วิธีหาเงินบนโลกไอที (43) : เลิกตกงานด้วยเฟสบุ๊ก

วิธีหาเงินบนโลกไอที (43) : เลิกตกงานด้วยเฟสบุ๊ก ประโยชน์ของเฟสบุ๊กไม่ได้อยู่ที่เกมสนุก-เมาท์สนั่นอย่างเดียว แต่สามารถช่วยให้คนตกงานพ้นจากวิกฤตวิจัยฝุ่นได้จริง ต่อไปนี้คือวิธีการที่คุณทุกคนจะสามารถทำตามเพื่อแปลงเครือข่ายสังคมทุกค่ายให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการหางานทำได้อย่างไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

***Social Media กับการหางาน
โดย กานดา สุภาวศิน (Twitter: @pakada)

ในยุคปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จัก Social Media สื่ออันทรงพลังรูปแบบใหม่ที่ทำให้เกิดโอกาสในหลายๆ ทาง ทุกวงการล้วนแล้วแต่กระโดดเข้ามาใช้ Social Media ทั้งสิ้น เนื่องด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ User Content Generated และ Influence of Referral

ประเด็นร้อนประเด็นฮิตที่จะพูดถึงในวันนี้ คือ Social Media ช่วยในการหางานได้จริงหรือ จากประเด็นนี้เลยขอแบ่งยุคและวิธีการหางานโดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงได้แก่

ช่วงที่1 การประกาศตำแหน่งงานด้วยสื่อสิ่งพิมพ์ (Print Media) ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ หนังสือ/นิตยสารรายปักษ์ สื่อนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและถือเป็นสื่อพื้นฐานที่ คนหางาน กับ งานหาคนมาพบเจอกัน

ช่วงที่2 กำเนิดเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ ยุคนี้เป็นยุคที่เกิดเว็บไซต์หางานต่าง ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ตำแหน่งงานมากมายถูกประกาศผ่านทางเว็บไซต์ด้วยต้นทุนการประกาศที่ต่ำกว่าสื่อสิ่งพิมพ์อยู่มาก และมีผู้ค้นหาตำแหน่งงานและสมัครงานผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น โดยแนวโน้มการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในการประกาศตำแหน่งงานมีจำนวนลดลงมาก หลายบริษัทที่รับประกาศตำแหน่งงานในสื่อสิ่งพิมพ์พยายามผันสื่อของตัวเองให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์กันมากขึ้น

ช่วงที่3 ยุค Web 2.0 จนถึงปัจจุบัน หลายท่านอาจจะคุ้นหูกับคำว่า Web 2.0 ไปแล้ว เรามาทบทวนกันอีกสักครั้งหนึ่งว่า Web 2.0 ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง โดย O'Reilly Media ได้กล่าวถึง การให้บริการในรูปแบบ Web-based Generation ที่สองไว้ ดังนี้

• Social networking sites เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบรรดาผู้คนมากหน้าหลายตาที่พร้อมใจกันสร้างสรรค์/แชร์คอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร ภาพถ่าย ภาพวิดีโอ สื่อประสมต่างๆ จากเพื่อนสู่เพื่อน ตัวอย่างของไซต์ที่ฮอตฮิตในประเทศไทย ได้แก่ Facebook, Hi5, Youtube, LinkedIn

• Wikis เป็นเว็บไซต์ที่อนุญาตให้ผู้เข้าเยี่ยมชมทุกคนมีสิทธิ์ในการเพิ่มเติม/แก้ไข/เปลี่ยนแปลงข้อมูลที่สามารถใช้งานร่วมกันได้เสมือนร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์คอนเทนต์เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ Wikipedia

• Communication tools เครื่องมือการติดต่อสื่อสารนี้รวมไปถึง อีเมล และยังขยายวงกว้างคลอบคลุมไปถึง RSS feed, podcasting, instant messaging, SMS, Blog หรือ แม้แต่ Twitter เอง

• Folksonomies อนุกรมวิธานที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง ซึ่งใช้ในการแบ่งหมวดหมู่และค้นคืน หน้าเว็บ รูปภาพ ตัวเชื่อมโยงเว็บ และ เนื้อหาบนเว็บอื่นๆ โดยใช้วิธีการติด Tag ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Social Bookmarking

ยุค Web 2.0 นี้จัดได้ว่าเป็นยุคที่ผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์ และมีการนำมาแชร์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างกว้างขวางและไม่จำกัด โดยหลายบริษัท องค์กร ได้มีการสร้างกลุ่ม/เครือข่ายของตนเองขึ้น เพื่อเป็นอีกช่องทางในการประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ทั้งนี้เพื่อหวังผลการบอกต่อ / แบ่งปัน / Retweet จากเพื่อนสู่เพื่อน ในแง่ของบุคคลที่ต้องการหางานก็เช่นกัน ได้มีการพยายามสร้างโปร์ไฟล์ หรือประวัติของตนเองขึ้นมาเพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าตนเองต้องการสิ่งใดบ้าง

Social Media กับการหางาน เกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ?

