ทำอย่างไรเมื่อถูกสุนัขกัด-ข่วน

ทำอย่างไรเมื่อถูกสุนัขกัด-ข่วน
เพราะไม่มีใครรู้ว่า ในช่วงหน้าร้อนที่โรคพิษสุนัขบ้าอาจระบาด ใครจะเคราะห์ร้ายถูกสุนัข หรือสัตว์พาหะกัด-ข่วนเข้าหรือไม่ ดังนั้นการเตรียมรับมือด้วยการเรียนรู้วิธีปฏิบัติเมื่อถูกสัตว์พาหะกัดหรือข่วน จึงเป็นการลดความเสี่ยงที่คุณผู้อ่านพึงรู้ ทันทีที่ถูกกัด ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาด พร้อมฟอกสบู่ โดยพยายามล้างให้ลึกเข้าไปในรอยแผล จากนั้นให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ 70% ทำความสะอาดแผลอีกรอบ กรณีมีแผลฉกรรจ์และเลือดออก ควรปล่อยให้เลือดไหลออกไปก่อนระยะหนึ่งเพื่อเป็นการล้างน้ำลายของสัตว์ที่อาจมีเชื้อไวรัส และรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาบาดแผล และรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และป้องกันบาดทะยัก

ขณะที่การสังเกตอาการของสัตว์ที่กัดหรือข่วนว่ามีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ หากเป็นสัตว์เลี้ยงของตนเองควรกักบริเวณเพื่อดูอาการ 10 วัน หากสัตว์ตัวดังกล่าวตาย ให้ส่งไปชันสูตรภายใน 24 ชั่วโมง โดยสามารถขอคำแนะนำได้ที่สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หรือปศุสัตว์ในพื้นที่ เนื่องจากการเก็บตัวอย่างของสัตว์ที่ตายแล้วเพื่อส่งตรวจสอบจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่สัมผัสซากสัตว์หรือของเหลวจากสัตว์โดยตรง มิฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสเรบีส์ ตัวการก่อโรคพิษสุนัขบ้าจะตายลงภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เมื่อถูกน้ำยาฆ่าเชื้อ อาทิ ฟอร์มาลีน แอลกอฮอล์ ทิงเจอร์ไอโอดีน และสบู่ ทั้งนี้คุณผู้อ่านควรรักษาตัวอย่าให้ถูกสัตว์กัด-ข่วน หรือสัมผัสน้ำลายของสัตว์ที่อาจเป็นพาหะนำโรค.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ผู้เชี่ยวชาญเตือน "ลูกอ้วน" เป้าเสี่ยงโครงสร้างผิดรูป!

ผู้เชี่ยวชาญเตือน "ลูกอ้วน" เป้าเสี่ยงโครงสร้างผิดรูป![ดร. มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ ] "การกิน" เป็นเรื่องที่คนทุกวัยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในวัยเด็กที่พ่อแม่จะใส่ใจเป็นพิเศษ ต้องให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ (หรือไม่) บางครอบครัวเน้นการกินที่ตามใจลูก โดยคิดว่าถ้าลูกกินได้จะทำให้ลูกมีความสุขและมีร่างกายที่แข็งแรง แต่หารู้ไม่ว่า การปล่อยให้ลูกกินตามใจปาก เป็นสาเหตุให้ลูกตกอยู่ในภาวะเสี่ยงของการเป็นโรคและภัยเงียบที่พ่อแม่มองข้ามอย่าง "โครงสร้างผิดปกติ" ที่ก่อตัวในเด็กอ้วน

จากข้อมูลผลสำรวจของ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ปี 2552 ที่ผ่านมาคาดว่าอีก 6 ปีข้างหน้า จำนวนของเด็กอ้วน จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 1 ใน 5 ของเด็กก่อนวัยเรียน และ 1 ใน 10 ของเด็กในวัยเรียน หรืออาจกล่าวได้ว่า จะมีเด็กอ้วนในประเทศไทยจำนวนสูงขึ้นถึง 20%

กับภาวะเสี่ยงนี้ ดร. มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญไคโรแพรคติก ประจำไคโรเมด สหคลินิก เปิดเผยถึง ภาวะโรคโครงสร้างผิดรูปที่เกิดขึ้นในกลุ่มเด็กอ้วนว่า "ปัจจุบันสถานการณ์โรคอ้วนในเด็กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ด้วยพฤติกรรมการบริโภคของเด็กที่นิยมรับประทานอาหาร ในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีน ไขมันสูง อาหารรสชาติหวาน อาหารฟาสต์ฟู้ด ที่ระบาดหนักในกลุ่มของเด็ก

นอกจากนั้นการทำกิจกรรม และการออกกำลังกายที่น้อยลง ตลอดจนการโฆษณาชวนเชื่อจาก สื่อต่างๆ ปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลให้เด็กไทยมีน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆหากไม่รู้จักการป้องกันอย่างถูกวิธี"

สาเหตุข้างต้นทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนในเด็กเพิ่มสูงขึ้น และนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ ที่ลุกลามตามมา เช่น โรคเบาหวาน ภาวะการต่อต้านอินซูลินทำให้มีระดับอินซูลินสูงกว่าเด็กปกติ โรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ มีโอกาส 3 - 5 เท่า ที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน และหากมองในเชิงโครงสร้างร่างกาย การที่เด็กแบกรับน้ำหนักมากๆ ขณะที่กระดูก กล้ามเนื้อ และข้อต่อต่างๆ ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เป็นภัยเงียบที่ก่อตัวขึ้นและส่งผลร้ายคุกคามกับเด็กอ้วน

