สูตรหน้าใส ไร้ความหมองคล้ำด้วยตัวเอง


สูตรหน้าใส ไร้ความหมองคล้ำด้วยตัวเอง

สำหรับสาวๆที่มีปัญหาเรื่อง ผิวหน้าหมองคล้ำ มองแล้วไม่สดใส ควรใช้สูตรสวยสูตรนี้ เหมาะมากๆ เพราะจะทำให้หน้าคุณดูใสขึ้น แน่นอน และไม่ต้องกลัวจะแพ้ด้วย เพราะเป็นสูตรที่มาจากสมุนไพรธรรมชาติ โดยการนำ น้ำมะนาว และ นมผงเด็ก และ น้ำสะอาด ประมาณอย่างละ 1 ช้อนชา มาผสมรวมกัน แล้วก็นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที และพยายามอย่าขยับเขยื้อนใบหน้า ในช่วงนี้ด้วย เพราะทำให้เกิดริ้วรอยได้

เมื่อครบกำหนดแล้ว ให้ล้างออกด้วย น้ำอุ่นๆ แล้วซับหน้าเบาๆ จะรู้สึกได้เลย ว่าผิวหน้าของคุณ กระจ่างใสขึ้น เนื่องจากการทำงานของกรดในน้ำมะนาว และความชุ่มชื้นจากนมผงด้วย

รู้แล้ว กลับบ้านเย็นนี้ก็แวะซื้อมะนาวกับนมผงโดยด่วน รับรองว่า พรุ่งนี้หน้าใสกิ๊ก..แน่นอนค่ะ

ที่มา http://women.mthai.com/views_health_11_47_3181_1.women

ตรวจภายใน ด้วยตนเองแบบง่ายๆที่ผู้หญิงควรรู้

ตรวจภายใน ด้วยตนเองแบบง่ายๆที่ผู้หญิงควรรู้
ถ้าพูดถึงเรื่อง ตรวจภายใน สำหรับผู้หญิงยุคใหม่แล้วล่ะก็ เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เพราะใครๆก็รู้ว่าเป็นการเช็คสุขภาพที่สำคัญมากๆของผู้หญิงเรา และเป็นเรื่องของสุขภาพไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร แต่ก็อย่างว่าค่ะ คงมีอยู่บ้างที่ครั้งแรกแล้วอาจรู้สึกตะขิดตะขวงใจหรือผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ว่างบ้าง ลืมบ้าง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม เอาเป็นว่าก่อนถึงมือหมอ ลองใช้มือตัวเองสำรวจตรวจตราซะก่อน ซึ่งถือเป็นการตรวจเบื้องต้นด้วยตัวเองที่สะดวก ง่าย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้และรักษาอาการผิดปกติได้อย่างทันท่วงที
7 ขั้นตอน ตรวจภายในด้วยตัวเอง
1. ล้างมือให้สะอาดก่อนเริ่มตรวจ จากนั้นจัดท่าของตัวเองว่าจะนั่งหรือนอนอย่างไรให้เห็นอวัยวะเพศของตัวเองได้ดีที่สุด อาจจะนอนชันเข่า หลังพิงฝาโดยใช้หมอนหมุนหลัง หรือนั่งยองๆ นั่งคุกเข่า ท่าใดท่าหนึ่งก็ได้ที่คิดว่าสะดวกสุด

2. หากระจกที่สามารถใช้ถือดูอวัยวะเพศของคุณมา 1 บาน

3. ให้ใช้มือข้างหนึ่งที่ถนัดแยกแคมใหญ่ทั้งสองข้างออกจากกัน แล้วมองและคลำดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ก้อน ตุ่มแข็ง ตุ่มน้ำ แผล รอยบวม หรือมีบริเวณที่สีเปลี่ยนไป คล้ำมากหรือแดงมากหรือไม่

4. จากนั้นใช้นิ้วแยกแคมเล็กออกจากกัน ตรวจหาความผิดปกติต่างๆ แบบเดียวกับขั้นตอนที่ 3 แล้วตรวจดูที่บริเวณรูเปิดท่อปัสสาวะว่ามีอาการบวมแดงหรือเปล่า และใช้มือดึงรั้งผิวหนังที่คลุมบริเวณคลิตอริสขึ้นไป เพื่อตรวจดูว่ามีแผลหรือไม่

