่ในด้านการแพทย์ผิวหนังและด้านความสวยความงามยังสกัดสารแคปไซซินออกมาในรูปแบบของครีม เจลเพื่อใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดที่ผิวหนัง อาทิ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก งูสวัด ฯลฯ และใช้ในการนวดสลายไขมัน ลดเซลลูไลท์ ทั้งนี้เชื่อว่าจะช่วยขยายเส้นเลือดบริเวณนั้น เมื่อใช้ร่วมกับตัวยาสลายไขมันอื่นๆ ด้วย

นอกจากนี้ในแพทย์แผนจีนยังใช้ประโยชน์จากพริกเพื่อบำรุงพลังหยาง ในช่วงที่ผู้ป่วยเป็นหวัดหรือโดนความเย็นมากระทบ โดยให้ทานอาหารรสเผ็ดร้อน อาทิ พริก พริกไทย จะช่วยบรรเทาอาการหวัด ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลต่อจิตใจทำให้คึกคัก สดชื่น กระฉับกระเฉง เลือดลมสูบฉีด ร่างกายและจิตใจตื่นตัวมากขึ้น แต่สำหรับคนที่ธาตุไฟแกร่งควรทานพริกแต่น้อย เพราะอาจเกิดพลังหยางมากเกินไป ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นและเป็นแผลร้อนในปากได้” ผู้เชี่ยวชาญ ให้ความรู้

ที่มา komchadluek

เปิดใจ "นพดล ธรรมวัฒนะ" วันที่พายุผ่านพ้น?? ตระกูลนี้ "ต้องคำสาป" จริงหรือ (ตอนที่ 2)

“ชีวิตผมเปลี่ยนไป เพราะหมอพรทิพย์” เจ้าของบ้านธรรมวัฒนะ นพดล ธรรมวัฒนะ หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบอีกมวน หลักฐานการผ่าศพจาก แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้กลายเป็นพยานชิ้นเด็ดที่ฝ่ายอัยการนำไปฟ้อง นพดล ให้ต้องตกเป็นฆาตกรสังหารพี่ชายตัวเอง

และนั่นทำให้นพดลยื่นฟ้องหมอพรทิพย์ต่อแพทยสภากรณีจรรยาบรรณแพทย์ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว โดย “เรื่องยังไม่ไปไหนเลย” และพ่วงด้วยฟ้องคดีอาญา กล่าวหาหมอพรทิพย์ สร้างพยานหลักฐานเท็จ อีกคดีด้วย

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เมื่อ 2 กันยายน 2553 ตอนหนึ่ง มีว่า
“ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันโดยละเอียดรอบคอบแล้ว เห็นว่า ในทางนำสืบเกี่ยวกับการผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายทั้ง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกดำเนินการโดยสถาบันนิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 ซึ่งเป็นช่วงวันเกิดเหตุเวลา 10.00 น. พบบาดแผลภายนอกที่ผิวหนังศีรษะ บาดแผลฟกช้ำต้นขาซ้าย ภายในพบบาดแผลมีรอยทะลุจากด้านขวาของสมองน้อย โดยสาเหตุการเสียชีวิต กระสุนปืนทำลายสมอง เชื่อว่า น่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย

ส่วนการผ่าพิสูจน์ศพ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2546 โดยคณะของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และคณะแพทย์ รพ.รามาธิบดี พบบาดแผลภายนอกและภายใน โดยภายในพบกะโหลกขาด สมองแตกรุนแรง มีร่องรอยของกระสุนลูกปราย 20 เม็ดใต้ฐานสมอง และมีเศษกระสุนเล็กน้อยที่ต้นคอ ในหลอดลมพบเลือดที่เชื่อว่า ผู้ตายน่าจะมีการสำลักเลือดก่อนเสียชีวิต และแนวทางการยิงไม่น่าจะยิงในแนวระดับ เชื่อว่า ไม่ใช่เป็นการฆ่าตัวตาย แต่เป็นการจัดฉากฆาตกรรม

สำหรับการผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2549 โดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากชมรมนิติเวชแห่งประเทศไทยตามที่นายนพดล ธรรมวัฒนะ ได้ให้ความเห็นว่า เป็นการยิงระยะประชิด พบการสำลักเลือดในปอด แต่ไม่พบสารหนูหรือสารกล่อมประสาทตกค้าง เชื่อว่า ขณะที่เสียชีวิตผู้ตายไม่ตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่การตายโดยผู้อื่น แต่ร่องรอยของบาดแผลเข้ากับการกระทำด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่กระทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่การกระทำของผู้อื่น