อย่างไรก็ตาม ดร.มนต์ทณัฐ ยังกล่าวถึงภาวะเสี่ยงต่อการมีโครงสร้างที่ผิดปกติของเด็กอ้วนว่า เด็กที่ประสบภาวะโรคอ้วน มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคโครงสร้างผิดรูป เนื่องจากสุขภาวะ การรับประทานอาหาร การดำเนินชีวิต แตกต่างจากเด็กทั่วไป อีกทั้งต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่มากจึงอาจทำให้โครงสร้างร่างกายผิดรูปได้

"โครงสร้างในร่างกายมนุษย์ จะมีเส้นแบ่ง (Gravity Line) ระหว่างกลางลำตัวและด้านข้างลำตัว ไม่หลุดจากแกนการทำงานปกติ ซึ่งหากเส้นแบ่งโครงสร้างดังกล่าวบิดเบี้ยวและไม่พัฒนาตามช่วงการเจริญเติบโตของวัย ก็จะทำให้มีภาวะผิดปกติของโครงสร้างได้ อาทิ การบิดโค้งของแนวกระดูกสันหลังผิดปกติ, ฝ่าเท้าผิดรูป, เข่าไม่สมดุล ฯลฯ ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้โครงสร้างร่างกายผิดรูปคือ การเคลื่อนไหวผิดท่าทางและน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน" ผู้เชี่ยวชาญอธิบาย
ลักษณะโครงสร้างผิดปกติ


ทั้งนี้ ดร.มนต์ทณัฐ กล่าวเตือนถึงภัยเงียบของโรคโครงสร้างผิดรูป โรคที่กำลังเป็นภัยคุกคามเด็กอ้วนว่า ปัจจุบันโรคโครงสร้างผิดรูป การบิดโค้งของแนวกระดูกสันหลังผิดปกติ มักเกิดในกลุ่มเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย ในอัตราส่วน 6 :1 คน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอ้วน จึงขอฝากเตือนไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครองให้ใส่ใจเรื่องพฤติกรรมการบริโภคและกิจกรรมของบุตรหลาน เนื่องจากจะส่งผลให้เป็นโรคเรื้อรังแก่เด็กในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างร่างกายที่หลายคนอาจมองข้ามและไม่เห็นความสำคัญ หากมีการสังเกตพฤติกรรมบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมการป้องกันที่ดีปัญหาโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติด้านโครงสร้างจะมีน้อยลง

อยากให้ลูกมีรูปร่างดูดี "ทำได้ไม่ยาก"

นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญ แนะแนวทางในการดูแลเรื่องโครงสร้างร่างกายของลูกว่า การพัฒนาด้านโครงสร้างร่างกายในเด็ก จะเจริญเติบโตเต็มรูปในช่วงอายุ 12 - 15 ปี หากพบปัญหาความผิดปกติด้านโครงสร้างร่างกายในช่วงนี้ ยังสามารถรักษาให้หายได้ โดยเฉลี่ยอยู่ในช่วงอายุไม่เกิน 18 ปี หรืออาจพาบุตรหลานไปตรวจสอบความผิดปกติของโครงสร้างร่างกายด้วยเครื่อง Screening และปรึกษาแพทย์เพื่อทราบถึงปัญหาและหาแนวทางฟื้นฟูแกนกระดูกสู่สภาพปกติต่อไป

"การบริโภคอาหารของเด็กเป็นอีกสิ่งที่ควรดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน เน้นครบหลักโภชนาการและออกกำลังกายในยามว่าง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วนในเด็กได้ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ แต่ปล่อยให้ปัญหาบานปลายและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว จะส่งผลให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศได้" ดร. มนต์ทณัฐ ฝากทิ้งท้าย

ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ไขเคล็ด 20 วิธี เป็นพ่อแบบ "อู้ฮู...หนูรักพ่อจัง"

ไขเคล็ด 20 วิธี เป็นพ่อแบบ "อู้ฮู...หนูรักพ่อจัง"บทบาทคนในบ้าน โดยเฉพาะ "พ่อ" ถือเป็นคนสำคัญ ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติ และการเติบโตของลูก แต่ถึงกระนั้น บทบาทพ่อในสังคมไทย ยังเป็นบทบาทของผู้นำในเชิงการหาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก ส่วนบทบาทการเลี้ยงลูก จะเป็นหน้าที่ของแม่ ด้วยช่องว่างนี้เอง ทำให้พ่อส่วนใหญ่วางตัวไม่ถูก ตลอดจนไม่เข้าใจบทบาท และการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมกับลูก จนบางครั้งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกมีช่วงโหว่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อขยับความไกล ให้เข้ามาใกล้ ทีมงาน Life & Family ได้รับคู่มือที่น่าสนใจจากโครงการ "ใกล้กันอีกนิดนะพ่อ" กับคู่มือ 20 วิธีเป็นพ่อแบบ "อู้ฮู...หนูรักพ่อ" ที่จัดทำภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันราชานุกูล (กรมสุขภาพจิต) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว โดยหวังให้พ่อทั่วไทย ใช้เป็นคู่มือง่ายๆ เชื่อมสัมพันธ์รัก และสร้างครอบครัวให้อบอุ่น ดังนี้

1. ยิ่งคุย ยิ่งใกล้ ยิ่งเข้าใจ ยิ่งรัก

เทคนิคคุยกับลูกให้สนุก และสนิทตามช่วงวัย ลูกวัยเล็ก เริ่มหัดพูด และเรียนรู้ภาษาจากพ่อแม่เป็นหลัก พ่อควรชวนลูกคุยเพื่อจะได้รู้จักสิ่งต่างๆ รอบตัว เมื่อลูกโตขึ้น เริ่มรู้จักถูกผิด ให้พ่อเล่านิทาน หรืออ่านหนังสือให้ฟัง แล้วแทรกเรื่องความดี ความชั่วให้ลูกเรียนรู้ พอเข้าสู่วัยเรียน เริ่มเป็นนักแก้ปัญหา พ่อคือคนสำคัญที่ช่วยสอนลูกให้เป็นนักวางแผน และแก้ปัญหา เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น ลูกจะเริ่มเรียนรู้ชีวิต และสังคม พ่อควรสอนชีวิตทางอ้อมผ่านการเล่าประสบการณ์ต่างๆ เป็นการคุย และแลกเปลี่ยนกับลูก ไม่ว่าจะเรื่องเรียน คบเพื่อน และการใช้ชีวิต