เป็นที่ทราบกันดีว่า คนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการหางานนั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากการแนะนำเพื่อนบอกต่อเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ (Referral) และจากสถิติ User Demographic ของกลุ่มผู้ใช้งาน Social Media พบว่า ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ตกอยู่ช่วงอายุเฉลี่ย 24-54 ปี ซึ่งสอดรับกับกลุ่ม White Collars Worker หรือกลุ่มวัยทำงานนั่นเอง จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า Social Media สอดรับกับการหางานมากแค่ไหน
** ปัจจุบัน Social Media มีอยู่เยอะแยะมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวไหนควรใช้บ้าง? **


ปัจจุบัน Social Media มีอยู่เยอะแยะมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวไหนควรใช้บ้าง?
** Social Media มีอยู่เยอะแยะมากมาย แล้วจะใช้ตัวไหนที่เหมาะสมสำหรับการหางาน **


ในเบื้องต้น ขอแนะนำ Facebook , Twitter, LinkedIn และ YouTube มาดูเหตุผลกันดีกว่าว่าทำไม

Facebook
หากคุณกรอกโปร์ไฟล์ส่วนตัว ประวัติการศึกษา และประวัติการทำงานได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เฟสบุ้กเป็นอีกช่องทางนึงที่มีระบบสืบค้นที่ค่อนข้างตรงและแม่นยำ ลองนึกภาพตามว่า หากบริษัทแห่งหนึ่งต้องการหาบุคลากรที่มาจากบริษัทคู่แข่ง หรือ จากสถาบันการศึกษาเฉพาะที่กำหนดไว้ แค่พิมพ์ชื่อบริษัทหรือสถานศึกษาลงไป และทำการสืบค้น รายชื่อโปร์ไฟล์ของผู้ที่เกี่ยวข้องก็แสดงปรากฏในลิสต์เพียงไม่กี่วินาที

Twitter
เนื่องจากทวิตเตอร์เป็น Communication Tool ที่มาแรง และทรงอิทธิพลในยุคปัจจุบันมากที่สุดตัวหนึ่ง ด้วยจำนวนผู้ใช้งานมากถึง 190 ล้านคนทั่วโลก สื่อสารผ่านข้อจำกัดที่พิมพ์ได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน 140ตัวอักษร เราสามารถติดตาม (Follow) กลับทางเดียว โดยที่คนคนนั้นไม่จำเป็นต้อง Follow เราอยู่ ซึ่งต่างจาก Social Media ประเภทอื่น ๆ ที่จะต้องมีเน็ตเวิร์กร่วมกันหรือเป็นตกลงเป็นเพื่อนกันก่อนจึงจะสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกันและกันได้ และ เนื่องด้วยการตาม Timeline ของบุคคลมากหน้าหลายตาทำให้เราเหมือนรู้จักใกล้ชิดสนิทสนมกับบุคคลนั้นไปโดยปริยาย ทวิตเตอร์จึงเป็นเครื่องมือที่บรรดาบริษัท/องค์กร/บริษัทจัดหางานต่าง ๆ พร้อมใจกันใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ค่อนข้างประสบความสำเร็จและสามารถเข้าถึง เกิดการบอกต่อจนเกิดจำนวน Follower ที่เพิ่มขึ้น
** Twitter ของ @Yokekung ที่มีการทำ Image Background เพิ่มเติม Bio ได้อย่างน่าสนใจ **


LinkedIn
LinkedIn ถือเป็น Social Media ที่จัดการด้านการหางานโดยตรง นอกจากจะช่วยในการพบเห็นประวัติ โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างหน้าฝากประวัติ หรือโปร์ไฟล์ของตัวเองให้ดูโดดเด่น โดยเท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเขียนประวัติในลักษณะเป็นทางการ ต่างจากการเขียนประวัติใน Social Media อื่น ทั้งนี้เพื่อต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อเป็นโปร์ไฟล์ที่น่าสนใจแก่ตลาดหรือองค์กร ซึ่งองค์กรเหล่านั้นสามารถเข้าถึงเจ้าของโปร์ไฟล์ ได้โดยตรงด้วยระบบค้นหา

YouTube
ยูทูปเป็นเว็บไซต์ที่ผู้ในหลายๆ องค์กรพยายามที่จะนำมาประกอบกับการสัมภาษณ์งาน เช่น การให้ผู้สมัครงานอัปโหลดวิดีโอแนะนำตัวเองแบบสั้นๆ และส่งลิงค์มาให้พิจารณาก่อนที่จะมาสัมภาษณ์จริง ทั้งนี้เพื่อพิจารณาลักษณะหน้าตา บุคลิกภาพ และ ท่วงทำนองการสื่อสาร

เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เวลาหางานผ่าน Social Media

เมื่อรู้แล้วว่าเราควรใช้ Social Media อันไหนบ้าง ทีนี้เรามาลองพิจารณากันรายตัว เริ่มตั้งแต่

Facebook
- เขียนประวัติให้ครบถ้วน ทั้งในด้านการศึกษา สถานที่ทำงาน การเขียนโปร์ไฟล์ครบก็เพิ่มโอกาสในการ แต่ทั้งนี้เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งตัวคุณและข้อมูล ไม่จำเป็นต้องกรอกประวัติส่วนตัวที่สามารถเข้าถึงตัวคุณได้โดยตรง เช่น เบอร์โทรศัพท์ หรืออีเมล เนื่องจากเฟสบุ้กมีการให้ใช้กล่องข้อความเพื่อการสื่อสารระหว่างกันอยู่แล้ว

- โพสต์ข้อความ รูปภาพ วิดีโอแสดงความเป็นตัวตน แสดงความสามารถพิเศษ เพื่อให้บริษัทสามารถศึกษาความเป็นตัวตนของคุณได้

- ไม่อ้างอิง ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด ด้วยการไม่เข้าร่วม กลุ่มทางด้านการเมือง เนื่องจากบางบริษัทฯ มองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และไม่ต้องการให้พนักงานของตนเข้าไปมีส่วนร่วม

- เข้าร่วมกลุ่ม เข้าร่วมกิจกรรม ของหน่วยงาน/องค์กรที่สะท้อนความเป็นตัวตนของคุณ และ ไม่ขัดต่อหลักจริยธรรม

