วิธีหาเงินบนโลกไอที (37) : "เครือข่ายสังคม"เล่นไม่ดีมีเจ๊ง

วิธีหาเงินบนโลกไอที (37) : "เครือข่ายสังคม"เล่นไม่ดีมีเจ๊ง นาทีนี้เชื่อว่าคนไทยหลายคนรับรู้พิษภัยของการวางใจบริการเครือข่ายสังคมมากเกินไปแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เครือข่ายสังคมนี้เองที่สามารถเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยม ให้นักเจาะระบบค้นหาข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อเพื่อตอบใน"คำถามกันลืม"แล้วจึงรับรหัสผ่านกลับมาแบบสบายๆ ฉะนั้น สัปดาห์นี้ บทความชุด"ทำเงินบนโลกไอที"จึงขอเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเสนอวิธีการลดความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้คุณ"ไม่ต้องเสียเงินบนโลกไอที"แบบที่หลายคนตกที่นั่งลำบากมาแล้ว

***เตือนภัยการใช้ Social Network อาจทำให้หมดตัว
(โดย ปริญญา หอมเอนก ACIS Professional Center)

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเว็บไซต์ในกลุ่ม Social Network หรือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต ได้แก่ Facebook Hi5 และ Twitter นั้น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากสถิติการใช้งานที่เพิ่มสูงมากขึ้นในระยะเวลาไม่กี่เดือน (ดูรูปที่ 1) หรือ จากภาพข่าวหรือกิจกรรมทางการตลาดที่ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมกันอย่างมากมาย

ผู้ใช้งาน Social Network มีตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงวัยเกษียณอายุ โดยการใช้งานส่วนใหญ่เป็นการ Post รูปภาพ กิจกรรม ส่วนตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งที่บ้าน เพื่อแสดงให้เพื่อนในกลุ่มของตนเองได้ดูรูปภาพต่างๆพร้อมกับแสดงความคิดเห็นต่อกิจกรรมของตน

ยุคของคน Generation-Y

ผู้ใช้เว็บไซต์ Social Network ส่วนใหญ่นั้นเป็นบุคคลที่เรียกได้ว่าอยู่ในยุคของ Generation-Y (Gen-Y) ที่เติบโตมาพร้อมกับสารพัดเทคโนโลยี และ ความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ อยากได้อะไรก็เพียงค้นหาในอินเทอร์เน็ต

บุคลิก และนิสัยของคนในยุคนี้จึงเป็นคนใจร้อน ชอบอะไรที่รวดเร็วทันใจ ทำงานเร็ว ชอบดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ และติดต่อสื่อสารกัน และ มักจะ Post ข้อความหรือรูปภาพกิจกรรมของตนในเว็บไซต์ Social Network ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ที่เป็นต้นเหตุของการถูกขโมย Account ของระบบ Online ต่างๆ ที่เรามีอยู่

โดยเมื่อเราสมัครใช้ eMail ผู้ให้บริการมักจะให้เราตั้งคำถามกันลืม (Secret Question) และคำตอบเพื่อใช้ในการกำหนดรหัสผ่านใหม่ Hacker มักจะใช้ช่องทางนี้ในการเจาะรหัสผ่าน eMail ของเราโดยจะเข้าไปค้นหาคำตอบของคำถามกันลืมในเว็บไซต์ Social Network ของเรา

ลองคิดดูว่าหากเราตั้งคำถามง่ายๆ เช่น “ชื่อสัตว์เลี้ยงของฉัน” ในขณะเดียวกัน เราก็แสดงชื่อของสัตว์เลี้ยงตัวโปรดไว้ใน Facebook เพียงเท่านี้ Hacker ก็สามารถเจาะ eMail Account ของเราได้อย่างไม่ยากเย็น

รหัสผ่าน eMail ที่เดียวเข้าได้ทุกระบบ ???

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าข้อมูลที่เป็นความลับมักจะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนได้เป็นอย่างดี และ คงเป็นไปได้ยากที่จะเจาะรหัสผ่านของเว็บไซต์ Facebook Hi5 หรือ Hotmail Gmail เข้าไปได้อย่างง่ายๆ เพราะล้วนเป็นเว็บไซต์ระดับโลก

แต่อย่าลืมว่า eMail ที่เราสมัครเพื่อใช้งานเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านั้นก็คือ eMail ส่วนตัวที่เราใช้งานมานาน บาง Account อาจจะเกิน 5 ปี หรือ 10 ปี กลายเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่หากหายไปก็จะทำให้เกิดความทุกข์ใจได้ เนื่องจากใน eMail ของเรานั้นมีทั้งข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการทำงาน ข้อมูลการเรียน หรือแม้กระทั่งข้อมูลการเงิน

ย้อนกลับไปในอดีตลองคิดทบทวนดูว่า เราใช้ eMail เพื่อสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ต่างๆมากี่เว็บไซต์แล้ว และลองคิดดูว่าเมื่อเราสมัครเป็นสมาชิกกับเว็บไซต์เหล่านั้น เขามักจะให้เราตั้งรหัสผ่านเพื่อเข้าใช้งานในส่วนของสมาชิก ถึงตรงนี้มีคำถามเพิ่มว่าเราใช้รหัสผ่านเดียวกันกับ eMail ของเราหรือไม่ และไม่ว่าสมัครกี่เว็บไซต์ก็ใช้รหัสผ่านเดียวกันหมดใช่หรือไม่ คำถามนี้ผมมั่นใจว่า กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าใช่ เนื่องจากหากตั้งรหัสผ่านไม่เหมือนกันอาจทำให้จำรหัสผ่านไม่ได้ และนั่นหมายความว่าหากเว็บไซต์เหล่านั้นโดนเจาะระบบ หรือ ผู้ดูแลเว็บไซต์มีเจตนาที่ไม่ดีแล้ว eMail ของเราจะเป็นของเราคนเดียวหรือไม่

ระบบทุกระบบที่เราใช้ไม่ใช่เพียงแค่ Facebook หรือ Hi5 เท่านั้น ยังมีระบบการเงิน เช่น Internet Banking ระบบสมัครงาน หรือ แม้กระทั่งข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดของเราที่มีอยู่ใน eMail ก็อาจจะถูกใครต่อใครนำไปเปิดเผยหมดแล้วก็เป็นไปได้

ดังนั้นหลังจากที่อ่านบทความนี้แล้ว เราควรนำข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับรหัสผ่านออกจากเว็บไซต์ Social Network และ รีบเปลี่ยนรหัสผ่าน eMail ในทันที

และไม่ใช่แค่เปลี่ยนรหัสผ่านแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น แต่ควรเปลี่ยนบ่อยๆเท่าที่เราจะทำได้ เพราะจากการที่ผมได้มีโอกาสศึกษารูปแบบการตั้งรหัสผ่านของคนไทยจำนวนมากพบว่า การตั้งรหัสผ่านไม่พ้น เบอร์โทรศัพท์มือถือ ชื่อเล่น ชื่อสัตว์เลี้ยง หรือ คำที่ตนเองชื่นชอบ ซึ่งการตั้งรหัสผ่านแบบนี้ในทางความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศถือว่าสามารถจะถูกเจาะได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

ดังนั้นเราควรตั้งรหัสผ่านที่ดี โดยมีหลักการคือ รหัสผ่านต้องคาดเดายาก ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเรา ความยาว 8 ตัวอักษรขึ้นไป มีการผสมอักขระที่ซับซ้อนทั้งตัวเลข อักษรตัวเล็ก ตัวใหญ่และเครื่องหมายพิเศษ (!@#$%^&*())_+=) ก็จะทำให้เรารอดพ้นจากภัยคุกคามจากโลกไซเบอร์ไปได้ในระดับหนึ่ง

ภัยจากการใช้ Social Network ไม่ได้มีเพียงเท่านี้นะครับ ท่านผู้อ่านสามารถติดตามรูปแบบภัยและเทคนิคต่างๆของ Hacker ได้ที่งาน SNSCON 2010 (Social Networking Security Conference) หรือ ที่ Web Site http://www.acisonline.net/snscon2010/

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที (39) : 3G-Cloud เกิด E-Commerce เปลี่ยน

วิธีหาเงินบนโลกไอที (39) : 3G-Cloud เกิด E-Commerce เปลี่ยน ในเมื่อวิถีการสื่อสารของมนุษย์ยังถูกปฏิวัติโดย 3G ขณะเดียวกัน วิถีการทำงานของมนุษย์ก็ถูกยกระดับขึ้นโดย Cloud Computing นับประสาอะไรกับวิถี E-Commerce หรือการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่จะมีแรงต้านเฮอร์ริเคน 2 ลูกนี้

"พูนลาภ ชัชวาลโฆษิต" ผู้มีดีกรีเป็นเบื้องหลังการดำเนินยุทธศาสตร์การค้าออนไลน์แห่งอาณาจักรซีพี จะพาชาวผู้จัดการไซเบอร์ไปเห็นถึงช่องทางใหม่ที่คนอีคอมเมิร์ชไทยสามารถเปลี่ยนแปลงกระแสที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาสงามในตลาดโลกได้ โดยไม่ต้องทนงมเข็มในมหาสมุทรอีคอมเมิร์ชแบบเก่าอย่างเดียว

***อีคอมเมิร์ชยุคหน้า ภายใต้อิทธิพล 3G และ Cloud Computing
โดย พูนลาภ ชัชวาลโฆษิต

แม้จะมีคำประกาศจากเว็บที่ให้บริการหลายรายว่าจะผลิกโฉมวงการ E-Commerce ของไทย แต่ความล้าหลังของ E-Commerce ของไทยยังปรากฏอย่างชัดเจนทุกครั้งที่มีใครเริ่มผลิกโฉมวงการ E-Commerce ด้วย Internet อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดไม่ได้แปลว่าประเทศไทยไม่ได้เดินหน้าเข้าสู่ E-Commerce ยุคใหม่เช่นเดียวกับต่างประเทศ ถ้าอย่างนั้นสถานภาพ E-Commerce ของเมืองไทยจะเป็นเช่นไร ขอเชิญท่านผู้อ่าน Manager Online มาร่วมพิจารณาไปพร้อมกับผู้เขียนกันเลยครับ

E-Commerce ในปัจจุบันนั้น หมายความถึงการทำธุรกิจในหลากหลายรูปแบบและหลากหลายประเภทผ่านเครือข่ายสื่อสาร ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ต้องเป็นการค้าปลีกเปิดหน้าร้านขายของประมูลของผ่านเครือข่าย Internet เท่านั้น

หากท่านผู้อ่านสามารถทำธุรกิจผ่านระบบหรือเครือข่ายสื่อสารแล้วให้มีชำระเงินกันผ่านระบบเครือข่าย ก็น่าจะอยู่ในขอบเขตของคำว่า E-Commerce เช่นกัน เราลองมาพิจารณาตัวอย่างดังต่อไปนี้กันนะครับ