5. ใช้นิ้วมือสองนิ้วสอดเข้าไปในช่องคลอด แล้วกดแยกหนังช่องคลอดออกจากกัน สังเกตตกขาวในช่องคลอด ถ้าเป็นสีขาวขุ่น เป็นมูกเหนียวหรือมูกใส มีกลิ่นคาวเล็กน้อย แสดงว่าเป็นตกขาวปกติ แต่ถ้ามีลักษณะคล้ายคราบนมที่เด็กแหวะออกมา และมีอาการคันด้วย แสดงว่าอาจมีเชื้อราหรือเชื้อพยาธิในช่องคลอด ถึงเวลาที่ต้องไปพึ่งคุณหมอสูติฯ แล้ว

6. ใช้นิ้วมือคลำบริเวณส่วนล่างของแคมใหญ่ทั้งสอง โดยใช้นิ้วมือหนึ่งอยู่ในช่องคลอด และอีกนิ้วหนึ่งอยู่ที่ส่วนล่างของแคมใหญ่ ดูว่ามีก้อนคล้ายถุงน้ำบริเวณนั้นหรือเปล่า เพราะเป็นตำแหน่งของต่อมที่สร้างมูกออกมาช่วยหล่อลื่นในช่องคลอด ซึ่งท่อที่ปล่อยมูกนี้เจอปัญหาอุดตันได้บ่อย ถ้าคลำได้เป็นก้อนนิ่มๆ ล่ะก็อย่าปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้อักเสบเป็นหนองได้

7. สุดท้ายตรวจบริเวณฝีเย็บและรูทวารว่ามีก้อนเนื้อที่เรียกว่า ริดสีดวงทวารหรือเปล่า ถ้ามีก็รีบปรึกษาหมอว่าจะมีวิธีรักษาอย่างไร ไม่อย่างนั้นจะลำบากเวลาขับถ่าย

สัญญาณแบบนี้ไม่ดีแน่!!

มีรอยแดงตำแหน่งเดียว ไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของอวัยวะเพศก็ตามอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคบางชนิด เช่น ปากช่องคลอดอักเสบหรือมะเร็งปากช่องคลอด

บวม อาจเกิดได้จาก แมลงกัดต่อยหรืออาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิด เช่น โรคไต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งถ้าเป็นโรคเหล่านี้ก็มักมีอาการบวมที่อื่นร่วมด้วย

สาวๆที่มีไฝหรือจุดคล้ำ ดำ ทุกๆ 2-3 เดือน ควรหมั่นสังเกตว่าจุดเหล่านี้มีสีเข้มขึ้นหรือใหญ่ขึ้นหรือเปล่า ถ้าใหญ่ขึ้นหรือสีเข้มขึ้นต้องปรึกษาคุณหมอ เพราะอาจเป็นมะเร็งได้

ตุ่มน้ำ อาจเกิดจากเริมหรือผิวหนังอักเสบที่อวัยวะเพศก็ได้

ก้อน อาจเป็นเนื้องอกหรือเกิดจากการอักเสบ ถ้าเป็นเนื้องอกที่บริเวณนี้มักจะไม่ใช่มะเร็ง สามารถรักษาได้ แต่อย่าละเลย แบบว่ามีก็ช่างมัน!

อาการผิดปกติที่พบได้บ่อย

- คัน จัดเป็นอาการยอดฮิต สาเหตุมีหลากหลาย เช่น ติดเชื้อรา แพ้ผ้าอนามัย หรือโรคเบาหวาน ซึ่งไม่สามารถสรุปได้โดยไม่ตรวจภาย ถ้ามีอาการ พยายามอย่าเกา และไปขอคำแนะนำการรักษาจากคุณหมอ

- แสบ อาจมีสาเหตุจากโรคหลายๆอย่าง ที่พบบ่อยคือโรคเริมปากช่องคลอด หรืออาจเกิดจากคันแล้วเกาจนเป็นแผลถลอก