Twitter
- เนื่องจากการเขียนประวัติส่วนตัว (Bio) ในทวิตเตอร์มีข้อจำกัดในการเขียนได้ไม่เกิน 160 ตัวอักษร การเขียนประวัติข้อมูลส่วนตัวจะต้องทำอย่างกระชับบ่งบอกตัวคุณเอง การทำงาน กิจกรรมยามว่าง ความสนใจ อย่างสั้น ๆ ได้ใจความ

- ใส่ภาพ Avatar ที่เป็นภาพจริงของคุณในลักษณะปกติ บ่งบอกความเป็นตัวตนของคุณ

- ทำ Image Background โดยเพิ่ม Bio ที่น่าสนใจในตัวคุณลงไปเพิ่มเติม ยกตัวอย่าง กรณี @yokekung มีการเพิ่ม Text ลงใน Image Background พูดถึง ลักษณะงานที่สนใจ รวมทั้งเขียน URL ผลงานของตนเอง เพื่อให้ Visitor สามารถตามลิงค์เพื่อเปิดดูต่อได้

- ควร Follow บุคคลที่คิดว่า ลักษณะโปร์ไฟล์น่าสนใจ และไม่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดจริยธรรมอันดีของสังคม

LinkedIn
- กรอกข้อมูลให้ครบทุกอย่าง ในรูปแบบทางการ และดูเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน

- หากสามารถทำให้บุคคลอื่นๆ เข้ามาเขียน Recommendation ในตัวเรา ในผลงานของเรา เพื่อสร้างให้โปร์ไฟล์ของคุณให้ดูดีและมีความน่าเชื่อถือ

- เชื่อมต่อโปร์ไฟล์ของตนเอง ด้วยการติดต่อขอ Connection กับบุคคลที่มีชื่อเสียง มีความสามารถ

YouTube
หากความสามารถอันบรรเจิดของคุณสามารถโลดแล่นบนวิดีโอเพียงสั้นไม่กี่นาทีได้ อย่ารีรอที่จะสร้าง ตัดต่อ และโพสต์ออกมา เพื่อแสดงศักยภาพในตัวคุณอีกมุมมองหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนและประสบความสำเร็จ คือ สาวเกาหลีที่ชื่อ คิม โยว ฮี หรือ ที่ทุกคนใช้คำว่า Apple Girl ในการค้นหาวิดีโอของเธอ โดยเธอมีความสามารถพิเศษทางด้านการดนตรี โดยการนำ ไอโฟนหลายๆ เครื่องใช้ในการทำเพลงเสมือนอัดเพลงอยู่ในห้องสตูดิโอ เธอได้ทำการเล่นดนตรีและโพสต์วิดีโอการแสดงขึ้นยูทูป อีกต่อมาไม่นานเธอก็ได้งานที่เธอถนัด เซ็นสัญญากับค่ายเพลงในเกาหลี

ทั้งนี้ทั้งนั้น การโพสต์ข้อมูลขึ้น Social Media ควรคิดก่อนโพสต์ทุกครั้ง เพราะข้อมูลทุกอย่างสะท้อนล้วนแล้วแต่เป็นกระจกเงาสะท้อนด้านดีหรือด้านเสียของคุณ ดังคำกล่าวของท่านประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาบารัค โอบาม่า ที่กล่าวเตื่อนสติวัยรุ่นอเมริกันทุกคนให้ระมัดระวังคำพูดก่อนที่จะโพสต์ข้อความต่าง ๆ ลงเฟสบุ้กเพราะในอนาคตข้างหน้าเมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน หรือ กำลังมองหางาน ข้อมูลทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ในเฟสบุ้กหรือทวิตเตอร์ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจจ้างงานจากนายจ้าง และข้อมูลทุกอย่างล้วนอยู่ในผลลัพธ์การค้นหาแทบทั้งสิ้น

ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในการหางานด้วย Social Media

จากเหตุผลร้อยแปดประการดังกล่าวข้างต้น ขอสรุป 3 ข้อสั้น ๆ ดังต่อไปนี้

1.เขียนประวัติโปร์ไฟล์ตนเองให้ถูกต้อง ครบถ้วน แสดงศักยภาพของตัวเองเท่าที่มี และเหมาะสมกับ Social Media แต่ละประเภทโดยเขียน โพสต์รูปภาพ วิดีโอทุกอย่างบนพื้นฐานความจริง สิ่งไหนไม่ดีเป็นข้อด้อยของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเขียนบรรยายสรรพคุณสิ่งนั้นออกมา และระมัดระวังการเขียน ตอบโต้ และโพสต์ข้อความในแง่ลบหรือพาดพิงถึงผู้อื่น จำไว้ว่าทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานชั้นดีในอนาคตการทำงานของคุณ

2.พยายามสร้างปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับบริษัทหรือองค์กรที่หมายปอง เรียกง่ายๆ ว่า บางครั้ง เราจำเป็นต้องเสนอตัวและสร้างสถานการณ์ขึ้นมาด้วย เช่น กรณีการสอบถามตอบโต้กับบริษัทนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงดึงดูดและจุดสนใจให้กับบริษัทรู้จักเรามากยิ่งขึ้น

3.ใช้ประโยชน์และข้อดีจากเครื่องมือ Social Media แต่ละประเภท จำไว้ว่าคุณยิ่งถือครอง Social Media และเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกันมากเท่าไหร่ จะเพิ่มโอกาสให้นายจ้าง หรือ บริษัทจัดหางานค้นหาและแกะรอยข้อมูลของคุณได้มากยิ่งขึ้นผ่านเสิร์ช เอนจินต่างๆ ขอยกตัวอย่างกรณีเสิร์ชในกูเกิลคำว่า Pawoot ผลลัพธ์การค้นหา จะพบทั้ง Facebook, Twitter, Youtube, Foursquare และ Blog ต่างๆ มากมาย




** ผลลัพธ์การค้นหาใน Google **


แล้วในมุมมองของบริษัทจัดหางานในประเทศไทยหละ มีการนำ Social Media ไปใช้บ้างหรือยัง