กรณีเป็นสินค้า

ถ้าเราทำการนำเสนอขายสินค้าของบริษัทซึ่งอาจจะเป็นสินค้าประเภทใดก็ได้ผ่าน VDO conference ที่อยู่บนเครือข่ายโทรศัพท์แบบ 3G ในระหว่างที่ต้องไปประชุมกันที่สาขาของบริษัท ในอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ เราสามารถนำเสนอกระบวนการผลิตจากสถานที่จริงให้ลูกค้าดูได้ว่า เราผลิตได้อย่างไร ปลอดภัยไร้สารพิษตกค้างไปถึงลูกค้าหรือไม่

ลูกค้าก็ดูเลย ถามกันสดๆ ไป หรือหากมีข้อเปรียบเทียบ หรือมีตัวอย่างหรือรูปแบบที่อยากให้เราผลิตให้ตามแบบที่ต้องการ ก็สามารถเตรียมมาเราก็ดูได้เลย เมื่อคุยกันเสร็จ เราก็ให้เขาทำการชำระเงินผ่านระบบ หรือโอนเงิน หรืออะไรก็ได้มาให้เรา

ซี่งสินค้าที่เราสามารถดำเนินการในรูปแบบนี้ได้ ก็ต้องเรียนว่า เป็นสินค้าอะไรก็ได้ครับ ตั้งแต่สินค้าเกษตร แบบพืชผักผลไม้ ปศุสัตว์ ทั้งแบบที่ผลิตส่งเลย และแบบแปรรูป หรือจะเป็นการทำหุ่นยนต์เหล็กจากเศษเหล็ก ที่พักอาศัย สินค้าจากอุตสาหกรรมรถยนต์ อะไหล่ และอุปกรณ์เสริม อุปกรณ์ตกแต่ง สินค้าอีเล็กทรอนิกส์ สินค้าประเภทเครื่องใช้อุปโภคบริโภค เฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน

เพียงแต่เราจัดสถานที่ของเราไว้เลย ให้รองรับการสร้างประสบการณ์แบบนี้ได้ ก็จะได้ความแปลกใหม่ในการขายสินค้าพร้อมกับประสบการณ์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวก็จะทำให้ที่ทำงานของเราค่อนข้างจะดูดีน่าทำงานซึ่งจะสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีให้กับพนักงานของเราไปด้วย

และเมื่อเราพัฒนาทั้งหมดให้กลายระบบ มีกล้องวีดีโอถ่ายของจริงแบบอัตโนมัติเตรียมไว้ด้วย จนถึงระบบชำระเงิน นี่ใช่ E-Commerce หรือไม่ ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่อธิบายมาข้างต้นนั้นมันน่าจะเรียกว่า E-Commerce ในยุคของ Creative และ Service Economy แถมพ่วงด้วย Experience Marketing กันเลยทีเดียว ไร้ข้อจำกัดในประเภทของสินค้า ไม่ใช่ต้องมีคนกลางมาเปิดเว็บขายเหมือนเป็นห้างสรรพสินค้ากันอีกต่อไป

เพื่อขยายความให้ท่านผู้อ่านได้นึกภาพตามได้ทันกับตัวอย่างแรกไปนะครับ ท่านผู้อ่านอาจจะสังเกตได้ว่า ปัจจุบันอุปกรณ์ประเภท Audio/Video นั้นมีการพัฒนาไปมาก และราคาถูกลงอย่างมาก เราสามารถซื้อ LCD TV ขนาดจอภาพ 50” ได้ในราคาเพียงไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น ย่อมหมายถึง ในปีหน้าแทบทุกบ้านน่าจะมีเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีจอภาพขนาดไม่ต่ำกว่า 25-30” กันแล้ว

หากมองไปที่องค์กร ก็คงต้องมีเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 50” ในห้องประชุมเป็นแน่ เรียกว่าเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องหนึ่งมีขนาดเท่ากับหน้าต่างหรือประตูบานหนึ่งเลยทีเดียว

ที่สำคัญตอนนี้พวกเราก็ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีเทคโนโลยีจอภาพแบบ 3D และ HD กันแล้วด้วย ระบบเสียงก็เป็น HiFi Stereo แบบรอบทิศทางกันหมดแล้ว ยิ่งทำให้คุณภาพของภาพและเสียงที่ออกจากอุปกรณ์เหล่านี้ดีและชัดตามที่ต้องการกันเลยทีเดียว

ด้วยขนาดของจอภาพที่กล่าวมาข้างต้น หมายความว่า พวกเราจะสามารถสื่อสารกันในรูปแบบ VDO conference ระหว่างกันได้บรรยากาศเหมือนพวกเราคุยกันผ่านหน้าต่างหรือประตูกันเลยทีเดียว เราสามารถส่งข่าวสารที่เป็นภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหวที่ชัดเจนสมจริงกันได้ ดังนั้นเมื่อมีระบบเครือข่ายที่มีความเร็วสูงย่อมจะทำให้เกิดการสือสารเช่นนี้ได้

ผู้เขียนจะขอขยายภาพเพิ่มเติมจากข้างต้นอีกเล็กน้อย ว่าท่านผู้อ่านสามารถเพิ่มการบริการใส่เข้าไปในดำเนินธุรกิจแบบ E-Commerce ในยุคของ Creative และ Service Economy แถมยังมีรูปแบบของ Experience Marketing ร่วมไปด้วยได้อย่างไรอีกบ้าง ดังนี้ครับ

สมมติว่า สินค้าของผู้เขียนเป็นสินค้าเกษตรขายผ่านระบบไปยังต่างประเทศ เราสามารถมีบริการเสริมกับลูกค้าของเราได้ อาทิ การสอนทำอาหารไทยด้วยวัตถุดิบจากประเทศไทย การกินอาหารแบบบรรยากาศในประเทศไทยโดยมี VDO ที่ถ่ายทำจากสถานที่จริงของตลาดน้ำ แม่น้ำ ภูเขา ชายทะเล ฯลฯ ในประทศไทย หรือประเทศใดๆ ที่เราคัดสรรกันมาแล้ว หรือกระทั่งฟังดนตรีจากศิลปินไทยพื้นบ้าน เพียงลูกค้าสมัครซื้อวัตถุดิบจากเรา และมีห้องที่มีเครื่องรับโทรทัศน์ที่ชมได้สะดวก ซึ่งด้วยขนาดและศักยภาพของจอภาพเครื่องรับโทรทัศน์ก็สามารถจะสร้างบรรยากาศดังกล่าวได้ไม่ยากเย็นนัก

นอกจากรูปแบบของการขายสินค้าร่วมกับบริการที่เสริมเข้าไปเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยกมาข้างต้นแล้ว บางอย่างที่เป็นบริการล้วนๆ ก็ยังสามารถดำเนินการได้ เช่น การศึกษาทางไกล ในเส้นทางที่พวกเรากำลังจะเดินหน้าเข้าสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจแบบอาเซียน + 3 เราสามารถที่จะขายการเรียนการสอนในรูปแบบที่มีการโต้ตอบ หรืออาจจะไม่โต้ตอบเมื่อเป็นการเรียนแบบ 24 ชั่วโมงตามผู้เรียนต้องการได้ โดยการผ่านระบบเครือข่ายความเร็วสูง ให้กับลูกค้าของเราที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจอาเซียน + 3 ได้

มีผู้คนมากมายอยากเรียนรู้การทำอาหารแบบไทย ศิลปะแบบไทย กีฬาแบบไทย โดยที่ไม่ได้อยากจะเดินทางไปกลับเมืองไทยตลอดเวลา หรือมาอยู่ที่ประเทศไทยนานๆ และเช่นเดียวกัน เราเองก็อยากจะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ บันเทิง และศิลป จากประเทศอื่นในเขตเศรษฐกิจอาเซียน + 3 เช่นกัน

ด้วยเครือข่ายความเร็วสูง รวมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของการนำเสนอข้อมูล อย่างอุปกรณ์ Audio/Video รุ่นใหม่ ย่อมเอื้อต่อการดำเนินการดังกล่าวได้

หันกลับมาธุรกิจ E-Commerce ของบ้านเรา พื้นฐานที่เราคิดหรือที่เราพูดคุยกันอยู่นั้นเป็น E-Commerce รุ่นแรกที่ได้ล่มสลายไปแล้ว ตั้งแต่ครั้งยุคฟองสบุ่ดอทคอม ราวปี 2000 เป็นยุคที่คิดว่า ทุกคนจะวิ่งเข้าไปใน Internet เพื่อซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งก็มีส่วนถูก แต่นั่นเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กของโลกเท่านั้น ดังนั้นรูปแบบของ E-Commerce จึงถูกพัฒนาให้กลายเป็น Brick & Click โดย Brick หมายถึง การดำเนินธุรกิจอยู่นอก Internet และ Click คือ การดำเนินธุรกิจส่วนที่อยู่ใน Internet มานานเกือบสิบปีแล้ว แต่บ้านเรายังมีมุมมองของ Click อย่างเดียว

ท่านผู้อ่านลองมองดู จะเห็นแม้แต่พวกที่เป็น Click เดิมและเป็นผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่พยายามจะพัฒนารูปแบบของธุรกิจของตนเองให้เป็น Brick & Click อาทิ

• Amazon.com มี Kindle เป็นเครื่องมือในการใช้บริการจากเว็บ Amazon.com
• Barns and Noble ก็มี Nook
• Google ก็มี Android ซึ่งจะถูกกระจายไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็น Smart Phone, Netbook ฯลฯ
• Microsoft มี Zune, Windows Phone, Xbox และคอมพิวเตอร์อีกนับร้อยล้านเครื่อง
• Hi5, Facebook และ Twitter ก็สามารถใช้งานได้จากเครื่องโทรศัพท์มือถือ
• Apple ก็มี iPhone, iPAD, iTunes และ iPOD
• ฯลฯ

ดังนั้นหากอยู่ในกรอบนี้ของผู้เขียนบริการที่มี Call Center ร่วมด้วยอย่าง 7Catalog, ค่ายเพลงต่างๆ, การจอง/ซื้อตั่วเครื่องบิน รถทัวร์ ผ่าน Counter Service หรือเว็บ, TV Direct ที่มีการชำระเงินผ่านระบบ ก็ล้วนแล้วแต่เป็น E-Commerce

แต่ที่บ้านเรายังมีการซื้อขายผ่านระบบกันน้อย ก็ด้วยความที่ยังติดภาพของ E-Commerce ยุคล่มสลายอยู่นั่นเอง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงของ E-Commerce นั้นไม่มีที่ใดเลย นอกจากประเทศไทย ที่จะมอง E-Commerce เป็น Internet และพยายามที่จะให้ผู้คนเข้าไปยังเว็บของตนเองเพื่อจับจ่ายซื้อของ