2. รักนะ (ต้อง) แสดงออกด้วย

ลูกวัยเล็กอยากให้พ่อแม่โอบกอด หรือสัมผัส ถ้าพ่อได้อุ้ม ได้ป้อนข้าว เปลี่ยนผ้าอ้อม จะช่วยให้เกิดความใกล้ชิดผูกผันตั้งแต่แรกๆ ของชีวิตลูก พอเข้าสู่วัยเด็กเล็ก พ่อควรเป็นคนช่วยเปิดโลกกว้างให้ลูก เช่น พาออกไปเดินเล่นนอกบ้าน และชี้ชวนให้ลูกรู้จักสิ่งต่างๆ เมื่อลูกเข้าสู่วัยเรียน ควรพาไปล่องเรือ เพราะลูกจะชอบมาก ถือเป็นประสบการณ์ และความทรงจำที่ดีไปจนโต และถ้าลูกเข้าสู่วัยรุ่น เป็นวัยที่ลูกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น พ่อควรฝึกถามความเห็น แต่ไม่ควรทิ้งการโอบกอด สัมผัส ลูบศีรษะ เพราะจะช่วยให้ลูกรู้สึกผูกพันไม่เสื่อมคลาย

3. โรงเรียนลูก = โรงเรียนเรา

เมื่อลูกโตเข้าสู่วัยเรียน เวลาส่วนใหญ๋จะอยู่ที่โรงเรียน พ่อควรถือโอกาสไปประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน ทำความรู้จักกับครูของลูก หรือดีที่สุด คือการไปพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก เหตุการณ์แบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย อย่างมาก 2 ครั้งต่อปี ซึ่งไม่ควรมองเป็นเรื่องเสียเวลา แต่เป็นโอกาสที่จะได้รู้จักโรงเรียนของลูก รู้จักครู ผู้ปกครองคนอื่นๆ รวมทั้งรู้จักเพื่อนของลูก

4. บันได 3 ขั้น จัดการให้ลูก เมื่อถูกรังแก

บันไดขั้นที่ 1 ตั้งสติ และรับฟังเรื่องราวให้ดีก่อน อย่าเพิ่งเร่งร้อนจัดการด้วยอารมณ์ ขั้นที่ 2 ให้ลูกคิดว่า เขาควรจะแก้ปัญหาอย่างไร โดยไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ พ่อควรให้ลูกได้คิด และรู้จักวิธีการก่อนลงมือแก้ปัญหา และขั้นที่ 3 เมื่อลูกต้องการความช่วยเหลือ เช่น ทะเลาะกันแล้ว ลูกรู้สึกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม ครูไม่เข้าใจ พ่อต้องไม่ลังเลที่จะเข้าไปเป็นผู้ช่วยทันที (โดยไม่เข้าข้างลูก) และทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจจนลงเอยได้ด้วยดี5. คุณพ่อแสนสนุก (ชวนลูกเล่น พาลูกเที่ยว)

การไม่ชวนลูกเล่น หรือเที่ยว เดี๋ยวเวลาผ่านไปจนลูกโต และไม่อยากใช้เวลากับเราแล้ว จะมาเสียใจ และเสียดายไม่ได้นะครับ ดังนั้น ควรจัดเวลากับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และสม่ำเสมอ เล่นกับลูกทุกวัน วางโปรแกรมการเที่ยวไว้ล่วงหน้า หรือระบุวันเที่ยวลงในปฏิทินเลยยิ่งดี อย่างไรก็ดี พ่อบางคนสงสัยว่า แล้วจะเล่นอะไรกับลูกดี ดูได้จากช่วงวัย 0-3 ขวบ เด็กจะชอบเลียนแบบ ชอบสำรวจสิ่งแวดล้อม และร่างกายตัวเอง 3-5 ขวบ ชอบเล่นสร้างสรรค์ ชอบเรื่องการทดสอบ อยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆ 5-8 ขวบ เป็นวัยกำลังโต จะชอบเที่ยวสำรวจโลกกว้าง

6. "3 ต้อง 2 ไม่" ดูทีวีกับลูกให้สนุก-สร้างสรรค์

ต้องที่ 1 ต้องกำหนดเวลาให้ลูก โดยตกลงกันว่า จะดูวันละเท่าไร ไม่ใช่ดูไปเรื่อยๆ ต้องที่ 2 ต้องช่วยลูกเลือก และตกลงกันว่า จะดูรายการอะไร ไม่ใช่ให้ดูอะไรก็ได้ และต้องที่ 3 ต้องดูกับลูกบ้าง เพราะระหว่างที่ดูก็สนุกด้วยกัน ดูจบแล้วก็ยังคุยกันได้รู้เรื่อง ที่สำคัญ ถ้าบังเอิญมีเนื้อเรื่อง หรือภาพไม่เหมาะสม พ่อยังมีโอกาสบอก หรือพูดคุยกับลูกได้

ส่วน "2 ไม่" ไม่ที่ 1 ไม่มีโทรทัศน์ในห้องลูก เพราะจะทำให้ควบคุมเวลา และคุณภาพในการดูทีวีไม่ได้ ไม่ที่ 2 ไม่มีสื่อร้ายในบ้าน เช่น วีซีดี หรือดีวีดีที่ไม่เหมาะสมอย่างหนังโป๊ หรือหนังรุนแรงดุเดือดเลือดพล่าน