ส่วนการพิสูจน์ผิวหนังใต้ศีรษะ ไม่พบรอยฟกช้ำ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในคดีอาญา โจทก์มีภาระที่จะต้องนำพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของจำเลย แต่ผลการผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายทั้ง 3 ครั้ง กลับมีความเห็นตรงกันข้าม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ยังไม่สามารถที่จะทำให้เชื่อว่า จำเลยกระทำผิด

ส่วนในชั้นนำสืบโจทก์อ้างถึงปริมาณคราบเขม่าดินปืนที่หลังมือผู้ตายมีจำนวนน้อย ทั้งที่ขณะเสียชีวิต ผู้ตายกำปืนอยู่ ซึ่งในชั้นนำสืบก็มีอดีต ผบก.กองพิสูจน์หลักฐาน พยานจำเลย เบิกความกรณีดังกล่าวแล้ว แต่ไม่มีข้อพิรุธ ส่วนการขัดแย้งเกี่ยวกับการฟ้องร้องแบ่งทรัพย์มรดกในครอบครัว หรือการที่ผู้ตายกำลังจะแต่งงานใหม่ ก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิด

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน”

แม้ผ่านมานานเป็นทศวรรษ แต่นพดลไม่เคยลืม มีคนพาไปหาสำนักงานทนายความหลายแห่งเพื่อแก้คดี “ผมเดินคอตกกลับมาทุกที ทุกคนเรียกผม ต่ำสุด 20 ล้าน 40-50 ล้าน”

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ในเมื่อจะหาความยุติธรรมให้ตัวเอง ก็ไปเรียนมันเสียเลย.....รู้แล้วรู้รอด
“ผมจบนิติศาสตร์ มีใบอนุญาตทนายความว่าความด้วยตัวเองได้ ที่เรียนเพราะคดีนี้แหละ เป็นทนายหลักให้ตัวเองก็ว่าได้ ผมพูดแต่แรก ให้เขาสืบพยานโจทก์เสร็จ ผมจะลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ แถลงศาลเลยว่า ท่านครับ ผมไม่ติดใจสืบพยาน ให้ศาลตัดสินเลย ผมเชื่อ ชนะคดี เพราะพยานหลักฐานมันไม่มีอะไรเลย...

ผมกล้าพูดได้เลย ผมไม่เคยขอเลื่อนศาล ตรงข้ามกับฝ่ายโจทก์ หาเหตุเลื่อนศาลเรื่อย อ้างตามพยานไม่ได้ พยานมี 3 กลุ่ม กลุ่มคนใกล้ชิด ญาติพี่น้อง กลุ่มคนรับใช้ในบ้าน กลุ่มทางนิติวิทย์ พยานตำรวจ คนรับใช้ที่บ้านหลายคนย้ายภูมิลำเนากลับบ้าน เขาก็ยื่นเป็นพยานร้อยห้าหกสิบปาก เขาบอกตามพยานไม่ได้ ขอเลื่อน ผมบอกไม่เป็นไร ผมตามให้ ออกเงินค่ารถให้ ตลกมั้ย แม้แต่ ดร.เอเดรียน ก็ไม่ยอมมาศาล 1 ปี 3 เดือน ไม่มีอะไรคืบเลย.....

ดร.เอเดรียน เค้าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพืช ไปผ่านการฝึกอบรมนิติวิทยาศาสตร์ประมาณ 3 อาทิตย์ เหมือนเข้าสัมมนา ผมไปค้นหมดว่าผู้สมัครเรียนนิติวิทย์จะต้องดูอะไรบ้าง ผมยื่นให้ศาลหมด เป็นผู้เชี่ยวชาญได้ยังไง เสร็จแล้วก็ไม่มาเบิกความ เค้าอ้างผู้เชี่ยวชาญไปทั่วหมด เดนมาร์กบ้าง อะไรบ้าง แต่ถามว่า ชื่ออะไรก็ไม่รู้