ดังนั้นหากท่านผู้อ่านสนใจที่จะพัฒนาธุรกิจของตนเองด้วยรูปแบบของ E-Commerce ท่านก็ต้องคิดหาทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขั้นตอนหรือกระบวนการตั้งแต่ผลิตจนถึงมือของลูกค้า โดยมูลค่าเพิ่มที่เกิดกับขั้นตอนหรือกระบวนการดังกล่าวนั้น ต้องเป็นมูลค่าเพิ่มที่ท่านสามารถสร้างรายได้ให้กับท่านได้ อย่าพยายามจำกัดรูปแบบของธุรกิจของท่าน เช่น ต้องชำระด้วยบัตรเครดิต หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ขอให้คิดว่าโดยมีจุดมุ่งหมายคือ การที่ลูกค้ายินดีรับสินค้าและบริการของท่านแล้วจ่ายเงินที่สามารถทำให้ท่านมีกำไรโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณธรรม และถูกกฏหมาย

เบื้องหลังระบบเครือข่าย คือ Cloud Computing และ Ubiquitous Network

ซึ่งถือว่าโชคดีที่ประเทศไทยกำลังมีความพร้อมในทุกด้านกับรูปแบบของ E-Commerce ที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ข้างต้น การเติบโตของ E-Commerce ในต่างประเทศนั้น ไปกับความเร็วของระบบเครือข่าย และศักยภาพในการประมวลผลข้อมูลของผู้ให้บริการ

ซึ่งเดิมนั้นบ้านเรายังติดปัญหาที่ไม่สามารถเปิดประมูลได้ แต่เราก็กำลังเดินหน้ามุ่งที่จะเปิดให้บริการ Ultra Hi-Speed Internet และ Broadband Network ให้ได้ ทำให้นอกจากจะมีการเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบการให้บริการเครือข่าย 3G กันแล้ว ยังจะมีการเปิดใบอนุญาต Wi-Max อีกด้วย

ซึ่งพอเราเริ่มมีโครงข่าย 3G หรือ Wi-Max เข้ามาก็จะเริ่มสามารถทำให้เกิดรูปแบบของการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ระบบเครือข่ายความเร็วสูงเกิดขึ้น ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน อาทิ

Ultra Realistic Communication

การสื่อสารแบบ VDO conference ทั้งใช้ในองค์กร ใช้กันในหมู่ครอบครัว ที่บ้านกับเพื่อนหรือญาติในที่ห่างไกลหรือต่างประเทศ หรือใช้กับการทำธุรกิจดังตัวอย่างที่กล่าวมาข้าต้น

Real World Web

ตำแหน่งที่อยู่ของเรา ที่พักอาศัยของเรา ที่ทำงาน สถานที่สำคัญต่างๆ สถานที่ท่องเที่ยว โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ รอบตัวเราทั้งหมดจะถูก plot บนแผนที่แบบเสมือนจริง คือ มีข้อมูลที่ถูกต้องจริงๆ ไม่ใช่ระบบแผนที่ซึ่งคลาดเคลื่อนที่ใช้กันเกลื่อนไปทั้งเมืองแบบปัจจุบัน นั่นหมายความว่า เราจะสามารถรู้ได้ว่า เรากำลังอยู่ที่ไหน เราจะไปตำแหน่งที่เราต้องการได้อย่างไร และตำแหน่งที่เราต้องการนั้นพร้อมให้บริการเราอยู่หรือไม่ ระหว่างทางจากตำแหน่งที่เราอยู่จนถึงตำแหน่งเป้าหมายเรามีอะไรอยู่บ้าง ฯลฯ เสมือนว่ามีตัวเรา และสิ่งที่อยู่รอบตัวเราอยู่ในระบบจริงๆ

Ubiquitous Sensor Device/Gadget

เขาบอกว่า บนโลกที่เราอยู่นี้ ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง เรามักจะมีคอมพิวเตอร์อยู่รอบตัวเราเพียง 1 เครื่องที่ทำงานแบบ Active อยู่ แม้ว่าเราจะมีคอมพิวเตอร์อยู่หลายเครื่องก็ตาม อย่างผู้เขียนมี คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง Notebook 1 เครื่อง และมี Smartphone 1 เครื่อง แต่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งก็ยังใช้มันได้เครื่องเดียวอยู่ดี หรือไม่ก็ต้องสั่งให้มันทำงานทิ้งไว้ เช่น อีกเครื่องหนึ่งอาจจะเปิดภายนต์ไปด้วย แต่นั่นก็คือ ผู้เขียนต้องไปดำเนินการบางอย่างทิ้งไว้

แต่ด้วยระบบเครือข่ายความเร็วสุง และอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่มีความสามารถเรียกว่า Ubiquitous Sensor ซึ่งหมายถึง อาจจะเป็นอุปกรณ์เดิมๆ ที่เราคุ้นเคย แต่เพิ่ม sensor กับชิ้นส่วนของโทรศัพท์มือถือ เข้าไปทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถเก็บข้อมูล หรือทำการตอบสนองกับเราได้

Ubiquitous Sensor Device/Gadget มีการใช้อย่างมากมายในประเทศที่เปิดให้บริการเครือข่ายระบบ 3G เรียกได้ว่า ติดกันทั้งประเทศ ใช้ตั้งแต่ในภาคอุตสาหกรรมเกษตร ใช้กับระบบขนส่งมวลชน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและภาคธุรกิจ ด้านสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า ฯลฯ ซึ่งเมื่อนำมาเสริมกับ Digital Map รุ่นใหม่ ก็จะทำให้เกิดข้อมูลเชิงพื้นที่ (Location Base) จำนวนมหาศาล แต่นั่นก็จะกลายเป็นปัญหาตามมาว่า เมื่อมีอยู่ทั่วไป และยังสามารถรับส่งข้อมูลจากระบบเครือข่ายได้ แล้วอะไรล่ะที่จะมาประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่วิ่งไปวิ่งมาผ่านระบบเครือข่ายความเร็วสูง

Social Network ที่เติบโตมากกว่าเดิม

แน่นอนว่า ขนาดที่เรายังสื่อสารกันด้วยความเร็วบ้างไม่เร็วบ้างอย่างในปัจจุบัน แต่ความนิยมในบริการบน Internet ที่เรียกว่า Social Network ก็มีการใช้งานอย่างมากมาย ดังที่เราเห็น และหากว่าระบบเครือข่ายเร็วขึ้นแน่นอนว่า บริการแบบ Social Network สำหรับบ้านเราคงจะพัฒนาขึ้นไปอีกมาก และทำให้ชิวิตมีความน่าอยู่มากยิ่งขึ้นไปอีก

Cloud Computing

จากปัญหาข้างต้นที่ว่า หากมีการรับส่งข้อมูล หรือข้อมูลที่วิ่งไปวิ่งมาจากอุปกรณ์ต่างๆ ในพื้นที่ซึ่งน่าจะมีอย่างมากกมายน่าจะก่อให้เกิดข้อมูลอย่างมาก เมื่อมีข้อมูลมหาศาลย่อมจะต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ประมวลผลที่มีศักยภาพรองรับได้อยู่ด้วย และด้วยความที่นอกจากมีข้อมูลมหาศาลแล้ว ยังต้องรองรับการเติบโตของข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลเหล่านั้นด้วย ซึ่งพอมีปริมาณมหาศาลแล้ว ก็ส่งผลต่อการวางแผนในการจัดการกับ Hardware และ Network ที่จะมารองรับ แต่การขยายหรือเพิ่มความเร็วในระบบเครือข่ายนั้นค่อนข้างจะเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แต่การเพิ่มศักยภาพในการประมวลผลให้มีความ Dynamic ด้วยนั้นค่อนข้างจะเป็นไปได้ยาก ซึ่งต้องถือว่า คำถามนี้ได้เกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ ไล่ๆ กันทั่วโลก โดยเฉพาะกับผู้ให้บริการ Internet Service รายโหญ่ของโลก จึงเป็นที่มาของการเกิดเป็นระบบคอมพิวเตอร์เพื่อรองรับความต้องการในการประมวลผลแบบไม่จำกัด นั่นคือ Cloud Computing

ในส่วนของ Google นั้น เกิดปัญหาคล้ายกันเพียงแต่เกิดจากความนิยมในการใช้บริการของ Google ทั้ง Search Engine, Gmail, Google Doc, Google Map/ Google Earth ทำให้ระบบพื้นฐานของ Google ไม่สามารถรองรับกับปริมาณการใช้บริการอย่างมหาศาลได้

คุณลักษณะของความต้องการในการใช้บริการ Cloud Computing และเป็นคุณลักษณะของ Cloud Computing ด้วย นั่นคือ

• On-Demand Self-service บน Cloud Computing ระบบจะเป็นการให้บริการกับผู้ใช้ที่ไม่ต้องมีทักษะสูงนัก
• Ubiquitous Network Access เหมาะกับระบบที่ต้องการเข้าถึงได้จากทุกที่ ผ่านเครือข่าย Internet
• Location independent resource pooling ผู้ใช้บริการแทบจะรู้เลยว่า ระบบหรือเครื่องกลางอยู่ที่ใด
• Rapid Elastic มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
• Pay per use มีการค้ดค่าใช้จ่ายตามที่ใช้จริง บางทีเรียกว่า Utility Computing คือ เราจ่ายค่าบริการ Cloud Computing เหมือนกับการใช้บริการไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ และทางด่วน ที่เราจะชำระตามที่เราใช้จริง เราจะไม่จ่ายเมื่อเราไม่ได้ใช้

นอกจากคุณลักษณะข้างต้นแล้ว Cloud computing ยังมีรูปแบบในการให้บริการที่หลากหลาย นั่นคือ

• Cloud Infra เป็นการให้บริการเฉพาะ CPU, Memory, Storage, Network เหมือนที่ Amazon มีให้บริการ
• Cloud Platform เป็นการให้บริการกับนักพัฒนา เหมือนที่ Google ให้บริการผ่าน Hi5 นักพัฒนาไม่ต้องลงทุนหรือพัฒนาระบบใหญ่โต แต่มาใช้บริการบน Google App Engine แล้วพัฒนาบริการอย่างที่ตนเองชอบแล้วขายให้ได้
• Cloud Software เป็นการให้บริการ Software ชุดแบบที่เราต้องการ เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับการขายสินค้า, ซอฟต์แวร์สำหรับถ่ายทอดสัญญาณ VDO, ซอฟต์แวร์สำหรับทำบัญชี, ซอฟต์แวร์สำหรับงานบริหารงานบุคคล, ซอฟต์แวร์สำหรับการตลาด หรือการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ฯลฯ เรียกได้ว่า ท่านสามารถเปิดสำนักงานอยู่บน Internet ได้เลยทีเดียว

