เลือกเครื่องดื่มแก้ปัญหาใบหน้า

‘มุมสุขภาพ-กินดี’ สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องดื่มเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพที่บ่งบอกออกมาทางผิวหน้า แถมยังเชื่อมโยงกับดวงชะตา เพราะฉะนั้น อ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคล

ปัญหาผิวหน้าที่จะพูดถึงนี้ หลาย ๆ คนอาจเข้าใจว่า เกิดขึ้นตามสภาพผิว ใครดูแลผิวหน้าดีก็จะได้ผิวหน้าที่กระจ่างใส เรียบเนียน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ผิวหน้าที่มีปัญหายังมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ อย่างดวงชะตาที่กำลังเผชิญอยู่ในระยะนั้น ซึ่งเรื่องนี้ ‘คุณนันทวัฒน์ มั่นคง’ ผู้เชี่ยวชาญด้านโหวงเฮ้ง ได้กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ กินน้ำแล้วดวงดี

อย่างผู้ที่ใบหน้าดำหมอง แสดงว่า ดวงกำลังตก มีเคราะห์ร้าย ควรแก้ไขด้วยการดื่มน้ำเสาวรส หรือน้ำสับปะรด ขณะที่เจ้าของใบหน้าซีดเขียวนั้น กำลังไร้ซึ่งอำนาจ ถูกมองข้ามความสำคัญ ให้บรรเทาด้วยน้ำขิงต้ม น้ำโสม หรือน้ำซุปไก่

ส่วนผู้ที่มีผิวหน้าแห้ง เขาว่าการเงินติดขัด หมดที่พึ่งพา ลดปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยการซดน้ำซุปข้าวมันไก่ ในทางตรงกันข้าม หากมีใบหน้ามัน เป็นลักษณะหายนะ มุทะลุ จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ ให้ดื่มน้ำสำรองช่วยแก้ไขปัญหา

ใครที่มีหน้าแดงขึ้นผื่น บ่งบอกว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับคดีความ ถูกจับผิดคาดโทษ ให้เลือกกินน้ำต้มมะระกระดูกหมู แล้วถ้าหน้าขาวเหมือนแป้งสีเทา กำลังมีเรื่องเศร้า ผิดหวัง ควรกินน้ำต้มยำ น้ำต้มข่า หรือน้ำแกงส้มใต้ใส่ขมิ้น และคนที่มีใบหน้าเขียวคล้ำ หมายถึงผู้ที่มีความทุกข์มายาวนาน ให้เน้นดื่มน้ำสำรอง น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งจึงจะดี

สุดท้าย คือ ผู้ที่มีผิวหน้าแห้งกร้านและมีริ้วรอยเหี่ยวย่น บ่งบอกว่าทำงานหนัก ได้ค่าตอบแทนไม่คุ้มเหนื่อย สามารถบรรเทาได้ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวน้ำหอม โดยต้องเป็นแบบที่เนื้อมะพร้าวยังไม่แข็ง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาผิวหน้าที่เกิดขึ้นตามลักษณะข้างต้น ยังต้องอาศัยการดูแลสุขภาพด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทำความสะอาดผิวและใช้ครีมบำรุงผิวด้วย.

takecareDD@gmail.com
ที่มา เดลินิวส์

กินช็อกโกแลตดำระบายระดับฮอร์โมนความเครียดลดลง

นักวิจัยเชื้อชาติอินเดีย ได้อ้างว่าศึกษาพบว่าหากกินช็อกโกแลตดำวันละหนึ่งแท่ง จะช่วยลดระดับความเครียดลงได้

วารสารทางออนไลน์ส "งานวิจัยโครงสร้างโปรตีน" ได้รายงานผลการศึกษาเรื่องนี้ว่า ในการทดลองให้อาสาสมัครลองกินช็อกโกแลตดำวันละประมาณ 40 กรัม นาน 2 อาทิตย์ ทำให้ปริมาณของฮอร์โมนความเครียดในตัวลดลง นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่าช็อกโกแลตยังอาจช่วยแก้การขาดดุลทางชีวเคมีที่ เกี่ยวกับความเครียดได้ด้วย

นักวิจัยสุนิล กอชฮาร์ กับคณะได้ศึกษาเพื่อหาประโยชน์ของการบริโภคช็อกโกแลตทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะมุ่งศึกษาสารต่อต้านอนุมูลอิสระและอื่นๆในช็อกโกแลตดำ ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคทางกายอย่างอื่น ได้พบว่า เหล่าอาสาสมัครซึ่งยอมรับว่ามีความเครียดหนัก ปรากฏว่าระดับฮอร์โมนความเครียดได้ลดต่ำลง หลังจากกินช็อกโกแลตดำทุกวันมานานสองอาทิตย์.

