5 เทคนิคเที่ยวถูกใจ พาลูกรักไปพักผ่อน

5 เทคนิคเที่ยวถูกใจ พาลูกรักไปพักผ่อน แม้เข้าหน้าฝน ครอบครัวที่รักการท่องเที่ยวก็ยังคงมองหาสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ดี โดยเฉพาะครอบครัวที่ลูกกำลังน่ารัก เดินเตาะแตะ หรือกำลังพูดเจื้อยแจ้ว พ่อแม่ก็อาจถือโอกาสนี้พาลูก ๆ ไปอวดโฉมกันเสียหน่อย แต่จะเที่ยวอย่างไรให้ถูกใจเจ้าตัวเล็ก พระเอกนางเอกของบ้าน วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ มาฝากกันค่ะ
1. สร้างภาพของสถานที่นั้นในใจลูก

การออกเดินทางไปเที่ยวกับลูก ๆ สู่สถานที่ที่เด็ก ๆ ไม่รู้จักมาก่อน พ่อแม่สามารถเติมความสนุกลงไปได้ด้วยการให้ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับลูก เช่น หากมีญาติอาศัยอยู่ ก็อาจบอกกับลูก ๆ ว่าที่จังหวัดนี้เรามีคุณป้า....อยู่ไง ลูกจำได้ไหม หรือหากพ่อแม่เคยมีประสบการณ์ประทับใจ เคยมาเที่ยวสมัยหนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็เล่าให้ลูกฟังก็ได้ ลูกจะได้สร้างภาพของสถานที่นั้น ๆ ขึ้นมาในใจ

แต่หากอยากป้อนข้อมูลที่จริงจังมากขึ้น ก็อาจลองหาหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวในจังหวัดนั้น ๆ มาอ่านกับลูก ๆ ก่อนวันไปเที่ยวสักเล็กน้อย จะได้ทราบว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวใดน่าสนใจบ้าง โดยพ่อแม่อาจถามลูกเพิ่มเติมก็ได้ว่า ลูกอยากทำกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษเมื่อไปถึง

2. หากล้องถ่ายภาพเล็ก ๆ ให้ลูกสักอัน

อาจเป็นกล้องดิจิตอลอันเก่าที่คุณไม่ค่อยได้ใช้แล้ว หรืออันที่ถึงพังก็ไม่เสียดาย แล้วลองให้โอกาสลูกเป็นตากล้องสมัครเล่น ถ่ายทอดมุมมองแบบเด็ก ๆ ที่เขามีให้คุณได้ชม เพราะนั่นหมายถึงการที่ลูกสะท้อนสิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขาเห็น และทำให้เด็กน้อยมีกิจกรรมสนุก ๆ ทำระหว่างไปเที่ยว ช่วยให้เขาไม่เบื่อง่าย ๆ ด้วย

3. มองโลกแบบเด็ก ๆ

พ่อแม่เมื่อจะชวนลูกเที่ยวนั้น แม้จะเตรียมแผนการท่องเที่ยวเอาไว้อย่างดีแล้วว่าจะไปที่นั่นที่นี่ ออกจากตรงนั้นไปดูตรงนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ธรรมชาติของเด็ก มักเต็มไปด้วยจินตนาการสูงส่ง บางครั้งไปทะเล เตรียมแค่ชุดว่ายน้ำ - ถังทรายก็ไม่พอ อาจต้องพกเต็นท์เผื่อเจ้าตัวซนนึกสนุกอยากกางเต็นท์ริมทะเลขึ้นมา และที่สำคัญ อย่าเครียด ว่าจะต้องเที่ยวได้ตามที่พ่อแม่กำหนด หรือยึดเวลาเคร่งครัด (เว้นเสียแต่ว่าคุณไปเที่ยวญี่ปุ่น และซื้อตั๋วรถไฟชินคันเซ็นเอาไว้) ปล่อยสบาย ๆ ทำตัวเป็นเด็กไปกับลูก จะสนุกกว่าค่ะ

4. ไม่ควรลืม "ขนม"