และบริการทั้งหมดสามารถนำมาประกอบกันเป็นระบบต่างๆ ข้างต้น ตามที่ท่านต้องการได้อีกด้วยไม่ว่าจะพ่วงเข้าไปกับระบบ Call Center, ระบบ Ware House Logistic ฯลฯ

Cloud Computing กับ E-Commerce

ประเด็นสำคัญที่สุดที่ทำให้ Cloud Computing เข้ามาสนับสนุน E-Commerce นั้นอาจจะไม่ใช่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีว่า สามารถทำให้เกิดพลังในการประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ เพราะนั่นน่าจะเกิดหลังจากที่ธุรกิจได้พัฒนาเติบโตไปแล้ว หรือการมี Hi-Speed Network ที่ทำให้เกิดรูปแบบของUbiquitous Network ส่งผลให้เกิดการสื่อสารรูปแบบใหม่

แต่เป็นรูปแบบของระบบที่สามารถคิดค่าบริการแบบจ่ายจริง จ่ายเท่าที่ใช้บริการ (Pay Per Use) ซึ่งจากเดิมหากท่านต้องการเปิดบริการ E-commerce แบบที่ผู้เขียนนำเสนอ นั่นคือ ให้ผู้ซื้อเข้ามามีประสพการณ์กับการผลิตสินค้าและกระบวนการ หรือบริการเสริมต่างๆ ที่สร้างประสพการณ์ใหม่ให้กับผู้ใช้ รวมทั้งมีระบบสมัครสมาชิกเก็บเงินผ่านระบบเครือข่าย ทั้งหมดนี้ท่านคงจะต้องลงทุนเป็นล้าน หรือหลายล้าน โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าลูกค้าจะชอบหรือไม่ หรือทำแล้วจะขายได้จริงไหม ที่สำคัญอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีก็มักจะเปลี่ยนแปลงเร็ว

แต่ด้วยรูปแบบของ Cloud computing จะทำให้ท่านสามารถทดลองให้บริการใดๆ ก็ตามที่นอกกรอบเดิมๆ สร้างความแตกต่างที่ลูกค้าคาดไม่ถึงมาก่อนได้โดยง่ายดาย โดยการจ่ายค่าบริการเป็นครั้งๆ ไป ก่อนจะเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ อีกทั้งในกรณีที่ท่านต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงท่านก็เพียงแจ้งต่อผู้ให้บริการ แต่หากเป็นแบบเดิมท่านต้องการคาดการณ์และวางแผนการลงทุนและเมื่อต้องการขยายก็ต้องลงทุนก้อนใหม่ไปเรื่อยๆ แล้วต้องมานั่งคำนวนผลตอบแทนที่คืนกลับมาอีก

แต่ด้วยรูปแบบของ Cloud Computing ท่านได้โอกาสคิดและลองทำจริงเลย ทั้งหมดจ่ายเป็นค่าบริการ

ที่สำคัญท่านไม่ต้องรู้เรื่องทางด้านเทคนิคอะไรมากมายเลย เพียงด้วยสอบถามบริการจากผู้ให้บริการเท่านั้น

วันนี้ประเทศไทยก็มีการให้บริการ Cloud Computing อย่างสมบูรณ์แล้วโดย True Internet Data Center (True IDC) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของ True Corporation PLC. รวมทั้งเรายังมี Thailand Cloud Community โดย SIPA, Software Park, NECTEC, CP, True IDC, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, โครงการ Thai Grid และองค์กรรวมไปถึงผู้ที่สนใจอีกมากมาย มารวมตัวกันเพื่อศึกษาค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีของ Cloud computing และยังมีการตั้ง Cloud Computing ทั้งที่เป็น Open Source (โดยการสนับสนุนของ True IDC และ Microsoft (โดยการสนับสนุนของ Microsoft ประเทศไทย) ติดตั้งไว้ที่โครงการ Thai Grid และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งไว้สำหรับให้องค์กรใดๆ ที่สนใจพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนบริการเดิมมาให้บริการบน Cloud Computing ได้ หรือจะมาทดสอบการทำงานของบริการของท่านบน Cloud Computing ก็ได้ สามารถติดต่อได้ที่ www.thaigrid.or.th

สรุป

ด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ แต่ประเทศไทยกำลังจะมีความพร้อมในการรองรับสนับสนุน E-Commerce รูปแบบใหม่ๆ เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ซึ่งที่ดีกว่านั้นคือ ท่านสามารถทดลองแนวคิดหรือรูปแบบธุรกิจของท่านได้โดยง่าย

คำถามที่จะฝากกันไว้ก็คือ เมื่อมี Cloud Computing และ Ubiquitous Network เกิดขึ้นแล้ว รูปแบบของ E-Commerce ของท่านผู้อ่านในวันนี้จะเป็นอย่างไร.
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที (40) : ปลูกผักให้งอกเงิน

วิธีหาเงินบนโลกไอที (40) : ปลูกผักให้งอกเงิน ในวิกฤติยังมีโอกาส สงครามยังสร้างวีรบุรุษ ฉะนั้นในยุคที่เกมปลูกผัก ทำฟาร์ม และเกมหรรษาอื่นๆบนเว็บเครือข่ายสังคมได้รับความนิยมถ้วนหน้า ก็ย่อมมีโอกาสงามสำหรับธุรกิจแฝงอยู่ ***สร้างรายได้ให้ธุรกิจคุณด้วย Social Games

ในตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เกม ปลูกผัก, มาเฟีย วอร์, เรสเตอรอง ซิตี้ หรือเพ็ด โซไซตี้แล้ว เกมทั้งหลายเหล่านี้ เรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า เกมเครือข่ายสังคม หรือ Social Games (แต่หลาย ๆ คนคงเรียกเกมเหล่านี้ว่าเกมเฟสบุ๊กไปแล้ว) เกมเหล่านี้ได้รับความนิยมและสามารถสร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ จนกระทั่งอุปกรณ์พกพาหลากชนิดต่างต้องการเกมเหล่านี้ให้สามารถมาเล่นบนเครื่องตัวเองได้ทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่เจ้าดังค่ายผลไม้อย่างแอปเปิล

อะไรคือ Social Games

Social Games นั้นเป็นเกมที่พัฒนาจากการเกมออนไลน์หลายรูปแบบบนการมาหรือแจ้งเกิดของเว็บเครือข่ายสังคม เกมเหล่านี้จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงย้ายจากการอยู่บนอินเทอร์เน็ต เข้าไปอยู่บนแพลตฟอร์มเว็บไซต์เครือข่ายสังคมเช่น Facebook ซึ่งมีผู้ใช้ในปัจจุบันมากกว่า 500 ล้านคนแล้ว

Social Games จึงกลายเป็นของเล่นเครือข่ายสังคม ที่หลายคนเข้ามาร่วมเล่น ร่วมแบ่งปันทรัพยากรที่ตัวเอง ร่วมถึงร่วมมือกันเพื่อให้อุปสรรคของแต่ละคนในเกมนั้นผ่านพ้นไปได้

ทำไม Social Games ถึงได้รับความนิยม

Social Games นั้นได้รับความนิยมเพราะสามารถร่วมเล่นกับเพื่อนก็ได้ (แม้ว่าเพื่อนจะไม่ได้เล่นอยู่ก็ตาม แต่อวตาร์เพื่อนก็ยังคงมีอยู่ในโลกของเกม) โดยเพื่อนเหล่านี้ก็คือเพื่อนในเครือข่ายของตนเองที่มีอยู่ ทำให้ความสนิทสนมนั้นเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเล่นไปแล้วเกมจะสร้างอุปสรรคให้เกิดขึ้น ซึ่งอุปสรรคนี้สามารถแก้ได้อย่างง่ายได้ โดยการหาของจากการแลกกับเพื่อนหรือชวนเพื่อให้ได้ของนั้นมา นอกจากนี้การเล่นนี้ทำให้เกิดการแข่งขันไปโดยปริยายว่าใครจะขึ้นไปอยู่ระดับไหนของเกม ซึ่งจะตัวเกมนั้นจะมีอันดับของผู้ที่ทำคะแนนอยู่ว่าเป็นอย่างไร ทำให้เพื่อน ๆ หลายคนนั้นทุ่มเวลาเล่นจนไม่ได้พักผ่อนกันเลยทีเดียว

ที่สำคัญอีก 2 อย่างคือ Social Games นั้นใครไม่เล่นหรือไม่รู้จักก็อาจจะตกกระแสไม่อินเทรนด์ กันไป ทำให้เวลาเพื่อน ๆ พูดก็อาจไม่เข้าใจไปกันบ้าง ซึ่งสุดท้ายนั้นคือการลองเล่นได้เลย เพราะเกมเหล่านี้ไม่ต้องดาว์นโหลด หาซื้อแผ่นมาติดตั้ง เพราะเกมเหล่านี้เปิดให้ผู้เล่นได้เข้าไปเล่นฟรี
ทำอย่างไรถึงจะเอา Social Games มาใช้กับธุรกิจคุณ

จากรายงานปี 2009 ล่าสุดนั้นพบว่าตลาด Social Games นั้นมีมูลค่าประมาณ 639 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในปี 2014 นั้นตลาด Social Games น่าจะมีมูลค่าประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาแน่นอน ทำให้ตลาดนี้เป็นตลาดที่สดใสที่หลายธุรกิจเข้าไปจับจ้องว่าจะเข้าไปแสวงหาแหล่งขุมทองใหม่ได้อย่างไร

ในธุรกิจของสินค้านั้นการประชาสัมพันธ์หรือทำการตลาดผ่านโลกของ Social Media นั้นสำคัญตรงจุดประสงค์ว่าจะทำอะไรกับ Social Media นั้น ๆ การมี Social Games ก็เช่นกัน ต้องคำนึงถึงว่าเม็ดเงินที่จะลงทุนไปกับการสร้าง Social Games นั้น มีความเหมาะสมกับธุรกิจคุณหรือส่งเสริมธุรกิจคุณได้หรือไม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วบางทีธุรกิจนั้นอาจจะไม่ได้ต้องการเกมที่มีความอลังการและซับซ้อนเหมือนอย่าง Social Games ก็ได้ ซึ่งสามารถแบ่งได้ง่าย ๆ จากวัตถุประสงค์ของเกมว่าต้องการอะไร เช่น

