
2.สัมผัสทางเสียง ลูกในครรภ์จะเริ่มได้ยินเสียงในช่วง 4 -5 เดือน ดังนั้นการพูดคุยกับลูก การใช้คำคล้องจอง คำพูดที่กลั่นกรองออกมาจากใจของคุณพ่อคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การพูดคุย การเปิดเพลงที่อ่อนโยน เพลงที่คุณแม่ชอบ ระหว่าง 60-80 beat ต่อนาที เพลงที่ระดับเสียงที่ไม่ดังเกินไป ประมาณ 10-15 นาทีจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ของตัวคุณพ่อคุณแม่เองกับลูก เสียงที่ผ่านน้ำคร่ำจะเดินทางได้อย่างรวดเร็วเป็น 4 เท่าของทางอากาศ และส่งผลต่อประสาทรับรู้ทางหูซึ่งจะช่วยกระตุ้นเส้นใยประสาท ช่วยเรื่องประสาทรับรู้เรื่องความจำ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาภาษาขั้นพื้นฐานสำหรับลูกอีกด้วย
3.สัมผัสทางการลิ้มรส ช่วงนี้คุณแม่ต้องรับประทานอาหารให้ครบหมู่ มีทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส โฟเลต ธาตุเหล็ก อาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ งดทานอาหารประเภทที่มีคาเฟอีน และอาหารที่จะเป็นอันตรายต่อลูก ฯลฯ เพราะอาหารที่คุณแม่ทานจะส่งผลโดยตรงต่อลูกน้อย โดยสามารถที่จะกล่าวได้ง่ายๆว่าคุณแม่ทานอะไรลูกก็จะทานอย่างนั้น
4.สัมผัสทางการดมกลิ่น สามารถทำควบคู่ไปกับการนวด ในช่วงเย็นหลังจากทำงานหนัก ยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 คุณแม่ต้องรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น การนวดผ่อนคลายโดยการใช้โลชั่นกลิ่นที่คุณแม่ชอบจะช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลาย มีความสุข มีจิตใจที่แจ่มใสส่งผลต่อลูกในครรภ์ด้วยเช่นเดียวกัน
5.สัมผัสทางสายตา สามารถทำได้โดยการส่องไฟที่บริเวณหน้าท้อง โดยใช้เวลาไม่นาน เป็นสัญญาณไฟกระพริบ ห่างจากบริเวณหน้าท้องพอสมควร และมีแสงที่ไม่จ้าจนเกินไป จะทำในช่วงไตรมาสที่ 3 เพราะในช่วงนี้ลูกจะเริ่มลึมตา การกระตุ้นโดยการใช้แสงจะช่วยให้ลูกปรับสภาพการมองเห็น ควรทำในช่วงเย็นหลังคุณแม่ทานอาหารเสร็จ เพราะจะทำให้ลูกตื่นและนอนในเวลากลางคืนมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปรับตัวเตรียมพร้อมในการออกมาดูโลกอีกด้วย
มหัศจรรย์สัมผัสทั้ง5ที่คุณแม่ปฏิบัติต่อลูกนั้น จะเป็นสิ่งที่ช่วยงกระตุ้นให้ลูกในครรภ์มีการรับรู้ที่ดีมากขึ้น นอกจากนี้ถ้าคุณแม่มีจิตใจที่สบายและคิดในทางบวกก็จะส่งผลที่ดีต่อลูกในครรภ์ด้วย การที่คุณแม่ทานอาหารที่ครบ5หมู่และมีประโยชน์ต่อร่างกาย การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกาย รวมทั้งการพูดคุยกับลูก สิ่งทั้งหมดเหล่านี้เป็นวิธีการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับลูกที่ส่งผลที่ดีต่อพัฒนาการของลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ได้อย่างมหัศจรรย์ทีเดียวค่ะ
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์