จากการสำรวจการใช้ Social Media ในธุรกิจจัดหางานและสรรหาบุคลากร พบว่าบริษัทรับประกาศตำแหน่งงาน (Job Posting Company) บริษัทจัดหางาน (Recruitment Agency) หรือที่ใครหลายคนนิยมเรียกติดปากว่า Head Hunter หรือแม้กระทั่งบริษัท หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ได้มีการนำ Social Media ใช้เพิ่มมากขึ้น โดยลักษณะการกระจายข้อความส่วนใหญ่จะเป็นการประกาศตำแหน่งงานว่าง คุณสมบัติของผู้สมัครงานที่สนใจ ความรู้ทางด้านการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งมีการวาง URL เพื่อลิงค์กลับเข้าไปยังเว็บไซต์ของตนเอง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สมัครงานสามารถเข้าเว็บไซต์เพื่อสมัครงานได้โดยตรง

และเนื่องจากในปัจจุบัน หากเราอยากรู้จักคนหนึ่งคน สิ่งที่เราทำอันดับแรกอาจเป็นการเสิร์ช ชื่อคนคนนั้นจากกูเกิล และก็ไม่แปลกใจที่ผลการค้นหาอันดับต้นๆ นั้นมาจาก Social Media แทบทั้งสิ้น บริษัทจัดหางานต่างๆ จึงใช้ช่องทางนี้เป็นช่องทางในการสืบค้น ตรวจสอบประวัติของคุณก่อนเรียกสัมภาษณ์เช่นกัน อีกทั้งหากสังเกตแบบฟอร์มสมัครงานปัจจุบันของหลายๆ องค์กร ก็จะพบว่ามีช่องเพิ่มเติมให้กรอก URL ส่วนตัว, Facebook Account , Twitter ID

ดังนั้น ใครที่กำลังมองหางานกับบริษัทเป้าหมาย ก็อย่าลืม Follow หรือ ไปกดปุ่ม Like บริษัทนั้น ๆ ไว้ เพื่อให้มีข้อมูลงานตำแหน่งใหม่ๆ Feed เข้ามาใน Wall หรือ ใน Timeline ของคุณอย่างสม่ำเสมอ เผื่อมีตำแหน่งงานที่น่าสนใจตรงกับคุณสมบัติของคุณ หรือเป็นตำแหน่งงานที่สามารถส่งต่อไปยังเพื่อน ๆ ในเครือข่ายของคุณได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการ (How To)ในการสร้างโอกาสในการนำเสนอ ให้คุณในการถูกเรียกสัมภาษณ์จากนายจ้างได้เร็วขึ้น มีโอกาสในการเรียกสัมภาษณ์ แต่สุดท้ายแล้วการจะได้งานหรือไม่ได้งานนั้นจะอยู่ที่ศักยภาพของคุณ ดังนั้น นอกจากจะมีโปร์ไฟล์ ใน LinkedIn ที่สวยเนี้ยบเฉียบหรูดูทางการ มีข้อมูลบนเฟสบุ้กที่บ่งบอกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ มีการทวีตข้อความดีๆ ใน Twitter มีวิดีโอในยูทูปที่ดูโดดเด่น แต่ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่คุณขาดไม่ได้คือ ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง หรือ สร้างความมั่นใจ รวมทั้งแสดง Talent ที่มีอยู่ในตัวคุณให้ฉายแววออกมาสู่สภาพความเป็นจริงเมื่อนายจ้างเรียกสัมภาษณ์เข้าตำราทำ Marketing ดี Product ก็ต้องดีด้วยนะคะ

ขอให้โชคดีในการหางานตรงใจทุกคน หาคนตรงใจทุกงาน
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

พึงระวัง "ของเล่น" บล็อกความคิดลูก!

พึงระวัง "ของเล่น" บล็อกความคิดลูก! เมื่อสังคมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคแห่งความเจริญทางเทคโนโลยี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อะไรๆ สมัยนี้ได้กลายเป็นของไฮเทคไปหมด แม้แต่กระทั่งของเล่นสำหรับเด็ก หลายอย่างได้เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นของเล่นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งบางครอบครัวเชื่อว่าของเล่นเหล่านี้ สามารถกระตุ้นสมองของลูกได้

หากแต่ในความเป็นจริง การปล่อยให้ลูกอยู่กับของเล่นดังกล่าวมากเกินไป ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการของเด็กอาจถูกตีกรอบให้แคบลงได้

ในเรื่องนี้ เคยมีรายงานการศึกษาของ ปีเตอร์ สมิท ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยาของโกลด์สมิทส์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน และนักโภชนาการ ราเชล บิกกินส์ ออกมาเตือนว่า ของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า สามารถครอบงำสมองเด็กได้ เพราะเด็กตอบโต้กับสถานการณ์ที่สร้างขึ้นโดยคนอื่น มีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ทำให้โอกาสในการคิดค้นการละเล่นของตัวเองลดลง ซึ่งเท่ากับว่าความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการถูกตีกรอบให้แคบลงนั่นเอง

สอดรับกับบทสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.จิตตินันท์ เดชะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ที่เคยให้ไว้กับทีมงานในประเด็นเดียวกันนี้ว่า พ่อแม่บางคนที่ปล่อยให้ลูกเล่นแต่ของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ หรือเกม เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกข้ามขั้นของพัฒนาการตามวัยที่ควรจะเป็น ส่งผลให้เด็กโตขึ้นไม่มีภาพความคิด และพื้นฐานข้อมูลในทักษะต่างๆ เพื่อประยุกต์เข้ากับสิ่งรอบตัว นอกจากนั้นยังทำให้เด็กสมาธิสั้นได้อีกด้วย