1.หากคิดว่าจะเป็นกิจกรรมสั้น ๆ สร้างขึ้นโปรโมทสินค้าหรือผลิตภัณฑ์แล้วละก็ สามารถใช้เกมธรรมดา ที่ไม่ใช้ Social Games มาทำก็ได้ เพราะกิจกรรมสั้น ๆ นั้นเล่นแล้วจบเลย ผู้เล่นได้ของรางวัลหรือได้รับรู้ข่าวสารตามที่ต้องการ ซึ่งเกมประเภทนี้จะมีผู้เล่น เล่นเพียงๆ แค่เพื่อให้จบภารกิจตามที่ต้องการไป เมื่อได้แล้วก็จะหยุดเล่น

2.หากคิดว่าต้องการทำรายได้อย่างจริงจัง หรือเป็นกิจกรรมที่มีช่วงระยะเวลายาว ๆ แล้วละก็ Social Games นั้นจะเริ่มเป็นคำตอบที่เหมาะสมมากขึ้น เพราะสามารถดึงคนให้อยู่เล่นได้ตลอดเวลา จนกว่าช่วงกิจกรรมจะหมดลงหรือสามารถ นำมาใช้ใหม่มื่อมีกิจกรรมอะไรในกลุ่มเดียวกันเกิดขึ้น หรือแม้แต่ใช้เกมนี้มาสร้างรายได้เสริมของผลิตภัณฑ์ตัวเอง ซึ่งเหมือนสมัยก่อนที่หลาย ๆ แบรนด์ดังนั้นเข้าไปทำร้านค้าในในโลกเสมือนอย่าง Second Life เพียงเพื่อเข้ามาขายสินค้าเสมือนในโลกของเกมนั้น ซึ่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำไปในอีกทางหนึ่งแก่บริษัท อีกทั้งยังสามารถทำโฆษณาไปด้วยได้ในตัว

เมื่อรู้จุดประสงค์ที่แน่ชัดแล้ว ก็ต้องมาคิดถึงว่าเกมแบบ Social Games นั้น จะประสบความสำเร็จได้อยู่ที่อะไร ซึ่งบริษัท Social Games ยักษ์ใหญ่อย่าง Zynga ผู้ทำเกม Farmville นั้นระบุว่าเกมที่จะประสบความสำเร็จนั้นอยู่ที่ปัจจัยไม่กี่ประการซึ่งมีดังนี้

•การใช้ชีวิตหรือประสบการณ์ที่คนรู้อยู่แล้วมาทำเกม เพราะทำให้คนนั้นเรียนรู้น้อยว่าเกมจะดำเนินอย่างไร ไม่ต้องมาเสียเวลามานั่งเรียนรู้ และเริ่มเล่นเกมได้ทันทีหรือมองแล้วดูออกว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะดำเนินไปทางไหนได้
•สร้าง Social Value ขึ้นเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยกันมากขึ้น ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้สารเคมีในสมองที่เรียกว่า Oxytocin ซึ่งเป็นสารเคมีแห่งความพึงพอใจเมื่อเรามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีทางสังคมหลั่งออกมาจากสมองเช่นกัน ทำให้ผู้คนที่เล่นเกมนั้นจะรู้สึกดีและมีโอกาสสูงที่จะกลับเข้ามาเล่น
•หากมีกิจกรรมวันพิเศษในโลกจริง ก็อย่าได้พลาดที่จะเอา Social Games นั้นมีกิจกรรมดังโลกนั้นตาม เพราะจะทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตัวเองไม่ขาดกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่งในโลกจริงไป และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมวันพิเศษต่าง ๆ ได้ตลอด
•สร้างการอัพเดทตลอดเวลา อย่าทำให้เกมนั้นน่าเบื่อทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าเล่นอะไรเหมือน ๆ เดิมทุกวัน ซึ่งการอัพเดทนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ซับซ้อน เพียงแค่เป็นการมีของใหม่ในเกมก็เพียงพอแล้วในหลายครั้ง
•สร้างการคลิกหรือใช้เวลาอยู่หน้าจอในการเล่นให้น้อยที่สุด เพราะในช่วงเวลาแห่งข่าวสารที่วิ่งมาหาเราอย่างรวดเร็ว การนั่งอยู่หน้าจอเพื่อเล่นเกมทั้งวันนั้น จะทำให้เสียเวลาในการทำอย่างอื่นไปหมด ยิ่งต้องมีการกดเมาส์หลาย ๆ ครั้งแล้วจะทำให้คนเล่นรู้สึกว่าเกมนั้นยากมาก แต่หากเกมนั้นคลิกไม่กี่คลิกในการออกคำสั่งและสามารถกลับมาดูได้ในภายหลังว่าเป็นอย่างไร ก็จะทำให้ผู้เล่นสามารถไปใช้ช่วงเวลาระหว่างรอทำงานอื่นได้ด้วย ยิ่งทำให้เกมนั้นน่าเล่นขึ้นไปอีก

เมื่อรู้เทคนิคว่าเกมนั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างไรแล้ว ก็ต้องรู้ว่าเกมนั้นจะหารายได้เข้ามาอย่างไร เพราะถ้าทำ Social Games เพื่อสร้างรายได้แล้วก็ต้องคิดว่าจะหารายได้ทางไหน (แต่บางเกมก็ไม่มีการหารายได้ เพราะต้องการใช้เกมเป็นเครื่องมือโปรโมทสินค้าหรือบริการของแบรนด์เอง) ซึ่งการหารายได้นั้นจะมีอยู่หลัก อยู่ 2 ทางคือ

•การขายสินค้าเสมือนในเกม
• การขายสินค้าจริงเพื่อรับไอเท็ม
ทั้ง 2 แบบนั้น มีจุดประสงค์ที่คล้ายกัน ต่างกันแค่วิธีการว่าจะทำให้ผู้เล่นจ่ายเงินอย่างไร ในแบบแรกนั้นผู้เล่นต้องจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์เพื่อทำการซื้อสินค้าที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจนั้นได้รับเงินโดยตรง แต่อีกแบบนั้น สินค้าเสมือนจะอยู่ในรูปแบบรหัสที่ซ่อนไว้ในสินค้าที่ขายตามท้องตลาดของธุรกิจที่ทำเกม เช่น รหัสโค้ดอยู่ในซองขนม เอาโค้ดดังกล่าวไปใส่ในเกมก็จะได้ไอเท็มนั้นมา ซึ่งทำให้ผู้เล่นนั้นต้องไปหาซื้อสินค้าของธุรกิจเพื่อให้ได้ไอเท็มหรือสินค้าที่ต้องการมาไว้ในครอบครอง ซึ่งกิจกรรมที่คนจะซื้อของนั้นมีดังนี้

1.ซื้อไอเท็มหรือสินค้าเพื่อตกแต่งตัวละครตัวเอง เพื่อให้มีเอกลักษณ์และสร้างความแตกต่างจากคนอื่น
2.ซื้อมาเพื่อตกแต่งสถานที่ที่ตัวเองครอบครองในเกม เช่นฟาร์ม บ้าน สวย ร้านอาหารหรือแม้กระทั่งตู้ปลา
3.ซื้อไอเท็มหรือสินเค้า เพียงเพื่อ Shopping เพราะหลายๆ คนนั้นไม่ชอบที่จะใช้ของซ้ำและอยากลองสินค้าหรือไอเท็มใหม่ ๆ เสมอ
4.ซื้อสินค้าหรือไอเท็มนั้นเพื่อให้ของขวัญ ซึ่งการให้ของขวัญนี้เป้นการเพื่อแสดงความรู้สึกที่ตัวเองมีมากไปกว่าข้อความที่จะพิมพ์ส่งฝากไว้
5.ซื้อเพื่อความสะดวกสะบายในการเล่นเกมที่มากขึ้น เพราะยิ่งจ่ายมาก ก็สามารถเล่นเกมเพื่อไต่อันดับหรือมีระดับที่สูงขึ้นได้ไว ๆ

เห็นข้อมูลดังนี้แล้ว อาจจะยังสงสัยแล้ว สร้าง Social Games แล้วรู้ได้อย่างไรว่าคนจะมาซื้อของในเกม อย่างแน่นอน ซึ่งคำตอบนี้บริษัทผู้ผลิต Social Games อย่าง Shufflebrain นั้นได้ให้คำอธิบายตามนี้คือ

•คนที่เล่นเกมนั้นส่วนใหญ่ใจร้อน เพราะเวลานั้นเท่ากับเงิน การรอนาน ๆ เพื่อให้ผ่านอุปสรรคนั้นเป็นเรื่องน่าเบื่อ ซึ่งถ้ายอมจ่ายและมีเวลาไปทำอย่างอื่นโดยผ่านอุปสรรคของเกมไปก็สามารถยอมจ่ายได้
•คนเรานั้นต้องการเครื่องมือที่ดีกว่าเสมอ เหมือนดังเช่นการมีมือถือ เมื่อมีรุ่นใหม่กว่าก็ย่อมอยากได้เช่นกัน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับโลกของ Social Games ที่คนจะสามารถจ่ายเงินเพื่อให้ได้ของที่ดีขึ้น
•การจ่ายและมีความแตกต่างจากคนอื่นในโลกของ Social Games นั้นมีความสำคัญ เพราะจะทำให้ผู้เล่นนั้นมีความสำคัญขึ้นมา และดึงคนให้เล่นและจ่ายเงินเพื่อซื้อของที่ทำให้ตัวเองมีความรู้สึกสำคัญเรื่อย ๆ
•คนเรานั้นมักแสดงออกโดยการแต่งตัวว่ามีสไตล์แบบไหน คงไม่มีใครปล่อยตัวละครตัวเองให้เดินเฉย ๆ ไร้สไตล์หรือการแต่งตัวตามที่เราชอบแน่นอน ซึ่งเห็นดังนนี้หลายคนจึงยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อเสื้อผ้า สีผม ในเกม
•ผู้คนต้องการสร้างความสัมพันธ์ การจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้า ในเกมเพื่อมีความสัมพันธ์กับเพื่อน หรือคนรักนั้น ย่อมเป็นเรื่องเล็กน้อยมากที่จะจ่ายเงินเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมา ซี่งการจ่ายเงินแบบนี้จะทำให้คนรับรู้สึกว่ามีคนห่วงใย และคนที่จ่ายเพื่อซื้อของให้ย่อมต้องการให้คนได้รับรู้สึกดี

ตอนนี้คงได้เทคนิคที่สำคัญทั้งแนวคิดในการสร้างเกม วิธีการหารายได้ และทำไมคนถึงต้องจ่ายเงิน แต่แล้ว ถ้าธุรกิจคุณเข้าไปทำตลาดตรงนี้แล้วจะได้อะไร ซึ่งคำตอบนนี้มีอยู่ในตัวอยู่แล้วคือ