ผมจะให้ดูว่าเขากล่าวหาผมยังไง เขานึกไม่ถึงว่า ผมจะเอา ดร.เฮนรี่ ลี เขาอ้าง ดร.เฮนรี่ ลี มาก่อนว่าห้างทองถูกฆาตกรรม ปรากฏว่า 25 พ.ย.2546 ผมสามารถติดต่อ ดร.เฮนรี่ ลี ได้ และดอกเตอร์ได้ส่งความเห็นมา ปรากฏว่า สื่อมวลชนไปสัมภาษณ์หมอพรทิพย์ เป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์หลายฉบับ หมอพรทิพย์บอก เป็นสิทธิของนายนพดลที่จะไปเอาผู้เชี่ยวชาญมาเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นว่า ตัวเองไม่ได้ฆ่าพี่ชาย ผมอยากถามราชบัณฑิตหรือคนไทยทั้งประเทศว่า พูดอย่างนั้นหมายความว่าไง แปลว่าผมฆ่าใช่ไหม”

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แต่ไม่ขัดจังหวะการสนทนา เจ้าของบ้านแค่หยิบมันจากกระเป๋าส่งให้เลขาฯ รับสายแทน “ศพมันโกหกไม่ได้” ก่อนอธิบายถึงการทำงานอย่างหนักหน่วง เพื่อสู้กับหมอคนดัง

“เชื่อไหม คดีของพี่ห้างทองคดีเดียว ผมอัดข่าวหมอพรทิพย์และเก็บข้อมูลเฉพาะทางทีวีอย่างเดียว 200 กว่าชั่วโมง เช้าขึ้นตั้งแต่ตี 5 เธอให้สัมภาษณ์ ตั้งแต่รายการวิทยุ แล้วก็วิ่งรอกไปช่อง 3-5-7-9 งงเลยว่า มีวิธีการที่จะ ประชาสัมพันธ์ได้ดุเดือดมากเลย ผมอัดหมด

แล้วต้องดูคลิปข่าว มาตั้งเรียงกันมันสูงกว่าตัวผมอีก ลองนึกดู เอาหนังสือพิมพ์ที่เป็นข่าวมากองดู มันคิดไม่ออกเลย ถ้าเป็นงบทำพีอาร์ให้บริษัท ขายกันนาทีเท่าไหร่ นาทีละหลายแสน ถ้าผมต้องไปจ้างโฆษณา เอานาทีคูณ 200 ชั่วโมง แค่นาทีละแสน ใช้เงินเป็นหมื่นล้าน ยังทำไม่ได้เลย

ผมขึ้นศาลเกือบทุกวัน จันทร์ ถึงพฤหัสบดี เว้น ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ชีวิตแทบไม่ได้ทำอย่างอื่น ...มีการปลุกเร้าสังคม เกิดการพิพากษาไปอย่างรุนแรง คดีผม ติดคุกยังไม่ได้เลย ต้องประหารสถานเดียว ลดโทษก็ไม่ได้ เพราะฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คนที่ถูกฆ่า ก็พี่ชายเราอีกต่างหาก มันเป็นโทษที่แบบว่าไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก ปรัชญากฎหมายทั่วโลก เขาถึงบอก ปล่อยคนชั่วร้อยคน ดีกว่าประหารชีวิตคนดีคนเดียว...”

คำพูดพรั่งพรูเหมือนทำนบแตก.....เทปอัดเสียง ทำหน้าที่ของมันแทบไม่ทัน

“ชีวิตผม เสียเวลาไป 11 ปี....11 ปี เต็ม-เต็ม” เขาเน้นเสียงเข้มข้น ผิดกับการแต่งตัว...ที่ติดดินมากวันนี้
ก่อนจะถึงคำถามที่เราอยากถามมาก ๆ แล้วเขาเชื่อเรื่อง “กฎแห่งกรรม” หรือไม่ ???.

เปิดโลงมาผงะเลย
“ประมาณปลายปี 48 จู่ ๆ ก็มีข่าว จะมีการพระราชทานเพลิงศพพี่ห้างทอง หนังสือพิมพ์ก็ไม่ลง เงียบมาก เราเป็นน้องยังไม่รู้เลย บ้านนี้ก็ไม่รู้จะมีการเผาพ่อเขา ให้คนที่บ้านไปดูที่วัดพระศรีฯ ปรากฏมีการจองศาลาไว้ จองเมรุเผาระบุวันชัดเจนเรียบร้อย ปริญญากับนฤมลไปขอ บอกอะไรต่าง ๆ จบแล้ว ผมไปคุยกับ ท่านแก้วขวัญ พอท่านรู้ความจริง ก็เปลี่ยนกำหนดการ พอผมกลับออกมา น้อง 2 คนก็วิ่งไปหาท่านใหม่ ก็เปลี่ยนกำหนดการอีก