- เลือดออก อาการแบบนี้พบไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดอาการก็ไปพบหมอดีกว่าค่ะ อย่าลองรักษาเองเลย

- อาการไม่ปกติอื่นๆ คุณผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกแปลกๆ เช่น รู้สึกยุบยิบที่ตรงนั้น หรือเจ็บแปลบๆ เหล่านี้อาจเกิดจากปัญหาส่วนตัว เช่น เป็นคนที่เหงื่อออกง่าย ใส่กางเกงในคับเกินไป เป็นต้น

เรื่องเล็กๆของจุดซ่อนเร้น

หมั่นตรวจตราจุดซ่อนเร้น ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

หลังเสร็จธุระต้องทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นให้แห้ง เพื่อจะได้ไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค

คุณผู้หญิงที่ใช้กระดาษทิชชูทำความสะอาด ต้องระวังอย่าให้มีเศษกระดาษเปื่อยหลุดเข้าไปในช่องคลอด เพราะจะทำให้เกิดอาการคัน หรือตกขาวผิดปกติได้
เลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยและกระดาษชำระที่เติม กลิ่น สี เพราะทำห้ระคายเคืองได้ รวมถึงผ้าอนามัยแบบสอด เพราะอาจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคถ้าคุณใส่นานเกินไป
ระวังผลการใช้สบู่ที่ไม่คุ้นเคย หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น
อย่าสวมกางเกงที่คับเกินไป นอกจากจะอึดอัดแล้ว เวลาเหงื่อออกจะทำให้เกิดอาการคันได้ง่าย ยิ่งบางคนที่แพ้สารเคมีในกางเกงในด้วยแล้วยิ่งทำให้คันมากขึ้น
อย่าสวนล้างช่องคลอดเด็ดขาด เพราะน้ำจะทำลายสภาพความเป็นกรดในช่องคลอดให้เจือจางลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
สำหรับบางคนอาจต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่า ตรวจภายในไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและน่าอาย เป็นการเช็กสุขภาพเฉพาะส่วนที่ใช้เวลาในการตรวจเพียง 5 นาที
จะเป็นการดีที่สุดถ้าให้แพทย์เป็นคนตรวจ หากไม่กล้าพบหมอผู้ชาย เลือกหมอสูติฯที่เป็นผู้หญิงตรวจให้ก็ได้ โดยปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากญาติมิตรที่ไว้ใจได้และเคยมีประสบการณ์ ก่อนตัดสินใจ
ค่าใช้จ่ายในการตรวจภายใน เฉพาะค่า lab อยู่ที่ประมาณ 1,000 - 1,500 บาท ต่อครั้ง ราคาขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลนั้นๆ ซึ่งถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐราคาก็จะต่ำกว่านี้มาก
รู้เทคนิคขั้นตอนอย่างนี้แล้ว ก็ลองทำกันดูนะคะ ส่ว่นการไปพบคุณหมอสูติฯนั้นควรจะตรวจปีละครั้ง โดยสามารถเลือกคุณหมอสูติฯผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้
ของอย่างนี้ถ้ารักถ้าหวงกันจริงก็ต้องดูแลให้ถูกต้องนะคะ ยังไงกันก่อนแก้ ย่อมดีกว่าตามรักษากันภายหลัง คุณว่ามั้ย

ที่มา: healthcorners.com

สิวอักเสบ..ทำไงดี

สิวอักเสบ..ทำไงดี


ต๊าย!!!ตายแล้ว อีก2วันนัดหนุ่มไว้ สิวเจ้ากรรมดันผุดขึ้นมาซะเม็ดบะเร่อกลางหน้าผาก เฮ่อ..ส่องกระจกเองแล้วยังต๊กกะใจ นึกว่าแผดผู้น้องอุลตร้าแมน(ถ้าใครผิวแทนหน่อยก็อาจจะละม้ายท่านเปา) จะหายทันหรือปล่าวก็ยังไม่รู้ ประโคมโปะ มันทั้งครีมแต้มสิว ครีมทาหน้า ครีมลดอักเสบ ...โอ้ย คุณขา มันจะไปหายได้อย่างไรกัน