ขนมอร่อย ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญของพ่อแม่ที่จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมงอแงของลูก ๆ ได้ในเวลาอันสั้น หากที่บ้านไม่ค่อยให้ลูกทานขนม เวลาไปเที่ยวก็อาจหย่อนข้อบังคับนี้ลงบ้างก็ได้ สำหรับการเลือกขนม ไม่ควรเลือกประเภทช็อคโกแลต เพราะหากขับรถไปเที่ยว โดยเฉพาะตอนกลางวัน อากาศที่ร้อนอาจทำให้ช็อคโกแลตละลายเยิ้ม เลอะถุง - มือ - เสื้อผ้าได้

5. จัดเก็บความประทับใจไว้ในรูปแบบต่าง ๆ

เมื่อกลับมาจากทริปสุดประทับใจนี้แล้ว ลองชวนลูก ๆ มาช่วยกันทำบันทึกความทรงจำที่มีร่วมกัน อาจเป็นกรอบรูปที่ตกแต่งด้วยภาพเก๋ ๆ หรือภาพที่ลูกถ่ายเอง หรือจะตัดต่อในคอมพิวเตอร์ ใส่เพลง ใส่ภาพ ใส่ข้อความ ไรท์ลงซีดี ฯลฯ

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก www.more4kids.info

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

เตือนคนโสดระวังโรคเหงา..อันตรายเท่าสูบบุหรี่

เตือนคนโสดระวังโรคเหงา..อันตรายเท่าสูบบุหรี่ พบเพชฌฆาตตัวใหม่ "โรคเหงา" เชื่อเป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่ต่างจากการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือการเป็นโรคอ้วนเลยทีเดียว

ดร.Julianne Holt-Lunstad จากมหาวิทยาลัย Brigham ในยูทาห์ ผู้ทำการวิจัยเรื่องดังกล่าวระบุว่า การมีเพื่อน หรือครอบครัวอยู่ข้างกายช่วยให้คน ๆ หนึ่งค้นพบความหมายของชีวิต และมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่มีสังคม

"เมื่อคน ๆ หนึ่งรู้สึกว่ามีเพื่อนฝูงคบหา หรือต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่น จะทำให้เขาดูแลตัวเองดีขึ้น ส่งผลให้มีความเสี่ยงในชีวิตน้อยลง ส่วนการแยกตัวโดดเดี่ยวนั้นมีอันตรายต่อสุขภาพเทียบเท่ากับผู้ที่สูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว"

ดร. Julianne ยังกล่าวต่อไปอีกด้วยว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ หรือนักวิชาการ ตลอดจนสื่อต่าง ๆ มักมองที่การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง ความเครียด หรือการไม่ออกกำลังกายว่าเป็นเหตุให้คน ๆ หนึ่งเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่จากการวิจัยในครั้งนี้ พบว่า ปัจจัยด้านสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตเร็วหรือช้าได้เช่นกัน"

ไม่เพียงเท่านั้น มีงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ไม่แต่งงานมีโอกาสเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่แต่งงานแล้ว (รวมถึงคนที่แต่งงานแล้วหย่าด้วย)

เรียบเรียงจากเดลิเมล

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

9 วิธีเพิ่มความมั่นใจให้วันทำงาน

9 วิธีเพิ่มความมั่นใจให้วันทำงาน แม้จะเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ที่หลายคนอาจเตรียมแพ็คกระเป๋าออกเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดยาว แต่ก็เชื่อว่าคงมีอีกหลายท่านที่มีงานล้นมือ เหนื่อยล้า และต้องการกำลังใจ ซึ่งในวันนี้ เรามีเทคนิคสร้างกำลังใจดี ๆ มาฝากกันค่ะ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ลองติดตามกันเลยค่ะ 1. มองโลกในแง่ดี

การมองโลกในแง่ดีเป็นหนึ่งในวิธีสร้างกำลังใจ อาจทำได้โดยนึกภาพตัวเองว่ากำลังรู้สึกดีใจแค่ไหน ที่สามารถทำสิ่งที่หวังให้สำเร็จลงได้