7. พ่อช่วยสอนการบ้านลูกได้...ง่ายนิดเดียว

พ่อควรตรวจการบ้านลูกทุกวัน เพื่อฝึกลูกทำให้เสร็จ ไม่คั่งค้าง เป็นการฝึกวินัย และความรับผิดชอบ ตลอดจนฝึกเวลาทำการบ้านที่ชัดเจน และทำตามเวลานั้นสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม วิธีทำการบ้านให้เป็นเรื่องสนุก พ่อควรใช้ของจริงที่มีอยู่รอบตัว มาประกอบการอธิบาย จากนั้นชมเชยให้กำลังใจลูก และที่สำคัญ เมื่อรู้สึกตัวว่า วันนี้อารมณ์ไม่ดี หรือเหนื่อยจัง ควรเปลี่ยนให้คุณแม่มาสอนแทน จะได้ไม่เผลออารมณ์เสียใส่ลูกขณะสอน

8. ชวนลูกช่วยงานบ้าน งานสุดเท่ของคนเป็นพ่อ

เริ่มไม่ยาก โดยเริ่มที่ตัวพ่อ คือ ต้องทำงานบ้านให้ลูกเห็นก่อน จากนั้นชวนลูกมาทำงานบ้านด้วยกัน ตั้งแต่ลูกยังตัวน้อย เริ่มจากทำงานง่ายๆ และพยายามทำให้เป็นเรื่องที่น่าสนุก เช่น ร้องเพลง หรือเปิดเพลงสนุกๆ ไปด้วย หรือถ้าบ้านไหนมีสมาชิกเยอะหน่อย ก็จัดเป็นทีม หรือให้ทำงานเป็นคู่ เพิ่มความสนุกได้ไม่น้อย ซึ่งงานที่ลูกทำ ควรเลือกให้ทำ 1-2 อย่างเท่านั้น และอย่าเปลี่ยนไปมา ลูกจะได้ตั้งใจทำให้สำเร็จ ทั้งนี้ อย่าให้เงินลูกเพื่อตอบแทนการช่วยงานบ้าน ควรให้เป็นคำชม คำแนะนำ และกำลังใจจะดีกว่า

9. พาลูกเรียนรู้ธรรมนำชีวิต

เริ่มจาก คุณพ่อควรเป็นแบบอย่างทางคุณธรรมให้ลูก เพราะลูกเฝ้ามอง และทำตามอยู่ตลอดเวลา จัดสิ่งแวดล้อม และสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้ลูกได้ดู ได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส และได้ปฏิบัติตามหลักศาสนา โดยมีศิลปะในการสอน เช่น สอนแบบอ้อมๆ และเชื่องโยงให้ลูกเห็นว่า ธรรมะ เป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เช่น สอนผ่านตัวการ์ตูน หรือเนื้อเรื่องในนิทานที่เด็กๆ ชอบฟังอยู่แล้ว

10. จะลูกสาว หรือลูกชายก็ต้องการพ่อเหมือนกัน

สำหรับลูกชาย พ่อเป็นต้นแบบของความเป็นพ่อ และความเป็นผู้ชายที่ดี สิ่งเหล่านี้ จะซึมซับในใจของลูก และเป็นต้นแบบให้กับเขาต่อไป ส่วนลูกสาว ถึงจะมีแม่เป็นต้นแบบหลัก แต่ก็ได้ลักษณะที่ดีจากพ่อด้วย คือ ลูกสาวจะได้เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ที่ไว้ใจกับคนต่างเพศ ผ่านความสัมพันธ์กับพ่อ พี่ชาย และน้องชายเป็นด่านแรก ถ้าสิ่งเหล่านี้ดี เด็กก็จะกล้ามีปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การเป็นพ่อที่ดี ลูกสาวจะใช้เป็นเกณฑ์เลือกคู่ครองในอนาคตด้วย
11. ร่วมด้วยช่วยเลี้ยงตั้งแต่ลูกยังเล็ก

การที่พ่อช่วยเลี้ยงลูกตั้งแต่ลูกยังเล็ก ทำให้พ่อลูกมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร ยิ่งดี เพราะลูกจะจำพ่อได้ตั้งแต่อายุเพียง 6 เดือน นอกจากนี้ การช่วยกันเลี้ยง นอกจากลูกจะได้ใกล้ชิดกับพ่อแม่แล้ว ยังช่วยให้พ่อกับแม่ มีความเข้าใจกันมากขึ้น ทำให้แม่รู้สึกว่า เธอยังมีพ่อเป็นกำลังใจเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่ข้างๆ เสมอ

12. ฝึกลูกมีวินัย

เริ่มฝึกลูกได้ ตั้งแต่ 2 ขวบ คือ พ่อแม่ทำอะไร ชวนลูกทำด้วย และชมลูกทุกครั้งที่ทำสำเร็จ ซึ่งเขาจะทำอย่างอยากรู้ และสนุกก่อน จนค่อยๆ พัฒนาเป็นนิสัย พอเข้าสู่วัยเรียน ลูกจะทำเป็นหน้าที่โดยไม่รู้สึกลังเลใจเลย ขณะเดียวกัน ต้องสอนให้ลูกรู้จักแบ่งเวลา รักษาเวลา หลังจากกลับโรงเรียน ต้องรู้ว่าช่วงไหนเล่น ช่วงไหนดูทีวี ตอนไหนทำการบ้าน และตอนไหนต้องเข้าห้องนอน ตลอดจนสอนลูกรู้จักประหยัด เช่น เมื่อแปรงฟัน ให้ใช้แก้วรองน้ำ เปิดแอร์ให้เย็นพอสมควร ตักอาหารให้พอดี กินให้หมดจาน ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้ และซึมซับได้