จริงๆแล้ววิธีที่ดีที่สุดในการลดอาการสิวอักเสบนั้น แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติน่ะดีเลิศที่สุดแล้ว เพราะว่ายิ่งไปบีบไปเค้นไปโบ๊ะมันเนี่ยก็ยิ่งไปยุให้มันอักเสบใหญ่ สิวอักเสบก็เหมือนเด็กสาววัยรุ่นเนี่ยล่ะคะ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ


วิธีการก็ง่ายๆแค่ผสมดินสอพอง1เม็ดกับน้ำมะนาวนิดหน่อยแต้มก่อนนอนบางๆแค่นั้นพอ เช้ามาก็ล้างด้วยน้ำอุ่นๆซักหน่อย แต่ที่สำคัญมือเนี่ยห้ามไปแตะต้องเลยค่ะ


หรืออีกวิธีที่พอช่วยได้ก็คือ ให้กินพวกผักใบเขียว หรือไม่ก็พวกปลาแซลมอน ช่วยลดการอักเสบได้ดีไม่น้อยทีเดียว หรือดื่มน้ำมากๆ อันนี้ก็เวิร์คค่ะ เพราะนอกจากจะลดอักเสบเนี่ย ยังช่วยเรื่องผิวพรรณเปร่งปรั่งได้อีกด้วย และถ้าจะให้ดี ช่วงนี้ก็เลี่ยงแสงแดด หรือที่ที่ฝุ่นเยอะๆ หรือพวกหมูกระทะจิ้มจุ่มนี่ก็ควรเลี่ยงด้วยค่ะคุณ เพราะว่าพวกนี้มันคอยซ้ำเติมอาการสิวเปร่งของคุณแบบสุดๆเลยค่ะ


ที่มา http://women.mthai.com/views_health_11_47_290_1.women

ไขความลับ "เพิ่มความสูง" ให้ลูกชายหญิง

ไขความลับ "เพิ่มความสูง" ให้ลูกชายหญิง
ท่ามกลางกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับค่านิยมความสวยหล่อ คงจะปฏิเสธเรื่องรูปร่าง และความสูงไปไม่ได้ เพราะสังคมให้ความคาดหวังกันว่า "หน้าตาดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีเรื่องความสูงเป็นองค์ประกอบด้วยถึงจะผ่าน" ทำให้พ่อแม่ และลูกหลายคน วิตกกังวลกับเรื่องความสูงเป็นอย่างมาก จนบางคนเกิดเป็นปมด้อย ว่าตัวเองเกิดมาไม่สูง หรือเตี้ยกว่าเพื่อน ส่งผลต่อสภาพจิตใจไปตามๆ กัน
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง และลดความวิตกกังวลลง "นพ.วรวัฒน์ เอี่ยวสินพานิช" แพทย์เวชศาสร์ฟื้นฟู รพ.ปิยะเวท ไขข้อสงสัยให้ฟังว่า การเจริญเติบโต และการพัฒนาการด้านความสูง และการเคลื่อนไหว เริ่มตั้งแต่เป็นตัวอ่อนอยู่ในครรภ์มารดา โดยตลอด 9 เดือน จะมีการเจริญเติบโต และพัฒนาตัวอย่างไม่หยุดยั้งทุกระบบ โดยอัตราการเจริญเติบโตนั้นในแต่ละวัยจะมีความแตกต่างกัน

สำหรับวัยที่มีการเจริญเติบโตมากกว่าวัยอื่น คือ วัยในครรภ์ จนถึง 2 ขวบแรก และวัยรุ่น โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นตอนต้นที่จะมีอัตราการเพิ่มความสูงต่อปี (Height velocity) มากที่สุด โดยเด็กผู้หญิงจะเพิ่ม 8 ซม.ต่อปี เมื่อถึงอายุ 11 ปี ส่วนผู้ชายจะเพิ่ม 10 ซม.ต่อปี เมื่อถึงอายุ 13 ปี

กล่าวโดยสรุป (เฉพาะแต่เรื่องความสูง) สามารถแบ่งการเจริญเติบโตออกเป็น 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : 0-2 ปี

ช่วงที่ 2 : 2-11 ปี ความสูงจะเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย 5 ซม./ปี