1.การมีช่องทางใหม่เพื่อสร้างสารกับคนที่มาสนใจธุรกิจของเรา และสามารถกระจายข่าวสารให้สมาชิกของคุณได้รับรู้อย่างรวดเร็วได้ผ่านเกมพร้อมกัน
2.ทำให้คนรับรู้และรู้จักแบรนด์ได้เป็นอย่างดี เพราะทุก ๆ เกมที่ทำนั้นย่อมมีนวัตกรรมเป็นของตัวเอง ทำให้ธุรกิจเหล่านี้จะถูกจดจำจากรูปแบบที่เกมใช้
3.การเล่นเกมที่แบบนี้ สามารถสร้างความจงรักภักดีต่อธุรกิจได้เพราะสามารถให้คนร่วมเล่น ร่วมสนุกเพื่อเรียนรู้ธุรกิจเรา และเข้าใจในธุรกิจเรามากขึ้นเพื่อแลกกับของรางวัลหรือแต้มที่จะได้จากเกมไป
4.สร้างการตลาดต่อสินค้า หรือโฆษณาต่าง ๆ ผ่าน Social Games ได้ เพราะสามารถเปลี่ยนสินค้าต่าง ๆเป้นไอเท็ม และถ้าผู้เล่นสนใจก็สามารถกดจากเกมมาที่เว็บไซต์สินค้าได้ทันที หรือค้นหาจากระบบค้นหาต่าง ๆ ก็ได้
5.มีฐานข้อมูลคนที่เข้ามาเล่นไว้ในมือเพื่อสามารถใช้ส่งข้อความ ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ต่อไป ได้อย่างง่ายได้
6.สามารถใช้ Social Games เป็นแหล่งทำกิจกรรม รวมกลุ่มแสดงพลังเพื่อสังคมได้ เป็นการทำ CSR ไปในอีกทางหนึ่ง เช่น Bing ระบบ Search engine ของ Microsoft ก็เคยทำกิจกรรมผ่าน Farmville มาแล้ว โดยจะทำการบริจาคเงินเมื่อคนใช้ Bing ในการค้นหา ไปสร้างโรงเรียนในแอฟริกา

จะเห็นได้ว่าการทำ Social Games นั้นได้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล เพียงแต่การที่จะสร้างเกม ๆ หนึ่งนั้นต้องมาดูความสำคัญที่สุดอันดับหนึ่งนั้นคือ จุดประสงค์หรือวัตถุประสงค์ ที่จะต้องมี Social Games เพื่อธุรกิจ เพราะหากจุดประสงค์นั้นไม่จำเป็นต้องมี เกมขนาด Social Games แล้วทำต่อไปนั้น เกมอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรและเป็นการละลายเงินลงแม่น้ำไปโดยใช่เหตุ แต่หากคิดว่าคุ้มทุนและสามารถหารายได้จาก Social Games ได้ มันก็น่าสนใจไม่น้อยที่จะลงทุนสร้างเกมนึงขึ้นมา
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที (42) : ว่าด้วยเรื่อง"การตลาดข้างถนน"

วิธีหาเงินบนโลกไอที (42) : ว่าด้วยเรื่อง"การตลาดข้างถนน" อย่าปล่อยให้สูตรการตลาดสำเร็จรูปครอบงำกิจการออนไลน์ของคุณจนมันเติบโตผิดรูปผิดร่าง ขอให้บทเรียนจากการตลาดข้างถนน ที่ @goople นักเขียน วิทยากร และผู้บริหารบริษัทที่มีชั่วโมงบินสูงในวงการการตลาดออนไลน์ ได้จุดประกายไว้นี้ เป็นแรงผลักดันให้คุณทำความเข้าใจกับกิจการของตัวเอง แล้วลงมือปรับปรุงให้บริษัทประสบความสำเร็จเหมือนธุรกิจน้อยใหญ่ที่รายล้อมตัวคุณในชีวิตประจำวัน ***เรียนรู้การทำเงินจากการตลาดข้างถนน
โดย ปภาดา อมรนุรัตน์กุล - @goople

ในยุคของการใช้สื่อออนไลน์กันอย่างมากมาย วันๆ เราต้องมาคิดว่า เราจะการตลาดแบบไหนถึงจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้หลักการตลาดอย่าง 4P ที่นักการตลาดเรียนรู้กันดี ได้แก่ Price Place Product และ Promotion ซึ่งถ้าถามนักการตลาดส่วนใหญ่แล้ว 4P นี้ แทบจะนำมาเรียนรู้และใช้งานกันอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วๆ ไปนั้น คงจะไม่รู้หรอก ว่าอะไรคือการหลักการตลาด อะไรคือ 4p, Brand Loyalty, Blue Ocean, และอีกหลายสูตรที่คิดค้นให้กับการวางแผนการตลาดขึ้นมาเพื่อให้ถูกใจกับลูกค้าและก่อให้เกิดกำไรสูงสุด

แน่นอนว่า สูงสุดสู่สามัญ บางครั้งเราควรคิดและทำอะไรง่ายๆ กันดูบ้าง เพราะอาจจะดีกว่า หากคุณลองสลัดสูตรต่างๆ ทางการตลาดออกไป แล้วแวะไปหาการตลาดข้างถนนแทน

อย่างวันก่อนนี้ ดิฉันแวะไปกินข้าวในร้านข้าวแถว office มา พบวิธีการทำตลาดแบบง่ายๆ แต่ได้ผลดี คือ ที่ร้านขายอาหารตามสั่งนั้น ขึ้นป้ายไว้ตัวใหญ่ ว่า “กำลังจะย้ายร้าน ขอตอบแทนลูกค้าทุกคนด้วย ราคายำ 15 บาท” แล้วก็มีป้ายชื่อ ยำต่างๆ ติดบริเวณด้านล่าง ยำปลาหมึก ยำมาม่า ยำวุ้นเส้น ยำรวมมิตร ยำหมูยอ ฯลฯ

หากมองผิวเผินเราก็จะพบว่า เป็นการขายอาหารแบบปกติ และมีการอ้างอิงการใช้ P ตัวที่ 4 คือ Promotion ที่สร้างแคมเปญดึงดูดลูกค้าให้มารับประทานกัน แต่หากมาวิเคราะห์กันให้ชัดๆ เราจะเห็นได้ว่า ทางร้านค้านั้น ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมผู้บริโภคมาแล้ว ด้วยหลักการง่ายๆ คือ ลูกค้าที่เข้าไปรับประทานอาหารนั้น ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นชาวบ้านแถวนั้น หรือคนเดินผ่านทาง และพฤติกรรมการกินคือ สั่งข้าวคนละจาน เพื่อรีบกิน รีบไป แต่เมื่อเห็นป้ายลดราคายำต่างๆ ของทางร้าน ปรากฏว่าแทบทุกโต๊ะ จะสั่งยำขึ้นมาทานเล่น หรือกินคู่กับอาหารจานหลักที่สั่งไปแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องสั่ง

ลูกค้าหลายคนสั่งมาชิมๆ ไปอย่างนั้น และถ้าไม่มีป้ายลดราคายำนี้ ทุกคนจะกินข้าวจานเดียวกลับออกไป แต่เมื่อทุกคนเห็นป้ายลดราคายำ ทุกคนสั่งมากินเล่น โดยไม่นึกเสียดายเงิน เพราะเห็นว่า ราคาไม่แพง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว “ยำ” เป็นอาหารทานเล่น ไม่จำเป็นต้องกิน ไม่จำเป็นต้องสั่ง แต่เมื่อมีการลดราคาแบบนี้ แน่นอนว่า ทุกคน ทุกโต๊ะ สั่งมาทานกันทั้งนั้น ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

จากหลักการง่ายๆ ข้างต้น สรุปออกมาเป็นข้อๆ ที่คนทำธุรกิจจำเป็นต้องรู้ มีดังนี้

1. สำรวจตัวเอง

สำรวจตัวเอง อันนี้ ต้องเข้าใจในตัวของเรา ร้านของเราอย่างชัดเจน เช่น ร้านเราขายอาหารตามสั่ง อะไรที่จุดเด่น จุดด้อยของร้านเรา ถ้าเราขายหมูทอดได้อย่างโดดเด่น เราก็สร้าง brand ไปเลยว่า ถ้าคิดถึงหมูทอด ก็ต้องมีหมูทอดร้านเรา อย่างเช่น หมูทอดร้านเจ้จง ที่ตอนนี้ ขายดีเป็นเทน้ำ เทท่าไปแล้ว นั่นเป็นเพราะเขารู้จักสำรวจตัวเอง รู้ว่า อาหารขึ้นชื่อของร้านคืออะไร และจะทำการตลาดกับจุดเด่นของเราได้อย่างไร เป็นต้น

2. กลุ่มเป้าหมายของเรา หรือลูกค้า (Target group)

จากตัวอย่างที่ยกมาให้ดูนี้ ว่าเป็นร้านอาหารตามสั่ง ก็สามารถเรียนรู้จากพฤติกรรมผู้บริโภคได้ว่า ส่วนใหญ่เป็นคนสั่งข้าวจานเดียว โดยส่วนใหญ่มาทานคนเดียวหรือ 2 คนเท่านั้น เป็นต้น

3. การติดตามผล (Tracking)

จากตัวอย่างที่ยกมานี้ ร้านค้านี้ มีการทำติดตามผล ด้วยการติดตามผลว่า ยำอะไรขายดีที่สุด และอาจจะนำยำที่ขายดีที่สุดมาจัดโปรโมชั่นหรือการตลาดพิเศษเพิ่มเติมในอนาคตต่อไปได้

เพราะนอกจากนี้ ถ้าวิเคราะห์กันดีๆ จะพบว่า สินค้าเหลือใช้ หรือสินค้าส่วนเกินนี้เองที่จะเป็นตัวที่ทำตลาดได้มากที่สุด การสั่งอาหารมักจะเป็นกระเพราไก่ไข่ดาว เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อที่ทุกร้านต้องสั่งอยู่แล้ว เราก็สามารถทำการตลาดกับการขายข้าวกระเพรา+ไข่ดาว ได้เพิ่ม อาจจะเป็นเมนูคอมโบเซ็ต เช่น สั่ง กระเพราะ+ไข่ดาว เพิ่ม 10 บาท ได้น้ำแกงเล็ก 1 ถ้วย เป็นต้น

การตลาดข้างถนนอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ มีพ่อค้าคนหนึ่งเป็นช่างปั้นพระพิฆเณศ แต่เป็นพระพิฆเณศปางใหม่ ถ้าเอามาตั้งขายตามปกติ แน่นอนว่า ขายไม่ได้แน่นอน เขาเลยคิดวิธีการตลาดโดยใช้หลักการง่ายๆคือ ให้มีการเปิดประมูลซื้อรูปปั้นพระพิฆเณศนี้ ที่ย่านแหล่งชุมชนนั่นก็คือ รัชดาฯ นี่เอง