2. ตั้งเป้าหมายของตนเอง และเขียนลงบนกระดาษ

การเขียนสิ่งที่เป็นเป้าหมายของตนเองออกมาจะทำให้คุณรวบรวมสมาธิจดจ่อในการทำสิ่งนั้น ๆ ให้สำเร็จ และถ้าจะให้ดี เล่าเป้าหมายของคุณให้เพื่อนรักฟังด้วย เพราะนั่นจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้คุณเข้าใกล้ความสำเร็จตามเป้าหมายอีกถึง 33 เปอร์เซ็นต์

3. เลือกคำที่มีความหมายดี ๆ เป็นพาสเวิร์ด

เปลี่ยนพาสเวิร์ดคอมพิวเตอร์เป็นคำที่ให้ความหมายดี ๆ หรือคำที่บ่งบอกถึงความสำเร็จ ทุกครั้งที่คุณล็อกอินเข้าระบบ และต้องพิมพ์พาสเวิร์ดนี้ ก็จะยิ่งตอกย้ำให้คุณคิดถึงสิ่งดี ๆ เหล่านั้นมากขึ้น

4. ลืมอดีตที่เลวร้าย

ยิ่งคุณนึกถึงอดีตที่เลวร้ายมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกไม่ดีมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นพยายามนึกถึงมันให้น้อย ๆ และแทนที่ด้วยภาพของตัวเองยามที่มีความสุข มั่นใจในตัวเอง
5. พกภาพแห่งความประทับใจติดตัวไว้เสมอ

แค่ 2 - 3 ภาพที่คุณรู้สึกดี อาจเป็นภาพของช่วงเวลาที่คุณมีความสุข หรือเป็นทริปท่องเที่ยวแห่งความทรงจำ ซึ่งปัจจุบันไม่จำเป็นต้องพกในลักษณะของภาพถ่ายใส่กระเป๋าสตางค์แต่เพียงอย่างเดียว ยังอาจใส่ไว้ในหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ได้

6. จัดหมวดหมู่เพลงสำหรับ "เพิ่มกำลังใจ"

ในโปรแกรมสำหรับฟังเพลงซึ่งมีมากมายหลายยี่ห้อ เราสามารถสร้างเพลย์ลิสต์ขึ้นมาได้ ซึ่งในกรณีนี้ ก็สร้างเพลย์ลิสต์เพลงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้คุณเก็บเอาไว้ เวลาต้องการกำลังใจก็จะได้เปิดขึ้นมาฟังได้เลย

7. ยิ้ม

เวลาที่เรายิ้ม สมองจะหลั่งสารที่ช่วยให้รู้สึกดีออกมา ยิ่งเรายิ้มมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกดี และความมั่นใจให้มากเท่านั้น

8. เชิดหน้าเข้าไว้

การเดิน ยืน หรือนั่งก้มหน้า เป็นการส่งสัญญาณว่าคุณกำลังมีปัญหา หรือรู้สึกไม่มั่นใจ เพราะฉะนั้น เชิดหน้าเข้าไว้

9. ไม่นั่งกอดอก

การนั่งกอดอกให้ความรู้สึกของกำแพงที่กั้นขวาง และทำให้ผู้ที่สนทนาด้วยรู้สึกอึดอัดได้ ตรงกันข้าม การนั่งสบาย ๆ กลับทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย และพร้อมสำหรับการรับฟังสิ่งต่าง ๆ

เรียบเรียงจากเดลิเมล
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

โชว์ Cosplay แต้มสีสันในไชน่าจอย


โชว์ Cosplay แต้มสีสันในไชน่าจอย สองสาวคอสเพลย์ ในการประชุมและแสดงนิทรรศการสื่อบันเทิงระบบดิจิตอล หรือ China Joy ครั้งที่ 8 ที่นครเซี่ยงไฮ้ ในวันที่ 29 ก.ค.