ช่วงที่ 3 : ช่วงการเจริญเติบโตในระยะนี้กินเวลาประมาณ 4-5 ปี เพศหญิงเริ่มมีการเติบโตที่เร็ว เมื่ออายุ 11.5 ปี และ เติบโตน้อยลงเมื่ออายุ 16 ปี อัตราการเพิ่มความสูงอยู่ที่ 8 ซม./ปี ส่วนเด็กผู้ชาย จะเริ่มที่อายุ 13.5 ปี และหยุดโตเมื่ออายุ 20 ปี อัตราการเพิ่มความสูงอยู่ที่ 10-12 ซม./ปี

จะเห็นได้ว่าการช่วง 4-5 ปีนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดเพิ่มความสูงของร่างกาย โดยปัจจัยที่ส่งเสริมการเพิ่มความสูง ได้แก่ พันธุกรรม ฮอร์โมน โภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับ

ช่วงที่ 4 : 17-18 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายมีการเติบโตเกือบเต็มที่แล้วโดยประมาณคือ 95-98% ของความสูงของผู้ใหญ่

*** ปัจจัยที่มีผลต่อความสูง

1. พันธุกรรม

เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับความสูงของคุณพ่อและคุณแม่ ว่าท่านจะให้มาเท่าไหร่ โดยเฉลี่ยแล้วความสูงของลูกนั้นมีสูตรคำนวณคือ

เด็กชาย = (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ + 13) หาร 2 ความสูงที่ควรจะเป็น บวกลบ 8

เด็กหญิง = (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ - 13) หาร 2 ความสูงที่ควรจะเป็น บวกลบ 6

แต่ถึงกระนั้น ปัจจัยทางพันธุกรรมก็ไม่ใช่ปัจจัยอย่างเดียวที่จะกำหนดความสูงขอเรา คนที่คุณพ่อและคุณแม่ ความสูงไม่มาก แต่มีลูกที่มีความสูงมากก็มีให้เห็นมากมาย ดังนั้นคนที่คิดว่าสิ่งที่คุณพ่อและคุณแม่ให้มานั้น มันไม่มากซักเท่าไหร่ ก็ต้องให้ความสำคัญกับ ฮอร์โมน โภชนการ การออกกำลังกายและ การนอนหลับ มากขึ้น2. ฮอร์โมน

ฮอร์ไมนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสูงตัวหลักๆ ได้แก่ โกรท์ฮอร์โมน (Growth Hormone) โดยเจ้าฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยเพิ่มการเติบโตของเชลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะเกือบทั่วร่างกาย จะทำให้กระดูกมีความยาวมากขึ้น กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่มากขึ้น โกรท์ฮอร์โมนจะมีการผลิตเป็นจำนวนมากตอนเข้าสู่วัยรุ่น

โดยที่ฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) จะเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้โกรท์ฮอร์โมนทำงานได้ดีขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้หญิงจึงมีความสูงเพิ่มขึ้นก่อนเด็กชาย ประมาณ 2 ปี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการกระตุ้นให้มีร่างกายผลิตโกรท์ฮอร์โมนขึ้นมาได้แก่

- กรดอะมิโนที่ได้จากการรับประทานอาหาร เช่น Arginin, lysine, lucine

- การนอนหลับเนื่องจากร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนตัวนี้ขณะที่นอนหลับสนิทตอนกลางคืนในช่วง 1-3 ชั่วโมงแรก

ส่วนปัจจัยที่ยับยั้งการผลิตฮอร์โมนได้แก่ ภาวะโรคอ้วน, มีปริมาณฮอร์โมนบางชนิดที่มากผิดปกติ เช่น Cortisal

*** ออกกำลังกายช่วยเพิ่มมวลกระดูก

สำหรับการออกกำลังกายนั้น คุณหมอบอกว่า สามารถช่วยเพิ่มมวลกระดูก และเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกได้ อีกทั้งยังสามารถป้องกันการบาดเจ็บ โดยการออกกำลังกายแบบที่มีแรงกระแทกที่เหมาะสม หลากหลายทิศทาง มีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว และความเร่งจะเป็นตัวกระตุ้นในการเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงมากขึ้นได้ดีที่สุด หรือพูดง่ายๆ ว่าการกระโดดโลดเต้น ในหลายๆ ท่า ถือเป็นยาชั้นดีที่จะส่งเสริมให้กระดูกแข็งแรง รวมถึงทำให้มีความสูงที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก็สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกได้อีกทางหนึ่งด้วย