13. รับหน้าที่แทนแม่ พ่อทำได้ชัวร์

มีการศึกษามากมายยืนยันว่า เด็กๆ ที่มีพ่อเข้ามาช่วยแม่ดูแล หรือเลี้ยงลูกตั้งแต่เล็ก จะมีพัฒนาการที่ดีในการเรียนรู้ ซึ่งมักประสบความสำเร็จในการเรียน และในชีวิต ยิ่งพ่อเข้ามาดูแลลูกตั้งแต่เล็กเร็วเท่าไร ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างพ่อกับลูก จะยิ่งเป็นไปได้ด้วยดีเท่านั้น

14. เมื่อพ่อพอเพียง ลูกจึงเพียงพอ

ลูกเรียนรู้เรื่องราวประหยัดจากพ่อได้มาก โดยผ่านการกระทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง แล้วแนะนำให้ลูกทำ โดยเฉพาะการให้เงินค่าขนมลูก ต้องให้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ลูกรู้จักค่าของเงิน ขณะเดียวกัน การซื้ออะไรต้องมีเหตุมีผล ไม่ใช่ลูกอยากได้อะไรก็ซื้อให้หมด

15. พ่อคือต้นแบบของการให้-มีจิตอาสา

การสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน ต้องเริ่มจากการแบ่งปันในครอบครัว ฉะนั้นทุกครั้งที่ซื้อของ พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ทุกคนเท่าทันหมด เด็กจะได้เรียนรู้ถึงการแบ่งปัน เช่น ซื้อฟุตบอลให้ 1 ลูก โดยแบ่งกันเล่น ซึ่งเด็กจะทะเลาะกันบ้าง พ่อแม่ต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ถูกวิธี จากนั้นเมื่อเด็กเรียนรู้จากคนในครอบครัว จึงค่อยๆ เริ่มแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ เช่น เพื่อนข้างบ้าน หรือเพื่อนที่โรงเรียน โตขึ้นจะเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ต่อไป

16. พิชิตใจลูก ทำได้ไม่ยาก

การจะพิชิตใจลูกได้ดีนั้น พ่อต้องไม่พลาดเรื่องราวสำคัญในชีวิตลูก มีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูก (ตั้งแต่เกิดเลยยิ่งดี) เล่นกับลูกให้สนุกเต็มที่ และเล่นอย่างสม่ำเสมอ เล่าประสบการณ์ตอนเป็นเด็กให้ลูกฟัง พ่อทำอะไร ให้ลูกทำด้วย และสุดท้าย บอกรักลูกด้วยคำพูด และทำให้ลูกรู้ว่า พ่อรักนะ ผ่านการหอมแก้ม สัมผัส และโอบกอดตามความเหมาะสม

17. เป็นคนแรกที่ลูกนึกถึงเสมอ เมื่อมีปัญหา

พ่อต้องเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังทุกปัญหาของลูก โดยไม่รีบสอน หรือตำหนิ แล้วลูกจะไว้ใจ กล้าที่จะเล่าให้พ่อฟังได้ทุกเรื่อง แล้วจึงแก้ปัญหา ซึ่งตอนนั้นพ่อค่อยแนะนำ ให้ความเห็นกับลูก หรือให้ลูกคิดแก้ปัญหาเอง โดยพ่อช่วยเสริม ช่วยเติมก็ได้ ที่สำคัญ ลูกต้องมาเป็นที่หนึ่ง ทำให้ลูกรู้ว่า พ่อพร้อมเสมอสำหรับลูกทุกที่ ทุกเวลา จะคอยรับฟังทุกข์ สุข ให้คำแนะนำ ช่วยแก้ปัญหา แล้วคราวนี้ พ่อก็จะมาเป็นที่หนึ่งในใจลูกได้อย่างง่ายดาย

18. พ่อคือครู สอนลูกรู้จักบทบาททางเพศ

เริ่มจากสอนในเรื่องความใกล้ชิด เช่น พ่อแม่โอบกอดกัน ลูกก็ได้เห็นความใกล้ชิด ซึ่งเป็นบทบาททางเพศที่เหมาะสม สอนให้ลูกรู้จักความเป็นส่วนตัว ทั้งของเรา และของคนอื่น เช่น ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าในที่มิดชิด จากนั้นสอนเรื่องเพศที่เหมาะสมกับลูก เพื่อปกป้องตัวเอง และมีสัมพันธภาพที่ไม่เกินขอบเขต เช่น ลูกชายก็เรียนรู้ว่า ผู้ชายต้องทำอย่างไร ส่วนลูกสาวก็เรียนรู้ว่า ผู้ชายที่ไว้วางใจได้ควรเป็นแบบนี้ ซึ่งคนแรกก็คือพ่อ เป็นการวางรากฐานสัมพันธภาพทางเพศในระยะยาว

19. ปลอดภัยไว้ก่อน...พ่อสอนไว้

สำหรับเรื่อง "การเดินทาง" พ่อควรสอนเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง นั่งรถยนต์ต้องรัดเข็มขัดนิรภัย นั้งมอเตอร์ไซต์ต้องสวมหมวกกันน็อค ถ้าเที่ยวทางเรือ ต้องสวมเสื้อชูชีพ ด้านการกิน ให้ลูกรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด สอนและเป็นแบบอย่างให้ลูกรู้จักวันหมดอายุของอาหารเสมอ นอกจากนี้ เรื่องของคน พ่อควรเตือนสติลูกให้ระวังคนแปลกหน้า และการพลัดหลง อย่าวางใจคนแปลกหน้าเป็นอันขาด

20. "พ่อ" คือผู้นำในการดูแลสุขภาพ

เป็นแบบอย่างให้ลูกในการปฏิบัติตาม "หลักสุขบัญญัติ 10 ประการ" เป็นกิจวัตรคือ ดูแลรักษาร่างกาย และของใช้ให้สะอาด รักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันทุกวันอย่างถูกวิธี ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด งดสูบบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น ป้องกันอุบัติภัยด้วยความไม่ประมาท ออกกำลังสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพประจำปี ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ และมีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมสร้างสรรค์สังคม