...ผมต้องไปหาศาล ว่าจะมีการทำลายหลักฐาน ที่สุดศาลท่านนัดพร้อม วันที่ 5 เขาจะเผาวันที่ 6 กันยายน ศาลก็มีคำสั่งให้อายัดศพ แต่ยังไม่ได้ให้ผ่าครั้งที่ 3 ผ่านไป 2-3 อาทิตย์ น้องผมไปร้องศาลให้ถอนอายัดอีก.... ที่สุดศาลมีคำสั่งให้ผ่าศพเป็นครั้งที่ 3

ตอนถูกผ่าครั้งที่ 2 เปิดโลงมา ผงะเลย ใส่เสื้อเชิ้ตเหมือนจิ๊กโก๋ ติดกระดุมเบี้ยวเงี้ยะ แค่ 2 เม็ด ตับไตไส้พุง ไปกองอยู่ที่เท้า พาหมาไปหาหมอยังดีกว่านี้เลย ....วิญญาณพี่ห้าง ดลใจ ทีมแพทย์ชุด 3 เอาตับไตไส้พุงเย็บเก็บเข้าไปเรียบร้อยใหม่”

อีกไม่นาน ร่างไร้วิญญาณของ ห้างทอง ธรรมวัฒนะ คงจะได้รับการเผาตามประเพณีทางศาสนาเสียที...และคงจะได้ไปสู่สุคติ....ชั่วนิรันดร์.

ชุติมา บรูณรัชดา/เชาวลีชุมขำ : เรื่อง สุรเชษฏ์ : ภาพ
ที่มา dailynews

เปิดใจ นพดล ธรรมวัฒนะ วันที่พายุผ่านพ้น ตระกูลนี้ 'ต้องคำสาป' จริงหรือ (ตอนที่ 1)

“แล้วใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป” เป็นคำถามที่ นพดล ธรรมวัฒนะ ย้อนความให้ฟัง ซึ่งถึงกับทำให้เขาต้องถามกลับนักข่าวสาวทีวีคนหนึ่งว่า “คุณถามอย่างนี้ได้ไง” มันทำให้ทั้งอึ้ง เศร้า อึดอัด โกรธ

เหตุการณ์นี้ผ่านมานานนับสิบปีแล้ว

แล้วข่าวคราวของตระกูล “ธรรมวัฒนะ” ก็เงียบหายไปจากกระแสสื่อเป็นเวลานานพอควร หลังมีการปิดคดีการเสียชีวิตของ นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ พี่ชายใหญ่ของตระกูล ว่าไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แต่เป็นฆาตกรรม และจำเลยของคดีฆาตกรรมอันลือลั่นนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

“นพดล ธรรมวัฒนะ” น้องชายที่คลานตามกันมา...นี่เอง

---@@@---

ที่ห้องพิจารณาคดี 613 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษกเวลา 09.45 น. วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน 2553 ศาลออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำพิพากษาคดีความผิดต่อชีวิตที่พนักงานอัยการคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ฟ้องคดีดำที่ 248/2547 คดีแดงที่ อ.3819/2550 มี นายนพดล ธรรมวัฒนะ อายุ 56 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่า นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชากรไทย พี่ชายตัวเอง โดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน

คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อ 23 มกราคม 2547 ระบุความผิดจำเลยสรุปว่า

ระหว่างวันที่ 5-6 กันยายน 2542 เวลากลางคืน ก่อนเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด บังอาจร่วมกันใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงนายห้องทอง ธรรมวัฒนะ 1 นัด โดยเจตนาฆ่าให้ตาย กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะนายห้างทอง ทะลุกะโหลกเข้าไปทำลายอวัยวะส่วนสมองเป็นบาดแผลฉกรรจ์ เป็นเหตุให้นายห้างทองถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลดังกล่าว สมดังเจตนาของจำเลยกับพวก รายละเอียดบาดแผลปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและรายการตรวจศพของเจ้าพนักงานและแพทย์ เหตุเกิดที่บ้าน “ธรรมวัฒนะ” เลขที่ 299/9 หมู่ 7 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ นอกจากนี้ในวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดอาวุธปืนที่ใช้ยิงในข้อ 1 และสิ่งของต่าง ๆ เป็นของกลาง กระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2546 เจ้าพนักงานได้ควบคุมจำเลยมาแจ้งข้อหาดำเนินคดี จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อหา