การออกกำลังกายที่มีลักษณะชนิดที่มีการกระโดดโลดเต้นนี้ เป็นชนิดของการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกลงมาที่กระดูกสูง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้กระดูกมีความแข็งแรง และเจริญเติบโตได้ดีกว่าการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ ซึ่งพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายโดยการเล่นบาสเกตบอล บัลเล่ ยิมนาสติก ฟุตบอลซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง จะมีมวลกระดูกที่มากกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายขณะที่การว่ายน้ำซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำต่อร่างกายจะมีมวลกระดูกที่ต่ำกว่า โดยวัยที่สามารถเพิ่มการสะสมมวลกระดูกได้ดีที่สุดคือ ช่วงเวลาก่อนที่เข้าสู่วัยรุ่น 2 ปี เพศหญิงคือช่วงอายุ 9-11 ปี ส่วนผู้ชายคือช่วงอายุ 11-13 ปี จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาทองที่จะสะสมแคลเซียม และเสริมสร้างมวลกระดูกนั้นเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างสั้น

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย และเรื่องการรับประทานอาหารตั้งแต่ช่วงวัยเด็กเป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้เสริมสร้างมวลกระดูก เพราะหลังจากช่วงก่อนเข้าสู่วัยรุ่น จะเป็นช่วงวัยรุ่นที่จะมีอัตราการเจริญเติบโตและมีความสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์มากมายแต่ถ้าเราไม่เดินสายกลางออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกมากจนเกินไปอาจส่งผลทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อ Growth plate ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของกระดูกได้ หรือในผู้หญิงที่ออกกำลังกายมากเกินไปจนสัดส่วนของ กล้ามเนื้อ และไขมันในร่างกาย (body composition) เปลี่ยนแปลงไปโดยมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันในสัดส่วนที่มาก จะส่งผลต่อวงรอบประจำเดือน ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ


*** แนวทางการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและการเติบโตในกลุ่มเด็ก และวัยรุ่น (กลุ่มอายุน้อยกว่า 20 ปี)

ชนิดของการออกกำลังกาย

- การออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกหรือมีการลงน้ำหนักตัว ในทิศทางที่หลากหลาย เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล บัลเล่ย์ การกระโดดโลดเต้น

- เน้นกิจกรรมการเล่นที่สนุกและดึงดูดใจ เนื่องจาก เด็กจะเบื่อต่อกิจกรรมที่ทำ ซ้ำๆ

ความหนักของการออกกำลังกาย

- ออกกำลังกายด้วยความหนักปานกลาง โดยดูจากความเหนื่อยขณะที่ออกกำลังกายสามารถพูดต่อเนื่องเป็นประโยคได้

- น้ำหนักที่ใช้ในการยกเวทต้องเป็นน้ำหนักน้อยๆ ควรจะน้อยกว่า 60% ของ 1RM เน้นท่าทาง และเทคนิคการยกน้ำหนักหรือแรงต้านที่ถูกต้องมากกว่าน้ำหนักที่ยกมากๆ

- ต้องออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกาย ได้แก่ แขน ขาทั้งสองข้าง และกล้ามเนื้อของลำตัว

ระยะเวลา 20-30 นาที ความถี่ 3-5 วันต่อสัปดาห์

*** แนวทางการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกในกลุ่มผู้ใหญ่ (อายุมากว่า 20 ปี)

ชนิดของการออกกำลังกาย

- สามารถออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกหรือมีการลงน้ำหนักตัว ในทิศทางที่หลากหลาย ได้เช่นเดียวกับกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

- เน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค โดยการออกกำลังกายต่อเนื่อง เป็นเวลานาน อย่างน้อย 20 นาที