นครเซี่ยงไฮ้เปิดงานประชุมและแสดงสินค้าสื่อบันเทิงระบบดิจิตอล (8th annual China Digital Entertainment Expo and Conference) หรือ China Joy ครั้งที่ 8 ซึ่งเป็นงานเกมส์ออนไลน์ใหญ่สุดของประเทศจีน และมุมหนึ่ง
ของไชน่า จอย ก็มีบรรดาอาตี๋ อาหมวยแต่ง คอสเพลย์ (Cosplay) หลากสีสันฉูดฉาดบาดตา ออกมาประชันกันอย่างคึกคัก

คอสเพลย์มีรากมาจากวัฒนธรรมป๊อปในญี่ปุ่น โดย cosplay หรือ costume role play ประกอบด้วย การสวมเสื้อผ้าและแต่งหน้าเลียนแบบตัวละครในสื่อต่างๆ อาทิ ตัวละครในหนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ ตลอดจนวีดีโอเกมส์

ชมชุด คอสเพลย์ ในงานประชุมและแสดงสินค้าสื่อบันเทิงระบบดิจิตอล หรือ China Joy ครั้งที่ 8 วันที่ 29 ก.ค. 2553 ที่นครเซี่ยงไฮ้ (ภาพโดยเอเอฟพี)

สองสาวหมวยคอสเพลย์ กำลังรอเพื่อเตรียมแสดง

โชว์เดี่ยว อย่างน่ารัก

ช่วยจัดเสื้อผ้า

หล่อหรือยังนะ?

คอสเพลย์สไตล์กิโมโน

คอสเพลย์แนวเซ็กซี่ๆ น่ารักๆ

พิงค์กี้ สุดหวาน

หมดแรง
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

หลักสูตรอบรมลูกเศรษฐี วิธีต่อยอดความรวย

หลักสูตรอบรมลูกเศรษฐี วิธีต่อยอดความรวย หน่อเนื้อเชื้อไขของผู้ประกอบการที่ร่ำรวยบนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเตรียมรับมรดกและกิจการจากพ่อแม่อีก 10 ปีข้างหน้าดูไม่ค่อยสนใจการอบรมโครงการการรับสืบทอดมรดกและการพัฒนาวิสาหกิจเอกชนครั้งที่3ในการประชุมสุดยอดแห่งจีน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง - เซาท์ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ - เวลานี้จีนกำลังฮิต เปิดหลักสูตรฝึกอบรมทายาทเศรษฐีนักธุรกิจบนแดนมังกร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรับช่วงกิจการ และต่อยอดความร่ำรวยให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

หลักสูตรอบรมลูกคนรวย ได้รับการสนับสนุนโดยสมาพันธ์อุตสาหกรรมและการค้าแห่งจีนทั้งมวล(the All-China Federation of Industry and Commerce) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง ปรากฏว่ามีลูกหลานของครอบครัวผู้มีอันจะกินแห่มาเรียนหลายร้อยคน

หลักสูตรอบรมที่ว่านี้กำลังตกเป็นเป้าสนใจกันทั้งประเทศ และกลายเป็นประเด็นร้อนให้ถกเถียงกันในโลกไซเบอร์ เพราะมันเป็นหลักสูตร ที่ออกแบบขึ้นมาสำหรับ “พวกคนมั่งมีรุ่นที่ 2” อย่างที่ Xinhuanet เรียก โดยกิจการบริษัทของครอบครัวเจ้าสัวน้อยเหล่านี้เบ่งบานอู้ฟู่มาตั้งแต่จีนเปิดรับเศรษฐกิจระบบทุนนิยมเมื่อปี 2522

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เด็ก ๆ กว่า 100 คน ซึ่งเป็นลูกของผู้ประกอบการเอกชนระดับแถวหน้า ที่ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 22-29 ปี ได้เข้าอบรมหลักสูตร ซึ่งเปิดระหว่างวันที่ 16-18 ก.ค. ที่ผ่านมา พร้อมบิดามารดาโดยสำหรับบุตรเสียค่าอบรม 4,800 หยวน หรือราว 24,000 บาท ซึ่งขนหน้าแข้งไม่ร่วง เพราะความร่ำรวยของครอบครัวเหล่านี้ หากรวมกันแล้วก็หลายสิบพันล้านหยวนทีเดียว