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

มารู้จักกับ "ความสุข" (ตัวจริง) แล้วชีวิตจะเต็มยิ้ม (จริงๆ นะ)

มารู้จักกับ "ความสุข" (ตัวจริง) แล้วชีวิตจะเต็มยิ้ม (จริงๆ นะ)
["ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม"]มีมากมายของความเป็นคนในสังคมนี้ ที่ประสบกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในชีวิตด้านใดด้านหนึ่ง ทั้งด้านการงาน และครอบครัว แต่บางคนกลับเป็นคนที่ไม่มีความสุขในชีวิตเลย เพราะเหตุใดหรือ และอะไรล่ะ คือความสุขของมนุษย์ในสังคมนี้

สุดสัปดาห์นี้ทีมงาน Life and Family มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก "ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม" นักจิตวิทยาและที่ปรึกษาให้กับศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เกี่ยวกับความสุขของมนุษย์ ลองมาพิจารณากันดูนะครับว่า คุณ และคนในครอบครัวของคุณ มีมากกว่าครึ่งในจำนวนข้อเหล่านี้หรือไม่ เรียงตามลำดับความสุขของมนุษย์ดังนี้

1. ความรู้สึกสดสดกับชีวิตในปัจจุบัน

เพราะความจริงในชีวิต คือ สิ่งที่พบเห็นอยู่ ณ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ที่ตรงนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปเสมอ มันเป็นเช่นนี้เอง อดีตกับอนาคตเป็นสิ่งปรุงแต่ง กลายเป็นความทุกข์ และสุขที่ไม่ใช่เป็นความรู้สึกที่แท้จริงได้แทบทุกเรื่อง ความสุขจึงต้องเริ่มจากความรู้สึกสดสดในชีวิตประจำวัน ถ้าเกิดความรู้สึกทุกข์จริงๆ ในขณะนี้ ที่ตรงนี้ และในวันนี้ ก็พึงระลึกไว้เสมอว่า วันนี้ทั้งวัน ถึงยังไงๆ มันก็ต้องผ่านพ้นไป ถ้าวันนี้ประสบสุข ก็จงดื่มด่ำกับความรู้สึกสดสดในปัจจุบันอย่างเต็มที่ แล้วอนาคตก็จะสุขเอง เพราะอดีตมันสุข

อย่างไรก็ดี ขอเวลาสักครึ่งชั่วโมงเช้าในการมองเห็นสิ่งที่ตาเห็นในขณะนั้น อย่าปล่อยให้จิต และใจต้องแยกออกจากกัน โดยกังวลต่ออนาคตที่เกิดขึ้น ถ้าทำได้จะเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่มาก

2. รักตัวเองเป็น ดูแลสุขภาพตัวเองได้

อารมณ์รัก เป็นพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ต้องเริ่มรู้จักรักตัวเองให้เป็นก่อน คือ ดูแลสุขภาพของตนเองได้ นั่นจึงจะเกิดพลังสะท้อนกลับให้คนอื่นรักเราเป็น ดูแลสุขภาพตัวเราได้ เพราะถ้าปราศจากความมีสุขภาพดีแล้ว ความสุขในชีวิตก็แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

3. มีอารมณ์รัก รู้จักผูกพันกับผู้ที่เรารัก และสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่

ความเป็น ความมีในชีวิต คือ อินทรีย์ของเรา (กาย และใจ) รวมเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนั้นถ้าไม่ได้อยู่ และสัมผัสกับคนที่เรารัก แม้ในยามจะหลับ และตื่นขึ้นมา ชีวิตจะแยกออกจากชีวิตผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ส่งผลให้ใจแตกเป็นเสี่ยงได้ทันที ก่อเกิดของความโดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา เศร้าซึม ซึมเศร้า เบื่อหน่ายชีวิตตนเองกันได้เลย4. พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี และยินดีในสิ่งที่ตัวเองเป็น

สุนทรียะในอารมณ์เกิดขึ้นเพราะความรู้สึก "พอใจ" และ "ยินดี" เมื่อคู่กับสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น จึงเป็นความพอดี ไม่ต้องคอยดิ้นรน แสวงหาอะไรต่อมิอะไรที่ไม่รู้จักหยุด จนอัตลักษณ์ หรือความเป็นตัวเองเลือนลางไป จึงขาดเป้าหมายในชีวิตนี้ว่า ต้องการอะไรอย่างแท้จริงจากชีวิตนี้ ทุกข์ก็จะเกิด

5. ทำในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำ

มีอะไรให้ทำในชีวิตประจำวันก็เป็นความสุขแล้ว ยิ่งเกิดตระหนักรู้ว่า เราชอบที่จะทำอะไร มีความถนัดด้านไหนเป็นพิเศษในด้านใด ก็จะเป็นแรงบันดาลใจ สนุกกับการทำงาน โดยไม่ต้องคอยคิดแต่เรื่องเงินทอง ตำแหน่ง ยศศักดิ์ หรืออำนาจที่จะได้รับ ซึ่งเป็นเพียงแค่แรงจูงใจเท่านั้น ชีวิตก็จะสุขอย่างต่อเนื่อง (work as if you don't need the money and any position)

6. ความมีน้ำใจ ให้สิ่งซึ่งผู้อื่นปราถนาได้

ไม่มีสุขใดในชีวิต อิสระในจิตอารมณ์ เท่ากับการรู้จัก "ให้" ให้ผู้อื่นได้ประสบกับสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝัน (give the dream they can catch) หรือสิ่งซึ่งเขาปรารถนาที่สุด (Life desire) รวมทั้งการรู้จักให้อภัย ทั้งคนในบ้าน และนอกบ้าน โดยให้อภัยสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ผิดพลาดทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเราเอง และของผู้อื่นที่เคยทำกับเรา ให้มันแล้วก็แล้วๆ กันไปเถอะ



ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต


7. ความสัมพันธ์ ผูกพันกับครอบครัว

ปีติยินดีที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่ง คือ การมีลูก และเกิดความรู้สึก ความเข้าใจที่ดีต่อกัน และการพึ่งพาอาศัยกับคนที่เรารัก ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความอบอุ่น ความปลอดภัย และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทำให้เราโอบกอดกับคนที่เรารักกันได้อย่างแนบแน่น

8. ความมีสัมพันธภาพที่ดีต่อญาติสนิทมิตรสหาย

เป็นการเกิดอารมณ์ร่วม ที่เป็นบันไดก้าวไปสู่อารมณ์หนักแน่น มั่นคง อารมณ์ดี เสริมสร้างบุคลิกภาพให้เป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมาอย่างจริงใจ ให้สามารถปลอบใจกันได้ในยามทุกข์ ให้กำลังใจได้ในยามขาด และสะท้อนกลับกันได้ในยามลังเล จึงร่วมการหัวเราะให้แก่กัน และกันได้อย่างเต็มปากเต็มเสียง

9. คิดแง่ดี มองโลกในด้านบวก

ความจริงของชีวิต 90% มาจากความคิดเชื่อ หรือจินตภาพที่ประสบผ่าน ไหนๆ ชีวิตก็เป็นมายา มีแต่จะปรุงชีวิตให้เกิดอรรถรสใด แต่งชีวิตให้มันมีสีสันใด ก็ให้รู้จักคิด และมองทุกสิ่งอย่างที่เคยเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเราไปในด้านดี ที่ทำให้เกิดความรู้สึกดี สุขภาพดี จึงจะเป็นสุขภาวะชีวิต และอย่างนี้ ยังจะปล่อยให้ความคิดคอยกระโดดไปยังอนาคตที่มีแต่เรื่องร้ายๆ หรือหมกมุ่นแต่เหตุการณ์ที่เลวร้าย สะเทือนใจในอดีต ที่รังแต่จะสั่งสมแต่ความเสื่อมถอนทางกาย ความเศร้าซึมทางจิต และความวิตกกังวลกลัวทางสังคม เป็นทุกภาวะของชีวิตกันไปทำไมอีก?

10. มีความหวังอยู่เสมอ

ความหวังเป็นพลังชีวิตที่ทำให้คนเรา สามารถผ่านข้ามอุปสรรคนานาชนิดไปได้ อย่างน้อยๆ ก็มี 7 ความหวังนี้ คือ หนึ่ง มีสักคนที่เราจักรัก และเรารักจริง สอง มีสักอย่างที่เราสามารถทำได้ สาม มีสักสิ่งที่เราอยากได้ สี่ มีสักที่หนึ่งที่เราอยากไป ห้า มีสักครั้งที่เราจะรู้สึกดี มีคนเข้าใจ หก มีสักแห่งที่เราอยากไปอยู่ และเจ็ด มีสักวันที่เราจะต้องมีความสุข

11. การได้ช่วยสร้างสรรค์สังคม หรือบรรยากาศแวดล้อมที่เราอยู่ให้เกิดสันติสุข สนุก สะอาด สงบ สง่า และสดสวย

ซึ่งจะส่งผลกลับให้ชีวิตเรามีจิตวิญญาณที่ดีสูงส่ง รวมทั้งการได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ หรือสังคมที่เราใฝ่ฝันว่าจะมีบรรยากาศเช่นนี้กันได้ เช่น การใช้ชีวิตท้าทาย เสี่ยง และน่าตื่นเต้น

12. เกิดความตระหนักรู้ หรือความเข้าใจ

สิ่งที่เราสงสัย หรือถามหามานาน เพราะความสุขของชีวิต ประกอบด้วยความรู้สึกอิสระ ตื่นเต้นเพลินใจ มีสุขภาพดี มีแรงบันดาลใจ ความมีความเข้าใจในตัวเอง เพราะรู้อะไรในโลกนี้ ไม่เท่ากับรู้ใจตัวเอง

ที่มา http://www.mgronline.com/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000055772

วิธีเลี้ยงลูก "แนวเก่า-แนวใหม่" เลี้ยงอย่างไรให้ลงตัว

วิธีเลี้ยงลูก "แนวเก่า-แนวใหม่" เลี้ยงอย่างไรให้ลงตัวเมื่อสังคมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ร่ำรวยทางเทคโนโลยี และอยู่ในวงล้อของการแข่งขันที่ "เม็ดเงิน" และ "ปัญญา" คือตัวแปรสำคัญของความอยู่รอด ทำให้การเลี้ยงลูก ต้องเผชิญกับความซับซ้อนมากกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะความโหดร้ายของสังคม ทั้งคน และความสะดวกสบาย ทำให้หลายบ้านเกิดคำถามคาใจขึ้นว่า "แล้วจะเลี้ยงลูกแนวเก่า หรือแนวใหม่อย่างไรให้ลงตัว และไม่สับสน"

กับเรื่องนี้ "ธิดา พิทักษ์สินสุข" หรือ "ครูหวาน" ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาสำหรับเด็ก กรรมการบริหารสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ให้มุมมองในงานเปิดตัวห้องเรียนพ่อแม่ที่โรงเรียนฤธิยะวรรณาลัยฝ่ายประถม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การเลี้ยงลูกของครอบครัวสมัยก่อน มีข้อดีตรงที่เป็นครอบครัวขยาย เพราะฉะนั้น จึงเป็นการสอนด้วยการเห็นแบบอย่างจากปู่ย่าตายาย เช่น ลูกจะเห็นแม่ปฏิบัติต่อคุณยาย เห็นการใช้ชีวิต ทำให้เด็กเป็นอย่างที่พ่อแม่เป็น มากกว่าเป็นแบบที่พ่อแม่บอกให้เป็น