การเปิดการขายแบบประมูล แบบนี้ ทำให้มีคนสนใจมากมาย แล้วก็ขายสินค้าได้ราคาดี มีคนสั่งจอง แทบจะทำกันไม่ทันเลยทีเดียว เพียงแต่การตลาดแบบนี้ ต้องอาศัยความกล้ามากหน่อย แต่ผลที่รับก็คุ้มค่า คุ้มกับที่สิ่งที่ได้ลงทุนลงแรงไปกันเลยทีเดียว

นี่เป็นตัวอย่างการทำตลาดแบบไม่ต้องอาศัยหลักการและทฤษฎีอะไรมาก แค่สร้างโอกาสให้กับตัวเอง หาจุดเด่น จุดด้อยของตัวเราเอง จับมาทำการตลาด รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

อย่าลืมนะคะว่า บางทีการตลาดแบบง่ายๆ ก็อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด…
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วิธีหาเงินบนโลกไอที (43) : เลิกตกงานด้วยเฟสบุ๊ก

วิธีหาเงินบนโลกไอที (43) : เลิกตกงานด้วยเฟสบุ๊ก ประโยชน์ของเฟสบุ๊กไม่ได้อยู่ที่เกมสนุก-เมาท์สนั่นอย่างเดียว แต่สามารถช่วยให้คนตกงานพ้นจากวิกฤตวิจัยฝุ่นได้จริง ต่อไปนี้คือวิธีการที่คุณทุกคนจะสามารถทำตามเพื่อแปลงเครือข่ายสังคมทุกค่ายให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการหางานทำได้อย่างไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

***Social Media กับการหางาน
โดย กานดา สุภาวศิน (Twitter: @pakada)

ในยุคปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จัก Social Media สื่ออันทรงพลังรูปแบบใหม่ที่ทำให้เกิดโอกาสในหลายๆ ทาง ทุกวงการล้วนแล้วแต่กระโดดเข้ามาใช้ Social Media ทั้งสิ้น เนื่องด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ User Content Generated และ Influence of Referral

ประเด็นร้อนประเด็นฮิตที่จะพูดถึงในวันนี้ คือ Social Media ช่วยในการหางานได้จริงหรือ จากประเด็นนี้เลยขอแบ่งยุคและวิธีการหางานโดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงได้แก่

ช่วงที่1 การประกาศตำแหน่งงานด้วยสื่อสิ่งพิมพ์ (Print Media) ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ หนังสือ/นิตยสารรายปักษ์ สื่อนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและถือเป็นสื่อพื้นฐานที่ คนหางาน กับ งานหาคนมาพบเจอกัน

ช่วงที่2 กำเนิดเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ ยุคนี้เป็นยุคที่เกิดเว็บไซต์หางานต่าง ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ตำแหน่งงานมากมายถูกประกาศผ่านทางเว็บไซต์ด้วยต้นทุนการประกาศที่ต่ำกว่าสื่อสิ่งพิมพ์อยู่มาก และมีผู้ค้นหาตำแหน่งงานและสมัครงานผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น โดยแนวโน้มการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในการประกาศตำแหน่งงานมีจำนวนลดลงมาก หลายบริษัทที่รับประกาศตำแหน่งงานในสื่อสิ่งพิมพ์พยายามผันสื่อของตัวเองให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์กันมากขึ้น

ช่วงที่3 ยุค Web 2.0 จนถึงปัจจุบัน หลายท่านอาจจะคุ้นหูกับคำว่า Web 2.0 ไปแล้ว เรามาทบทวนกันอีกสักครั้งหนึ่งว่า Web 2.0 ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง โดย O'Reilly Media ได้กล่าวถึง การให้บริการในรูปแบบ Web-based Generation ที่สองไว้ ดังนี้

• Social networking sites เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบรรดาผู้คนมากหน้าหลายตาที่พร้อมใจกันสร้างสรรค์/แชร์คอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร ภาพถ่าย ภาพวิดีโอ สื่อประสมต่างๆ จากเพื่อนสู่เพื่อน ตัวอย่างของไซต์ที่ฮอตฮิตในประเทศไทย ได้แก่ Facebook, Hi5, Youtube, LinkedIn

• Wikis เป็นเว็บไซต์ที่อนุญาตให้ผู้เข้าเยี่ยมชมทุกคนมีสิทธิ์ในการเพิ่มเติม/แก้ไข/เปลี่ยนแปลงข้อมูลที่สามารถใช้งานร่วมกันได้เสมือนร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์คอนเทนต์เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ Wikipedia

• Communication tools เครื่องมือการติดต่อสื่อสารนี้รวมไปถึง อีเมล และยังขยายวงกว้างคลอบคลุมไปถึง RSS feed, podcasting, instant messaging, SMS, Blog หรือ แม้แต่ Twitter เอง

• Folksonomies อนุกรมวิธานที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง ซึ่งใช้ในการแบ่งหมวดหมู่และค้นคืน หน้าเว็บ รูปภาพ ตัวเชื่อมโยงเว็บ และ เนื้อหาบนเว็บอื่นๆ โดยใช้วิธีการติด Tag ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Social Bookmarking

ยุค Web 2.0 นี้จัดได้ว่าเป็นยุคที่ผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์ และมีการนำมาแชร์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างกว้างขวางและไม่จำกัด โดยหลายบริษัท องค์กร ได้มีการสร้างกลุ่ม/เครือข่ายของตนเองขึ้น เพื่อเป็นอีกช่องทางในการประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ทั้งนี้เพื่อหวังผลการบอกต่อ / แบ่งปัน / Retweet จากเพื่อนสู่เพื่อน ในแง่ของบุคคลที่ต้องการหางานก็เช่นกัน ได้มีการพยายามสร้างโปร์ไฟล์ หรือประวัติของตนเองขึ้นมาเพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าตนเองต้องการสิ่งใดบ้าง

Social Media กับการหางาน เกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ?

เป็นที่ทราบกันดีว่า คนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการหางานนั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากการแนะนำเพื่อนบอกต่อเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ (Referral) และจากสถิติ User Demographic ของกลุ่มผู้ใช้งาน Social Media พบว่า ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ตกอยู่ช่วงอายุเฉลี่ย 24-54 ปี ซึ่งสอดรับกับกลุ่ม White Collars Worker หรือกลุ่มวัยทำงานนั่นเอง จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า Social Media สอดรับกับการหางานมากแค่ไหน
** ปัจจุบัน Social Media มีอยู่เยอะแยะมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวไหนควรใช้บ้าง? **


ปัจจุบัน Social Media มีอยู่เยอะแยะมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวไหนควรใช้บ้าง?
** Social Media มีอยู่เยอะแยะมากมาย แล้วจะใช้ตัวไหนที่เหมาะสมสำหรับการหางาน **


ในเบื้องต้น ขอแนะนำ Facebook , Twitter, LinkedIn และ YouTube มาดูเหตุผลกันดีกว่าว่าทำไม

Facebook
หากคุณกรอกโปร์ไฟล์ส่วนตัว ประวัติการศึกษา และประวัติการทำงานได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เฟสบุ้กเป็นอีกช่องทางนึงที่มีระบบสืบค้นที่ค่อนข้างตรงและแม่นยำ ลองนึกภาพตามว่า หากบริษัทแห่งหนึ่งต้องการหาบุคลากรที่มาจากบริษัทคู่แข่ง หรือ จากสถาบันการศึกษาเฉพาะที่กำหนดไว้ แค่พิมพ์ชื่อบริษัทหรือสถานศึกษาลงไป และทำการสืบค้น รายชื่อโปร์ไฟล์ของผู้ที่เกี่ยวข้องก็แสดงปรากฏในลิสต์เพียงไม่กี่วินาที

Twitter
เนื่องจากทวิตเตอร์เป็น Communication Tool ที่มาแรง และทรงอิทธิพลในยุคปัจจุบันมากที่สุดตัวหนึ่ง ด้วยจำนวนผู้ใช้งานมากถึง 190 ล้านคนทั่วโลก สื่อสารผ่านข้อจำกัดที่พิมพ์ได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน 140ตัวอักษร เราสามารถติดตาม (Follow) กลับทางเดียว โดยที่คนคนนั้นไม่จำเป็นต้อง Follow เราอยู่ ซึ่งต่างจาก Social Media ประเภทอื่น ๆ ที่จะต้องมีเน็ตเวิร์กร่วมกันหรือเป็นตกลงเป็นเพื่อนกันก่อนจึงจะสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกันและกันได้ และ เนื่องด้วยการตาม Timeline ของบุคคลมากหน้าหลายตาทำให้เราเหมือนรู้จักใกล้ชิดสนิทสนมกับบุคคลนั้นไปโดยปริยาย ทวิตเตอร์จึงเป็นเครื่องมือที่บรรดาบริษัท/องค์กร/บริษัทจัดหางานต่าง ๆ พร้อมใจกันใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ค่อนข้างประสบความสำเร็จและสามารถเข้าถึง เกิดการบอกต่อจนเกิดจำนวน Follower ที่เพิ่มขึ้น
** Twitter ของ @Yokekung ที่มีการทำ Image Background เพิ่มเติม Bio ได้อย่างน่าสนใจ **


LinkedIn
LinkedIn ถือเป็น Social Media ที่จัดการด้านการหางานโดยตรง นอกจากจะช่วยในการพบเห็นประวัติ โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างหน้าฝากประวัติ หรือโปร์ไฟล์ของตัวเองให้ดูโดดเด่น โดยเท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเขียนประวัติในลักษณะเป็นทางการ ต่างจากการเขียนประวัติใน Social Media อื่น ทั้งนี้เพื่อต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อเป็นโปร์ไฟล์ที่น่าสนใจแก่ตลาดหรือองค์กร ซึ่งองค์กรเหล่านั้นสามารถเข้าถึงเจ้าของโปร์ไฟล์ ได้โดยตรงด้วยระบบค้นหา

YouTube
ยูทูปเป็นเว็บไซต์ที่ผู้ในหลายๆ องค์กรพยายามที่จะนำมาประกอบกับการสัมภาษณ์งาน เช่น การให้ผู้สมัครงานอัปโหลดวิดีโอแนะนำตัวเองแบบสั้นๆ และส่งลิงค์มาให้พิจารณาก่อนที่จะมาสัมภาษณ์จริง ทั้งนี้เพื่อพิจารณาลักษณะหน้าตา บุคลิกภาพ และ ท่วงทำนองการสื่อสาร

เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เวลาหางานผ่าน Social Media

เมื่อรู้แล้วว่าเราควรใช้ Social Media อันไหนบ้าง ทีนี้เรามาลองพิจารณากันรายตัว เริ่มตั้งแต่