---@@@---

ประมาณบ่าย 2 โมง วันอังคารที่ 22 กันยายน 2553 ก่อนวันไหว้พระจันทร์หนึ่งวัน เรามีนัดกับเจ้าของบ้าน “ธรรมวัฒนะ” ผ่านเลขาฯส่วนตัวชื่อ “จอย” เป็นบ้านหลังเดียวกับที่อยู่ในคำฟ้องของอัยการ และเป็นบ้านที่ นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เสียชีวิต และทิ้งปริศนาไว้ข้างหลัง

บ้านหลังใหญ่ดูสงบเงียบ มี รปภ.เฝ้าอยู่แค่ 2 คน เมื่อเราบอกความประสงค์ มาพบเจ้าของคฤหาสน์หลังงามนี้ รปภ.ก็ไม่ได้เคร่งครัดอะไรมาก นอกจากถามว่า นัดไว้แล้วใช่ไหม

สระว่ายน้ำ อยู่ด้านหน้า ตามแบบฉบับบ้านเศรษฐีทั่วไป คฤหาสน์ทรงยุโรปทันสมัย 6 ชั้น ดูเก่าไปบ้าง แต่ยังนอนแผ่แนวกว้างอยู่ตรงหน้า บ้าน พักหนึ่ง “จอย” ก็เชิญเข้าไปนั่งรอเจ้านายของในห้องรับแขกขนาดใหญ่ วันนี้เจ้าของบ้านมาในชุดเสื้อยืด ขาสั้น สบาย ๆ

ในมือถือซองบุหรี่มาซองหนึ่ง “เลิกไม่ได้” เขาพูดยิ้ม ๆ

---@@@---

วันนี้บ้าน “ธรรมวัฒนะ” กลับมาอยู่ในโฟกัสของสังคมอีกครั้ง เมื่อ ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย นายนพดล ธรรมวัฒนะ ในข้อหาฆ่าคนตาย อีกศาล หลังจากศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2550 ได้พิพากษาให้ยกฟ้อง มาแล้ว เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักแน่นหนาเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้

อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น เหลืออีกศาลเดียว คือศาลฎีกา

กรณีนี้ วันชัย สอนศิริ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง อัยการมีสิทธิจะยื่นฟ้องศาลฎีกาได้อีกภายใน 30 วัน หากที่ประชุมอัยการเห็นว่า มีข้อโต้แย้งหรือเห็นต่าง แต่ถ้าเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลชัดเจน และเห็นว่า ฟ้องไปก็ไม่มีผลแตกต่างไปจากคำวินิจฉัยของทั้งสองศาล อัยการก็อาจตัด สินใจไม่ยื่นฟ้องอีก

กระนั้น นพดล ธรรมวัฒนะ ก็กลับ มาเป็นข่าวอีกครั้ง พร้อมกับข่าว ดีคือ น้องสาว 2 คน ได้มาขอขมาและกลับมายืนข้างเขา หลังเป็นอริกันมาแสนนาน

---@@@---

อย่างที่รู้ สมบัติมหาศาลของตระกูล “ธรรมวัฒนะ” เกิดจาก แม่สุวพีร์ แซ่ลี้ ที่ได้ก่อร่างสร้างตัวจากแม่ค้าขายผัก จบแค่ชั้น ป.4 จนเป็นเจ้าของตลาด “ยิ่งเจริญ” และมีที่ดินมากมาย ทั้งในและต่างประเทศ มีทรัพย์สินเงินสด รวมกันเป็นหมื่น ๆ ล้าน มรดกกองมหึมานี่เอง ที่ถูกสื่อขนานนามต่อมาว่า

“มรดกเลือด”

เมื่อผู้คนในตระกูลธรรมวัฒนะต้องเสียชีวิตร่วมสิบคน ทิ้งปมปริศนา พร้อมกับคำถาม “ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป” ที่นักข่าวยกขึ้นถาม...ต่อเนื่องกันมา

ลูก 10 คน จากการแต่งงาน 2 ครั้งของสุวพีร์ มี เทิดชัย หรือกำนันแดง พี่ต่างพ่อ ส่วนพ่อ อาคม ฉัตรชัยยันต์ ก็มี ห้างทอง กุสุมา นพดล มัลลิกา คะนึงนิตย์ ณฤมล นัยนา ปริญญา และฐานิยา (หรือนงนุช ) มีการแบ่งข้างโดยมี “นพดล” และ “ปริญญา” เป็นหัวหอกของแต่ละฝ่าย ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ

จุดที่ทำให้ถูกมองว่าเป็นมรดกเลือด เพราะพ่อคือ อาคม ได้ถูกลอบยิงเสียชีวิตในปี 2509 แล้วก็ยังมีคนอื่น ๆ ที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน เช่น กุสุมา (มือปืนซัดทอดว่าผู้จ้างวานฆ่าคือ บวร ธรรมวัฒนะ ผู้เป็นอา กับหลานสาวอีก 2 คน หวังฮุบมรดก แต่ภายหลังศาลฎีกายกฟ้อง) นัยนา สภาพศพถูกล็อกด้วยกุญแจมือทั้งสองข้าง ตามด้วย ผู้ใหญ่แดง ที่ถูกอุ้มหายตัวลึกลับ จนคาดว่าน่าจะเสียชีวิตแล้ว รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง ที่เสียชีวิตระหว่างนั้นอีก มาก
แม้แต่ สุวพีร์เอง ก็เคยโดนลอบฆ่า จนต้องหนีภัยพิบัติในชีวิตไปที่สหรัฐอยู่พักหนึ่ง และการตายรายสุดท้าย ห้างทอง ธรรมวัฒนะ ที่ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง......วันนี้ เหมือนฟ้าหลังฝน ที่พายุผ่านพ้น ???

---@@@---

“ใครไม่โดนอย่างผม ไม่รู้หรอกครับ มันกดดันแค่ไหน โดนข้อหาเป็นฆาตกร ฆ่าพี่ชายตัวเอง โอ้..ใครจะมองดีล่ะครับ ไปไหนมาไหน มีแต่คนจ้องจับตามอง ถามว่าอึดอัดไหม มันสูญเสียความเป็นส่วนตัว แต่เขาคงไม่วิพากษ์วิจารณ์ตะโกนดัง ๆ ให้ได้ยินหรอกครับ

ผมไปร้านค้าผมที่ขายเสื้อผ้า ลูกค้าเดินเข้าไปต่อว่าพนักงานเลยว่า นายเธอมันเป็นฆาตกร ฆ่าได้แม้กระทั่งพี่น้อง เลิกซื้อ เลิกใช้ ได้รับผลกระทบเยอะมาก จนปี 47 ผมต้องตัดสินใจขายหุ้นในบริษัทออกไป 49% ในราคาที่ขาดทุน เพื่อให้คนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมบริหารและดูแลแทนเรา ขึ้นศาลตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี จะได้หยุดคือ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ไม่ต้องทำอะไรเลย วัน ๆ หนึ่ง หมดไปกับเรื่องพวกนี้”

---@@@---

เหมือนฟ้าหลังฝน ที่พายุผ่านพ้น หรือพายุใหญ่...กำลังจะพัดมาใหม่ ???.

วิญญาณพี่ห้างทอง เฮี้ยน

วันนี้ห้องที่ ห้างทอง ธรรมวัฒนะ เสียชีวิต ไม่ได้ถูกปิดตาย หรือถูกเก็บไว้แต่อย่างไร แต่กลายเป็นห้องของลูกสาวสุดรักของนพดล น้องดรีม หรือ ดลนภา ธรรมวัฒนะ

“ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะห้างทอง คือ พี่ผม เป็นลุงของน้องดรีม

ถึงวันทำบุญให้พี่ห้างทุกปี ผมพูดเสมอว่า พี่ห้างทองมีอะไร ก็มานะ แต่พี่ห้างทองไม่เคยมาเลย ตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ และไม่เคยเข้าฝันผมเลยสักครั้งเดียว แต่ผมเชื่อว่า วิญญาณพี่ห้างทองเฮี้ยน และมีส่วนทำให้ความจริงปรากฏ คิดดูสิครับว่า ผมร้องขอผ่าศพกี่ครั้ง ก็ไม่เคยได้ แม้แต่การอายัดศพครั้งสุดท้าย ก็ไม่ได้ จนกระทั่งมีการจะเอาศพพี่ห้างไปเผาทิ้ง พี่ห้างเลยไปดลบันดาลให้ศาลท่านเห็นพ้องที่จะให้ผ่าศพ (ครั้งที่ 3) พอผ่าเสร็จ จะเผา ก็เผาไปเถอะ เพราะตอนนี้หลักฐานปรากฏชัดเจนแล้ว พี่ห้างฆ่าตัวตาย ไม่ได้ถูกฆาตกรรม”

ดวงวิญญาณของห้างทอง คงไปสู่สุคติภพแล้ว ณ บัดนี้ ........

ชุติมา บูรณรัชดา / เชาวลี ชุมขำ เรื่อง
สุรเชษฏ์ วัชรวิศิษฏ์ ภาพ
ที่มา dailynews