ด้าน แคทลียา พิรุณเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และการขาย บริษัทวันเดอรเวิล์ด โปรดัคส์ ผู้ผลิต และจำหน่ายของเล่นไม้เสริมพัฒนาการเด็ก ให้ความเห็นตรงกันว่า รูปแบบของเล่นในตลาดมีความหลากหลาย และถูกผลิตให้มีความไฮเทค จนกลายเป็นของเล่นสำเร็จรูปมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้เด็กไม่ได้เล่นอย่างอิสระ เพราะของเล่นดังกล่าว ไม่ได้ทำให้เด็กได้คิดต่อ เนื่องจากถูกตั้งโปรแกรมการเล่นไว้หมดแล้ว
(แคทลียา พิรุณเกียรติ ) ดังนั้น ในฐานะที่เธอเป็นตัวแทนผู้ผลิตของเล่นเด็ก และต้องทำงานร่วมกับจิตแพทย์ และกุมารแพทย์ในการผลิตของเล่น การเลือกของเล่นให้กับลูก เธอให้แนวทางพ่อแม่ว่า ต้องดูที่ความปลอดภัย และเลือกให้เหมาะสมตามวัยของลูก โดยดูที่ข้างกล่องของเล่น ที่สำคัญควรเน้นวัสดุที่มาจากธรรมชาติ ไม่บล็อกความคิดเด็กเหมือนกับของเล่นไฮเทค หรือของเล่นอิเล็กทรอนิกส์บางอย่าง

อย่างไรก็ดี ของเล่นประเภทไม้ ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ดีในการเล่นของลูก สอดรับกับผลวิจัยหลายๆ ชิ้นที่บอกว่า ของเล่นไม้ ช่วยเสริมสร้างจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ไม่บล็อกความคิดเด็ก อีกทั้งเป็นตัวฝึกกล้ามเนื้อมือ และให้ความรู้สึก และอารมณ์ด้านบวกกับเด็กได้เป็นอย่างดี เช่น ความอ่อนโยน เพราะเป็นวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ

"พ่อแม่ต้องเข้าใจว่า การเล่นของลูก ต้องให้เป็นไปตามขั้นตอน โดยเฉพาะเด็ก ถ้าให้ลูกได้เล่นของเล่นที่เหมาะสมกับวัย โดยไม่มีการตั้งโปรแกรมให้มากเกินไป เด็กก็จะมีอิสระในการเล่น และการคิด เช่น ตัวต่อไม้ที่เด็กจะต่อเป็นอะไรก็ได้ ต่างกับของเล่นสำเร็จรูปบางอย่าง เด็กจะเล่นในขอบเขตที่จำกัด เพราะถูกตั้งโปรแกรมให้เล่นได้แค่นั้น ทำให้เด็กไม่ได้ใช้ความพยายาม หรือใช้ความคิดต่อว่า ควรจะเล่นแบบไหนได้อีก หรือควรจะสร้างเรื่องราวอย่างไรจากของเล่นชิ้นดังกล่าว ซึ่งพ่อแม่ต้องเลือกให้เป็น เพื่อให้ตัวเลือก และตัวช่วยอย่างของเล่นเข้ามาเสริมพัฒนาการ และจินตนาการของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ตัวแทนผู้ส่งออกของเล่นรายนี้เผย

ทั้งนี้ เธอได้ฝากเพิ่มเติมว่า ของเล่นบางชนิดเด็กสามารถเล่น และเรียนรู้เองได้ ในขณะที่บางอย่าง เด็กต้องเข้าใจกลไกการเล่นด้วย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพราะของเล่นจะผลิตออกมาโดยมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน ซึ่งพ่อแม่ต้องเป็นไกด์คอยสอนวิธีการเล่นให้ลูก

"การให้ลูกเล่นของเล่น ไม่ใช่เป็นการเสียเวลา แต่เป็นสิ่งคุ้มค่าที่เด็กๆ จะได้เล่นตามธรรมชาติของเด็ก ดังนั้นไม่ควรเน้นให้ลูกเรียน หรืออยู่กับตำราเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้เด็กได้เล่นอย่างเต็มที่ และเหมาะกับวัย เพื่อให้เด็กได้เติบโตอย่างมีศักยภาพ และมีทักษะรอบด้าน" ตัวแทนผู้ส่งออกของเล่นรายนี้ให้แนวทาง

ฉะนั้น แทนที่จะปล่อยให้ลูกเล่นของเล่นคนเดียว พ่อแม่ควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกด้วย เพื่อให้เกิดการเล่นที่เข้าใจ เป็นการเชื่อมสายใยรักในครอบครัวที่ดี แต่การเข้าไปเล่นกับลูกนั้น พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกได้เล่น และคิดอย่างอิสระ เพื่อให้ลูกได้ใช้ความพยายาม และความคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ไปบล็อกความคิดในการเล่นของลูก

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ที่มา

วิธีสร้าง "ความเป็นผู้นำ" ให้ลูกรัก/ดร.แพง ชินพงศ์

วิธีสร้าง "ความเป็นผู้นำ" ให้ลูกรัก/ดร.แพง ชินพงศ์ ความเป็นผู้นำ หมายถึง การเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในการชี้นำทางความคิดและพฤติกรรมต่อผู้อื่น อีกทั้งมีความสามารถในการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความเต็มใจจนผลงานประสบความสำเร็จตามแผนงานที่วางไว้ ดังนั้น “ความเป็นผู้นำ” จึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของคนในการนำพาตนเอง สังคมและการงานไปสู่ความสำเร็จ
การพัฒนาความเป็นผู้นำของลูกที่จะได้ผลดีนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกตั้งแต่ลูกยังเล็กด้วยการหล่อหลอมอย่างต่อเนื่องและดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งวิธีการพัฒนาความเป็นผู้นำของลูกรักสามารถทำได้ ดังนี้

1. เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดสำหรับลูกทั้งในด้านความคิด การแสดงออกและการดำเนินชีวิต สิ่งต่างๆที่ลูกได้เห็น ได้รับรู้ ลูกจะซึมซับไว้ฝังแน่นจนกลายเป็นพฤติกรรมของลูกตั้งแต่เล็กไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องแสดงบทบาทของความเป็นผู้นำให้ลูกได้เห็นเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะมีพฤติกรรมความเป็นผู้นำเฉกเช่นเดียวกัน เช่น คุณพ่อซึ่งเป็นผู้นำของครอบครัว ต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ต้องมีความมานะอดทนและมีความพยายามในหน้าที่การงานจนมีความมั่นคงที่จะสามารถเลี้ยงดูภรรยาและลูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งในทางตรงกันข้าม หากคุณพ่อเป็นคนที่ไม่สามารถปกครองดูแลหรือแก้ปัญหาในครอบครัวได้ หรือไม่สนใจในหน้าที่การงานของตน หรือให้ครอบครัวอยู่กันแบบตามมีตามเกิด เช่นนี้ลูกก็จะกลายเป็นคนที่เหลาะแหละ ขาดความรับผิดชอบเหมือนแบบอย่างที่เห็นหรือได้สัมผัสมานั่นเอง

2. ปลูกความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของบุคคลที่เป็นผู้นำ ดังนั้นการที่จะฝึกให้ลูกมีความเป็นผู้นำตั้งแต่เด็กนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องปลูกฝังให้ลูกเป็นคนที่มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อสังคม โดยมีวิธีการง่ายๆ ดังนี้

- ฝึกให้ลูกช่วยทำงานบ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกมีหน้าที่รับผิดชอบในการช่วยทำงานในบ้านตามความเหมาะสมกับระดับของวัยลูก เช่น รดน้ำต้นไม้ กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ช่วยทำอาหาร เก็บเสื้อผ้า พับเสื้อผ้า ซึ่งการมอบหมายหน้าที่เหล่านี้ให้ลูกทำ นอกจากจะฝึกให้ลูกรู้จักความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานแล้ว ยังเป็นทางหนึ่งที่ช่วยพัฒนาทักษะของความเป็นผู้นำของลูกได้เป็นอย่างดีทีเดียวเพราะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกที่คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจให้ลูกรับผิดชอบงานและเกิดความภาคภูมิใจที่เขาสามารถทำงานนั้นๆให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง

- ฝึกให้ลูกปลูกต้นไม้หรือเลี้ยงสัตว์ วิธีการนี้นอกจากจะฝึกให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจเมตตากรุณาและเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมรอบตัวแล้ว ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบในการดูแลเอาใจใส่ต่อสิ่งที่มีชีวิตด้วย ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้ลูกพัฒนาความเป็นผู้นำที่จะสามารถดูแลครอบครัวและผู้อื่นในสังคมได้เป็นอย่างดีต่อไปในอนาคต

วิธีดูแลต้นไม้ – พาลูกไปตลาดต้นไม้ และให้ลูกเลือกต้นไม้ที่ชอบเพื่อนำมาปลูกที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกปลูกต้นไม้ หลังจากนั้นให้ลูกมีหน้าที่รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ดูแลรับผิดชอบต้นไม้ของตนเอง

วิธีเลี้ยงสัตว์ - หากเป็นไปได้คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้มีสัตว์เลี้ยงของตนอง โดยเลือกประเภทของสัตว์ให้เหมาะสมกับวัยของลูก เช่น ปลา สุนัข แมว โดยการให้ลูกเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่แค่เพียงให้เล่นสนุกกับสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่ควรมอบหมายให้ลูกมีหน้าที่ช่วยให้อาหาร ช่วยทำความสะอาดตู้ปลา หรือกรงสุนัข ช่วยอาบน้ำและดูแลเรื่องความสะอาดของสัตว์

3. เสริมสร้างให้ลูกมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้ลูกมีสังคม โดยเปิดโอกาสให้ลูกได้ไปทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนฝูง เช่น หากคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนลูกชักชวนให้ลูกไปเที่ยวที่บ้านของเขา ก็ควรอนุญาตให้ไป แต่คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปในคราวแรก เพื่อทำความรู้จักกับผู้ปกครองและเพื่อนของลูก หรือชวนให้เพื่อนลูกมาเล่นที่บ้านของเราบ้างตามความเหมาะสม เพราะผู้นำที่ดีต้องเป็นคนที่ไม่เก็บตัวหรือทำตัวโดดเดี่ยว แต่ต้องเป็นคนที่สามารถเข้ากับผู้อื่นได้ดี นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้ลูกได้เข้าชมรมหรือทำกิจกรรมต่างๆของโรงเรียน และในช่วงปิดเทอม หากมีโอกาสคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ไปเข้าค่ายต่างๆตามความชอบของลูก เช่น ค่ายกีฬา ค่ายดนตรี ค่ายศิลปะ ค่ายบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ เพื่อฝึกการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ฝึกในการวางแผน การตัดสินใจ สร้างความมั่นใจในตนเอง การทำงานเป็นทีม การแบ่งงาน การแก้ปัญหา การเป็นผู้นำผู้ตาม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการช่วยพัฒนากระบวนการของความเป็นผู้นำของเด็กเป็นอย่างดี