ความหนักของการออกกำลังกาย

- ออกกำลังกายด้วยความหนักปานกลาง โดยดูจากความเหนื่อยขณะที่ออกกำลังกายสามารถพูดต่อเนื่องเป็นประโยคได้

- สามารถใช้น้ำหนักที่ใช้ในการยกเวทได้มากขึ้น โดยปกติน้ำหนักจะอยู่ที่ 60-80 % ของ 1RM

- สามารถออกกำลังกายในการยกน้ำหนักได้ทุกท่า

- เน้นท่าทาง และเทคนิคการยกน้ำหนักหรือแรงต้านที่ถูกต้อง

ระยะเวลา ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด 20-30 นาที และออกกำลังกายเพิ่อลดน้ำหนัก 30-45 นาที โดยใช้ความถี่ 3-5 วันต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม นอกจากการออกกำลังกายแล้ว คุณหมอบอกว่า มีหลายการวิจัยสนันสนุนว่าการเสริมสารอาหาร และแคลเซียม ร่วมกับการออกกำลังกาย จะยิ่งส่งผลดีต่อการสร้างมวลกระดูก และเร่งการเจริญเติบโตของกระดูกได้เป็นอย่างดี

ที่มา http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000032917

ทำอย่างไร…เมื่อลูกชอบโขกหัวตัวเอง /ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

ทำอย่างไร…เมื่อลูกชอบโขกหัวตัวเอง /ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
คุณพ่อ คุณแม่บางท่านอาจเผชิญปัญหาว่าลูกชอบ ดึงผม โขกหัวตัวเองกับพื้น ฝาผนัง หรือกับเก้าอี้บ้าง ตีตัวเองบ้าง หรือบางคนชอบเอาอะไรเขี่ยที่หู ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเข้าหู และเป็นห่วงว่าลูกเราปกติดีหรือไม่ พฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากอะไร และเป็นอันตรายหรือไม่ วันนี้ผู้เขียนขอสรุปรายละเอียดสั้นๆดังนี้
ช่วงอายุของลูกในการทำพฤติกรรมดังกล่าว หากลูกยังอยู่ช่วง ทารกและทำพฤติกรรมเหล่านี้ ลูกอาจจะอยากทดลองจับสิ่งของต่างๆรอบตัว ให้สัมผัสกับอวัยวะของร่างกาย เป็นการสำรวจว่าสิ่งรอบตัวเป็นอย่างไร เป็นวิธีการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เด็กทารกบางคนชอบเอาหัวโขกกับเปล เพราะการฟังจังหวะและท่วงทำนองบางอย่าง ทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย ลูกอาจมีพฤติกรรมดังกล่าวสักพักหนึ่ง แล้วพฤติกรรมเหล่านี้จะหายไปเองแต่หากลูกอยู่ในช่วงวัยคลานและเดิน คือประมาณ 10 เดือนขึ้นไป เด็กวัยนี้อาจมีพฤติกรรมอาจชอบโขกหัวกับพื้น ประตู หน้าต่าง ดึงผมตัวเอง หรืออาจหยิกหน้าตัวเอง พฤติกรรมดังกล่าวอาจมีสาเหตมาจาก

• การเรียกร้องความสนใจ
• การระบายอารมณ์ที่ไม่พอใจ
• ต้องการเอาชนะหรืออยากได้อยากทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ห้าม
• เด็กมีความบกพร่องการอารมณ์ หรือเป็นเด็กพิเศษ

วิธีแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวอาจทำได้ดังนี้

• หยุดพฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ทำอยู่ แล้วบอกลูกว่า อย่าทำร้ายตัวเองนะ แล้วเดินจากไป

• เพิกเฉยต่อพฤติกรรมนั้น คือไม่สนใจเลย

• อย่าเสริมแรงต่อพฤติกรรมนั้นเป็นอันขาด คุณพ่อคุณแม่อาจสงสารลูก และเข้าไปปลอบโยนหรือเอาใจ ตามใจ อุ้ม การแสดงอารมณ์โกรธตอบลูก หรือเสริมแรงต่างๆ เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และยากต่อการแก้ไข