วิธีการล้างผักผลไม้สะอาดปลอดโรค

ผักผลไม้สดมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากล้างไม่สะอาดก็อาจได้พยาธิ เชื้อโรค และสารพิษตกค้างซึ่งทำให้เกิดโรคพยาธิต่างๆ โรคบิด โรคอหิวาห์หรือโรคมะเร็งเป็นของแถม

ผักใบไม่เรียบหรือใบซ้อนกันเป็นชั้นๆ เช่น กะหล่ำ สะระแหน่ ผักกาดขาว ต้นหอม ล้างด้วยน้ำเปล่าหนึ่งรอบ จากนั้นเด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง เปิดน้ำจากก๊อกไหลผ่านและใช้มือถูตามใบผัก ประมาณ 2 นาที

ส่วนผักที่มีเปลือก ต้องปอกเปลือกออกก่อนแล้วนำไปล้างด้วยวิธีเดียวกัน ผลไม้ที่ทานทั้งเปลือก เช่น องุ่น ฝรั่ง ควรล้างน้ำเปล่าและแช่น้ำปูนใสประมาณ 5-10 นาที ทางที่ดีควรปอกเปลือกทิ้งหากไม่มั่นใจในความสะอาด

ที่สำคัญต้องล้างผักก่อนหั่นทุกครั้งเพื่อป้องกันสารอาหารจากผักเจือจางไปกับน้ำ.
ที่มา เดลินิวส์

10 ขั้นตอนบริหารใบหน้าชะลอแก่

‘มุมสุขภาพ-ยืดเส้นยืดสาย’ วันนี้เตรียมเคล็ดลับการบริหารใบหน้าด้วยท่วงท่าที่ใคร ๆ ต่างก็คุ้นเคย แต่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อนว่า ท่าทางการขยับส่วนต่าง ๆ บนใบหน้านั้น สามารถช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้ หากนำมาปฏิบัติอย่างเหมาะสม

เริ่มจากการ ‘เลิกหรือยกหน้าผากขึ้น’ ค้างไว้สักครู่แล้วแล้วลดหน้าผากลงในระดับปกติ จากนั้นจึง ‘ขมวดคิ้ว’ แน่นพอประมาณ ตามด้วย ‘การหลับตาให้แน่น’ หรือที่เรียกว่า หลับตาปี๋ นั่นเอง โดยให้หลับตาพร้อมกันทั้งสองข้าง

ต่อด้วย ‘การลืมตาเบิกกว้าง’ ทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน อย่ารอช้าเมื่อปรับดวงตาให้เป็นปกติแล้ว ให้ ‘ย่นจมูกขึ้น’ ค้างไว้ชั่วครู่ แล้ว ‘ฉีกยิ้ม’ ปานกับมีความสุขแบบสุด ๆ แล้วค่อย ‘ยิงฟัน หรือแยกเคี้ยว’ ให้เห็นฟันหน้าทุกซีกอย่างชัดเจน

ขั้นตอนต่อมา คือ ‘อ้าปากให้กว้าง’ แต่อย่าฝืนอ้าให้กว้างเกินความสามารถ เพราะอาจทำให้รู้สึกเจ็บที่มุมปากและริมฝีปาก แล้วเปลี่ยนมาทำ ‘ปากจู่’ ห่อปากให้เล็กแคบมากที่สุดสักครู่แล้วผ่อนคลายให้เป็นปกติ สุดท้ายเป็น ‘การบิดปากพร้อมกับจมูก’ โดยไปทั้งด้านซ้ายสลับด้านขวา

อย่างไรก็ตาม ทุกขั้นตอนข้างต้น ไม่ต้องใช้มือช่วยประคองเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแค่ขยับใบหน้าตามคำแนะนำ อย่างน้อยสักวันละ 1 เซ็ต ถือเป็นการบริหารใบหน้า ยืดหยุ่นผิวได้ดี ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเอามือเท้าคางจนทำให้ผิวหน้าย่นเป็นเวลานาน รวมทั้งการขยี้ตา เนื่องจากทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย.