“ความเป็นผู้นำ” เป็นกระบวนการที่สร้างขึ้นได้ คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจคิดมากหรือกังวลใจว่าความเป็นผู้นำต้องเกิดจากสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวที่มีความพร้อมทางฐานะการเงินหรือความมีหน้ามีตาทางสังคม แต่จริงๆแล้ว ไม่ว่าครอบครัวของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม ขอแค่คุณพ่อคุณแม่มีความตั้งใจดีเพื่อลูก ที่ต้องการจะให้ลูกเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นใจ เป็นคนมีความมุ่งมั่นที่ดีที่จะพัฒนาการงานของตนให้ประสบความสำเร็จแล้ว ให้เริ่มตั้งแต่วันนี้โดยการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบและเสริมสร้างให้ลูกมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น ก็สามารถสร้างลูกเล็กๆของเราคนนี้ให้เป็นผู้นำที่ดีในวันข้างหน้าได้ แต่ทั้งนี้สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจคือ ต้องสอนลูกให้เข้าใจบทบาทการเป็นผู้นำที่ดีด้วย เช่น ต้องไม่ทำร้ายผู้อื่น ต้องไม่เอาเปรียบผู้อื่น ต้องมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและมีความหวังดีต่อผู้อื่น เพราะนี่คือผู้นำที่จะประสบความสำเร็จที่สวยงามอย่างแท้จริง

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

มหัศจรรย์ 5 สัมผัสสร้างลูกให้ฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

มหัศจรรย์ 5 สัมผัสสร้างลูกให้ฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านคงอยากเห็นลูกที่อยู่ในครรภ์ออกมาดูโลกอย่างปลอดภัย เฉลียวฉลาด และน่ารัก ปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กมีความเฉลียวฉลาดขึ้นอยู่กับ 3 ประการคือ 1.พันธุกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวมากับเด็กตั้งแต่เกิดไม่สามารถแก้ไขได้ 2.สิ่งแวดล้อม มีงานวิจัยที่กล่าวถึงเด็กฝาแฝดที่ถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน กลับมีความสามารถและความฉลาดที่แตกต่างกัน 3. สิ่งที่คุณแม่รับประทาน สิ่งนี้จะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์โดยตรง การกระตุ้นพัฒนาการของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์สามารถทำได้ โดยการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกโดยผ่านทางผิวหนังหน้าท้อง การสร้างสายใยสัมพันธ์ โดยการกระตุ้นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เราลองมาดูกันว่า มหัศจรรย์ 5 สัมผัสนี้คืออะไร
1.สัมผัสทางร่างกาย ทำได้โดยการสัมผัสผ่านหน้าท้อง การนวด การลูบเป็นวงกลม ลูบลงและขึ้นสลับกันพร้อมกับการสลับการหายใจเข้า ออกลึกๆ เป็นการแสดงความรัก ความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก สัมผัสที่อ่อนโยนและผ่อนคลายจะทำให้ตัวคุณแม่รู้สึกสบายทั้งใจและกายในเวลาเดียวกัน เมื่อคุณแม่รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุข ( Endorphin) ออกมาและช่วยส่งผลต่อลูกในครรภ์ เช่นเดียวกัน

2.สัมผัสทางเสียง ลูกในครรภ์จะเริ่มได้ยินเสียงในช่วง 4 -5 เดือน ดังนั้นการพูดคุยกับลูก การใช้คำคล้องจอง คำพูดที่กลั่นกรองออกมาจากใจของคุณพ่อคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การพูดคุย การเปิดเพลงที่อ่อนโยน เพลงที่คุณแม่ชอบ ระหว่าง 60-80 beat ต่อนาที เพลงที่ระดับเสียงที่ไม่ดังเกินไป ประมาณ 10-15 นาทีจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ของตัวคุณพ่อคุณแม่เองกับลูก เสียงที่ผ่านน้ำคร่ำจะเดินทางได้อย่างรวดเร็วเป็น 4 เท่าของทางอากาศ และส่งผลต่อประสาทรับรู้ทางหูซึ่งจะช่วยกระตุ้นเส้นใยประสาท ช่วยเรื่องประสาทรับรู้เรื่องความจำ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาภาษาขั้นพื้นฐานสำหรับลูกอีกด้วย

3.สัมผัสทางการลิ้มรส ช่วงนี้คุณแม่ต้องรับประทานอาหารให้ครบหมู่ มีทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส โฟเลต ธาตุเหล็ก อาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ งดทานอาหารประเภทที่มีคาเฟอีน และอาหารที่จะเป็นอันตรายต่อลูก ฯลฯ เพราะอาหารที่คุณแม่ทานจะส่งผลโดยตรงต่อลูกน้อย โดยสามารถที่จะกล่าวได้ง่ายๆว่าคุณแม่ทานอะไรลูกก็จะทานอย่างนั้น

4.สัมผัสทางการดมกลิ่น สามารถทำควบคู่ไปกับการนวด ในช่วงเย็นหลังจากทำงานหนัก ยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 คุณแม่ต้องรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น การนวดผ่อนคลายโดยการใช้โลชั่นกลิ่นที่คุณแม่ชอบจะช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลาย มีความสุข มีจิตใจที่แจ่มใสส่งผลต่อลูกในครรภ์ด้วยเช่นเดียวกัน

5.สัมผัสทางสายตา สามารถทำได้โดยการส่องไฟที่บริเวณหน้าท้อง โดยใช้เวลาไม่นาน เป็นสัญญาณไฟกระพริบ ห่างจากบริเวณหน้าท้องพอสมควร และมีแสงที่ไม่จ้าจนเกินไป จะทำในช่วงไตรมาสที่ 3 เพราะในช่วงนี้ลูกจะเริ่มลึมตา การกระตุ้นโดยการใช้แสงจะช่วยให้ลูกปรับสภาพการมองเห็น ควรทำในช่วงเย็นหลังคุณแม่ทานอาหารเสร็จ เพราะจะทำให้ลูกตื่นและนอนในเวลากลางคืนมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปรับตัวเตรียมพร้อมในการออกมาดูโลกอีกด้วย