• อย่าล่อโดยการให้รางวัล หรือโดยการให้ความสนใจ อย่าบอกว่าหากหยุดทำร้ายตัวเองแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะให้รางวัล เพราะลูกจะเรียนรู้ว่า การเรียกร้องโดยการทำพฤติกรรมนั้นๆ จะได้รับรางวัลตอบแทน

• เสริมแรงลูกโดยการสังเกตพฤติกรรมที่ดี ที่ลูกทำ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่นการช่วยเก็บของเล่นเข้าที่ การแต่งตัวเอง แล้วให้รางวัลแทน
• เมื่อลูกเรียนรู้ว่าเจ็บ ลูกจะหยุดพฤติกรรมนั้นไปเอง
• คุณพ่อคุณแม่อย่ากังวลใจมากเกินไป เพราะลูกจะไม่ตายโดยการโขกหัว แต่จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ปวดหัวมากขึ้นหากให้ความสนใจ

• พยายามแก้ไขที่สาเหตุที่แท้จริง อย่าแก้ที่ปลายเหตุ เช่นลูกอาจจะอิจฉาน้องที่เพิ่งเกิดมาใหม่ ลูกอาจจะอยากให้อุ้ม หรือบางทีลูกอาจจะอยากได้ของเล่นชิ้นใหม่ เป็นต้น

• เมื่อทราบสาเหตุแล้ว หากโอกาสพูดกับลูกถึงพฤติกรรมที่เหมาะสม ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรหากต้องการของบางอย่าง

• เมื่อเกิดพฤติกรรมดังกล่าวลต้องแน่ใจว่าเด็กอยู่ในที่ๆ ปลอดภัย และจะไม่เกิดการบาดเจ็บ

• อาจใช้วิธี จัดเวลาให้เด็กมีมุมสงบ หรือ ( Time Out ) โดยการให้เด็กเข้าไปในที่ๆสงบประมาณ1-2 นาที เพราะเด็กวัยนี้ไม่สามารถอยู่นิ่งได้นานๆ แล้วหลังจากนั้นอธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมต้องอยู่ในมุมสงบ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์คืออะไร เด็กบางคนเข้าใจและจะไม่ทำพฤติกรรมนั้นอีก

• เด็กอาจมีพฤติกรรมนี้ช่วงระยะหนึ่งแล้วเมื่ออายุประมาณ 2- 2ขวบครึ่งหรือ 3 ขวบจะหายไปเอง

• หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลใจมาก หรือพฤติกรรมดังกล่าวรุนแรงมากขึ้น หลังจากเพิกเฉยหรือไม่สนใจแล้ว ควรจะปรึกษาหมอเด็ก เพราะเด็กอาจจะมีภาวะออติสติก หรือเป็นโรคทางระบบประสาทได้

ผู้เขียนรู้จักครอบครัวหนึ่งที่มีลูกชายคนเดียว ซึ่งลูกชายมีพฤติกรรมที่ชอบโขกหัวตัวเองกับ พื้น ประตูและฝาผนัง ที่บ้านของครอบครัวนี้เป็นบ้านไม้ คุณแม่พยายามใช้วิธีการมากมายที่จะหยุดยั้งพฤติกรรมนี้ เพราะเป็นห่วงสงสารกลัวว่าลูกจะเจ็บและเป็นอันตราย แต่ก็ไม่สามารถหยุดพฤติกรรมดังกล่าวนี้ได้ วันหนึ่งน้องไปศูนย์การค้าไปร้องดิ้นพราดๆอยู่ที่พื้นแล้วโขกหัวที่พื้นซีเมนต์ คราวนี้น้องคงเจ็บ เพราะที่บ้านเป็นไม้ไม่รู้สึกอะไร จึงหยุดพฤติกรรมนั้นทันทีแล้วไม่โขกหัวตัวเองอีกเลย กว่าจะหยุดพฤติกรรมนั้นได้ เล่นเอา คุณพ่อคุณแม่หัวใจจะวาย บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องอดทน ต้องรักลูกและมีระเบียบวินัยด้วยในเวลาเดียวกัน เมื่อหมดพฤติกรรมนี้แล้วลูกอาจมีพฤติกรรมอื่นมาให้คุณพ่อคุณแม่แปลกใจอีก แต่ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวค่ะ


ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์