"พ่อแม่สมัยก่อน จะให้เด็กได้ใกล้ชิดกับของเล่นใกล้ตัวอย่างธรรมชาติ เด็กจึงไม่ค่อยติดอยู่กับวัตถุนิยม ไม่เรียกร้องอะไรมากนัก แต่จุดอ่อนคือ กรอบการเลี้ยงลูกสมัยก่อน แน่นเกินไป ลูกจะต้องอย่างนั้น อย่างนี้ ดังนั้นอิสระในการคิด หรือใช้ชีวิตจึงมีน้อย" ครูหวานเล่า

พอมาถึงยุคสมัยใหม่ ครอบครัวใหญ่ กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น สังคมซับซ้อน และมีความน่ากลัวแฝงอยู่มาก เด็กจึงต้องเผชิญกับความโหดร้ายทางสังคม ทั้งคน และวัตถุ ทำให้การเลี้ยงลูก ต้องถูกเปลี่ยนไป

ครูหวาน บอกว่า การเลี้ยงลูกยุคใหม่ พ่อแม่ต้องใช้สติให้มากกว่าสมัยก่อน ซึ่งบางครั้งสภาพสังคมอาจทำให้พ่อแม่ขาดสติ และใช้เงินกับงานเป็นตัวตั้ง พ่อแม่จึงเอาลูกไม่อยู่ ทำให้การเลี้ยงลูกกลายเป็นการเลี้ยงแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการตามใจ เพื่อให้ผ่านๆ ไป เด็กจึงขาดทิศทางในการคิด อยู่กับความสุขเกินจริง

ดังนั้น แนวการสอนสมัยเก่า อาจจะใช้ไม่ได้ผลในสังคมปัจจุบัน จึงต้องยืดหยุ่นไปตามวิถีของสังคมด้วย โดยให้อิสระให้ลูกเรียนรู้ และตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น ขณะที่แนวการสอนบางเรื่อง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดี นั่นคือ การสอนให้ลูกรู้จักรับผิดชอบงานบ้าน ช่วยพ่อแม่ทำงาน เพื่อให้ลูกรู้สึกว่า พ่อแม่เป็นผู้บังเกิดเกล้า ไม่ใช่เป็นลูกบังเกิดเกล้าเหมือนอย่างที่พ่อแม่ยุคใหม่หลายคนกำลังหลอมให้เป็น เด็กจึงขาดน้ำใจ ไม่เกรงใจคน เพราะเน้นไปที่ปัญญาของลูกเป็นหลัก จนลืมส่วนสำคัญของคุณธรรมที่เป็นต้นทุนของชีวิตไป "สมมติว่าลูกกำลังอ่านหนังสืออยู่ เห็นคุณพ่อกวาดบ้าน จึงลุกขึ้นมาช่วย แต่แม่กลับบอกว่า ไม่ต้องลูก อ่านหนังสือไปเถอะ ตรงนี้ถือว่าคุณแม่กำลังเลี้ยงลูกให้ขาดจิตอาสา ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกบ้านจะต้องให้ความสำคัญ โดยเน้นความรู้ กับทุนชีวิตให้ควบคู่กัน รวมทั้งการได้คุยกับลูก ให้แง่คิด ชวนลูกคิด นั่นจะช่วยให้เด็กฉลาดคิด และฉลาดใช้ชีวิตบนพื้นฐานของคุณธรรม นำไปสู่การครองชีวิตในสังคมที่ซับซ้อนได้อย่างเข้มแข็ง มีความสุข และเอาตัวรอดเป็น พร้อมกับเผชิญกับปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี" ครูหวานยกตัวอย่าง

ไม่เพียงเท่านี้ ความงามในสิ่งของรอบตัวลูก เป็นสิ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่จะต้องชักนำ และชักจูงลูก ครูหวานเล่าว่า "ลองนึกดู เวลาลูกเดินออกไป แล้วคุณยายสอนวิธีดูมะม่วงสุก แล้วหนูได้มะม่วงอร่อยกลับบ้าน หนูจะรักคุณยายคนนี้ไหม หนูเดินไปถึง เจอคุณตา คุณตาก็สอน ซึ่งทุกๆ คนเอื้ออาทรต่อกันหมด ตรงนี้พ่อแม่ต้องเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อที่จะทำอย่างไรให้ลูกได้เรียนรู้จากคุณตา คุณยายเหล่านั้น หรือใครก็ได้ในชุมชน หรือสังคม ทำให้ลูกเห็นว่า คนรอบข้างให้ความรัก แล้วเด็กจะเห็นคุณค่าในตัวเอง และเห็นคุณค่าของสิ่งใกล้ตัว เห็นความงาม ความดี ไม่ต้องไปแสวงหาไกล โดยให้ลูกเดินห้างสรรพสินค้าเพียงอย่างเดียว"

คงต้องยอมรับกันได้แล้วว่า การเลี้ยงลูกแนวเก่า ที่ให้ความสำคัญในเรื่องความรับผิดชอบ ฝึกให้เด็กรู้จักทำงาน เริ่มจากงานบ้าน และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ยังคงหลอมเด็กให้เก่ง และแกร่ง ขัดแย้งกับยุคสมัยใหม่ ที่ความเก่งอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับเด็ก เพราะถ้าขาดต้นทุนชีวิตที่ดี โดยเฉพาะความฉลาดในการใช้ชีวิต เด็กจะไม่สามารถรับมือกับสังคมยุคใหม่ในโลกใบใหญ่ได้อย่างมีสติกลายเป็นเด็กอ่อนต่อโลกที่ป่วยใจได้ทุกเวลา และทุกสถานที่


ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์