ด้านผู้อบรมก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยระดับหัวกะทิ และเหล่าผู้คงแก่เรียนจากพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งสอนสมาชิกโปลิตบูโร ตลอดจนนักการเมือง, นักเศรษฐศาสตร์ และประธานบริษัทมาแล้ว

เด็กหญิงวัย 10 ขวบผู้หนึ่งนั่งอยู่เบื้องหลังมารดา กำลังฟังการสอนในชั้นเรียน

“ ถ้าธุรกิจของครอบครัวยังไปได้ดี ดิฉันก็หวังให้ลูกรับช่วงต่อค่ะ แต่ก็ต้องแล้วแต่เขาว่าอยากจะทำอะไร” คุณแม่ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทระบุ

หลักสูตรมุ่งเน้นอบรมวิธีการรับช่วงกองทรัพย์สินมรดก และสืบทอดการดำเนินธุรกิจของครอบครัว

เคล็บลับการสืบทอดอำนาจคือบทเรียนแรกในการอบรมวันแรกสำหรับเจ้าสัววัยกระเตาะ ด้านเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิทยาศาสตร์การทหารได้รับเชิญมาสอนเรื่องคุณค่าแห่งความจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์และประชาชน

จุดมุ่งหมายก็เพื่อสอนให้เด็กฐานะร่ำรวยหัดมีความรับผิดชอบ ทว่าเด็กที่เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่สนใจ สำนักข่าวซินหัวระบุว่า เด็กหลายคนชอบคุยกันเรื่องรถเก๋งหรูหรา ที่ตนนั่งมามากกว่า และบางคนถึงขั้นโดดอบรม

หลักสูตรอบรมลูกคนรวยเริ่มขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน และกำลังได้รับความนิยมแพร่หลาย โดยมหาวิทยาลัยชั้นนำบางแห่ง เช่นมหาวิทยาลัยปักกิ่งและมหาวิทยาลัยชิงหัวในกรุงปักกิ่ง ตลอดจนมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นในเซี่ยงไฮ้ ก็เปิดหลักสูตรทำนองนี้ คิดค่าอบรมระหว่าง 10,000-300,000 หยวน หรือราว50,000-1,500,000 บาท

จากผลสำรวจ ซึ่งมีการเปิดเผยในเวทีประชุม MBA Forum ในมณฑลเจียงซูเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ประเมินว่า ผู้ประกอบการเอกชน 3 ล้านคนในจีนจะมอบกิจการให้ทายาทในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า และราวร้อยละ90 ต้องการให้ลูก ๆ ดูแลกิจการต่อไป

ทว่าผู้เป็นลูกถึงร้อยละ95 กลับไม่เต็มใจทำตาม เหตุผลหนึ่งก็คือบริษัทเอกชนส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยแค่3-1/2 ปี ซึ่งสั้นกว่าอายุเฉลี่ยของบริษัทต่างชาติ ที่อยู่ระหว่าง40-50 ปี

ด้านชาวเน็ตทั่วแดนมังกรพากันวิจารณ์ยกใหญ่ “ฉันละอายใจแทนมหาวิทยาลัย,อาจารย์และเจ้าหน้าที่พวกนั้น ที่จัด หรือเข้าร่วมหลักสูตรสำหรับพวกเศรษฐีแบบนี้” ชาวเน็ตคนหนึ่งระบุในเว็บ Tianya

“พวกเขาควรสอนให้ประชาชนรู้จักสร้างสังคม ที่มีความเท่าเทียมและมีความหวัง มากกว่าการสนับสนุนเรื่องอภิสิทธิ์ ด้วยการสั่งสอนแต่พวกคนรวย”

บางคนยังระบุด้วยว่า หลักสูตรนี้ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งห่างกันมากเกินไปแล้วในจีน ยิ่งเลวร้ายกันไปใหญ่
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์