takecareDD@gmail.com
ที่มา เดลินิวส์

คุณแม่บ้านไหนไม่อยาก "แก่ก่อนวัย" อ่านทางนี้


จะว่าไปแล้ว สมัยนี้ใครๆ ก็อยากสวย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน หรือคุณแม่บ้านก็ตาม จึงไม่แปลกนักที่เห็นคุณแม่หลายบ้านยังสวยสาวเปร่งประกาย เชื่อได้เลยว่าแต่ละคนคงจะมีเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพให้ดูอ่อนกว่าวัยที่แตกต่างกันออกไป แต่วันนี้ทีมงาน Life & Family มีอีกเคล็ดลับที่จะทำให้คุณแม่บ้านทั้งหลายสวยใสได้ไม่แพ้กับคุณลูกกันเลยค่ะ

กับเคล็บลับการกดจุดบนใบหน้า "พนิดา แซ่ตั้ง" ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การกดจุดและผู้ฝึกอบรมของ The Skin Doctors กล่าวว่า ศาสตร์การกดจุด มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนและอินเดีย โดยเป็นศาสตร์ที่ใช้บำบัดโรคต่างๆ ได้ โดยเฉพาะการกดจุดเพื่อดูแลเรื่องผิวพรรณ เพราะการกดจุดบนใบหน้าเป็นการกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองและระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานดีขึ้น เพราะบนใบหน้าของคนเรามีเส้นฝอยอยู่จำนวนมาก และเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่แพ้ง่าย ที่สำคัญยังสามารถช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยและช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสอีกด้วย

สำหรับคุณแม่บ้านที่มีปัญหาเรื่องของการแต่งหน้าแล้วไม่ติดทนนาน การกดจุดบนในหน้าก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะจะช่วยกระตุ้นให้ผิวผลัดเซลล์ที่ตายได้เร็วขึ้น จึงปราศจากเรื่องฝ้าและสิวเรื้อรัง ทำให้หนเาเนียนเรียบจะแต่งหน้าโทนไหนๆ ก็ดูดี ส่วนวิธีในการกดจุด จะเน้นการกดจุดเพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้า เพราะการใช้นิ้วนางจะเป็นนิ้วที่มีแรงกดเบาที่สุด จึงไม่เกิดริ้วรอยในขณะที่กดอีก ตรงข้ามทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าแข็งแรง ริ้วรอยตื้นขึ้นและดูจางลง ผิวตึงกระชับไม่หย่อนคล้อย ผิวหน้าสดใส ไม่หมองคล้ำ

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การกดจุด ได้แนะนำวิธีการกดจุดบนใบหน้าที่สามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้านดังนี้

STEP ที่ 1
เริ่มกดจุด โดยเริ่มจากวางนิ้วชี้และนิ้วนางขวาและซ้ายที่ปลายจมูก จากนั้นวนออกด้านข้าง โดยทิ้งน้ำหนักมืออย่างพอดีตามจุดต่างๆ ดังภาพ
STEP ที่ 2
เริ่มกดจุดโดยวางนิ้วชี้และนิ้วนางขวาและซ้ายที่ปีกจมูก แล้ววนออกใต้โหนกแก้ม วนขึ้นสู่ปลายคิ้ว อย่างช้าๆ ดังภาพ
STEP ที่ 3
เริ่มกดจุดโดยวางนิ้วชี้และนิ้วนางขวาและซ้ายที่ปลายคาง วนขึ้นไปตามกรอบใบหน้า ไล่ไปจนถึงปลายคิ้วทั้ง 2 ข้าง ดังภาพ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การกดจุดท่านนี้ยังบอกอีกว่า ถ้าอยากให้การกดจุดบนใบหน้าเกิดประสิทธิผลที่ดี ควรทำควบคู่กับการทาครีมบำรุงผิวทุกเช้าและก่อนนอน หรืออย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ระหว่างการกดจุดให้นับ1-3 ด้วยโดยใช้เวลาในการกดประมาณ 10 นาที หรือใครทำเป็นประจำก็จะดีไม่น้อย เพราะการกดจุดสามารถล้างพิษที่สะสมในร่างกายได้โดยไม่ต้องซื้อครีมบำรุงผิวที่มีราคาแพง หรือการพึ่งการศัลยกรรมเท่านี้คุณแม่ก็สวยได้ด้วยวิธีธรรมชาติ
ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์