มหัศจรรย์สัมผัสทั้ง5ที่คุณแม่ปฏิบัติต่อลูกนั้น จะเป็นสิ่งที่ช่วยงกระตุ้นให้ลูกในครรภ์มีการรับรู้ที่ดีมากขึ้น นอกจากนี้ถ้าคุณแม่มีจิตใจที่สบายและคิดในทางบวกก็จะส่งผลที่ดีต่อลูกในครรภ์ด้วย การที่คุณแม่ทานอาหารที่ครบ5หมู่และมีประโยชน์ต่อร่างกาย การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกาย รวมทั้งการพูดคุยกับลูก สิ่งทั้งหมดเหล่านี้เป็นวิธีการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับลูกที่ส่งผลที่ดีต่อพัฒนาการของลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ได้อย่างมหัศจรรย์ทีเดียวค่ะ

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

เคล็ดลับแก้ไขปัญหาการนอนหลับ


เคล็ดลับแก้ไขปัญหาการนอนหลับ

สำหรับบางคนเกิดมาโชคดี พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย นอนที่ไหนก็ได้ไม่มีอาการแปลกที่ แต่สำหรับคนโชคร้ายหลายคนนอนยากนอนเย็นเหลือเกิน บางครั้งนอนไปไม่นานดันตื่นขึ้นมากลางดึก คราวนี้ยิ่งทรมานหนักเพราะอยากให้หลับลงไปใหม่ยิ่งยากกว่า อาการนอนไม่หลับนี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน เพราะเมื่อกลางคืนนอนไม่พอ กลางวันก็เลยง่วง ขาดสมาธิ และก่อความเครียด จนทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ดังนั้น ขอเสนอเคล็ดลับบางประการที่อาจช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

• ฝึกหัดและพยายามเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเดิมจนเป็นนิสัยประจำตัว
• จัดห้องนอนให้มีสภาพที่เหมาะสม ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป และให้มืดจะดีกว่าสว่าง
• ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ สบายๆ ชำระล้างร่างกายให้สะอาด ไม่ให้เหนียวเหนอะหนะ
• ก่อนนอนสวดมนต์ไหว้พระตามประเพณีของแต่ละศาสนาที่ตนนับถือ ถ้าทำสมาธิได้ก็ควรทำ
• พยายามละเว้นเครื่องดื่มที่มีสารกระตุ้นทุกชนิด เช่น น้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เพราะเครื่องดื่มพวกนี้มีสารคาเฟอีนกระตุ้นสมอง เป็นอุปสรรคต่อการหลับนอน ควรงดเว้นเครื่องดื่มดังกล่าวตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป ถ้างดได้ตลอดวันจะเป็นการดีที่สุด
• ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพทุกวัน หรือวันเว้นวัน เช่น การเดิน ถีบจักรยาน การว่ายน้ำ กายบริหาร หรือการเล่นกีฬาที่เหมาะกับวัย ฯลฯ จะช่วยทำให้การหลับนอนดีขึ้นทันที
• ใช้สารอาหารช่วยในการนอนหลับ ได้แก่ อาหารชนิดที่มีปริมาณแอลทริปโทแฟนค่อนข้างสูงและมีกรดอะมิโนอื่นๆ ค่อนข้างต่ำ อาทิ เมล็ดทานตะวัน กล้วยหอม นมพร่องมันเนย หัวมันเผา สาหร่ายทะเล ฟักทอง โดยรับประทานหนึ่งหรือสองชั่วโมงก่อนนอนจะออกฤทธิ์ได้ดี เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติ ขอดัดแปลงเป็นสูตรเครื่องดื่มง่ายๆ ที่อาจเตรียมเอง สำหรับคืนที่ต้องการพักผ่อนเต็มที่
ส่วนประกอบ กล้วยหอมขนาดกลาง 1 ผล , น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ , นมพร่องมันเนย 1 ถ้วย
วิธีทำ อุ่นนมให้ร้อน เติมน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน ใส่เครื่องปั่น เติมกล้วยที่หั่นเป็นชิ้นเล็กปั่นเป็นเนื้อเดียวกันจะได้เครื่องดื่มรสชาติดี โดยดื่มก่อนนอน 2 ชั่วโมง
• เนื่องจากอาหารจำพวกเนื้อและไข่มีกรดอะมิโนหลากชนิด เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดจะแข่งขันกับแอลทริปโทแฟนทำให้ฤทธิ์เป็นยานอนหลับลดลง พวกนี้สามารถแก่งแย่งแข่งขันได้ดีมากเสียด้วย และถ้ามันชนะจะกระตุ้นสมองให้รู้สึกกระฉับกระเฉง ดังนั้น หากต้องการหลับสบาย ควรลดปริมาณเนื้อสัตว์และอาหารโปรตีนในมื้อเย็น หรือเลิกได้ในผู้สูงอายุก็ยิ่งดี ขณะเดียวกันก็เพิ่มอาหารบางชนิดก่อนนอน เช่น น้ำตาลและแป้งซึ่งช่วยให้แอลทริปโทแฟน เดินทางไปสู่สมองได้ดีขึ้น มื้อเย็นจึงควรมีแป้งเป็นหลัก ทานเนื้อน้อยๆ หน่อย แต่โดยรวมแล้วมื้อเย็นก็อย่าทานให้มาก เดี๋ยวจะอ้วนจนเกินไป
• งาเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีซึ่งช่วยบำรุงประสาท ดังนั้น ท่านที่มีอาการไม่สบายต่างๆ ที่เกิดจากระบบประสาทเช่น นอนไม่หลับ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง การบริโภคงาดำเป็นประจำ จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
ที่มา bloggang