Facebook
- เขียนประวัติให้ครบถ้วน ทั้งในด้านการศึกษา สถานที่ทำงาน การเขียนโปร์ไฟล์ครบก็เพิ่มโอกาสในการ แต่ทั้งนี้เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งตัวคุณและข้อมูล ไม่จำเป็นต้องกรอกประวัติส่วนตัวที่สามารถเข้าถึงตัวคุณได้โดยตรง เช่น เบอร์โทรศัพท์ หรืออีเมล เนื่องจากเฟสบุ้กมีการให้ใช้กล่องข้อความเพื่อการสื่อสารระหว่างกันอยู่แล้ว

- โพสต์ข้อความ รูปภาพ วิดีโอแสดงความเป็นตัวตน แสดงความสามารถพิเศษ เพื่อให้บริษัทสามารถศึกษาความเป็นตัวตนของคุณได้

- ไม่อ้างอิง ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด ด้วยการไม่เข้าร่วม กลุ่มทางด้านการเมือง เนื่องจากบางบริษัทฯ มองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และไม่ต้องการให้พนักงานของตนเข้าไปมีส่วนร่วม

- เข้าร่วมกลุ่ม เข้าร่วมกิจกรรม ของหน่วยงาน/องค์กรที่สะท้อนความเป็นตัวตนของคุณ และ ไม่ขัดต่อหลักจริยธรรม

Twitter
- เนื่องจากการเขียนประวัติส่วนตัว (Bio) ในทวิตเตอร์มีข้อจำกัดในการเขียนได้ไม่เกิน 160 ตัวอักษร การเขียนประวัติข้อมูลส่วนตัวจะต้องทำอย่างกระชับบ่งบอกตัวคุณเอง การทำงาน กิจกรรมยามว่าง ความสนใจ อย่างสั้น ๆ ได้ใจความ

- ใส่ภาพ Avatar ที่เป็นภาพจริงของคุณในลักษณะปกติ บ่งบอกความเป็นตัวตนของคุณ

- ทำ Image Background โดยเพิ่ม Bio ที่น่าสนใจในตัวคุณลงไปเพิ่มเติม ยกตัวอย่าง กรณี @yokekung มีการเพิ่ม Text ลงใน Image Background พูดถึง ลักษณะงานที่สนใจ รวมทั้งเขียน URL ผลงานของตนเอง เพื่อให้ Visitor สามารถตามลิงค์เพื่อเปิดดูต่อได้

- ควร Follow บุคคลที่คิดว่า ลักษณะโปร์ไฟล์น่าสนใจ และไม่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดจริยธรรมอันดีของสังคม

LinkedIn
- กรอกข้อมูลให้ครบทุกอย่าง ในรูปแบบทางการ และดูเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน

- หากสามารถทำให้บุคคลอื่นๆ เข้ามาเขียน Recommendation ในตัวเรา ในผลงานของเรา เพื่อสร้างให้โปร์ไฟล์ของคุณให้ดูดีและมีความน่าเชื่อถือ

- เชื่อมต่อโปร์ไฟล์ของตนเอง ด้วยการติดต่อขอ Connection กับบุคคลที่มีชื่อเสียง มีความสามารถ

YouTube
หากความสามารถอันบรรเจิดของคุณสามารถโลดแล่นบนวิดีโอเพียงสั้นไม่กี่นาทีได้ อย่ารีรอที่จะสร้าง ตัดต่อ และโพสต์ออกมา เพื่อแสดงศักยภาพในตัวคุณอีกมุมมองหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนและประสบความสำเร็จ คือ สาวเกาหลีที่ชื่อ คิม โยว ฮี หรือ ที่ทุกคนใช้คำว่า Apple Girl ในการค้นหาวิดีโอของเธอ โดยเธอมีความสามารถพิเศษทางด้านการดนตรี โดยการนำ ไอโฟนหลายๆ เครื่องใช้ในการทำเพลงเสมือนอัดเพลงอยู่ในห้องสตูดิโอ เธอได้ทำการเล่นดนตรีและโพสต์วิดีโอการแสดงขึ้นยูทูป อีกต่อมาไม่นานเธอก็ได้งานที่เธอถนัด เซ็นสัญญากับค่ายเพลงในเกาหลี

ทั้งนี้ทั้งนั้น การโพสต์ข้อมูลขึ้น Social Media ควรคิดก่อนโพสต์ทุกครั้ง เพราะข้อมูลทุกอย่างสะท้อนล้วนแล้วแต่เป็นกระจกเงาสะท้อนด้านดีหรือด้านเสียของคุณ ดังคำกล่าวของท่านประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาบารัค โอบาม่า ที่กล่าวเตื่อนสติวัยรุ่นอเมริกันทุกคนให้ระมัดระวังคำพูดก่อนที่จะโพสต์ข้อความต่าง ๆ ลงเฟสบุ้กเพราะในอนาคตข้างหน้าเมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน หรือ กำลังมองหางาน ข้อมูลทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ในเฟสบุ้กหรือทวิตเตอร์ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจจ้างงานจากนายจ้าง และข้อมูลทุกอย่างล้วนอยู่ในผลลัพธ์การค้นหาแทบทั้งสิ้น

ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในการหางานด้วย Social Media

จากเหตุผลร้อยแปดประการดังกล่าวข้างต้น ขอสรุป 3 ข้อสั้น ๆ ดังต่อไปนี้

1.เขียนประวัติโปร์ไฟล์ตนเองให้ถูกต้อง ครบถ้วน แสดงศักยภาพของตัวเองเท่าที่มี และเหมาะสมกับ Social Media แต่ละประเภทโดยเขียน โพสต์รูปภาพ วิดีโอทุกอย่างบนพื้นฐานความจริง สิ่งไหนไม่ดีเป็นข้อด้อยของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเขียนบรรยายสรรพคุณสิ่งนั้นออกมา และระมัดระวังการเขียน ตอบโต้ และโพสต์ข้อความในแง่ลบหรือพาดพิงถึงผู้อื่น จำไว้ว่าทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานชั้นดีในอนาคตการทำงานของคุณ

2.พยายามสร้างปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับบริษัทหรือองค์กรที่หมายปอง เรียกง่ายๆ ว่า บางครั้ง เราจำเป็นต้องเสนอตัวและสร้างสถานการณ์ขึ้นมาด้วย เช่น กรณีการสอบถามตอบโต้กับบริษัทนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงดึงดูดและจุดสนใจให้กับบริษัทรู้จักเรามากยิ่งขึ้น

3.ใช้ประโยชน์และข้อดีจากเครื่องมือ Social Media แต่ละประเภท จำไว้ว่าคุณยิ่งถือครอง Social Media และเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกันมากเท่าไหร่ จะเพิ่มโอกาสให้นายจ้าง หรือ บริษัทจัดหางานค้นหาและแกะรอยข้อมูลของคุณได้มากยิ่งขึ้นผ่านเสิร์ช เอนจินต่างๆ ขอยกตัวอย่างกรณีเสิร์ชในกูเกิลคำว่า Pawoot ผลลัพธ์การค้นหา จะพบทั้ง Facebook, Twitter, Youtube, Foursquare และ Blog ต่างๆ มากมาย




** ผลลัพธ์การค้นหาใน Google **


แล้วในมุมมองของบริษัทจัดหางานในประเทศไทยหละ มีการนำ Social Media ไปใช้บ้างหรือยัง

จากการสำรวจการใช้ Social Media ในธุรกิจจัดหางานและสรรหาบุคลากร พบว่าบริษัทรับประกาศตำแหน่งงาน (Job Posting Company) บริษัทจัดหางาน (Recruitment Agency) หรือที่ใครหลายคนนิยมเรียกติดปากว่า Head Hunter หรือแม้กระทั่งบริษัท หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ได้มีการนำ Social Media ใช้เพิ่มมากขึ้น โดยลักษณะการกระจายข้อความส่วนใหญ่จะเป็นการประกาศตำแหน่งงานว่าง คุณสมบัติของผู้สมัครงานที่สนใจ ความรู้ทางด้านการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งมีการวาง URL เพื่อลิงค์กลับเข้าไปยังเว็บไซต์ของตนเอง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สมัครงานสามารถเข้าเว็บไซต์เพื่อสมัครงานได้โดยตรง

และเนื่องจากในปัจจุบัน หากเราอยากรู้จักคนหนึ่งคน สิ่งที่เราทำอันดับแรกอาจเป็นการเสิร์ช ชื่อคนคนนั้นจากกูเกิล และก็ไม่แปลกใจที่ผลการค้นหาอันดับต้นๆ นั้นมาจาก Social Media แทบทั้งสิ้น บริษัทจัดหางานต่างๆ จึงใช้ช่องทางนี้เป็นช่องทางในการสืบค้น ตรวจสอบประวัติของคุณก่อนเรียกสัมภาษณ์เช่นกัน อีกทั้งหากสังเกตแบบฟอร์มสมัครงานปัจจุบันของหลายๆ องค์กร ก็จะพบว่ามีช่องเพิ่มเติมให้กรอก URL ส่วนตัว, Facebook Account , Twitter ID

ดังนั้น ใครที่กำลังมองหางานกับบริษัทเป้าหมาย ก็อย่าลืม Follow หรือ ไปกดปุ่ม Like บริษัทนั้น ๆ ไว้ เพื่อให้มีข้อมูลงานตำแหน่งใหม่ๆ Feed เข้ามาใน Wall หรือ ใน Timeline ของคุณอย่างสม่ำเสมอ เผื่อมีตำแหน่งงานที่น่าสนใจตรงกับคุณสมบัติของคุณ หรือเป็นตำแหน่งงานที่สามารถส่งต่อไปยังเพื่อน ๆ ในเครือข่ายของคุณได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการ (How To)ในการสร้างโอกาสในการนำเสนอ ให้คุณในการถูกเรียกสัมภาษณ์จากนายจ้างได้เร็วขึ้น มีโอกาสในการเรียกสัมภาษณ์ แต่สุดท้ายแล้วการจะได้งานหรือไม่ได้งานนั้นจะอยู่ที่ศักยภาพของคุณ ดังนั้น นอกจากจะมีโปร์ไฟล์ ใน LinkedIn ที่สวยเนี้ยบเฉียบหรูดูทางการ มีข้อมูลบนเฟสบุ้กที่บ่งบอกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ มีการทวีตข้อความดีๆ ใน Twitter มีวิดีโอในยูทูปที่ดูโดดเด่น แต่ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่คุณขาดไม่ได้คือ ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง หรือ สร้างความมั่นใจ รวมทั้งแสดง Talent ที่มีอยู่ในตัวคุณให้ฉายแววออกมาสู่สภาพความเป็นจริงเมื่อนายจ้างเรียกสัมภาษณ์เข้าตำราทำ Marketing ดี Product ก็ต้องดีด้วยนะคะ

ขอให้โชคดีในการหางานตรงใจทุกคน หาคนตรงใจทุกงาน
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์